เขียนโดย : ฌ็อง ฌิโอโน ค.ศ. ๑๙๕๔
ภาพประกอบ : ไมเคิล แม็คเคอดี้
แปลโดย : กรรณิการ์ พรมเสาร์ พ.ศ. ๒๕๓๕


ENGLISH VERSION
MORE INFORMATIONS from ABOB LIBS

*แรงใจไม่มีวันหมด...คน(บ้า)ปลูกต้นไม้ 2,000,000 ต้น
*: ดต.วิชัย สุริยุทธ ปลูกตาลสองล้านต้น.. :






คำนำ


           "ต้นไม้" เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่มีการดำรงอยู่แนบเนื่องกับผืนแผ่นดินโดยตรง เป็นสิ่งมีชีวิตสีเขียวน่าพิศวง เพราะ "ต้องการ"ปัจจัยหล่อเลี้ยงตัวเองเพียงเล็กน้อย แต่ "ให้"คุณประโยชน์อย่างเหลือคณานับแก่ชีวาลัยที่มันอาศัยอยู่
ในช่วงระยะการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่เพียงไม่กี่ชั่วทศวรรษ ต้นไม้ต้นแล้วต้นเล่าถูกโค่นล้มลงด้วยความมักง่ายและมักได้ของคนโดยมิได้หยุดคิดว่า นั่นเป็นต้นเหตุของวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อมโลกที่กำลังคืบคลานเข้ามา

            ดูเหมือน ฌ็อง ฌิโอโน (Jean Giono) จะตระหนักในเรื่องนี้ก่อนคนร่วมยุคสมัย ดังจะเห็นได้จากหนังสือ คนปลูกต้นไม้ (The Man Who Planted Trees) ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนให้คนหันกลับมาเห็น "ค่า" อันแท้จริงของต้นไม้ มิใช่ในแง่ "มูลค่าเศรษฐกิจ" หากในแง่ที่ต้นไม้เป็นเสมือน "ห่วงโซ่ชีวิต" เปลาะแรก ที่ร้อยโยงให้ลูกโซ่ชีวิตทั้งมวลบนพื้นพิภพนี้ดำเนินไปได้อย่างปกติ เมื่อต้นไม้ถูกโค่นล้มลง ก็เท่ากับปฐมฐานแห่งชีวิตถูกทำลาย ซึ่งแน่นอนย่อมส่งผลสะเทือนต่อวงจรลูกโซ่ชีวิตทั้งมวล จนถึงกับอาจขาดสะบั้นลงได้ ความจริงดังกล่าวได้รับการพิสูจน์แล้วด้วยบทเรียนราคาแพงที่ทุกคนต้องจ่ายด้วยมูลค่าชีวิตและสุขภาพของตนเอง เพื่อแลกกับมูลค่าสิ่งแวดล้อมที่ทุกคนมีส่วนในการปล้นทำลายไป

             นับว่า ฌ็อง ฌิโอโน เป็นนักคิดนักเขียนที่มีนิเวศทรรศน์ล้ำยุคสมัย เขาตั้งใจสร้าง"บุฟฟิเยร์" (Bouffier) - "คนปลูกต้นไม้" ขึ้นมาเป็นตัวแทนของคนธรรมดาที่มีชีวิตอยู่จริง เพื่อปลุกผู้คนให้สำนึกในภารกิจสำคัญที่สุดของมนุษยชาติ นั่นคือ "งานปลูกต้นไม้" ซึ่งเป็นงานเล็ก ๆที่ดูธรรมดาสามัญเสียจนไม่มีใครใส่ใจ ทั้งที่งานปลูกต้นไม้เป็น "งานจริง" ที่ยิ่งใหญ่เทียบเท่ากับ "การรังสรรค์" (Creation) ของพระผู้เป็นเจ้าเลยทีเดียว เพราะต้นไม้เป็นต้นกำเนิดของมวลชีวิต เป็นต้นกำเนิดของลำธาร บันดารความอุดมให้แผ่นดิน ให้อากาศบริสุทธิ์และความร่มเย็น และในสังคมอุตสาหกรรมนี้ ผู้คนเกือบหลงลืมไปแล้วว่า ป่าไม้เป็น "ซูเปอร์มาร์เก็ตแท้จริง" ที่เอื้ออาหารและปัจจัยสี่แก่สรรพสัตว์และมนุษยนิกร
ฌ็อง ฌิโอโน แสดงให้เห็นว่า "งานปลูกต้นไม้" เป็นงานรังสรรค์ที่เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ จากความอ่อนน้อมถ่อมตนของคนธรรมดาอย่าง "บุฟฟิเยร์" ซึ่งหว่านเพาะเมล็ดพันธุ์บนผืนดินที่มิใช่ของตนโดยไม่ได้หวังผลได้แก่ตัวเอง ทั้งมิได้อวดอ้างว่าได้ทำเช่นนั้นเพื่อโลก

             แม้คนปลูกต้นไม้ จะเป็นเรื่องอิงนิยาย แต่เชื่อว่าตัวละครธรรมดาอย่าง "บุฟฟิเยร์" ยังมีตัวจริงแฝงเร้นอยู่ทั่วไปในหมู่ผู้ทำงานอยู่กับผืนแผ่นดิน บุคคลาธิษฐานที่ใกล้เคียงกับ "บุฟฟิเยร์" ซึ่งพอเห็นอยู่ในยุคสมัยของเราก็คือผู้เฒ่า มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันบ้างแล้วในหมู่คนไทยที่สนใจในเรื่องสิ่งแวดล้อมและเกษตรกรรมทางเลือก
ท่านผู้เฒ่าเคยปรารภกับข้าพเจ้าว่า "งานปลูกต้นไม้" เป็น"งานชีวิต" (Life Work) สำหรับคนทุกคน ถ้าเรากิน ๑ ปลูกทดแทน ๒ รับรองว่าจะไม่มีวันอด แต่อย่าคิดปลูกเพื่อตนเอง เพราะถ้าเริ่มต้นด้วยความคิดแบบนี้ก็จะเลิกปลูก ด้วยเหตุที่เห็นว่าตนไม่ได้รับประโยชน์ ดังนั้นเราต้องคิดหว่านเมล็ดพันธุ์เพื่อคนรุ่นต่อไป

              ท่านผู้เฒ่ายังเล่าด้วยว่า ท่านเคยได้ยินคนรุ่นก่อนบอกว่าชั่วชีวิตของคน ๆ หนึ่งควรปลูกต้นไม้ให้ได้สักแสนต้น ท่านประทับใจมาก แต่นั้นมาก็ลงมือเอาเมล็ดพันธุ์ฝังดินวันละต้นสองต้นบนภูเขาหัวโล้นข้างบ้านของตน ดุจเดียวกับนกที่ถ่ายมูลปนกับเมล็ดพันธุ์ลงสู่พื้นดิน ท่านคำนวณว่าในช่วง ๕๐ ปีที่ผ่านมา ตัวท่านคงปลูกต้นไม้ได้ไม่น้อยกว่าสองแสนต้น แต่คงเหลือรอดให้เชยชมได้เพียงครึ่งหนึ่ง กระนั้นท่านก็ยังถ่อมตนว่าต้นไม้อันร่มครึ้มบนภูเขาที่ท่านอยู่นั้น เป็นผลงานของเหล่าสกุณามากกว่าของท่านเสียอีก

               "งานชีวิต" ของบุฟฟิเยร์และของผู้เฒ่าฟูกูโอกะ เป็นงานยิ่งใหญ่ที่ใคร ๆ ก็รังสรรค์ได้ เพียงฝากฝังเมล็ดพันธุ์ไว้แก่แผ่นดินวันละต้นสองต้น เพียงเท่านั้นเอง แต่แล้วในโลกปัจจุบันที่ให้ความสำคัญต่อ "มูลค่าทางเศรษฐกิจ" มากกว่า "มูลค่าชีวิตและสิ่งแวดล้อม" ผู้คนกลับแลไม่เห็นความยิ่งใหญ่ของ "งานชีวิต" ที่แสนจะเรียบง่ายและธรรมดานี้

               แม้ คนปลูกต้นไม้ จะเขียนขึ้นเมื่อครึ่งค่อนศตวรรษที่แล้ว แต่ก็ยังมี "สาส์นสาระ" ที่เหมาะสำหรับ "สื่อ" แก่ผู้คนในยุคสมัยที่โลกกำลังแล้งสีเขียว หากหนังสืออิงนิยายเชิงสาระนิเวศน์เล่มน้อยนี้ สามารถเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนกลับมารักต้นไม้และเห็นคุณค่าของงานปลูกชีวิตสีเขียวอันงดงามให้แก่โลกแล้วไซร้ ก็เป็นอันว่าความปรารถนาของ ฌ็อง ฌิโอโน และ บุฟฟิเยร์ …และสำนักพิมพ์ของเราย่อมไม่สูญเปล่า


รสนา โตสิตระกูล
บรรณาธิการ
๒๕ ธันวาคม ๒๕๓๔





คนปลูกต้นไม้

                       การที่อุปนิสัยใจคอของคนจะแสดงออกถึงคุณลักษณะพิเศษที่แท้นั้น ต้องอาศัยโอกาสอันดีในการสังเกตพฤติกรรมเป็นเวลาหลาย ๆ ปี หากพฤติกรรมนั้นปราศจากความเห็นแก่ตัว หากแรงผลักดันนั้นมาจากความกรุณาอย่างแท้จริง และไม่หวังผลตอบแทน อีกทั้งยังฝากรอยจารึกอันงดงามประดับไว้ในโลก นั้นย่อมถือได้ว่าเป็นคุณลักษณะที่แท้





            ระมาณ ๔๐ ปีก่อน เมื่อผมออกเดินทางไกลด้วยเท้าไปตามแถบเทือกเขาสูงที่นักท่องเที่ยวไม่รู้จัก บริเวณเก่าแก่แห่งนั้นเป็นที่เทือกเขาแอลป์ทอดตัวเข้ามาในจังหวัดโปรวองซฺ ผมเดินทางไกลผ่านอาณาบริเวณอันรกร้างว่างเปล่าที่สรรพสิ่งที่พบมีแต่ความแห้งแล้งไร้สีสัน นอกจากต้นลาเวนเดอร์ป่าแล้ว... ไม่มีต้นไม้ชนิดอื่นขึ้นอยู่เลย
             ผมเดินกำลังเดินผ่านเขตแดนแห่งนี้ ณ จุดกว้างที่สุด และหลังจากเดินทางผ่านไป ๓ วัน ผมพบว่าตัวเองกำลังอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยวร้างอย่างที่สุด ผมจึงหาที่พักใกล้หมู่บ้านร้าง น้ำหมดลงตั้งแต่วันวาน ผมต้องหาน้ำไว้ดื่มด้วย ถึงหมู่บ้านจะเป็นเพียงซากปรักหักพังดูคล้ายกับรังต่อเก่า ๆ ก็น่าจะเคยมีน้ำพุตามธรรมชาติหรือบ่อน้ำบ้าง ปรากฏว่ามีน้ำพุ...แต่แห้งไปหมดแล้ว มีบ้านเรือนอยู่ ๕ - ๖ หลังที่หลังคาผุพังไปเพราะแรงลมและฝน

โรงสวดมนต์เล็ก ๆ และเศษซากหอคอยยืนตระหง่านอยู่ราวกับโรงสวดและบ้านเรือนในหมู่บ้านที่ยังมีคนอาศัยอยู่ 
...แต่ที่นี่ไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นใด ๆ หลงเหลือให้เห็นเลย

          วันนั้นเป็นวันที่อากาศแจ่มใสในเดือนมิถุนายน ทรากหักพังของบ้านเรือนร้างราวกับสิงโตกำลังขย้ำเหยื่อ ผมจึงต้องย้ายที่พัก หลังจากเดินมาได้สัก ๕ ชั่วโมง ก็ยังไม่พบน้ำและไม่มีวี่แววของความหวัง รอบตัวผมมีแต่ความแห้งแล้งและหญ้าอันรกเรื้อเช่นเดิม ผมคิดว่าผมเห็นเงาดำเล็ก ๆ อยู่ลิบ ๆ เงานั้นตั้งตรงจนผมเข้าใจผิดคิดว่าเป็นต้นไม้ต้นหนึ่ง ผมตรงไปที่นั่นทันทีและพบว่า เงาดำที่เห็นกลับเป็นชายเลี้ยงแกะ... ฝูงแกะราว ๓๐ ตัวหมอบนอนอยู่รอบตัวเขา บนผืนดินที่ร้อนระอุ ชายเลี้ยงแกะส่งน้ำเต้าให้ผมดื่มน้ำ และครู่ต่อมาเขาก็พาผมไปยังกระท่อมของเขาซึ่งอยู่ ณ ซอกหุบแห่งหนึ่งของที่ราบ

         เขาสาวน้ำที่วิเศษสุดจากบ่อน้ำธรรมชาติที่ลึกมากด้วยกว้านแบบเก่า (กว้าน คือ ที่สาวน้ำแบบใช้มือหมุน : ผู้แปล) ชายผู้นี้พูดน้อย เป็นลักษณะของคนที่อยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่ใคร ๆ ก็รู้สึกได้ถึงความมั่นใจในตนเองของเขา และความเชื่อมั่นในความสามารถของเขา ลักษณะเช่นนี้ ไม่น่าพบในเมืองแห้งแล้งกันดารอย่างนี้เลย

            บ้านของเขาไม่ใช่กระท่อม แต่เป็นบ้านจริง ๆ ... บ้านที่ทำด้วยหิน แสดงถึงความอุตสาหะในการซ่อมแซมทรากปรักหักพังที่เขาพบเมื่อแรกมาถึง หลังคาบ้านแข็งแรงและอยู่ในสภาพดี สายลมที่พัดผ่านหลังคาส่งเสียงราวเสียงคลื่นกระทบฝั่ง บ้านช่องของชายเลี้ยงแกะเป็นระเบียบเรียบร้อย จามชามล้างเรียบร้อย พื้นบ้านปัดกวาดสะอาดสะอ้าน ปืนไรเฟิลได้รับการดูแลหยอดน้ำมัน หม้อน้ำแกงกำลังเดือดอยู่บนเตาไฟ ผมสังเกตเห็นในตอนนั้นว่า หนวดเคราของเขาได้รับการโกนอย่างเกลี้ยงเกลา กระดุมเสื้อเย็บติดแน่น เสื้อผ้าปะชุนอย่างพิถีพิถันจนไม่เห็นร่องรอย เขาตักซุบแบ่งให้ผม ผมส่งบุหรี่ให้ แต่เขาปฏิเสธ... สุนัขของเขาก็เงียบกริบเหมือนเจ้าของ ไม่มีอาการประจบประแจง แต่ก็เป็นมิตร

             เป็นที่รู้กันว่าคืนนั้นผมต้องค้างที่นั่น เพราะหมู่บ้านที่อยู่ใกล้ที่สุดยังต้องใช้เวลาเดินทางมากกว่าวันครึ่ง และที่สำคัญ...ผมรู้ว่าหมู่บ้านแถบนั้นหายาก ดูเหมือนจะมีเพียง ๔ หรือ ๕ แห่งกระจายอยู่ตามสันเขา 

ท่ามกลางป่าโอ๊คที่หนาทึบและอยู่ลึกเข้าไปจนสุดทางเกวียน หมู่บ้านเหล่านั้นเป็นที่อยู่อาศัยของคนเผาถ่าน ซึ่งมีชีวิตความเป็นอยู่ในสภาพที่เลวร้าย หลายครอบครัวอยู่กันอย่างแออัดในสภาพอากาศที่รุนแรงทั้งในฤดูหนาวและร้อน ซึ่ง สภาพดังกล่าวนี้ย่อมหนีไม่พ้นความขัดแย้งและการทะเลาะเบาะแว้งกันตลอดเวลา ความปรารถนาที่จะไปให้พ้นจากที่นี่ทุกชั่วขณะจิตกลายเป็นความหวังที่เกินกว่าจะเป็นจริงได้ พวกผู้ชายจะบรรทุกถ่านไปขายในเมืองแล้วก็กลับ คุณลักษณะส่วนที่ดีที่สุดนั้นถูกทำลายไปเพราะความจำเจซ้ำซากของวิถีชีวิต ส่วนผู้หญิงก็เอาแต่คร่ำครวญรำพันถึงความคับข้องใจ ทุกอย่างที่นั่นต้องแข่งขันแย่งชิงกัน ไม่ว่าราคาถ่านหรือม้านั่งในโบสถ์ ขัดแย้งกันในเรื่องของความดีและความชั่ว การต่อกรกันไม่รู้จบระหว่างความดีและความชั่ว... สายลมที่พัดไม่หยุดหย่อนก็สร้างความหงุดหงิดให้กับผู้คนจนแทบบ้า จึงมีการฆ่าตัวตายระบาดขึ้น มีคนบ้าซึ่งอาจก่อการฆาตกรรมได้โดยง่าย

             ชายเลี้ยงแกะหยิบถุงใบเล็กออกมาเทเมล็ดโอ๊คลงกองบนโต๊ะ เขาเริ่มตรวจดูทีละเมล็ด...ทีละเมล็ด แยกเมล็ดดีออกจากเมล็ดเสียด้วยใจจดใจจ่อเป็นอย่างยิ่ง ผมนั่งสูบยาเส้นหลังจากที่เสนอตัวเข้าช่วยแล้วเขาปฏิเสธด้วยเหตุผลว่านั่นเป็นงานของเขา เมื่อผมเห็นความเอาใจใส่ที่เขาทุ่มเทให้กับภารกิจเบื้องหน้าแล้ว ผมก็ไม่รบเร้าอีก นั่นเป็นบทสนทนาทั้งหมดระหว่างเรา

เมื่อเขาแยกเมล็ดโอ๊คที่ดีได้มากพอแล้วก็นับทีละสิบเมล็ด ขณะเดียวกันก็แยกเมล็ดที่มีขนาดเล็กหรือมีรอยแตกแม้เพียงเล็กน้อยออกไปด้วย ตอนนี้...เขาตรวจตราอย่างถี่ถ้วนมากขึ้น พอนับเมล็ดที่สมบูรณ์ได้ ๑๐๐ เมล็ดก็หยุด แล้วเราต่างก็เข้านอน

              ผมรู้สึกถึงความสงบเมื่ออยู่ชายผู้นี้ วันรุ่งขึ้นผมจึงขอพักต่ออีกหนึ่งวัน เขาทำเหมือนเป็นเรื่องปกติธรรมดา หรือจะพูดให้ถูกก็คือ เขาทำให้ผมประทับใจตรงที่ไม่แสดงให้เห็นสักนิดเดียวว่าแปลกใจ เพราะที่จริงผมไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะพักอยู่ที่นั่นต่อไปอีก แต่เป็นเพราะผมสนใจและอยากรู้จักเขาให้มากกว่านี้เท่านั้น ชายเลี้ยงแกะเปิดคอกและต้อนฝูงแกะไปยังทุ่งหญ้า ก่อนออกจากบ้าน เขาเอาถุงที่ใส่เมล็ดโอ๊คที่นับและคัดเลือกอย่างดีแล้วมาแช่ในถังน้ำ

             ผมสังเกตเห็นเขาถือแท่งเหล็กใหญ่ขนาดนิ้วหัวแม่มือยาวประมาณหลาครึ่งไปด้วย...ผมเดินทอดน่องสบาย ๆ ไปตามทางคู่กับเขา ทุ่งหญ้าที่เลี้ยงแกะอยู่ในบริเวณหุบเขา เขาทิ้งให้สุนัขดูแลฝูงแกะแล้วปีนขึ้นมาตรงจุดที่ผมยืนอยู่ ทีแรกผมนึกว่าเขาจะขึ้นมาดุที่ผมทำอะไรไม่ถูกไม่ควร แต่เปล่า...เขากำลังจะไปทางนั้นอยู่แล้วเลยชวนผมไปด้วยถ้าผมไม่มีอะไรที่ดีกว่านั้นจะทำ ชายเลี้ยงแกะขึ้นไปถึงยอดสันเขาซึ่งสูงขึ้นไปประมาณ ๑๐๐ หลา

              ตามแนวสันเขานั้นเอง ที่เขาเริ่มใช้แท่งเหล็กแทงดินเพื่อให้เป็นหลุมสำหรับหยอดเมล็ดโอ๊ค แล้วจึงกลบหลุม...เขากำลังปลูกต้นโอ๊ค...ผมถามว่าที่ดินตรงนั้นเป็นของเขาหรือ ชายเลี้ยงแกะปฏิเสธ ผมถามอีกว่าเขารู้หรือเปล่าว่าที่ดินตรงนั้นเป็นของใคร เขาก็ไม่ทราบ... แต่เดาเอาว่าเป็นสาธารณสมบัติ หรือไม่ก็เป็นของใครสักคนหนึ่งที่ไม่สนใจไยดีมัน ชายเลี้ยงแกะไม่สนใจสักนิดที่จะรู้ว่าที่ดินผืนที่เขาปลูกต้นโอ๊คอยู่นั้นเป็นของใคร เขาปลูกต้นโอ๊คทั้ง ๑๐๐ เมล็ดด้วยความเอาใจใส่อย่างยิ่ง

              หลังจากรับประทานอาหารกลางวันแล้วเขาก็กลับไปปลูกต่อ ผมคิดว่าผมคงจะรบเร้าถามเขามิใช่น้อย ด้วยเหตุนี้เขาจึงตอบผมว่า...เขาปลูกต้นโอ๊คมา ๓ ปีแล้วในที่รกร้างว่างเปล่าแห่งนี้... ถ้าจะนับก็คงได้ถึง ๑๐๐,๐๐๐ เมล็ด ในจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ เมล็ดนั้น ที่งอกเป็นต้นมีเพียง ๒๐,๐๐๐ ต้น และในจำนวน ๒๐,๐๐๐ ต้นนี้ เขาคาดว่าจะสูญเสียไปอีกประมาณครึ่งหนึ่ง ให้กับสัตว์จำพวกหนูและให้กับพระประสงค์อันไม่อาจคาดหมายได้ของพระผู้เป็นเจ้า... จึงอาจเหลือต้นโอ๊คเติบโตขึ้นมาในดินแดนที่ไม่เคยมีไม้ชนิดใดเพียง ๑๐,๐๐๐ ต้น  

              ผมเริ่มสงสัยว่าเขาอายุเท่าไหร่ เห็นได้ชัดว่าเขามีอายุมากกว่า ๕๐ ปี ห้าสิบห้า เขาบอกผม ชื่อของเขาคือ แอลเซอารดฺ บุฟฟิเยร์ เคยทำไร่และอยู่ในที่ราบลุ่มมาก่อน เขาใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นตราบจนกระทั่งเขาสูญเสียลูกชายคนเดียว และต่อมาก็ภรรยาไปอีกคน เขาจึงย้ายมาอยู่ที่นี่และใช้ชีวิตเรื่อย ๆ ที่ไม่มีงานการบีบคั้นอยู่กับแกะและสุนัข ปุฟฟิเยร์เห็นว่า แผ่นดินทีนี่กำลังตายเพราะขาดต้นไม้ ประกอบกับเขาเองก็ไม่ได้มีงานการอะไรมากมาย จึงตกลงใจที่จะฟื้นฟูสภาพที่เป็นอยู่นี้

               แม้ผมจะยังอยู่ในวัยหนุ่ม แต่เนื่องจากขณะนั้นผมใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว ผมจึงรู้วิธีที่จะจัดการกับสภาพจิตใจที่เงียบเหงาได้อย่างอ่อนโยนนุ่มนวล แต่คงเพราะความหนุ่มกระมังที่ทำให้ผมคิดถึงแต่อนาคตในส่วนที่เกี่ยวข้องกับตัวเองเท่านั้น และคิดแค่การแสวงหาความสุขใส่ตัว ผมบอกปุฟฟิเยร์ว่า ภายใน ๓๐ ปี ต้นโอ๊ค ๑๐,๐๐๐ ต้นของเขาจะต้องเติบโตอย่างงดงามแน่ แต่เขาบอกผมเรียบ ๆ ว่า... ถ้าพระเจ้าประทานชีวิตให้เขาอยู่ได้อีกสัก ๓๐ ปีละก็ เขาต้องปลูกต้นไม้ได้อีกมากมายมหาศาล จนเจ้าโอ๊คหมื่นต้นนี้เปรียบเหมือนน้ำหยดเดียวในมหาสมุทร

                 นอกจากนี้ บุฟฟิเยร์กำลังศึกษาขยายพันธุ์ต้นบีช (ไม้จำพวกมะเดื่อ : ผู้แปล) อยู่ เขามีต้นกล้าบีชที่เพาะจากเมล็ดเติบโตงามอยู่ในเรือนเพาะชำใกล้บ้านที่เขาล้อมรั้วลวดหนามกันไม่ให้แกะเข้าไปกัดทำลาย นอกจากนี้ เขายังคิดที่จะปลูกต้นเบิร์ชในหุบเขาที่ซึ่งเขาบอกว่ามีปริมาณความชื้นอยู่ลึกลงไปจากผิวดินเพียงไม่กี่หลา ...รุ่งขึ้น เราก็แยกทางกัน



 

              สงครามปี ๑๙๑๔ ระเบิดขึ้นในปีถัดมา ผมเข้าร่วมในการรบเป็นเวลาถึง ๕ ปี พลทหารราบนั้นแทบไม่มีเวลาที่จะสนใจต้นไม้ใบหญ้า ว่าโดยสัตย์แล้วสิ่งนั้นในตัวมันเองไม่ได้สร้างรอยประทับอะไรแก่ผมเลย ผมเห็นมันไม่ต่างจากงานอดิเรกอย่างการสะสมแสตมป์แล้วก็ลืมเลือนไป...

               เมื่อสงครามสิ้นสุด ผมได้เบี้ยบำเหน็จทหารผ่านศึกจำนวนเล็กน้อย กับมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะไปสูดอากาศบริสุทธิ์สักพัก ผมจึงกลับไปยังดินแดนแห้งแล้งนั้นอีกครั้งโดยปราศจากจุดมุ่งหมายอื่น

               ชนบทไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย...อย่างไรก็ดี ไกลออกไปจากหมู่บ้านร้าง ผมแลเห็นอะไรอยู่ลิบ ๆดูคล้ายกลุ่มหมอกสีเทาปกคลุมยอดเขาราวกับผืนพรม ผมคิดถึงชายเลี้ยงแกะนักปลูกต้นไม้ตั้งแต่เมื่อวาน "โอ๊คแสนต้น กินเนื้อที่ไม่น้อยเลยจริง ๆ ..." ผมรำพึง

               ผมได้พบเห็นผู้คนล้มตายมามากในช่วงที่เป็นทหาร ๕ ปีนั้น จึงง่ายที่จะคิดว่าบุฟฟิเยร์ก็คงตายไปแล้วเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับคนหนุ่มอายุ ๒๐ มักจะเห็นคนอายุ ๕๐ ว่าเป็นคนแก่เฒ่าที่ไม่มีอะไรทำนอกจากนอนรอความตาย... แต่บุฟฟิเยร์ยังไม่ตาย ความจริงแล้วเขากลับแข็งแรงกระฉับกระเฉงอย่างยิ่ง เขาได้เปลี่ยนงานใหม่ เดี๋ยวนี้เขาเหลือแกะเพียง ๔ ตัว แต่หันไปเลี้ยงผึ้ง ๑๐๐ รังแทน ที่ต้องเลิกเลี้ยงแกะเพราะเจ้าแกะเหล่านั้นไปรบกวนต้นไม้ของเขา เขาบอกผมว่า สงครามไม่ได้ส่งผลกระทบกระเทือนถึงเขาเลย และผมก็เห็นด้วยตาตัวเองเช่นนั้นจริง ๆ เขายังคงปลูกต้นไม้ไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้สึกสะดุ้งสะเทือนแต่อย่างใด

             
ต้นโอ๊คที่ปลูกในปี ๑๙๑๐ อายุได้ ๑๐ ปี มันสูงกว่าเราทั้งคู่ เป็นภาพที่น่าประทับใจจนผมพูดไม่ออกด้วยความตื้นตัน บุฟฟิเยร์เองก็ไม่พูดอะไร เราใช้เวลาเดินป่าของเขาทั้งวันโดยไม่พูดไม่คุยกัน บริเวณพื้นที่ป่ามี ๓ ส่วน วัดความยาวได้ประมาณ ๑๑ กิโลเมตร บริเวณที่กว้างที่สุดวัดได้ ๓ กิโลเมตร เมื่อนึกขึ้นมาได้ว่า บรรดาต้นไม้เหล่านี้งอกงามและเติบโตมาจากน้ำมือและหัวจิตหัวใจของชายชราผู้นี้ โดยปราศจากเครื่องไม้เครื่องมือใด ๆ มาอำนวยความสะดวกให้ เราย่อมเข้าใจได้ว่ามนุษย์ก็มีพลานุภาพได้เฉกเช่นพระผู้เป็นเจ้าในเรื่องอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากการทำลายล้าง

               เขาได้ทำงานตามแผนที่วางไว้ สิ่งที่ยืนยันความข้อนี้คือต้นบีชสูงเท่าไหล่ผมแล้ว มันแผ่ขยายไปไกลสุดลูกหูลูกตา เขาอวดกลุ่มต้นเบิร์ชที่แข็งแรงซึ่งเขาปลูกเมื่อ ๕ ปีที่แล้ว คือในปี ๑๙๑๕ เป็นเวลาเดียวกับที่ผมกำลังรบอยู่ที่แวรฺเดิง เขานำต้นเบิร์ชไปปลูกในหุบเขาทุกแห่งที่คาดว่าจะมีความชื้นในดินมากพอ มันดูบอบบางราวกับสาวน้อยแรกรุ่น แต่ก็ยืนต้นอย่างมั่นคง
               การรังสรรค์ดูเหมือนจะเกิดขึ้นในรูปของปฏิกิริยาลูกโซ่ แต่บุฟฟิเยร์ไม่เคยกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขามุ่งทำงานต่อไปอย่างเรียบง่าย แต่เมื่อเรากลับมาที่หมู่บ้านอีกครั้ง ผมก็เห็นน้ำใสในลำธารซึ่งเคยแห้งผากมานานแสนนานตั้งแต่ผมจำความได้

 

นั่นคือผลจากปฏิกิริยาลูกโซ่ที่งดงามที่สุดเท่าที่ผมเคยพบเห็น นานมาแล้วที่ลำธารแห้งผากสายนี้เคยมีน้ำมาก่อน เพราะหมู่บ้านที่ผมกล่าวถึงข้างต้นตั้งอยู่บนอาณาจักรโรมันโบราณซึ่งยังมีร่องรอยปรากฏอยู่ และนักโบราณคดีที่ไปสำรวจบริเวณนั้นได้พบเบ็ดตกปลา ในที่ซึ่งบัดนี้คนในศตวรรษที่ ๒๐ จำเป็นต้องมีถังเก็บน้ำเพื่อเป็นหลักประกันว่าจะมีน้ำไว้ใช้สักเล็กน้อย

 

               สายลมก็ช่วยหว่านโปรยเมล็ดพันธุ์ด้วย เมื่อน้ำกลับคืนสู่แผ่นดินอีกครั้ง ต้นไม้หลายชนิดก็พลอยกลับฟื้นคืนมาด้วย ต้นหลิว ต้นกก ทุ่งหญ้า สวนผัก และไม้ดอกชนิดต่าง ๆ และแน่นอน... ความปรารถนาที่จะมีชีวิตก็ได้กลับคืนมาเช่นกัน
               การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของแบบแผนอันสามัญที่ไม่ก่อให้เกิดความน่าพิศวงแต่ประการใด นักล่าสัตว์ที่ปีนขึ้นไปในป่าเขาเพื่อล่ากระต่ายหรือหมูป่าย่อมเห็นการเติบโตอย่างฉับพลันของไม้หนุ่ม แต่ก็คิดว่าเป็นปรากฏการณ์สร้างสรรค์ของธรรมชาติจึงไม่มีใครสักคนที่เข้าไปยุ่งกับงานของแอลเซอารดฺ บุฟฟิเยร์

ถ้าใครทราบความจริงเรื่องนี้... ชายชราผู้นี้ต้องมีศัตรูอย่างแน่นอน แต่ก็ไม่มีใครทราบ ก็ใครเล่า ไม่ว่าชาวบ้านหรือผู้บริหารที่จะสามารถจินตนาการได้ว่า... ยังมีความบากบั่นอุตสาหะที่เต็มไปด้วยความกรุณาอันแสนงดงามเช่นนี้อยู่

               ถ้าจะมีอะไรที่เป็นความเข้าใจที่ชัดเจนถึงบุคลิกลักษณะที่พิเศษนี้ละก็ เราก็ต้องไม่ลืมว่า บุฟฟิเยร์ทำงานอย่างโดดเดี่ยวอย่างแท้จริง โดดเดี่ยวจนกระทั่งเมื่อถึงบั้นปลายของชีวิตของเขาได้กลายเป็นคนไม่พูดไป... หรือเขาอาจเห็นว่าไม่จำเป็นต้องพูดก็ได้


 

            ในปี ๑๙๓๓ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ผู้หนึ่งไปพบเขาเพื่อเตือนว่า มีกฎห้ามจุดไฟนอกบ้าน เนื่องจากเกรงว่าจะเป็นอันตรายต่อ "ป่าธรรมชาติ" ผืนนี้ เจ้าหน้าที่ผู้นั้นบอกบุฟฟิเยร์อย่างพาซื่อว่านี่เป็นครั้งแรกที่เขาเคยได้ยินว่า "ป่าเกิดขึ้นเองได้"  

ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นบุฟฟิเยร์กำลังเตรียมปลูกต้นบีชห่างจากกระท่อมหินของเขาไปประมาณ ๑๒ กิโลเมตร ตอนนั้นเขามีอายุ ๗๕ ปีแล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงการเดินทางไป ๆ มา ๆ เขาจึงมีแผนที่จะสร้างกระท่อมอีกหลังหนึ่งบริเวณที่จะปลูกต้นไม้ ปีต่อมาเขาก็ทำตามแผน

              ในปี ๑๙๓๕ คณะผู้แทนรัฐบาลทั้งคณะเดินทางมาตรวจสอบ "ป่าธรรมชาติ" ซึ่งมีทั้งเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกรมป่าไม้ สมาชิกนิติบัญญัติ และนักวิชาการ มีการพูดคุยเปล่าประโยชน์มากมาย ทั้งยังมีการลงความเห็นว่าจะต้องทำอะไรสักอย่าง แต่โชคดีที่ไม่ได้ทำอะไรเลย ยกเว้นเพียงเรื่องเดียวที่นับว่ามีคุณประโยชน์คือ ให้รัฐเป็นผู้ดูแลป่า และห้ามเผาถ่าน เพราะจริง ๆ แล้วก็เป็นไปไม่ได้เลยที่ใครจะไม่ประทับใจในไม้หนุ่มสมบูรณ์สวยงามเหล่านั้น แม้แต่ตัวสมาชิกสภานิติบัญญัติเองก็งงงวยเหมือนต้องมนต์สะกด

                เพื่อนผมคนหนึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่มาในคณะผู้แทนชุดนั้น ผมอธิบายให้เขาฟังถึงเงื่อนงำของเรื่องนี้ สัปดาห์ถัดมา เราพากันไปเยี่ยมบุฟฟิเยร์ เราพบว่าเขากำลังทำงานหนัก ณ จุดที่ห่างจากจุดตรวจไปประมาณ ๑๐ กิโลเมตร

                 เพื่อนผมคนนี้ไม่ได้เป็นเพื่อนกันโดยเปล่าประโยชน์ เขารู้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่มีคุณค่า และรู้จักเก็บปากเก็บคำ ผมมอบไข่ที่ซื้อมาให้บุฟฟิเยร์ เรารับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน และใช้เวลาหลายชั่วโมงในการเพ่งพินิจชนบทแห่งนี้โดยไม่ได้พูดคุยกัน

 
               ทางที่เราเดินมาเป็นที่ลาดชันปกคลุมด้วยต้นไม้สูง ๒๐ - ๒๕ ฟุต ผมยังจำสภาพแบบนี้ในปี ๑๙๑๓ ได้ดีว่ามันแห้งแล้งเพียงใด...

ความสุขสงบ งานอันต่อเนื่องยาวนาน ความสมถะ และอากาศอันสดชื่นแห่งขุนเขา และเหนือสิ่งอื่นใด ความสงบเย็นแห่งจิตใจได้ทำให้สุขภาพของชายชราผู้นี้แข็งแรงอย่างน่าประหลาด... พระเจ้าได้ประทานพละกำลังแก่เขา ผมนึกสงสัยว่าเขาจะห่มคลุมสีเขียวให้โลกอีกสักเท่าไหร่หนอ

                ก่อนจากกัน เพื่อนผมได้ให้คำแนะนำสั้น ๆ เกี่ยวกับชนิดของต้นไม้ที่เหมาะสมกับดินแถบนั้น แต่เขาก็ไม่ได้ยืนยันให้เชื่อ เขาบอกผมในภายหลังว่า "เพราะบุฟฟิเยร์รู้ดีกว่าผม" แต่หลังจากเดินมาได้สักชั่วโมง เขาก็เปลี่ยนใจพูดใหม่ว่า "บุฟฟิเยร์รู้ดีกว่าใคร ๆ ทุกคนและเขาพบหนทางมหัศจรรย์สู่ความสุข..."

               น่าขอบคุณเพื่อนผมคนนี้...เพราะไม่เพียงแต่ป่าไม้เท่านั้นที่ได้รับการดูแล ความสุขของชายชราผู้หนึ่งก็ได้รับการปกป้องไว้ด้วย เขาส่งเจ้าหน้าที่ ๓ คนมาปฏิบัติหน้าที่ พร้อมกับสำทับว่าเจ้าหน้าที่ทั้ง ๓ ต้องปฏิเสธเหล้าทุกขวดที่คนเผาถ่านอาจหยิบยื่นให้  

              ภัยอันร้ายแรงต่อการรักษาป่านั้น มีเพียงกรณีเดียวที่เกิดขึ้น ในช่วงสงครามปี ๑๙๓๙ ช่วงนั้นรถยนต์ยังวิ่งโดยอาศัยพลังงานไอน้ำที่ได้จากการเผาฟืน ปรากฏว่าระยะนั้นไม้ไม่พอใช้ จึงมีการเข้ามาตัดต้นโอ๊คที่ปลูกไว้เมื่อปี ๑๙๑๐ แต่บริเวณป่าอยู่ห่างไกลจากทางรถไฟมาก จนไม่คุ้มกับการลงทุน บริษัทเลยเลิกโครงการไป ชายเลี้ยงแกะไม่เคยทราบเรื่องราวเหล่านี้ เขาอยู่ห่างออกไปราว ๓๐ กิโลเมตร ยังคงทำงานอย่างสงบ ไม่สนใจสงครามปี ๑๙๓๙ เช่นเดียวกับที่ไม่สนใจสงครามปี ๑๙๑๔



              ผมพบแอลเซอารดฺ บุฟฟิเยร์ครั้งสุดท้ายในเดือนมิถุนายน ๑๙๔๕ ตอนนั้นเขาอายุ ๘๗ ปี ผมเดินทางไปยังดินแดนอันรกร้างแห่งนั้นอีกครั้ง แม้ว่าบ้านเมืองจะยังไร้ระเบียบยุ่งเหยิงเพราะผลพวงจากภาวะสงคราม แต่ขณะนั้นก็มีรถเมล์วิ่งระหว่างหุบเขาดูรองซฺกับเทือกเขาบริเวณนั้น

               ผมยอมรับว่าผมไม่สามารถจะจดจำภาพภูมิประเทศที่เคยเห็นในการเดินทางครั้งก่อน ๆ ในขณะเดินทางด้วยความเร็วขนาดนี้ ผมรู้สึกเหมือนว่าถนนสายนี้กำลังพาผมไปสู่ดินแดนใหม่ มีแต่ชื่อหมู่บ้านเท่านั้นกระมังที่ทำให้ผมเชื่อว่า ผมกำลังอยู่ในดินแดนที่เคยเป็นเพียงเศษซากปรักหักพังและเปลี่ยวร้างในอดีตจริง ๆ

              ผมลงรถที่แวรฺกงส์ เมื่อปี ๑๙๑๓ หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้มีบ้านอยู่เพียง ๑๐ -๑๒ หลังคาเรือน มีคนอาศัยอยู่เพียง ๓ คน พวกเขาเป็นคนดุร้ายป่าเถื่อน และมีแต่ความเกลียดชังกัน และหาเลี้ยงชีพด้วยการหลอกลวงกัน มีสภาพไม่ต่างจากคนป่าเถื่อนเท่าไหร่นัก ทั้งทางกายภาพและระดับศีลธรรม สภาพโดยรอบมีแต่เถาไม้คันเลื้อยปกคลุมอยู่ตามอาคารบ้านเรือนที่เปล่าร้าง เป็นสภาพที่ไร้ความหวัง สถานการณ์ที่เป็นอยู่จึงยากที่จะเอื้อให้เกิดความดีงามขึ้น สำหรับพวกเขาแล้วจึงไม่มีอะไรนอกจากรอความตาย

               บัดนี้สรรพสิ่งเปลี่ยนแปลงไป...แม้แต่อากาศ แทนที่จะมีลมแล้งรุนแรงอย่างเคยเป็น กลับมีสายลมแผ่วเบาหอมกรุ่น เสียงลมพัดในราวป่าดังราวกับเสียงน้ำไหลจากภูเขา สิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือ ผมได้ยินเสียงน้ำไหล... แล้วก็เห็นน้ำพุจริง ๆ น้ำพุที่ไหลพร่างพรมอย่างไม่รู้หมด

สิ่งที่เตะตาผมที่สุดคือ มีใครสักคนมาปลูกลินเด็น (ไม้ประดับชนิดหนึ่งมีดอกสีเหลือง : ผู้แปล) ไว้ใกล้ ๆ เจ้าลินเด็นที่ว่านี้คงปลูกมาได้สักประมาณ ๔ ปี กำลังแตกใบสะพรั่งซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการฟื้นคืนชีวิตใหม่อย่างปฏิเสธไม่ได้
               นอกจากนั้น ที่แวรฺกงส์เคยมีปัญหาเกี่ยวกับแรงงาน ซึ่งบัดนี้ความหวังได้กลับคืนมา ทรากปรักหักพังถูกเก็บกวาดจนเตียนโล่ง ฝาผนังที่ชำรุดทรุดโทรมและบ้านอีก ๕ หลังได้รับการซ่อมแซมใหม่ ตอนนี้แวรฺกงส์มีสมาชิก ๒๘ คน ๔ คนในจำนวนนี้เป็นคู่แต่งงานใหม่ บ้านใหม่ทาสีสดใส ผักและแปลงไม้ดอกที่ปลูกคละกันอย่างเป็นระเบียบเช่น กะหล่ำปลี กุหลาบ ต้นกระเทียม ลิ้นมังกร คื่นไฉ่ฝรั่ง และแอนนีโมน เป็นต้น บัดนี้...แวรฺกงส์เป็นหมู่บ้านที่น่าอยู่อาศัยแล้ว
 

               จากจุดนั้น ผมเดินไปเรื่อย ๆ สงครามเพิ่งสิ้นสุดลง ชีวิตจึงยังไม่เบิกบานเต็มที่นัก แต่ลาซาลัสก็ได้คืนชีพขี้นอีกครั้งแล้ว (Lazarus คือคนโรคเรื้อนที่พระเยซูชุบชีวิตให้ฟื้นขึ้นจากหลุม : ผู้แปล) ณ ที่ลาดเชิงเขา ผมเห็นทุ่งข้าวไรย์และบาร์เลย์แปลงเล็ก ๆ ลึกลงไปในหุบเขา ทุ่งหญ้ากำลังเปลี่ยนเป็นสีเขียวขจี

                 เพียง ๘ ปีเท่านั้น ชนบทแห่งนี้ก็เติบโตสมบูรณ์ บริเวณที่เคยเป็นซากปรักหักพังที่ผมเห็นเมื่อปี ๑๙๑๓ ตอนนี้กลายเป็นฟาร์มที่ดูมีระเบียบเรียบร้อย ทาสีใหม่ดูสะอาดสะอ้าน สะท้อนถึงความสุขสมบูรณ์ของชีวิต ลำธารสายเก่ามีน้ำไหลรินอีกครั้งหนึ่งเพราะได้รับน้ำจากฝนและหิมะที่ป่าไม้ได้ดูดซับไว้ ทางส่งน้ำถูกขุดขึ้น ฟาร์มแต่ละแห่งในหมู่เมเปิ้ลมีน้ำไหลพรมบนกลุ่มต้นมิ้นที่งอกงามสะพรั่งดุจผืนพรม หมู่บ้านได้ถูกสร้างขึ้นใหม่ทีละน้อย...ทีละน้อย ผู้คนจากพื้นราบหนีที่ดินราคาแพงเข้ามาตั้งรกรากที่นี่ นำความสดใสอ่อนเยาว์ ความไม่หยุดนิ่ง และวิญญาณนักผจญภัยมาสู่หมู่บ้านแห่งนี้ เมื่อเดินไปตามถนนก็จะพบว่าผู้คนทั้งชายหญิงเด็กเล็กรู้จักการหัวเราะแจ่มใสแล้ว และเริ่มมีการปิกนิกกันอีกครั้ง เมื่อนึกถึงสภาพผู้คนในอดีตแล้ว ผู้ที่อยู่ท่ามกลางความสะดวกสบายในปัจจุบันกว่าแสนคน คงนึกไม่ถึงว่า... เขาเป็นหนี้แอลเซอารดฺ บุฟฟิเยร์

               เมื่อผมใคร่ครวญดูถึงผู้ชายผู้หนึ่ง ที่สามารถเปลี่ยนแปลงดินแดนแห่งคานาอัน * อันไร้ประโยชน์ให้ฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาใหม่โดยอาศัยเพียงแรงกายและพลังแห่งคุณธรรมของตนเองเท่านั้น ผมก็เชื่อว่ามนุษยชาตินั้นน่าสรรเสริญยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด ยิ่งเมื่อผมพิจารณาว่าคงเป็นเพราะความยิ่งใหญ่แห่งจิตใจและการุณภาพอันเหนียวแน่นมั่นคงนี่กระมัง... ชาวนาที่ไร้การศึกษาผู้ที่สามารถรังสรรค์งานที่มีคุณค่าเท่าเทียมกับพระผู้เป็นเจ้า

             แอลเซอารดฺ บุฟฟิเยร์เสียชีวิตอย่างสงบในปี ๑๙๔๗ ที่สถานสงเคราะห์ผู้ยากไร้ในบานง

*(คานาอัน คือดินแดนอันเป็นที่อยู่อาศัยของคนโรคเรื้อนตามคัมภีร์ไบเบิ้ล : ผู้แปล)


 

               ต้นไม้ นับวันจะร่อยหรอไปจากโลก โดยเฉพาะสังคมที่ส่งเสริมให้มนุษย์นิยมบริโภค หลงใหลความฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย ซึ่งเปิดโอกาสให้มนุษย์กระทำตามอำเภอใจ โดยไม่ต้องคำนึงถึงสิ่งอื่นว่าจะสูญเสียหรือสูญหายไป
              ถ้าจะพูดถึงความอยู่รอดของมนุษยชาติ สาระสำคัญที่ต้องเอ่ยถึง ย่อมไม่ใช่การพัฒนาประเทศให้ทันสมัย หรือการชิงดีชิงเด่นแข่งขันกันทางเศรษฐกิจ หากอยู่ที่การปรับเปลียนทัศนคติและการสร้างสรรค์วิถีชีวิตขึ้นมาใหม่ ซึ่งเกื้อกูล ช่วยเหลือเผื่อแผ่ แบ่งปันและยุติการทำลาย
               งานเขียน "คนปลูกต้นไม้" ของ ฌ็อง ฌิโอโน เขียนขึ้นมาหลายสิบปีแล้ว แต่ยังคงสอดคล้องกับสังคมไทยที่กำลังหลงทาง ทั้งนี้มูลนิธิโกมล คีมทอง ต้องขอขอบคุณอย่างสูงต่อน้ำใจที่หาได้ยากยิ่ง ในเมืองหลวงอันแห้งผาก

หนังสือเล่มนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยความช่วยเหลือของ อ.สิริวรรณ แห่งภาควิชาภาษาฝรั่งเศส คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ช่วยเป็นธุระแก้ไขการสะกดภาษาฝรั่งเศสให้เป็นภาษาไทยได้ถูกต้องสมบูรณ์ และอีกหลาย ๆท่าน ที่ให้คำปรึกษาแก่การแปลหนังสือเล่มนี้
                แอลเซอารดฺ บุฟฟิเยร์ ผู้เต็มไปด้วยความมุงมั่นและปรารถนาดี เป็นเพียงตัวละครที่ถูกสมมุติขึ้นมาเท่านั้น แต่ก็คงไม่สลักสำคัญอะไรเท่ากับทุกคนที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้สามารถดำรงอยู่และปฏิบัติภารกิจของมนุษย์ที่พึงกระทำต่อธรรมชาติและผู้อื่นอย่างไม่ย่อท้อสิ้นหวัง

สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง
พิมพ์ครั้งที่ ๑ มกราคม ๒๕๓๕




ENGLISH VERSION
MORE INFORMATIONS from ABOB LIBS

TOP BOTTOM



แรงใจไม่มีวันหมด...คน(บ้า)ปลูกต้นไม้ 2,000,000 ต้น

BUSINESS THAI
24 มีนาคม พ.ศ.2548



            เขาไม่ใช่นักธุรกิจระดับร้อยล้าน พันล้าน ไม่มีสายสัมพันธ์โยงใยลึกซึ้งกับพรรคการเมืองใดๆ ที่จะสานต่อยอดธุรกิจของตระกูล เสวยสุขอยู่บนกองเงินกองทอง เป็นเพียงลูกชายชาวนาคนที่ 3 ในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 6 คน ปากกัดตีนถีบมาตั้งแต่ยังเยาว์วัย อาชีพเดิมรับจ้างทั่วไป เป็นทั้งกรรมกรก่อสร้าง ต่อยมวยล่าเงินรางวัลตามงานวัด อาบเหงื่อเอาแรงเข้าแลกเพื่อให้ได้เงินมาซื้อข้าวให้น้องๆ ได้พอยาไส้...
        

ด.ต.วิชัย สุริยุทธ เริ่มต้นเป็นตำรวจตั้งแต่ปีพ.ศ.2511 จากแรงบันดาลใจในอาชีพ ด้วยการอยากเป็นตำรวจที่ดี

“...จบชั้นม.ศ. 3 ก็มาเป็นพนักงานวิทยุอยู่ที่ว่าการอำเภอ เงินเดือน 450 บาท สมัยพ.ศ.2508 จนสอบเป็นพลตำรวจได้ พ่อเป็นชาวนา บางครั้งก็รับจ้างทำไร่ข้าวโพด ผมก็ต้องช่วยเหลือตนเองรับจ้างขึ้นต้นไม้ เรียกว่างานที่ไม่ใช้สมอง เขาก็เรียกใช้ผม ได้วิชาช่างไม้ติดตัวมาถึงทุกวันนี้”     

ปัจจุบันเป็นผู้บังคับหมู่งานป้องกันปราบปราม สภอ.ปรางค์กู่ จังหวัดศรีษะเกษ เป็นอำเภอที่กระทรวงมหาดไทยจัดอันดับให้เป็นอำเภอยากจนที่สุดในประเทศ อดีตเคยมีข่าวว่าเด็กอดอยากถึงขนาดต้องกินดิน .

ล่าสุด เครื่องดื่มชูกำลัง แรงเยอร์ มอบหมายให้บริษัท ไอเดีย อเวนิว จำกัด ผลิตงานสื่อโฆษณาทางโทรทัศน์ออกแคมเปญโฆษณาชุดใหม่ “คนปลูกต้นไม้” ตอกย้ำBrand Idea ผ่านการสะท้อนเรื่องราวของบุคคลธรรมดาคนหนึ่ง ผู้มีแรงใจทุ่มเททั้งชีวิต ปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียว เพื่อให้ลูกหลานเก็บเกี่ยวผลผลิตไปบริโภคและจำหน่าย           

ทุกวันก่อนและหลังเลิกเวลางาน นายดาบตำรวจวิชัย สุริยุทธ จะบิดมอเตอร์ไซค์ขนกล้าไม้ไปปลูกตามข้างถนน ลานวัดป่าช้า ที่ดินสาธารณะ ชายขอบที่ดินเป็นแนวรั้ว มาเป็นเวลาถึง18 ปี ในผืนดินที่ไม่ใช่ของเขา ในสายตาของชาวบ้านที่เรียกเขาว่า “คนบ้า”ผลก็คือต้นไม้ร่วม 2 ล้านต้นที่เขาปลูกได้เปลี่ยนอำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ จากที่เคยเป็นดินแดนแห้งแล้งกันดาร ให้กลับกลายเป็นอำเภอที่เขียวขจีด้วยต้นไม้นานาชนิด เช่น ต้นตาล, คูน, ถ่อน, ยางนา, แค และต้นขี้เหล็ก            

แรกๆ ชาวบ้านก็หัวเราะเยาะ แต่เดี๋ยวนี้ชาวบ้านได้เก็บกินดอกผลที่เขาทำเอาไว้ นายดาบวิชัยไม่ได้หวังอะไรมากไปกว่าการทำบุญเพื่อส่วนรวม ในทัศนะของเขา           

ที่ผ่านมา มีผู้ใหญ่ในอำเภอ ข้าราชการ ประชาชน ร่วมลงแรงช่วยเขาปลูกต้นไม้และสนับสนุนกล้าไม้บ้างเป็นครั้งคราว แต่มาแล้วก็จากไป มีเพียงดาบตำรวจวัยใกล้เกษียณผู้เดียวที่ยังยืนหยัดปลูกต้นไม้ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ           

“การปลูกต้นไม้เป็นการทำบุญที่ยั่งยืนกว่า และช่วยเหลือทุกคนได้ชั่วลูกชั่วหลาน...เราจะคืนธรรมชาติสู่แผ่นดิน เกื้อกูลอาศัยซึ่งกันและกัน ความสุขที่แท้จริงคือการอยู่ร่วมและรู้จักเคารพธรรมชาติ ต้นไม้ผมเป็นคนปลูก ปลูกไปเรื่อยๆ ปลูกไปจนกว่าจะตาย...” ส่งผลให้นายดาบวิชัย ได้รับการยกย่องเชิดชูและกำลังใจเป็นผู้หนึ่งที่ได้รับ “รางวัลลูกโลกสีเขียว” ประจำปี พ.ศ.2545            

โครงการพระราชดำริ แผ่นดินธรรม-แผ่นดินทอง ให้เขาได้คิดติดอาวุธทางปัญญา ลงแรงบากบั่นปลูกต้นไม้ต้นแรกต่อเนื่องเป็นหลักล้านต้นมาถึงทุกวันนี้           

“...จะพัฒนาใครเขา ต้องพัฒนาตัวเราก่อน เพื่อให้ชุมชนนำไปเป็นตัวอย่าง ที่เลือกปลูกต้นไม้เพราะให้เราพึ่งตนเองอย่างมีศักดิ์ศรีโดยไม่เบียดเบียนใคร ขอให้มีความขยันอย่างฉลาด ไม่ข้องแวะอบายมุข เป็นภารกิจที่ต้องร่วมกันแก้ไข เราก็จะมีเพื่อนบ้านที่ดี...”           

เขาเลือกยางนา พญาไม้เนื้ออ่อน ที่โรยหว่านเมล็ดพันธุ์เป็นที่อยู่ของนกกา พอเติบใหญ่ก็นำมาแปรรูปสร้างบ้านเป็นพื้น เป็นฝาบ้าน ต้นตาลคือพันธุ์ไม้ต่อมาที่ทนต่อสภาพแห้งแล้งในพื้นที่ได้ดี ยังมีต้นคูน หรือราชพฤกษ์ต้นไม้ประจำชาติไทย เป็นไม้เนื้อแข็งใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ เมล็ดพันธุ์ที่เขาเฝ้าเก็บเมล็ดเพาะเป็นต้นกล้า แบกจอบขุดดินไปตามที่สาธารณะไปทั่วทั้งหมู่บ้าน และยังมีการทำนาปีลักษณะของไร่นาส่วนผสมเก็บผลผลิตกินได้ตลอดทั้งปี           

“...ต้นถ่อนโตเร็ว เป็นไม้แปรรูป เก็บใบกินได้ น้ำมันต้นยางนาไปผสมกับชัน ใช้ในการต่อเรือได้ ขณะที่ต้นตาลทนไฟลามทุ่งได้ดีเยี่ยม พอไฟมอดมันก็ฟื้นคืนสภาพขึ้นใหม่ได้ จะออกดอกให้ผลในอีก 2 ปีข้างหน้านี้ เปรียบได้ชีวิตคนกับต้นตาล ไม่ว่าจะล้มลุกคลุกคลานลงกี่ครั้ง ขอให้เผชิญหน้ากับปัญหา ท้อได้แต่อย่าถอย ยืนหยัดให้ได้เสมือนเช่นต้นตาล...”           

ชีวิตคนๆ หนึ่งของปราชญ์ชาวบ้าน ที่เดินทางไปบรรยายความรู้จากการเรียนรู้ด้วยตนเองจากธรรมชาติด้วยพลังใจที่คุโชนเต็มเปี่ยมอยู่ตลอดเวลา ทั้งๆ ที่ชาวบ้านรอบข้างกล่าวหาว่าเขาเป็นคนบ้า บ้า...ที่จะปลูกต้นไม้ เฉพาะต้นตาล เขาปลูกมาแล้วกว่า 2 ล้านต้น ตลอดระยะเวลา 18 ปี ที่ผ่านมา           

“...ผมตั้งปณิธานอย่างแรงกล้า ใครจะพูดอย่างไรก็ช่าง ในใจรู้ว่าดีก็พอแล้ว เมื่อเห็นเพื่อนบ้านเป็นทุกข์ นั้นคือภารกิจที่ต้องร่วมกันแก้ไข เมื่อมีเพื่อนบ้านที่ดีก็ไม่ต้องทำรั้วบ้าน ในอดีตถิ่นที่ผมอยู่โจรผู้ร้ายชุกชุมมาก ฆ่าแล้วเผา ขโมยวัวควาย พอผมเริ่มใส่แนวคิดพออยู่พอกินให้กับชาวบ้าน ตอนนี้แม่ค้าในตลาดมาเก็บใบขี้เหล็กไปแกงขายอยู่บ่อยไป...”           

ถ้าคนเรายังมองไม่เห็นความงดงามของธรรมชาติ นั่งมองต้นไม้ปล่อยให้ความคิดล่องลอยไป ก็จะได้อะไรเพิ่มเข้ามาในชีวิตอีกมากมาย สำหรับคนที่เริ่มท้อใจในสิ่งที่เริ่มต้นลงแรงจากการงานอาชีพ อาจมีบางคำพูดที่เชือดเฉือนหัวใจให้ฟีบเล็กเท่าปลายก้อย ดาบตำรวจวิชัยมีข้อแนะนำ

“...ทำดีแล้วย่อมเกิดมรรคผล ก็ทำต่อไปเถอะครับอย่าไปท้อแท้ กาลเวลาพิสูจน์ได้ ผมมีความสุขในสิ่งที่ผมทำ ไม่ได้หวังสิ่งตอบแทนใด ชาวบ้านมีอยู่มีกิน ผมก็ดีใจ”           

ทุกๆ วัน ราว ตี 4 ครึ่ง เขาจะตื่นขึ้นมาจัดการภารกิจส่วนตัว พร้อมๆ กับพระออกบิณฑบาต บิดมอเตอร์ไซค์คันเก่า คว้าถุงปุ๋ยใบเก่าคร่ำคร่า ที่ข้างในเต็มไปด้วยเมล็ดพันธุ์พืชนานาชนิดสะพายไหล่ ถ้าย่างเข้าหน้าฝนก็ออกไปใกล้ๆ ถ้าฟ้าเปิดแดดเปรี้ยงสว่างจ้า เขาจะควบมอเตอร์ไซค์ห้อตะบึงไปเป็นระยะทางไกลๆ...           

ดอกผลแห่งการลงแรงปลูกต้นไม้ อดทนต่อเสียงระงมดังกล่าวหาว่า เขาคือคนบ้า...เรี่ยวแรงที่เงื้อจอบฟันดินแห้ง บรรจงโรยเมล็ดพันธุ์จากปลายนิ้ว เฝ้าดูต้นกล้าค่อยๆเติบใหญ่ เขียวชอุ่มไปทั่วทั้งอำเภอปรางค์กู่           

วันนี้ชาวบ้านทั้ง 10 ตำบล ได้พร้อมใจกันลงมติ จากการที่เห็นถึงพลัง ความตั้งใจที่ไม่มีวันมอดของเขา โดยนำสิ่งที่เขาทำมาตลอดเวลา 18 ปี เป็นคำขวัญประจำอำเภอที่ว่า “ปรางค์กู่อยู่ในป่ายาง กลางดงตาล บานสะพรั่งดอกคูน บริบูรณ์ไร่นาสวนผสม”           

ตำรวจระดับปลายแถว แต่ขวนขวายทำความดี ทดแทนคุณแผ่นดิน ปลุกจิตสำนึกให้ผู้คนได้ลุกขึ้นปฏิบัติตาม ให้มีแต่ความเขียวชอุ่มแผ่คลี่คลุมใจ ด้วยปณิธานอันหนักแน่นของคนปลูกต้นไม้...

“...ปลูกต้นไม้ไปเรื่อยๆ ปลูกไปจนกว่าจะตายนั้นแหละ...”

ที่มา - http://www.businessthai.co.th/content.php?data=409203_VIP%20Varieties



TOP BOTTOM



: ดต.วิชัย สุริยุทธ นักสู้ผู้สร้างป่า.. :

****************************************************************

ตำรวจระดับปลายแถว
แต่ขวนขวายทำดี
แทนคุณแผ่นดิน
ปลุกจิตสำนึกให้คนทั้งชาติ
ลุกขึ้นทำตาม
พลันโลกสว่างไสว.......


*** วัยเด็ก***

ผมเกิดที่บ้านนาโนน (หมู่บ้านที่มีที่นาอยู่ในที่สูง) ไม่มีห้วยหนองคลองบึง และป่าละเมาะ มีแต่ความแห้งแล้ง สมัยนั้นยังเป็นตำบลลำโขง แต่ปัจจุบันเป็นตำบลหนองไฮ อำเภออุทุมพร-พิสัย จังหวัดศรีสะเกษ พ่อแม่ทำนา ฐานะทางบ้านยากจน แม่เสียตั้งแต่ผมยังเด็กผมจึงต้องรับจ้างทำงานสารพัดอย่าง ไม่ว่าจะเป็นกรรมกรก่อสร้าง จับกัง แม้กระทั่งนักมวยก็เป็นมาแล้ว ผมเรียนที่โรงเรียนอุทุมพรพิสัย ศรีสะเกษวิทยาลัย และจบโรงเรียนพลตำรวจ ๒ จังหวัดนครราชสีมา


*** รับราชการ***

ครั้งแรกในตำแหน่งพนักงานวิทยุอำเภอปรางค์กู่ แต่ถูกเพื่อนร่วมงานเอารัดเอาเปรียบ จึงเปลี่ยนงานใหม่เป็นตำรวจอาชีพ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๑ ประจำ สภ.อ. เมืองศรีสะเกษ ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๑๓ ย้ายมาประจำ สภ.อ.ปรางค์กู่ ตำแหน่งธุรการงานสอบสวน จนถึงปัจจุบัน

 

*** จากตำรวจสู่คนปลูกต้นไม้***

ผมได้รับแรงบันดาลใจจากโครงการแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง ที่เน้นเรื่องความสงบสุขของชาวบ้าน และเศรษฐกิจพอเพียง ในการอบรมเขาให้ดูวีดิทัศน์ เรื่อง ครูบ้านนอก เกาหลี ยอดหญิงนักพัฒนา ยอดชายขาด้วน ซึ่งนำมาเผยแพร่และให้เสียงภาษาไทยโดย อ.ภาณุ พินเนียม เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในเกาหลี ชื่อโครงการ ชุมชนชีวิตใหม่ เน้นเชิดชูคนดีที่เสียสละเวลาเพื่อส่วนรวม โดยเริ่มต้นที่ตัวเอง ไม่เรียกร้องความช่วยเหลือจากใคร ผมดูแล้วได้แง่คิดมาก เขาสอนว่า "เราต้องขยันอย่างฉลาด และต้องปราศจากอบายมุข" "เราจะต้องพึ่งตนเองให้ได้อย่างมีศักดิ์ศรีโดยไม่เบียดเบียนใคร" "ความทุกข์ของเพื่อนบ้านคือภารกิจที่เราต้องร่วมกันแก้ไข เมื่อเรามีเพื่อนบ้านดีก็ไม่ต้องมีรั้วบ้าน" "การทำงานหนักคือดอกไม้ของชีวิต" (วีดิทัศน์และวีซีดีเรื่องยอดหญิงนักพัฒนามีจำหน่ายที่แผนกธรรมโสต พุทธสถานสันติอโศก และร้านธรรมทัศน์สมาคม ขอแนะนำให้ดูเพื่อให้เกิดพลังในการทำความดีโดยไม่ย่อท้อ)

นอกจากนี้ผมยังได้ฟังเพลงครูจันทร์แรม ศิริคำฟู แห่งแม่สาย แต่งโดยคุณหินชนวน อโศกตระกูล ทำให้ผมฉุกคิดว่า ผู้หญิงตัวเล็กๆ อายุน้อยนิด ความรู้ก็ไม่มาก แต่มีอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ถึง ๔ อย่าง ครูไม่อยากเห็นคนไม่รู้หนังสือ ครูไม่อยากเห็นคนคือสินค้า ครูไม่อยากเห็นคนต้องติดยา ครูไม่อยากเห็นคนเป็นโสเภณี ผมเองก็ควรทำอะไรให้สังคมบ้าง

เนื่องจากปรางค์กู่เป็นอำเภอที่ยากจนที่สุดของจังหวัดศรีสะเกษ ผืนดินมีแต่ความแห้งแล้ง ผมจึงคิดว่า น่าจะปลูกต้นไม้ในที่สาธารณะเพื่อส่วนรวม ผมจึงคิดโครงการขึ้น ๔ โครงการ ดังนี้

๑. รณรงค์ปลูกต้นยางนา เพื่อเอาไว้สร้างบ้านเรือน

๒. รณรงค์ปลูกต้นตาล ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสารพัดประโยชน์ ใช้ได้ทั้งต้น กาบ ใบ ลูก รวมทั้งจาวตาลและคอตาลด้วย ต้นตาลปลูกง่ายและทนทาน ไม่ได้โตช้าอย่างที่คิดกัน

๓. รณรงค์ปลูกต้นคูนซึ่งเป็นต้นไม้ประจำภาคอีสานและประจำชาติไทย ดอกเหลืองอร่ามบานสะพรั่งตลอดหน้าแล้ง ต้นคูนเป็นไม้มงคล ลำต้นใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ได้ด้วย

๔. รณรงค์ให้เปลี่ยนการทำนาปีเป็นไร่นาสวนผสม เพราะทำนาปีมีแต่หนี้กับพัง ทำนาปรังมีแต่พังกับหนี้ ถ้าทำทั้งนาปีและนาปรังก็มีแต่หนี้อีนุงตุงนัง ชาวบ้านควรเปลี่ยนวิถีชีวิตจากทำนาปีมาทำไร่นาสวนผสม

ผมได้รณรงค์ชาวปรางค์กู่ด้วยโครงการดังกล่าวมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๓๑ จนปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรมในปัจจุบันนี้ และเมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๔๓ ประชาคม อ.ปรางค์กู่ ทั้ง ๑๐ ตำบล ได้พร้อมใจกันลงมติให้ใช้ ๔ โครงการนี้เป็นคำขวัญของ อ.ปรางค์กู่ที่ว่า "ปรางค์กู่อยู่ในป่ายางกลางดงตาล บานสะพรั่งดอกคูน บริบูรณ์ไร่นาสวนผสม" ผมได้แต่งเพลงรำวงโครงสร้างเมืองปรางค์กู่ เพื่อปลุกระดมชาวบ้านไว้ดังนี้


*** เลือกปลูกที่ไหน อย่างไร***

ถ้ารู้ว่าที่ไหนลอกคลอง ขุดบึงถมที่ ผมจะไปทันที เพราะการขุดคลองต้องล้วงดินขึ้นมา ดินมันจะโปร่ง ผมก็แค่เอาเมล็ดไปหยอด แล้วมันก็ขึ้น ผมปลูกทุกแห่งในที่สาธารณะ ตามถนนหนทาง ป่าช้า วัดวา ไร่นา โดยไม่สนใจว่าใครจะคิดจะว่าอย่างไร แม้คนเขาหาว่าผมบ้าเพราะทุกเช้าผมจะออกจากบ้านตั้งแต่ตีห้ากว่าๆ เอาเมล็ดตาล เมล็ดพันธุ์ใส่ถุงปุ๋ย ใส่ท้ายมอเตอร์ไซค์ตระเวนไปเรื่อยๆ แม้ฝนตกผมก็ยังไป หลังเลิกงานก็ไปอีก ทำเป็นกิจวัตรมาตลอดเวลา ๑๕ ปี ไม่มีใครสั่งไม่มีใครบังคับ วันไหนไม่ได้ปลูกต้นไม้ก็เหมือนพระไม่ได้ออกบิณฑบาต จนถึงบัดนี้ ผมปลูกต้นตาลได้ประมาณ ๒ ล้านต้น


*** อุปสรรค***

ชาวบ้านไม่ค่อยรู้เรื่อง เผาฟาง หรือจุดไฟเพื่อจับหนูนากิน ทำให้เกิดปัญหาไฟลามทุ่ง จนทำให้ต้นไม้ที่ผมปลูกไว้ต้องตาย นอกจากนั้น ชาวบ้านบางคนคิดว่าผมปลูกต้นตาลใกล้ที่เขามากไป เลยไปหายูคาลิปตัสมาปลูกทับ ต้นตาลมันเลยไม่ขึ้น ผมก็เจ็บใจอยู่บ้างแต่ไม่เคยท้อ และจะปลูกต่อไปเพราะผมมั่นใจว่า พอตาลโตขึ้น ชาวบ้านจะได้ใช้ประโยชน์ เดี๋ยวนี้ก็เห็นกันแล้ว ชาวบ้านเอาตาลที่ผมปลูก ไปทำรั้วบ้าน คอกเป็ดคอกไก่ ทำไม้กวาดขาย ทั้งลูกตาล ขนมตาล สารพัดจะขายได้ ก็เริ่มต้นจากคนบ้าอย่างผมนี่แหละ

ในส่วนของครอบครัวก็ไม่ว่าอะไร แต่สั่งว่าต้องกลับบ้านก่อนตะวันตกดิน เพราะเขาเป็นห่วง เรื่องอุบัติเหตุ ลูกๆ เมื่อตอนยังเด็ก เขาก็ไม่เข้าใจ บางทีผมไปปลูกต้นไม้หน้าโรงเรียน เพื่อนๆ เขาก็ล้อเอา เขาอายก็มาต่อว่าพ่อ ผมก็ได้แต่บอกเขาว่า "ลูกยังเด็ก วันนี้พูดอย่างไรก็คงไม่เข้าใจ ไว้โตขึ้นก็จะรู้เอง" เมื่อเขาโตขึ้นเห็นต้นไม้แทบทั้งปรางค์กู่ที่ปลูก โดยพ่อของเขา เขาก็เข้าใจและภูมิใจ


*** อุดมการณ์ ***

ผมยึดหลัก ทำเพื่อความสุขของผู้อื่น ทำให้คนที่ไม่รู้ ทำให้คนที่เสียโอกาส ผมจะปลูกต้นไม้ ไปเรื่อยๆ ทุกวันนี้ผมไม่ได้ปลูกแต่ต้นยางนา คูน ตาล เท่านั้น ผมปลูกขี้เหล็ก สะเดา กระถิน ตะไคร้ โตแล้วให้ดอกออกผลก็เป็นของชาวบ้าน ใครจะกินก็มาเก็บเอา บางคนเก็บไปขาย ส่งลูกเรียน ผมเห็นแล้วก็ชื่นใจ ผมมีความสุขทุกขั้นตอน ตั้งแต่เอาเมล็ดพันธุ์ใส่ถุง แบกจอบ หิ้วขึ้นมอเตอร์ไซค์ ขี่ไปปลูกจนเสร็จสิ้นกระบวนการ ผมจึงตั้งใจปลูกต้นไม้ไปเรื่อยๆ จนกว่าชีวิตจะหาไม่


*** ความภาคภูมิใจ***

๑.ได้รับเกียรติบัตร ยกย่องเชิดชูจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆ ปรินายก ในฐานะผู้บำเพ็ญประโยชน์ต่อพุทธศาสนา ในด้านส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๔๔

๒. ได้รับพระราชทานรางวัลเสาเสมาธรรมจักร สาขาส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จากสมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดาฯ เมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๔๔

๓. ได้รับโล่ ใบประกาศเกียรติคุณ และรางวัลลูกโลกสีเขียว ประเภทบุคคล รางวัลชมเชย จากนายอานันท์ ปันยารชุน เมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๔๕

 

*** ของขวัญวันปีใหม่****

โรคทรัพย์จางยังมีทางรักษาด้วยการเลิกอบายมุข
การเป็นโรค-การเป็นทุกข์-การเป็นหนี้-เกิดจากอบายมุข
การไม่เป็นโรค-การไม่เป็นทุกข์-การไม่เป็นหนี้-เป็นลาภอันประเสริฐ


*** อุดมคติของพวกเรา***

"การสร้างฐานะตนเอง คือการสร้างฐานะของชาติ"


--------------------------------------------------------------------------------

รากของตาลโบราณใช้ เพื่อเป็นยาสมุนไพรใช้รักษา
แก้อาการขัดเบาเข้าสูตรยา อีกหลายๆ ตำราว่ายาดี
ทั้งเป็นยากำจัดศัตรูพืช แก้เยี่ยวฝืดขับถ่ายให้เข้าที่
เป็นโอสถก่อนกาลขนานดี เพราะรากตาลนั้นมีซึ่งตัวยา
จากรากตาลมาหาลำต้น เลื่อยผ่าโคนใช้งานนั้นเข้าท่า
ใช้ทำเรือล่องน้ำลำนาวา ทำพื้นบ้านกระดานฝาผ่าดัดแปลง
ส่วนใยก้านเลือกจัดคัดขนาด ทำไม้กวาดเส้นใยไม้กวาดแข็ง
กวาดขยะหยากไย่ใยแมลง เฟอร์นิเจอร์ตกแต่งแข็งแรงดี
จากลำต้นมาส่วนก้านตาลโตนด นี่ก็มีประโยชน์มากอีกที่
ทำไม้กวาดก้านตาลนั้นเข้าที แทบทุกบ้านล้วนมีใช้ทั่วไป
อีกส่วนใบของตาลนั้นมากค่า สานแผ่นฝามุงหลังคาก็ยังได้
ทำใบลานงานฝีมือระบือไกล หมวกใบตาลสานเครื่องใช้ได้ทนทาน
จากใบตาลมาดูตาลด้านหมากผล ทำขนมอร่อยล้นรสหอมหวาน
ส่วนผลอ่อนผ่าเอาเชื่อมจาวตาล รสหอมหวานถึงใจได้ลิ้มลอง
อีกส่วนของงวงตาลนั้นใช่ย่อย ทำน้ำตาลแข่งอ้อยไม่เป็นสอง
น้ำตาลเมาลิ้มรสชวนทดลอง มีก่ายกองเกินกำหนดประโยชน์ตาล

(นายดาบตำรวจวิชัย สุริยุทธ)


--------------------------------------------------------------------------------

เพลงรำวงโครงสร้างเมืองปรางค์กู่

โครงสร้างของเมืองปรางค์กู่บอกให้รู้มีสี่โครงการ
ปลูกต้นยาง ต้นคูน ต้นตาล (ซ้ำ) ร่วมมือกันทำสวนไร่นา
ปลูกต้นยางไว้สร้างเรือนสร้างบ้าน ร่วมกันปลูกตามท้องทุ่งนา
เป็นที่อยู่ของหมู่นกกา (ซ้ำ) ให้มีชีวิตชีวาอากาศก็ดี
ปลูกต้นตาลก้านใบมีค่า ตัดเอามาทำของใช้มากมี
ขนมตาลก็หวานรสดี (ซ้ำ) ชุ่มฉ่ำชีวีเมื่อมีต้นตาล
ดอกคูนบานเหลืองเต็มต้น น่ายลเมื่อคราวสงกรานต์
เป็นมงคลค้ำคูนชื่นบาน (ซ้ำ) ชั่วลูกชั่วหลานบ้านเฮา
ทำนาก็ราคาข้าวต่ำ ก็ต้องทำนาสวนผสมนะพวกเรา
จะได้มีข้าว พืชผลบรรเทา (ซ้ำ) ไว้เลี้ยงหมู่เฮาชั่วนาตาปี
โครงสร้างของเมืองปรางค์+++่ บอกให้รู้มีสี่โครงการ
ปลูกต้นยาง ต้นคูน ต้นตาล (ซ้ำ) ร่วมมือกันทำสวนไร่นา

(นายดาบตำรวจวิชัย สุริยุทธ)


--------------------------------------------------------------------------------

หัวอกต้นไม้

ฉันเกิดมาน้อยใจในชีวิต หรือเป็นเพราะพรหมลิขิตให้อับเฉา
กำเนิดในโลกาชะตาเรา ได้แต่เอ็นดูเขาเราบรรลัย
ฉันเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง มนุษย์สัตว์ได้พึ่งและอาศัย
เป็นโอสถรักษาโรคาภัย อีกทั้งให้เยื่อใยห่มห่อตน
ฉันเป็นแหล่งอาหารอันล้ำเลิศ เลี้ยงชีวิตท่านแต่เกิดไม่เคยบ่น
ให้ประโยชน์สารพัดแก่สัตว์ คน สร้างแหล่งน้ำเรียกฝนให้ร่มเงา
ถ้าสมควรตัดฉันไปใช้คุ้มค่า ฉันก็ไม่เคยว่าพวกโง่เขลา
ถ้าตัดไปไม่คุ้มค่าป่าบางเบา ช่างโง่เง่าสิ้นคิดสร้างพิษภัย
อันประโยชน์ต่างๆ ทางตรงอ้อม ชีวิตฉันนั้นพร้อมยอมพลีให้
แต่เมื่อพวกท่านตัดฉันไป โปรดเลี้ยงดูลูกฉันให้เติบใหญ่แทน
ช่วยกันปลูกลูกฉันไว้ให้โตใหญ่ แล้วดูแลต่อไปด้วยหวงแหน
หากตัดลูกปลูกหลานฉันมาแทน โลกเนืองแน่นด้วยแมกไม้จึงหายตรม
หากพวกฉันสูญสลายไปจากโลก ความวิบัติวิปโยคคงทับถม
ไร้ที่อยู่ไร้หยูกยาพาตรอมตรม อีกอาหารเครื่องนุ่งห่มหาไหนกัน
หากจะคิดทำลายฉันนั้นจงคิด เพราะฉันคือชีวิตของพวกท่าน
จะโค่น ถาก ถางป่า หรือเผา ฟัน ก็เหมือนฆ่าชีวิตท่านเช่นกันเอย

(นายดาบตำรวจวิชัย สุริยุทธ)

- เราคิดอะไร ฉบับที่ ๑๖๖ พฤษภาคม ๒๕๔๗ -
ที่มา - http://www.sisaket.go.th/relation/view.php?220



*แรงใจไม่มีวันหมด...คน(บ้า)ปลูกต้นไม้ 2,000,000 ต้น
*: ดต.วิชัย สุริยุทธ ปลูกตาลสองล้านต้น.. :


ตาสงัด…คนปลูกต้นไม้แห่งพรหมพิราม
ใน "คนค้นฅน" ๖ กันยายน ๒๕๔๘

             "คนค้นฅน" วันอังคารนี้ พบกับเรื่องราวของ ตาสงัด อินมะตูม ชายชราอายุ 85 ปี ที่ปลูกต้นไม้มาเป็นเวลากว่า 25 ปี ณ บ้านท่าไชย ต.มะตูม อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก เขาบอกว่า การปลูกต้นไม้เป็นเสมือนการทำบุญอย่างหนึ่งที่ไม่หวังผลตอบแทนอะไรเลย ต้นไม้ของตาสงัดไม่เพียงแต่ให้ชีวิต แต่ยังให้บทเรียนสำหรับการสร้างคุณค่าของชีวิตเพื่อผืนดิน แม้ตัวเองจะลาจากผืนดินแห่งนี้ไปแล้วก็ตาม ก่อนหน้านี้ ตาสงัด เป็นชาวนาธรรมดาๆ ที่ทำงานหนักมาตลอดทั้งชีวิต จนกระทั่งลูกๆ โตพอที่ตาจะสามารถวางมือละทิ้งจากการทำนาได้ก็ตอนที่อายุปาเข้าไปในวัยเกษียณแล้ว ซึ่งในวัยนี้คนชราหลายคนอาจกำลังปลดระวางตัวเองเพื่อหยุดพัก แต่สำหรับ ตาสงัด มันคือการเริ่มต้นทำงานอย่างแท้จริง เขาหันหน้าเข้าสู่ผืนป่า และเริ่มต้นปลูกต้นไม้อย่างเป็นจริงเป็นจังเมื่อประมาณปี 2524 จนถึงบัดนี้เป็นเวลากว่า 25 ปีแล้ว ตาสงัดไม่ได้สนใจว่าจะปลูกต้นไม้ได้กี่ร้อยกี่พันต้น แต่แกสนใจว่าต้นไม้ที่แกปลูกเจริญเติบโตแผ่กิ่งก้านสาขาต่อชีวิตกับสัตว์น้อยใหญ่ได้มาอาศัยมากน้อยแค่ไหน ถ้าต้นไม้ที่ ตาสงัด ปลูก คือตัวแทนของการทำความดีที่ต้องการทดแทนบุญคุณแผ่นดิน ทำไมชายชราวัย 85 ปีผู้นี้เลือกทำความดีที่เห็นผลช้า ที่กว่าจะเติบโตแผ่กิ่งก้านสาขาได้ คนทำความดีอาจไม่ได้รับผลดีตอบแทน บทเรียนจากการปลูกต้นไม้ในห้องเรียนธรรมชาติของ ตาสงัด ได้สอนอะไรบ้าง
              ติดตามชมในรายการ "คนค้นฅน" วันอังคารที่ 6 กันยายน 2548 เวลา 22.00 น. ทางโมเดิร์นไนน์ทีวี

TOP HOME