INDEX BACK BOTTOM



บทที่ ๘
เพื่อนมนุษย์

- ๑ -

                 ใน ครั้งนี้อีกเช่นกัน ฉันอยู่เคียงข้างกับความจริงที่ฉันไม่เข้าใจมาก่อน ฉันคิดว่าคงจะไม่รอดแล้ว ฉันได้สิ้นหวังในทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว แต่เมื่อยอมรับสถานการณ์นั้นนั่นแหละ ฉันจึงพบกับสันติสุข ในเวลานั้น เราได้พบกับตัวเราเอง คงไม่มีอะไรที่จะมีค่าเกินความรู้สึกอันเต็มเปี่ยมนี้อีกแล้ว ความรู้สึกนี้สร้างความพอใจอะไรบางอย่างให้แก่เรา ตรงตามความต้องการอันเป็นสารัตถะสำคัญ ซึ่งเราไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีอยู่
                 ฉันเดาเอาว่า โบนาฟูส ผู้ตรากตรำอยู่กับลมและแสงแดดคงเคยรู้จักกับสันติสุขเช่นนี้ กิโยเมในหิมะก็เช่นกัน ฉันเองจะลืมได้อย่างไรว่า ในตอนที่ฝังตัวอยู่ในทรายเหลือแต่ศีรษะ เมื่อความกระหายน้ำค่อยๆ แผดเผาอยู่ในลำคอ ภายใต้แสงดาวต่างเสื้อคลุมนั้น ฉันรู้สึกอบอุ่นใจอย่างมาก

                ทำอย่างไรจึงจะช่วยให้การหลุดพ้นเช่นนี้เกิดขึ้นกับเรา? สำหรับมนุษย์แล้ว เรารู้ดีว่าทุกอย่างดูขัดแย้งกันไปหมดในตัวของมันเอง เราช่วยให้คนนี้อยู่กินอย่างสบายเพื่อจะๆ ได้สร้างสรรค์แต่เขากลับซบเซาไป ผู้พิชิตศัตรูจนราบเรียบกลับอ่อนแอลง ผู้มีใจกว้างถ้าปล่อยให้ร่ำรวยขึ้นกลับเป็นคนตระหนี่ ลัทธิการเมืองต่างๆ ที่อ้างว่าจะเกื้อกูลมนุษยชาติจะสำคัญอะไรกับเราเล่า ถ้าเรายังไม่รู้อยู่อีกว่า มนุษย์ประเภทไหนที่จะได้รับความเกื้อกูลจากลัทธิเหล่านั้น เราไม่ใช่วัวควายที่ต้องบำรุง คนอย่างปาสกาลที่เกิดมาอย่างยากจน มีความหมายมากกว่าผู้งมงายทั้งหลายที่เกิดมาอย่างร่ำรวย

                สารัตถะสำคัญนั้น ใครเล่าจะคาดคะเนได้ เราแต่ละคนเคยรู้จักกับความปลื้มปิติอันสูงสุด ในสถานการณ์ซึ่งไม่มีอะไรพอที่จะให้เป็นที่คาดหมายได้ก่อนว่าจะเป็นเช่นนั้น ความปลื้มปิติเหล่านั้นจะอยู่ในความทรงจำของเรานานแสนนาน เราจะเสียดายแม้กระทั่งความยากแค้นที่ผ่านมา ถ้าหากว่ามันได้ช่วยสร้างความปลื้มใจให้แก่เรา เมื่อมาพบเพื่อนเก่า เราทุกคนคงเคยรู้สึกชื่นชมแม้กระทั่งในความทรงจำที่ไม่ค่อยจะดีบางอย่าง

                เรารู้อะไรบ้างล่ะ นอกจากว่าสภาพการณ์ที่ไม่คาดฝันอาจเป็นคุณประโยชน์แก่ตัวเรา ความจริงสำหรับมนุษย์นั้นอยู่ที่ไหนกัน

                ความจริงไม่ใช่เป็นเรื่องที่เราจะพิสูจน์กันได้ ถ้าหากว่าเป็นในดินแห่งนี้ ไม่ใช่แห่งอื่น ที่ต้นส้มจะเจริญงอกงามให้ออกดอกออกผล พื้นดินผืนนั้นนั่นแหละคือความจริงสำหรับต้นส้ม ถ้าหากว่าศาสนาหนึ่ง อารยธรรมหนึ่ง ค่านิยมหนึ่ง กิจกรรมแบบหนึ่งไม่ใช่แบบอื่นๆ ช่วยให้มนุษย์พบกับความปลื้มปิติของตัวเอง ช่วยให้เขาพบความยิ่งใหญ่อันไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีอยู่ ค่านิยมนั้น อารยธรรมนั้น กิจกรรมแบบนั้น คือความจริงสำหรับเขา เหตุผลน่ะหรือ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตรรกวิทยาที่จะสรรหา เพื่อมาอธิบายเรื่องของชีวิตเอาเองจะดีกว่า

                ตลอดเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ ฉันยกตัวอย่างเรื่องราวของบุคคลบางคน ที่ดูราวกับว่าได้กระทำตามเสียงเรียกร้องอันสูงส่ง ที่ได้เลือกทะเลทรายหรือการบิน ในทำนองเดียวกันผู้อื่นที่ได้เลือกวัดวาอาราม แต่ฉันคงพลาดวัตถุประสงค์ไป ถ้าหากผู้อ่านจะเข้าใจว่าฉันเชื้อเชิญผู้อ่านให้ชื่นชมมนุษย์เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่น่าชมก่อนสิ่งอื่นคือสถานการณ์ที่เปิดโอกาสให้มนุษย์เราตื่นตัวต่างหาก

                จริงอยู่ เสียงเรียกร้องนั้นมีส่วนอยู่บ้าง บางคนจะขังตัวอยู่ในร้าน ส่วนบางคนจะตั้งหน้าก้าวไปในทิศทางที่ต้องการ ในเรื่องราวของเขาผู้นี้เมื่อตอนเป็นเด็ก เราคงพบความกระตือรือร้นบางอย่างที่ส่อให้เห็น และอธิบายให้รู้ถึงชะตาชีวิตของเขา แต่ประวัติที่อ่านในภายหลังนั้น มักทำให้หลงผิด ความกระตือรือร้นเหล่านั้นเราคงพบว่ามีอยู่สำหรับเกือบทุกคน ในคืนแห่งภัยพิบัติหรืออัคคีภัย เราทุกคนคงเคยพบเห็นพวกพ่อค้าขายของเล็กๆ น้อยๆ ที่กลับรู้จักแสดงตัวเองให้ยิ่งใหญ่กว่าที่เคย เขาเหล่านั้นจะไม่เข้าใจผิดถึงความหมายของเหตุการณ์ ที่สร้างความรู้สึกอันเต็มเปี่ยมให้มีขึ้นเลย คืนแห่งอัคคีภัยนั้น จะฝังแน่นอยู่ในชีวิตของเขา แต่ทว่า ด้วยขาดโอกาสใหม่ ขาดสถานการณ์ที่เหมาะสม ขาดความเชื่อที่บีบบังคับ เขาเหล่านั้นก็จะหลับไปอีกโดยไม่ได้เชื่อในความยิ่งใหญ่ของตัวเอง จริงอยู่ เสียงเรียกร้องมีส่วนช่วยให้มนุษย์เราตื่นตัวขึ้นมา แต่ก็ต้องรู้จักสร้างสถานการณ์อีกเช่นกัน เพื่อที่จะให้เสียงเรียกร้องนั้นตื่นตัวขึ้นมาได้

                 กลางคืนในท้องฟ้า กลางคืนในทะเลทราย...นั่นเป็นโอกาสที่หาได้ยากและไม่เปิดให้กับมนุษย์ทุกคน อย่างไรก็ดี ถ้าสถานการณ์เป็นไป มนุษย์ทุกคนแสดงความต้องการอย่างเดียวกัน

ฉันจะไม่ออกนอกเรื่องเลย ถ้าจะเล่าเรื่องของคืนหนึ่งในสเปน ที่ช่วยให้ฉันเข้าใจในเรื่องนี้ ฉันได้กล่าวถึงเพื่อนหลายคนแล้วและอยากจะกล่าวให้ทั่วถึง
                คราวนั้นเป็นที่แนวรบในแมดริด ซึ่งฉันไปที่นั่นในฐานะผู้สื่อข่าวคืนวันนั้น ฉันกินอาหารอยู่ในหลุมหลบภัยร่วมกับนายร้อยหนุ่มคนหนึ่ง

- ๒ -

                เรา กำลังคุยกันอยู่เมื่อโทรศัพท์ดังขึ้น มีการโต้เถียงกันอยู่นาน เกี่ยวกับการเข้าโจมตีในท้องถิ่นแถบนั้น คำสั่งที่มาจากกองเสนาธิการทหาร สั่งให้เข้ายึดบ้านซึ่งกลายเป็นป้อมสองสามหลังในชานเมืองอันเป็นที่อยู่อาศัยของพวกคนงาน คำสั่งนั้นโฉดเขลาและไร้ความหมาย ผู้กองได้แต่ยักไหล่และเดินกลับมาหาเรา "พวกเราคนแรกที่โผล่ไปก็....." เขาพูดแล้วผลักแก้วคอนยัคมาให้ฉันกับนายสิบที่นั่งอยู่ด้วย
                "เดี๋ยวคุณออกไปเป็นคนแรกกับผม" เขาพูดกับนายสิบ
                "ดื่มแล้วไปนอนเสีย"

                นายสิบผู้นั้นไปนอนแล้ว ส่วนพวกเราประมาณสิบคนนั่งกันอยู่รอบโต๊ะ ไม่ยอมหลับนอน ช่องโหว่ของห้องนี้ทุกช่องถูกอุดไว้หมดจนแสงไม่อาจลอดออกไปได้ แสงไฟภายในห้องสว่างจ้ามากจนฉันรู้สึกระคายตา เมื่อห้านาทีที่แล้ว ฉันได้แอบมองออกไปทางช่องปืนโดยได้เอาผ้าที่อุดช่องนั้นไว้ออกไปเสีย ภายใต้แสงจันทร์ที่สร้างความรู้สึกอันอ้างว้าง ฉันสังเกตเห็นบ้านภายนอกที่ปรักหักพังเหมือนเป็นบ้านผีสิง ในขณะที่เอาผ้าอุดเข้าไว้ที่เดิม ฉันรู้สึกเหมือนกับว่ากำลังลบแสงจันทร์ที่เป็นเหมือนหยาดน้ำมันออกไป ในตอนนี้ภาพของป้อมสีเขียวอมน้ำเงินยังติดตาฉันอยู่

                ทหารพวกนี้คงจะไม่ได้กลับมาหรอก แต่เขาก็นิ่งไว้เพราะไม่อยากจะโวยวาย การเข้าโจมตีเป็นกฎเกณฑ์อย่างหนึ่ง เราตักตวงความเป็นมนุษย์ออกมากลุ่มหนึ่งเหมือนตักข้าวออกจากยุ้งฉาง เราโยนเมล็ดข้าวออกไปกำมือหนึ่งเพื่อเป็นการหว่าน

                เราดื่มคอนยัคกัน ทางข้างขวามีคนเล่นหมากรุก ทางข้างซ้ายมีการเล่าเรื่องตลกสู่กันฟัง ฉันอยู่ที่ไหน ชายผู้หนึ่งเดินเข้ามา ท่าทางเขาตึงๆ แล้ว เขายกมือขึ้นลูบเคราอันหยาบกระด้าง ชำเลืองมาทางเราด้วยท่าทางกะลิ้มกะเหลี่ย เหลียวมองคอนยัค หันหน้ากลับไปแล้วก็หันกลับมามองคอนยัคอีกแล้วเบี่ยงสายตาไปที่ผู้กองอย่างวิงวอน ผู้กองหัวเราะเบาๆ ชายผู้นั้นชักจะเริ่มหวังบ้าง จึงหัวเราะด้วย เสียงหัวเราะเบาๆดังขึ้นในหมู่คนที่กำลังมองดูอยู่ ผู้กองค่อยๆ เลื่อนขวดมาหาตัวเอง ชายผู้นั้นแสร้งทำตาเศร้าสลด การหยอกล้อแบบเด็กเริ่มต้นขึ้นเช่นนี้ ซึ่งดูคล้ายกับเป็นระบำใบ้ ในท่ามกลางควันบุหรี่ที่หนาทึบ ความอิดโรยจากการอดหลับอดนอน และมโนภาพของการเข้าโจมตีที่จะมีขึ้น ระบำนั้นดูเหมือนฝัน

                เหมือนกับว่าเราขังตัวเองอยู่อย่างอบอุ่นในใต้ท้องเรือ และหยอกล้อกัน ทั้งๆ ที่ภายนอกลูกระเบิดกำลังระเบิดอยู่ทั่ว ส่งเสียงดังราวกับเสียงคลื่นในทะเล

                ในอีกไม่ช้า คนเหล่านี้ก็จะชำระล้างเหงื่อไคล ไอเหล้า และความเปรอะเปื้อนที่เกิดจากการรอคอยออกไปด้วยน้ำกรดแห่งสงครามยามราตรี ฉันรู้สึกว่าพวกเขาอยู่ใกล้ความบริสุทธิ์สะอาดนั้นแล้ว แต่เขาก็ยังเต้นรำอยู่อีก ยังเต้นระบำคนขี้เมากับขวดเหล้าให้นานที่สุด เล่นหมากรุกอยู่อีกให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ เขาจะพยายามจะใช้ชีวิตให้ถึงที่สุด แต่ทว่าบนหิ้งมีนาฬิกาปลุกอยู่เรือนหนึ่ง เมื่อกระดิ่งของมันดังขึ้น ชายหนุ่มพวกนี้ก็จะลุกขึ้นบิดขี้เกียจและกระชับเข็มขัด ผู้กองจะปลดปืนออกมา คนขี้เมาจะสร่างเมา แล้วเขาทั้งหมดจะเดินไปอย่างไม่รีบร้อนตามทางแคบๆ ที่ค่อยๆ ลาดขึ้นไป จนกระทั่งถึงช่องสี่เหลี่ยมสีน้ำเงินในแสงจันทร์ เขาจะใช้คำพูดง่ายๆ เช่น"สงครามเวร" หรือ "หนาวแฮะ!" แล้วก็ก้าวออกไป

                เมื่อถึงเวลา ฉันไปดูนายสิบที่กำลังจะตื่นขึ้น เขานอนอยู่บนเตียงเหล็กในห้องใต้ถุนที่รุงรัง ฉันมองดูเขานอนหลับตาพริ้ม ดูเต็มไปด้วยความสุข ไม่มีความกระวนกระวายใจใดๆ เขาทำให้ฉันนึกไปถึงคืนแรกในลิเบียที่ฉันกับเปรโวไปติดอยู่ด้วยกันสองคนที่นั่นโดยปราศจากน้ำ ก่อนที่ความกระหายน้ำจะรุนแรงเกินไป เราสามารถนอนหลับไปได้เพียงครั้งเดียวและครั้งเดียวเท่านั้น เป็นเวลาสองชั่วโมง ขณะที่กำลังจะหลับ ฉันมีความรู้สึกว่ากำลังจะใช้อำนาจหนึ่งที่อยู่ กล่าวคืออำนาจที่จะปฏิเสธโลกปัจจุบัน ร่างกายของฉันยังสงบ ยังอยู่ในความควบคุมของฉันอยู่ ครั้นเมื่อเอาหัวซุกไว้ในแขนแล้ว คืนนั้นจะแตกต่างอย่างไรเล่าจากคืนแห่งความสุขคืนอื่นๆ

                ในทำนองเดียวกัน นายสิบผู้นี้กำลังนอนขดตัวหลับอยู่ มองไม่เห็นเป็นเรือนร่าง ผู้ที่มาปลุกเขาได้จุดเทียนปักเอาไว้กับขวดเหล้า ในทีแรก ฉันไม่เห็นอะไรโผล่ออกมาจากกองที่ไม่เป็นรูปเป็นร่างเลยนอกเสียจากรองเท้าคู่หนึ่ง ซึ่งเป็นรองเท้าคู่ใหญ่เสริมเหล็ก เสริมตะปู รองเท้าของพวกกุลีหรือพวกหาเช้ากินค่ำ

                ชายผู้นี้ยังสวมใส่ชุดทำงานและติดเครื่องมือครบครัน ทุกอย่างที่อยู่บนร่างของเขาล้วนแต่เป็นเครื่องมือทำงานทั้งนั้น เช่นที่ใส่กระสุนปืน สายสะพายหนัง เข็มขัดทหาร ฯลฯ เขาเป็นเสมือนกับม้าที่ใช้ไถนาที่ตกแต่งด้วยเครื่องอานต่างๆ และบังเหียน ในห้องใต้ถุนบางแห่งในมอรอคโค มีโม่ที่ใช้ม้าตาบอดลาก ในที่นี้ ภายใต้แสงสลัวของเทียนไข ม้าตาบอดตัวหนึ่งกำลังถูกปลุกขึ้นมาให้ลากหินโม่ต่อไป

                "เฮ้! หมู่"
                เขาค่อยๆ กระดิกตัว โผล่หน้าที่กระเซิงออกมาพึมพำอะไรงัวเงียอยู่ไม่รู้ แล้วก็พลิกตัวกลับไปทางฝาผนังอีกครั้ง ยังไม่ยอมตื่น อยากจะหลับต่อไปอีก อยากจะกลับไปสู่สันติสุขเยี่ยงในครรภ์มารดา และอยากจะกลับไปยังเมืองบาดาลแห่งความฝัน มือที่เปิดและปิดอยู่นั้น เหมือนกับว่าจะไขว่คว้าสาหร่ายอันลึกลับอะไรอยู่ก็ไม่รู้ เขาควรจะต้องปล่อยมือจากมันนะซิ เรานั่งลงที่บนเตียง ใครคนหนึ่งค่อยๆ สอดแขนเข้าใต้คอ ช้อนศีรษะเขาขึ้นมาแล้วยิ้มให้ ช่างดูอ่อนโยนเสียจริงๆ เหมือนกับม้าที่ลูบไล้ลำคอให้กันในบรรยากาศอันอบอุ่นของคอกม้า "เฮ้ เพื่อนเอ๋ย" ในชีวิตฉันไม่เคยเห็นอะไรที่ดูอ่อนโยนกว่านี้ นายสิบพยายามเป็นครั้งสุดท้ายที่จะกลับคืนไปสู่ความฝันอันแสนสุข ที่จะปฏิเสธโลกแห่งดินปืน ความเหนื่อยล้าและหนาวเย็น แต่ก็สายไปเสียแล้ว อะไรบางอย่างจากภายนอกมาครอบงำตัวเขาไว้ ในทำนองเดียวกับเด็กถูกลงโทษที่ค่อยๆ ตื่นขึ้นมาเพราะเสียงระฆังของโรงเรียน ในวันอาทิตย์ เขาได้ลืมโต๊ะนักเรียน กระดานดำ และโทษทัณฑ์ของเขาไปหมดแล้ว เขาฝันถึงการไปเล่นสนุกที่ท้องนา แต่ก็ไม่เป็นผล ระฆังที่ยังตีอยู่ตลอดเวลาอย่างไร้ความปรานีพาเขากลับมาสู่ความอยุติธรรมของมนุษย์
                นายสิบก็เหมือนกับนักเรียนผู้นั้น ที่ต้องกลับคืนมาสู่ร่างอันอิดโรยและเหนื่อยอ่อนอย่างช้าๆ ร่างนี้เขาไม่ต้องการจากมัน ในอีกไม่ช้าร่างที่ตื่นขึ้นมาในความหนาวสะท้านนี้ จะรู้สึกถึงความปวดเหน็บตามข้อกระดูก แล้วจะรู้สึกถึงน้ำหนักของสรรพาวุธ การวิ่งซมซาน และความตาย ซึ่งก็ไม่เชิงเป็นความตายหรอก แต่เป็นกองเลือดเป็นเมือกที่เปื้อนมือที่ยันกายให้ลุกขึ้น เป็นการหายใจขัดๆ เป็นความเย็นยะเยือกรอบข้าง ไม่เชิงความตายหรอกแต่เป็นความอึดอัดที่มากับความตาย ตลอดเวลาที่มองเขา ฉันนึกถึงความระทดระทวยของฉันในคราวที่ต้องตื่นขึ้นมาเผชิญกับความกระหาย แสงแดดและทรายกันใหม่อีก ต้องกลับมาเผชิญกับชีวิตอีกครั้งหนึ่ง ชีวิตอันเป็นความฝันที่ไม่อาจเลือกได้

                ตอนนี้เขายืนขึ้นแล้ว มองเขม็งมาทางเรา
                "ได้เวลาแล้วหรือ"
                ตอนนี้แหละที่ความเป็นมนุษย์ก็ปรากฏ ตอนนี้แหละที่มนุษย์ไม่อยู่ใต้ตรรกวิทยาใดๆ เขายิ้ม อะไรหนอเป็นสิ่งเชื้อชวน ฉันยังจำคืนหนึ่งในปารีสได้ ในคืนนั้น ฉันกับแมรมอซได้ไปเลี้ยงฉลองกันกับเพื่อนสี่ห้าคน จะเป็นเนื่องในโอกาสใดก็จำไม่ได้แล้ว ในตอนเช้าตรู่ เรามายืนอยู่ที่ธรณีประตูของบาร์แห่งหนึ่ง รู้สึกเบื่อตัวเองที่ได้พูดมาก ที่ได้ดื่มมาก ที่ได้เหน็ดเหนื่อยมากโดยไม่จำเป็น ขณะนี้ท้องฟ้าเริ่มสางแล้ว ในฉับพลันนั้น แมรมอซบีบแขนฉันอย่างแรง จนฉันรู้สึกถึงเล็บของเขา นี่ เวลานี้ที่ดาการ์น่ะ...." นี่เป็นเวลาที่ช่างเครื่องจะขยี้ตาและเอาถุงคลุมใบพัดออก นี่เป็นเวลาที่นักบินจะไปอ่านรายงานของกรมอุตุนิยมวิทยาดู แผ่นดินทั้งหมดจะเต็มไปด้วยเพื่อนนักบิน แสงทองปรากฏที่ขอบฟ้า การตระเตรียมงานฉลองนั้นกำลังดำเนินอยู่ แต่เป็นสำหรับผู้อื่น ผ้าปูโต๊ะแห่งงานฉลองได้ปูออกไปแล้ว แต่เราไม่ได้อยู่ในจำนวนผู้รับเชิญ ผู้อื่นต่างหากที่จะเป็นผู้เสี่ยง......
                "ที่นี่ มีแต่ความเลอะเทอะ........" แมรมอซพูดลงท้าย

                แล้วหมู่ล่ะ งานฉลองไหนหนอที่หมู่ได้รับเชิญซึ่งคุ้มค่าที่จะยอมตาย
                หมู่เคยเล่าเรื่องราวส่วนตัวให้ฉันฟัง เรื่องของหมู่น่ะ หมู่เคยทำงานบัญชีเล็กๆ น้อยๆ อยู่ที่บาร์เซโลนา ในครั้งนั้น หมู่วุ่นอยู่กับการเอาตัวเลขมาเรียงกันโดยไม่กังวลอะไรนัก เกี่ยวกับการแบ่งแยกของประเทศ แต่เพื่อนคนหนึ่งก็อาสาสมัครไป แล้วคนที่สอง แล้วคนที่สาม หมู่เองก็เปลี่ยนไปอย่างประหลาดและไม่คาดฝัน หมู่ค่อยๆ พบทีละเล็กละน้อยว่า งานการที่ทำอยู่ช่างดูไร้สาระ ความพอใจ ความกังวล ความสะดวกสบายเล็กๆ น้อยๆ ทั้งหมดเหล่านี้ล้วนไม่เป็นสาระ สิ่งสำคัญนั้นไม่ได้อยู่ที่นั่น ในที่สุดหมู่ก็ได้รับข่าวการตายของเพื่อนคนหนึ่ง ที่ถูกฆ่าตายในเขตมัลลกา เขาไม่ใช่เพื่อนสนิทถึงขนาดที่หมู่จะเกิดอยากแก้แค้นแทนหรอก ส่วนเรื่องการเมืองนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องที่หมู่จะพะวงเลย อย่างไรก็ดี หมู่ได้รับข่าวนั้นเข้าไปในชะตาชีวิตที่แคบๆ ของหมู่ เหมือนกับเป็นลมทะเลที่กรรโชกมา เพื่อนคนหนึ่งมองหมู่ในเช้าวันนั้น
                "ไปกันแล้วยัง"
                "ไปซิ" แล้วหมู่ก็ "ไป"

                ฉันนึกอะไรได้บางอย่าง พอที่จะมาอธิบายให้เข้าใจได้บ้างว่า อะไรคือความจริงข้อนั้นที่หมู่ไม่สามารถกล่าวออกมาเป็นคำพูดได้ แต่ที่ยังผลให้หมู่กระทำไปเช่นนั้น

                เมื่อนกเป็ดน้ำบินผ่านไปเป็นฝูง ในระยะเวลาที่มันอพยพถิ่นที่อยู่ ที่เบื้องล่าง ในดินแดนที่มันบินผ่านไปนั้น จะเกิดความอลหม่านที่น่าสนเท่ห์ เหมือนกับว่าฝูงเป็ดที่บินไปเป็นรูปสามเหลี่ยมใหญ่นั้น สร้างแรงดึงดูดให้แก่ฝูงเป็ดบ้าน ซึ่งจะเริ่มโผบินบ้างอย่างกระท่อนกระแท่น เสียงเรียกจากป่าดงคงรื้อฟื้นสัญชาตญาณอะไรบางอย่าง ที่ยังเหลืออยู่ในเป็ดเหล่านี้
                ด้วยเหตุนี้แหละ เป็ดในท้องนาจึงเปลี่ยนสภาพเป็นนกย้ายถิ่นไป สำหรับในเวลาหนึ่งนาทีนั้น
                ด้วยเหตุนี้แหละ ในหัวทึบๆ ที่เคยมีแต่ภาพอันต่ำต้อยของบ่อ ของหนองน้ำ หรือของเล้า จึงเกิดมีภาพของทวีปอันไพศาล เกิดความรู้สึกชอบในลมที่พูดอยู่ไกลฝั่ง และในภูมิประเทศของทะเล เจ้าสัตว์น้อยนึกไม่ถึงว่า สมองของมันจะกว้างใหญ่พอที่จะบรรจุภาพอันเลอเลิศไว้ได้มากมายถึงเพียงนี้ ดูซิ มันกระพือปีก เบื่อข้าว เบื่อหนอน และอยากจะเป็นนกเป็ดน้ำกับเขาบ้าง


                ฉันนึกถึงเลียงผาของฉันโดยเฉพาะ ฉันเคยเลี้ยงพวกเลียงผาที่ชูบี พวกเราทุกคนที่นั่นเลี้ยงเลียงผา เราขังมันไว้ในกรงตาข่ายที่อยู่กลางแจ้ง เพราะว่าไม่มีสัตว์อื่นที่จะบอบบางไปกว่ามันซึ่งต้องการลมให้พัดอยู่เป็นอาจิณ แม้จะจับมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก มันก็อยู่ได้และเชื่องพอที่จะมากินหญ้าในมือ มันยอมให้ลูบไล้และชอบเอาปากเปียกๆ มาดมอุ้งมือ เราคิดว่ามันเชื่องแล้ว คิดว่าได้ปกป้องไม่ให้มันพบกับความตรอมใจอันไม่มีสาเหตุที่ทำให้พวกเลียงผาดับไปอย่างเงียบๆ และตายไปอย่างละมุนละไมที่สุด
                .....และแล้ววันหนึ่ง ท่านจะเห็นมันหันหน้าไปทางทะเลทราย เอาเขาเล็กๆ ของมันยันไว้กับรั้วราวกับว่ามีแรงดึงดูดมัน มันไม่รู้หรอกว่ามันต้องการจะหนีจากไป นมที่ท่านเอาไปให้ มันมาดื่ม มันยังยอมให้ลูบไล้อยู่อีก ยังเอาปากมาซุกในอุ้งมือของท่านอย่างน่ารักยิ่งขึ้นอีก......แต่พอปล่อยมือไปไม่ทันไร หลังจากที่แสร้งวิ่งไปอย่างร่าเริงหน่อยหนึ่ง มันก็จะกลับมาที่รั้วตาข่ายอีก ถ้าท่านไม่ไปยุ่งกับมัน มันจะอยู่ของมันอย่างนั้น จะพยายามผลักดันสิ่งกีดขวางออกไปสักน้อยก็หาไม่ มันเพียงแต่เอาเขาน้อยๆ ของมันก้มลงยันไว้กับรั้ว จนกระทั่งตายอยู่ที่นั่น จะเป็นฤดูสืบพันธุ์หรือว่าเป็นเพียงแค่ความต้องการที่จะวิ่งควบตะบึงไปอย่างไม่ต้องเหลียวหลัง มันเองก็ไม่รู้ ในวันที่ท่านจับมันมา มันยังไม่ทันจะได้ลืมตามองโลกเลย มันไม่เคยรู้อะไรเลยถึงความอิสระในทะเลทราย ถึงกลิ่นตัวผู้ก็เช่นกัน

                แต่ท่านย่อมฉลาดกว่ามันมาก ท่านรู้ดีว่า สิ่งที่มันต้องการคือความกว้างใหญ่ไพศาลที่จะช่วยให้มันบรรลุผล มันต้องการที่จะเป็นเลียงผาและโลดแล่นไปตามลีลาของมัน มันต้องการที่จะรู้จักการวิ่งเผ่นตรงแน่วไปด้วยความเร็วร้อยสามสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อมันโผนทะยานออกไปนอกทางตรงบ้าง ที่โน่นและที่นั่น ก็จะเห็นเป็นเหมือนเปลวเพลิงวูบขึ้นที่ตรงนั้น
                จะสำคัญอะไรหรือพวกหมาใน ก็ในเมื่อความจริงสำหรับเลียงผาก็คือการรู้รสความกลัวอันเป็นสิ่งเดียวที่จะบังคับให้มันเอาชนะตัวเองได้ ที่จะให้มันแสดงความโลดโผนอันสุดยอด จะสำคัญอะไรหรือพวกสิงโต ก็ในเมื่อความจริงสำหรับเลียงผา ก็คือการถูกตะปบจนร่างฉีกขาดไปกลางแดด ท่านมองดูมันและนึกว่า เอ๊ะ มันกำลังตรอมใจ
                ความตรอมใจคือการปรารถนาอะไรบางอย่าง...สิ่งที่ปรารถนานั้นมีอยู่ แต่ขาดคำพูดที่จะอธิบายออกมา
                สำหรับเรานั้น ยังขาดอะไรอยู่บ้างเล่า?

                หมู่ได้พบอะไรที่นี่หนอ ที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่าไม่ได้หลบเลี่ยงชะตาของตัวเองอีกต่อไป บางทีอาจจะเป็นอ้อมแขนแห่งภราดรภาพที่ช้อนใบหน้าที่งัวเงียของหมู่ขึ้นมา หรืออาจจะเป็นรอยยิ้มอ่อนโยน ที่ไม่ได้แสดงความสงสาร แต่เป็นการแบ่งรับสถานการณ์เดียวกัน "เฮ้! เพื่อนเอ๋ย...."
                ความสงสารยังหมายถึงสองฝ่าย ยังหมายถึงการแบ่งแยกอยู่อีก แต่เมื่อความสัมพันธ์มาถึงขีดหนึ่งแล้ว การเป็นบุญคุณกันและการสงสารกันต่างก็หมดความหมายไป เหลือแต่บรรยากาศที่ทำให้รู้สึกเหมือนเป็นนักโทษที่ถูกปลดปล่อยนั่นแหละ

                เราเองก็เคยรู้จักกับความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นเช่นนี้เหมือนกัน เมื่อตอนที่บินข้ามแดนริโอเดโอโรที่ยังอยู่นอกความปกครองโดยบินไปพร้อมๆ กันสองลำ ฉันไม่เคยได้ยินผู้ประสบภัยกล่าวขอบคุณผู้ที่ลงไปช่วยเลย มิหนำซ้ำ ขณะที่กำลังขนย้ายถุงไปรษณีย์จากลำหนึ่งไปยังอีกลำหนึ่งอย่างเหนื่อยยาก เรามักจะด่าว่ากันบ่อยๆ "ชุ่ยจริงๆ! เป็นความผิดของคุณแท้ๆ ทีเดียวที่ทำให้เครื่องบินเสีย ไม่ใช่เพราะคุณมัวแต่ชอบบินทวนกระแสลมที่อยู่ระดับสองพันหรือ นี่ถ้าคุณยอมบินตามผมลงมาต่ำกว่านั้นสักหน่อย ป่านนี้เราถึงปอร์ตเอเตียนกันแล้ว" ผู้ที่ยอมเสี่ยงชีวิตของตนเองก็ต้องกลับ ต้องได้ละอายใจที่เป็นคนชุ่ย จะให้เราขอบคุณเขาเรื่องอะไรกันเล่า เรามีสิทธิ์ในชีวิตเราเช่นกัน เราเป็นกิ่งไม้ของต้นเดียวกัน ฉันช่างภูมิใจในตัวเธอที่มาช่วยฉัน

                ทำไมเขาเหล่านั้นที่กำลังประคองหมู่ไปสู่ความตายจะต้องสงสารหมู่ด้วยเล่า ทหารแต่ละคนเสี่ยงอันตรายเพื่อผู้อื่น ในนาทีนั้นแหละ เราพบความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่ไม่ต้องการคำพูดใดๆ ฉันเข้าใจที่หมู่ออกจากบาร์เซโลนามา ที่นั่น หมู่คงจะยากจน เสร็จจากงานแล้วบางทีต้องอยู่ตัวคนเดียว ความเพลิดเพลินทางด้านวัตถุก็ไม่อาจทำให้ลืมตัวเองไปได้เท่าไรนัก ที่นี่หมู่คงมีความรู้สึกว่าได้เป็นตัวของตัวเองขึ้นมา ได้เข้ามาร่วมในสากลโลก หมู่เอ๋ย หมู่ผู้ต่ำศักดิ์ ต่ำสกุล ความรักได้อ้าแขนรับหมู่แล้ว

                ฉันไม่สนใจไยดีที่จะรู้หรอกว่า คำพูดอันมีโวหารของนักการเมืองผู้ที่ทำให้หมู่คล้อยตามนั้น จะจริงหรือไม่ จะมีเหตุผลหรือไม่ ถ้าคำพูดเหล่านั้นงอกงามขึ้นสำหรับหมู่ ในทำนองเดียวกับพืชที่หว่านไปได้งอกงามขึ้นละก็ มันก็ได้ตอบสนองต่อความต้องการของหมู่ หมู่ผู้เป็นเหมือนพื้นดินที่เลือกเฟ้นเมล็ดข้าว เป็นผู้เดียวเท่านั้นที่จะตัดสินได้

- ๓ -


                สาย สัมพันธ์ระหว่างเรากับพี่น้องของเรามาจากจุดหมายร่วมกันซึ่งอยู่นอกเหนือไปจากเรา สายสัมพันธ์เท่านั้นที่จะสร้างความรู้สึกเหมือนถูกปลดปล่อยให้แก่เรา เราเรียนรู้จากประสบการณ์ว่า ความรักนั้นไม่ใช่การมองตากัน แต่เป็นการมองไปด้วยกันในทิศทางเดียวกันต่างหาก มิฉะนั้นแล้ว ทำไมเล่าในศตวรรษแห่งความสะดวกสบายนี้เอง เราจึงรู้สึกปลื้มปิติอย่างเหลือล้นยามเมื่อเราแบ่งเสบียงชิ้นสุดท้ายกันในทะเลทราย นักสังคมศาสตร์จะว่าอย่างไรก็ไม่รู้ สำหรับพวกเราทุกคนที่ได้รู้รสความปลื้มปิติของการปฏิบัติงานกู้ภัยในทะเลทรายแล้ว ความยินดีอื่นใดดูจะลดน้อยไปหมด

                นี่เองอาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้โลกของเราทุกวันนี้ มีแต่ความร้าวฉานอยู่รอบๆ ตัวเรา ทุกคนต่างสรรเสริญเยินยอความเชื่อมั่นที่ได้ช่วยให้เขาพบความรู้สึกอันเต็มเปี่ยมดังกล่าว เราทุกคนต่างใช้คำพูดที่ขัดแย้งกัน สำหรับกล่าวถึงความลิงโลดเดียวกันนี้ เราแบ่งแยกกันในเรื่องวิธีการซึ่งเป็นผลลัพธ์จากการให้เหตุผลของเรา แต่ไม่ใช่ในเรื่องจุดหมาย เรามีจุดหมายเดียวกัน

                เช่นนี้แล้วก็จงอย่าแปลกใจเลย สำหรับเขาผู้ที่ไม่เคยคาดฝันมาก่อนถึงความรู้สึกที่หลับอยู่ในตัวเขา ครั้งเดียวเท่านั้นที่ความรู้สึกนั้นจะตื่นขึ้นมา ก็ในห้องใต้ถุนของพวกอนาชนในบาร์เซโลนาและจะเป็นด้วยความเสียสละ ความช่วยเหลือเจือจุนซึ่งกันและกัน หรือด้วยใจรักความเป็นธรรมจนเกินไปก็แล้วแต่ สำหรับเขาผู้นั้น สัจธรรมจะมีอยู่เพียงข้อเดียวคือ สัจธรรมของอนาชน ส่วนผู้ใดก็ตามที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่ยามเพื่อให้ความคุ้มครองพวกนางชีผู้เยาว์วัยที่มาคุกเข่าสวดวิงวอนอย่างตัวสั่นอยู่ในอารามของสเปน เขาผู้นั่นย่อมจะยอมตายเพื่อคริสตจักร

                ถ้าท่านจะกล่าวแย้งแมรมอซ ในขณะที่เขากำลังข้ามเทือกเขาอันเดสไปทางด้านชิลี พร้อมด้วยความรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจในชัยชนะ ถ้าท่านจะไปขัดแย้งเขาในขณะนั้นว่า เขาเข้าใจผิด จดหมายการค้าเหล่านี้ ย่อมไม่คุ้มค่าต่อการเสี่ยงชีวิต แมรมอซคงหัวเราะเยาะท่าน เพราะสัจธรรมสำหรับเขาก็คือความรู้สึกถึงความเป็นมนุษย์ที่มีขึ้นในขณะที่เขาข้ามเทือกเขาอันเดส

                ถ้าท่านต้องการอธิบายให้คนที่ไม่ปฏิเสธสงครามเข้าใจถึงความโหดร้ายทารุณของมัน ก็อย่ารีบไปประณามเขาว่าป่าเถื่อน แต่ควรพยายามที่จะเข้าใจเขาเสียก่อนที่จะตัดสินว่าเขาเป็นคนอย่างไร

                ลองพิจารณากรณีของนายทหารผู้หนึ่งที่อยู่ทางใต้ดูบ้าง ในระหว่างสงครามที่ริฟนั้น เขาอยู่ที่กองหน้าที่ตั้งมั่นอยู่ที่มุมเขาระหว่างภูเขาสองลูกในบริเวณนอกความปกครอง เย็นวันหนึ่งพวกอาหรับทางเทือกเขาฝั่งตะวันตกส่งทูตลงมาเจรจากับเขา ขณะที่กำลังดื่มน้ำชาตามพิธีกันอยู่นั้น เสียงปืนก็ดังกระหน่ำขึ้น เผ่าชนจากเทือกเขาฝั่งตะวันออกยกกำลังมาโจมตีที่มั่น นายร้อยที่กำลังทำการขับไล่พวกทูตฝ่ายศัตรูออกไป ก่อนที่จะเริ่มสู้รบก็ได้รับคำตอบจากพวกเขาว่า "วันนี้เราเป็นแขกของท่าน พระเจ้าไม่อนุญาตให้เราละทิ้งพวกท่านไป" พวกเขาให้ความร่วมมือกับนายทหารผู้นั้น ช่วยรักษาที่มั่นไว้แล้วก็ปีนกลับขึ้นไปยังที่พำนักบนเขาสูง

                คืนวันก่อนที่จะถึงคราวที่พวกเขาจะเข้าโจมตีที่มั่นบ้าง เขาส่งทูตลงมาหานายร้อยอีก
                "เมื่อคืนก่อน เราช่วยท่านไว้...."
                "ถูกต้อง"
                "เราเสียลูกกระสุนไปเพื่อท่านสามร้อยนัด"
                "ถูกต้อง"
                "เพื่อความยุติธรรม ท่านควรจะคืนลูกกระสุนให้เรา"
                นายร้อยผู้มีน้ำใจเป็นนักกีฬา ไม่อาจแสวงประโยชน์จากการได้เปรียบที่เกิดขึ้นเพราะความมีน้ำใจสูงของฝ่ายศัตรูได้ เขาได้คืนกระสุนที่จะถูกนำมาใช้สู้รบกับเขาเองให้ศัตรูไป

                สัจธรรมสำหรับมนุษย์ คือสิ่งที่ทำให้ความเป็นมนุษย์เกิดขึ้นในตัวเขา นายร้อยผู้นี้เคยรู้ถึงการเกี่ยวพันอันสูงศักดิ์ ความซื่อตรงต่อกติกา ความเคารพนับถือซึ่งกันและกันเยี่ยงเอาชีวิตเป็นเดิมพัน เขาคงจะลองเปรียบเทียบกันดูแล้วระหว่างความรู้สึกอันสูงส่งที่ได้เคยพบเห็นนั้น กับคำพูดลมๆ แล้งๆ ของนักการเมืองที่ชอบทำหน้าซื่อๆ แต่คดในข้องอในกระดูก ที่ชอบตบไหล่หรือลูบหลังพวกอาหรับพวกเดียวกันนี้เมื่อต้องการแสดงถึงภราดรภาพ ที่ป้อยอและเหยียดหยามพวกเขาในขณะเดียวกัน ดังนั้น ถ้าท่านให้เหตุผลคัดค้านเขา เขาก็คงได้แต่สงสารและเหยียดหยามท่านบ้างเท่านั้น และเขานั่นเองที่เป็นฝ่ายถูก
                แต่ท่านก็เป็นฝ่ายถูกเช่นเดียวกันที่จะเกลียดชังสงคราม


                เพื่อที่จะเข้าใจมนุษย์ และความต้องการของมนุษย์ เพื่อที่จะรู้จักมนุษย์ในส่วนที่เป็นแก่นสารอันสำคัญ ท่านไม่ควรเอาความเชื่อมั่นในสัจธรรมของแต่ละฝ่ายมาโต้แย้งกัน ใช่แล้ว ท่านเป็นฝ่ายถูก เป็นฝ่ายถูกทุกๆ ท่าน ตรรกวิทยาพิสูจน์ได้หมด แม้แต่ผู้ที่กล่าวหาว่าความทุกข์ร้อนในโลกนี้เกิดจากพวกคนหลังค่อม ก็เป็นฝ่ายถูก ถ้าเราประกาศสงครามกับพวกคนหลังค่อม เราจะฝึกความรู้สึกอันรุนแรงให้เกิดขึ้นได้ในไม่ช้า เราจะแก้แค้นอาชญากรรมของพวกคนหลังค่อม แน่นอนทีเดียว พวกคนหลังค่อมก็ประกอบอาชญากรรมเช่นเดียวกัน

                เพื่อที่จะเข้าใจถึงสารัตถะสำคัญนั้น เราต้องลืมความแบ่งแยกไว้ชั่วขณะหนึ่ง ถ้ายอมรับความแบ่งแยกแล้ว คัมภีร์แห่งสัจธรรมอันเที่ยงแท้ก็จะตามมาและก็จะไม่พ้นการหลงใหลคลั่งไคล้ในความคิดของตนแต่ฝ่ายเดียว เราอาจแบ่งแยกมนุษย์ออกเป็นฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวา พวกหลังค่อมกับพวกหลังไม่ค่อม พวกเผด็จการหลงชาติกับพวกนิยมประชาธิปไตย ใครเล่าจะไปโต้แย้งการแบ่งแยกเช่นนี้ได้ แต่ท่านรู้ดีว่าสัจธรรมนั้นคือสิ่งที่คลายความยุ่งยากของโลก หาใช่สิ่งที่สร้างความโกลาหลไม่ สัจธรรมคือคำพูดที่ชี้ให้เห็นสิ่งอันเป็นสากล นิวตันไม่ได้ค้นพบ "กฎวิทยาศาสตร์" ที่ซ่อนเร้นมานานในทำนองข้อเฉลยของปริศนา สิ่งที่เขาทำนั้นเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์ เขาวางรากฐานของภาษามนุษย์ที่อาจใช้อธิบายการหล่นของลูกแอปเปิลลงในทุ่งหญ้าได้ดีเท่ากับการโผล่ขึ้นจากขอบฟ้าของดวงอาทิตย์ สัจธรรมไม่ใช่สิ่งที่ต้องพิสูจน์แต่เป็นสิ่งที่คลี่คลายความยุ่งยาก

                จะมัวถกเถียงเรื่องลัทธิอยู่ทำไม ในเมื่อทุกๆ ลัทธิต่างมีข้อพิสูจน์ ต่างขัดแย้งกัน การถกเถียงเช่นนั้นจะทำให้ความหวังในหลักชัยของมนุษย์หมดสิ้นไป ทั้งๆ ที่มนุษย์ทุกแห่งหนรอบๆ ตัวเราต่างแสดงถึงซึ่งความต้องการในสิ่งเดียวกัน

                เขาต้องการได้รับการปลดปล่อย ผู้ที่ใช้จอบเสียมย่อมต้องการรู้ความหมายของการใช้จอบเสียมของเขา การขุดดินที่น่าอัปยศสำหรับนักโทษอุกฉกรรจ์ ย่อมไม่เหมือนกับการขุดค้นที่เพิ่มความภาคภูมิให้แก่นักสำรวจ คุกนั้นไม่ได้อยู่ตรงที่ที่มีการขุดดินหรอกและไม่ใช่ความทารุณทางด้านวัตถุ คุกนั้นอยู่ตรงที่ที่การขุดดินนั้น ไม่ได้มีความหมาย ไม่ได้สร้างสายสัมพันธ์ระหว่างผู้ที่ขุดกับมวลมนุษย
                เราต้องการที่จะหนีออกไปจากคุก


                มีประชาชนสองร้อยล้านคนในยุโรป ที่ยังหาความหมายใดไม่ได้และต้องการที่จะชุบตัวเองขึ้นมา อุตสาหกรรมได้ฉุดกระชากพวกเขาออกมาโดยไม่ทันได้ลืมภาษาของตระกูลชาวนาแล้วเอามากักขังไว้ในดงคนงานอันกว้างใหญ่ ซึ่งมีลักษณะคล้ายชุมทางรถไฟอันระเกะระกะไปด้วยขบวนรถไฟสีดำ
 

                 จากส่วนลึกของเมืองกรรมกรนั้น พวกเขาต้องการที่จะตื่นขึ้นมา

                ยังมีผู้อื่นอีกที่ยังติดอยู่ในเฟืองจักรแห่งอาชีพและไม่สามารถที่จะพบกับความปิติยินดีของผู้บุกเบิก ความปิติยินดีของนักปราชญ์ เขาหลงเชื่อไปว่า เพื่อที่จะให้เขาเติบใหญ่ขึ้นมานั้น ก็เพียงแต่ให้เครื่องนุ่งห่มอาหาร และตอบสนองความต้องการทุกอย่างของพวกเขาก็เพียงพอ เขาคงจะค่อยๆ ยึดมั่นในฐานะแกนๆ ของเขาทีละน้อย และกลายมาเป็นชนชั้นกลางอย่างที่นักเขียนกูรเตอะลีนได้บรรยายไว้ หรือเป็นนักการเมืองประจำหมู่บ้าน หรือเป็นช่างเทคนิคผู้ไม่เจริญทางด้านจิตใจ แต่ทว่าถึงเขาจะเป็นผู้มีความรู้ ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นผู้มีอารยธรรมและความเจริญด้านสติปัญญา ผู้ที่เชื่อว่าอารยธรรมนั้นขึ้นอยู่กับความทรงจำในสูตรต่างๆ ย่อมเข้าใจในอารยธรรมอย่างไม่ถูกทาง นักเรียนวิศวฯ ปี ๒ ที่เรียนไม่ค่อยเก่งคนหนึ่ง จะรู้เรื่องเกี่ยวกับธรรมชาติและกฎแห่งธรรมชาติดีกว่าเดการ์ตหรือปาสกาล แต่เขาจะสามารถใช้ความคิดให้ดำเนินไปอย่างล้ำลึกได้เท่าเทียมกันหรือ

                ความต้องการที่จะชุบตัวเองขึ้นมามีอยู่อย่างลางๆ ไม่มากก็น้อยในทุกตัวคน แต่ทางออกบางทางมักทำให้หลงผิด แน่ละเราอาจจะกระตุ้นมนุษย์ขึ้นมาโดยการให้สวมเครื่องแบบ พวกเขาจะร้องเพลงสดุดีสงคราม และดื่มน้ำสาบานระหว่างเพื่อนฝูง พวกเขาจะได้ลิ้มรสสัจธรรมที่เขาแสวงหา แต่น้ำสาบานที่เขาดื่มนั้น จะทำให้เขาต้องเสียชีวิตไป

                เราอาจขุดเทวรูปไม้ขึ้นมาและรื้อฟื้นความเชื่องมงายเก่าๆ ที่เคยใช้ได้ผลมาแล้วมากบ้างน้อยบ้าง เราอาจรื้อฟื้นลัทธิเยอรมันให้มัวเมาอยู่กับการทะนงตนว่าเป็นคนเยอรมันและเป็นเพื่อนร่วมชาติของบีโธเฟน

                แต่ทว่า เทวรูปเช่นนั้นเป็นเทวรูปกินคน สำหรับผู้ที่ตายไปเพื่อความเจริญของวิชาการ หรือเพื่อการรักษาพยาบาลผู้เจ็บปวด การตายไปของเขาเป็นการรับใช้ต่อชีวิต บางทีก็ดูไม่เลวที่จะตายไปเพื่อการขยายดินแดน แต่เดี๋ยวนี้สงครามกลับทำลายสิ่งที่อ้างว่าต้องการส่งเสริม ในสมัยนี้มิใช่เป็นการสละเลือดเนื้อเพียงเล็กน้อยเพื่อที่จะฟื้นชีวิตชีวาให้แก่ชาติทั้งชาติ ตั้งแต่ที่สงครามเป็นการรบพุ่งกันด้วยเครื่องบินและแก๊สพิษ มันก็เป็นเพียงศัลยกรรมอันนองเลือด ต่างฝ่ายต่างหลบกำบังอยู่หลังกำแพงคอนกรีต และแต่ละฝ่ายไม่มีอะไรทำที่ดีไปกว่าการส่งฝูงบินออกไปคืนแล้วคืนเล่า ไปทิ้งระเบิดจู่โจมจนถึงใจกลางฝ่ายศัตรู ทำลายศูนย์สำคัญแห่งการดำรงชีวิต ทำให้การผลิตและการลำเลียงหยุดชะงักไป ชัยชนะจะเป็นของผู้ย่อยยับไปทีหลังแล้วทั้งสองฝ่ายก็ย่อยยับไปด้วยกัน

                ในโลกที่กลายมาเป็นทะเลทราย เรากระหายที่จะพบเพื่อน ความกระหายน้ำสาบานที่มิให้ดื่มระหว่างเพื่อนนั้น ทำให้เรายอมรับคุณธรรมของสงคราม แต่เราไม่จำเป็นต้องทำสงครามเพื่อที่จะพบกับความอบอุ่นของไหล่ที่เคียงกันอยู่และมุ่งไปยังจุดหมายเดียวกัน เราเข้าใจผิดในเรื่องสงคราม ความเกลียดชังกัน ไม่เพิ่มอะไรให้กับความลิงโลดใจที่จะได้มุ่งหน้าไปด้วยกันเลย

                เราจะเกลียดชังกันทำไม เราอยู่ร่วมสถานการณ์เดียวกัน ลอยล่องไปในดวงดาวเดียวกัน เป็นลูกเรือในนาวาเดียวกัน จริงอยู่การขัดแย้งกันระหว่างอารยธรรมต่างๆ ย่อมส่งเสริมการสร้างสรรค์ใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น แต่การที่อารยธรรมต่างๆ จะเข่นฆ่ากันเองนั้น เป็นความอุบาทว์อย่างมหันต์

                ในเมื่อการปลดปล่อยของเรา ต้องการเพียงแต่ความรู้สำนึกถึงจุดหมายที่ผูกพันเราอยู่ร่วมกัน ทำไมเราจึงไม่ใฝ่หาจุดหมายที่รวมเราทุกคนเข้าด้วยกันเล่า ศัลยแพทย์ที่กำลังวินิจฉัยโรคจะไม่พะวงต่อเสียงโอดครวญของผู้ป่วยที่เขากำลังตรวจอยู่ เพราะว่าเขาอาศัยผู้ป่วยคนนี้เพื่อที่จะรักษามนุษย์ต่างหาก ศัลยแพทย์มีบทบาทอันเป็นสากล นักวิทยาศาสตร์ที่กำลังไตร่ตรองสมการอันเลิศลอยที่ทำให้เข้าถึงทั้งอะตอมและกลุ่มดาวก็มีบทบาทอันเป็นสากลเช่นกัน และก็เป็นเช่นนี้แม้กระทั่งสำหรับคนเลี้ยงแกะธรรมดา เพราะถ้าหากว่าผู้ที่เฝ้าฝูงแกะไม่กี่ตัวอย่างสงบเสงี่ยมใต้แสงดาว รู้สำนึกบทบาทของตัวเองแล้วละก็ เขาจะพบว่าตัวเองไม่เป็นข้ารับใช้ แต่เขาเป็นนายยาม และนายยามทุกคนย่อมมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อจักรวรรดิทั้งหมด

                คิดหรือว่า คนเลี้ยงแกะคนนั้นจะไม่ปรารถนาที่จะรู้สำนึกถึงบทบาทและหน้าที่ของตน ฉันเคยไปเยี่ยมโรงเรียนแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่บนเนินเขาที่แนวรบของแมดริด ห่างจากสนามเพลาะห้าร้อยเมตร ภายในกำแพงอิฐเตี้ยๆ ที่ใช้เป็นที่กำบัง นายสิบตรีผู้หนึ่งทำการสอนพฤกษศาสตร์อยู่ เขาจะแยกส่วนต่างๆ ของดอกโกเกอลีโกออกให้ดู การกระทำของเขาเพียงพอที่จะดึงดูดพวกทหารที่มีหนวดเครารุงรังให้ผละจากโคลนตมที่อยู่รอบๆ และไต่ขึ้นมาแบบนักจาริกบุญเพื่อมาหาเขาโดยไม่กลัวเกรงต่อกระสุนปืนใหญ่ เมื่อขึ้นมาอยู่รอบๆ นายสิบผู้นั้นแล้วพวกเขาจะมานั่งขัดสมาธิ เอามือเท้าคาง พวกเขาจะขมวดคิ้ว กัดฟันเพราะไม่ค่อยเข้าใจบทเรียนนี้มากนัก แต่มีคนบอกเขาว่า "พวกคุณเป็นคนไร้การศึกษา เพิ่งออกจากปากจากถ้ำ ต้องรีบตามมนุษยชาติให้ทันซิ" พวกเขาจึงรีบก้าวหนักๆ ตามมนุษยชาติไป

                เราจะมีความสุขก็เมื่อเรารู้สำนึกถึงบทบาทแม้เพียงเล็กน้อยที่สุดของเรา เมื่อเป็นเช่นนั้น เราจึงจะมีชีวิตอยู่อย่างสันติสุข จะตายไปอย่างสันติสุข เพราะว่าสิ่งที่ให้ความหมายต่อชีวิตก็ให้ความหมายต่อความตาย

                ความตายจะดูอ่อนโยนนัก เมื่อเป็นไปตามกฎเกณฑ์ธรรมดา ชาวนาแก่ๆ ของโปรวังซ์ เมื่อมาถึงวาระสุดท้ายแห่งการครองสมบัติ ก็จะมอบหมายส่วนแบ่งของแพะและต้นมะกอกให้แก่ลูกๆ เพื่อให้พวกเขาส่งต่อไปยังลูกยังหลานต่อๆ กันไปอีก ในตระกูลชาวนาไม่เชิงมีการแตกดับไปหรอก ชีวิตเมื่อถึงเวลาก็จะกะเทาะออกเหมือนฝักถั่ว ให้เป็นเมล็ดพันธุ์

                ครั้งหนึ่ง ฉันเคยไปอยู่เคียงข้างชาวนาสามคนที่เฝ้าศพมารดาของเขาอยู่ แน่ละ ภาพนั้นเป็นภาพที่เศร้าสลด สายรกที่เชื่อมโยงไว้ถูกตัดออกไปเป็นครั้งที่สอง เป็นครั้งที่สองที่สายสัมพันธ์ที่เชื่อมคนต่างชั่วอายุได้ขาดสะบั้นลง ลูกชายทั้งสามจะต้องอยู่แต่ลำพัง ต้องเรียนรู้ทุกอย่าง แต่นี้ไปจะไม่มีการมาอยู่ร่วมกันในวันฉลองรอบๆ โต๊ะของครอบครัวอีกแล้ว สิ้นแล้วซึ่งร่มโพธิ์ที่ทุกคนเคยมาพักพิง แต่ฉันก็รู้สึกเช่นกันว่าในการหลุดขาดจากกันนั้น ชีวิตอาจเกิดขึ้นได้อีกเป็นครั้งที่สอง ถึงคราวแล้วที่ลูกๆ จะนำหน้าออกไปเพื่อเป็นจุดรวมพลและเป็นผู้เฒ่าของบ้าน จนกระทั่งถึงคราวที่จะส่งอำนาจบังคับบัญชาต่อไปให้เด็กครอกนั้นที่กำลังเล่นกันอยู่ในลาน

                ฉันมองดูผู้เป็นแม่ ผู้หญิงชาวนาแก่ๆ เธอมีใบหน้าสงบแต่เข้มแข็ง ริมฝีปากเม้มเรียว จากใบหน้าที่เปลี่ยนมาเป็นหน้ากากหินนี้ ฉันอาจเดาเค้าหน้าของลูกๆ ได้ หน้ากากนี้เคยใช่เป็นแม่พิมพ์สำหรับพวกเขา ร่างนี้เคยเป็นแม่พิมพ์สำหรับร่างของพวกเขาซึ่งเป็นตัวอย่างอันสวยงามของมนุษยชาติ มาบัดนี้เธอบุบสลายและนอนลง เหมือนฝักถั่วที่ถูกกะเทาะเอาเมล็ดออกไปแล้ว ถึงคราวที่พวกลูกๆ จะใช้เลือดเนื้อเป็นพ่อพิมพ์แม่พิมพ์สำหรับจะผลิตมนุษย์น้อยๆ ออกมาอีกต่อไป ในครอบครัวชาวนานี้ไม่มีใครตาย แม่ตายไปแล้ว ขอให้แม่(คนต่อไป) จงเจริญ!
                ใช่แล้ว ภาพนั้นเป็นภาพที่เศร้าสลด แต่ภาพการสืบตระกูลนี้ก็ดูธรรมดาเหลือเกิน ในขณะที่ทิ้งร่างที่มีผมขาวไว้ร่างแล้วร่างเล่าตลอดทาง ตระกูลนี้ได้สืบต่อกันมาตลอดการแปรรูปเหล่านี้ เพื่อที่จะไปยังสัจธรรมใดเล่า

                นี่เองที่เป็นเหตุให้เสียงระฆังที่บอกข่าวการตายในเย็นวันนั้นไม่ได้แสดงถึงความสิ้นหวังเลยแต่แสดงถึงความร่าเริงอันเรียบๆ และนุ่มนวลมากกว่า เสียงระฆังเดียวกันที่ฉลองการตายและการเกิดนี้ ประกาศอีกครั้งหนึ่งว่า วัยหนึ่งได้ผ่านไปและอีกวัยหนึ่งกำลังจะมา เราจะรู้สึกแต่ความสงบสุขอย่างมากในเวลาที่ฟังเสียงเพลงฉลองการหมั้นระหว่างหญิงชรากับผืนแผ่นดิน

                สิ่งที่ถ่ายทอดกันมาจากวัยหนึ่งสู่วัยหนึ่งอย่างช้า ๆ ราวกับเป็นการเจริญงอกงามของต้นไม้เช่นนี้คือชีวิต คือจิตสำนึกด้วยเช่นกัน เป็นการคืบหน้าที่ลึกลับอะไรเช่นนี้ เราเกิดขึ้นมาจากมวลสารที่หลอมตัว จากสะเก็ดดาว จากเซลล์มีชีวิตที่มีขึ้นได้อย่างมหัศจรรย์ และแล้วเราค่อยๆ คืบหน้าไปจนกระทั่งเขียนโคลงกลอนและคะเนน้ำหนักของทางช้างเผือก

                ผู้เป็นแม่ไม่ได้ถ่ายทอดแต่เฉพาะชีวิต เธอได้สอนลูกๆ ให้รู้ภาษา ได้ฝากต่อไปซึ่งความรอบรู้ที่ค่อยๆ สะสมกันมาตลอดหลายศตวรรษ นั่นคือมรดกแห่งปัญญา ซึ่งเธอเองก็ได้รับถ่ายทอดมา นั่นคือวัฒนธรรม หลักความคิด และความเชื่อจำนวนหนึ่งซึ่งทำให้เห็นถึงข้อแตกต่างระหว่างนิวตันหรือเชกสเปียร์กับมนุษย์ป่าเถื่อนที่อาศัยอยู่ในถ้ำ

                จากความหิวกระหาย ซึ่งเป็นความหิวกระหายที่ผลักดันทหารในสเปนให้ยอมเสี่ยงต่อการตกเป็นเป้าเพื่อไปเรียนพฤกษศาสตร์ ที่ผลักดันแมรมอซให้ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกได้ และที่ผลักดันใครคนหนึ่งให้เขียนบทกลอนนั้น สิ่งที่เราได้เรียนรู้ก็คือว่า การสร้างสรรค์นั้นยังไม่ได้สิ้นสุดลง เรายังต้องเรียนรู้สำนึกอีกต่อไปถึงตัวเราเองและจักรวาล ในยามดึกเรายังต้องทอดสะพานไปข้างหน้าอีก ผู้ที่ไม่รับรู้เรื่องนี้เห็นจะมีแต่พวกที่นึกว่าฉลาดและสุขุมแล้วจึงเพิกเฉยด้วยคิดว่าจะขอพึ่งเพียงแต่ตน แต่ทุกอย่างคัดค้านความสุขุมเช่นนี้ เพื่อนที่รัก เพื่อนร่วมงานของฉัน ท่านเป็นพยานให้ฉันได้ ตอนใดเล่าที่เรามีความสุข

- ๔ -

                ใน ตอนนี้ เมื่อจวนจะถึงหน้าสุดท้ายของหนังสือเล่มนี้อยู่แล้ว ฉันหวนคิดถึงพวกเสมียนพนักงานที่ดูแก่ ที่เคยเป็นเหมือนกองเกียรติยศให้แก่เราในตอนรุ่งอรุณของเที่ยวบินแรก ในคราวที่เราโชคดีได้รับเลือกให้เป็นนักบินและกำลังเตรียมตัวสำหรับสิ่งที่จะก่อให้เกิดความเป็นมนุษย์แก่ตัวเรา เขาเหล่านั้นช่างเหมือนกับเรา จะต่างกันตรงที่ว่า พวกเขายังไม่รู้ตัวว่ามีความกระหาย
                มีคนจำนวนมากเหลือเกินที่ถูกปล่อยให้หลับอยู่

                เมื่อสองสามปีก่อนนี้ ในระหว่างการเดินทางในรถไฟอันยาวนาน ฉันเกิดนึกอยากเยี่ยมเยียนสรรพสิ่งที่กำลังเคลื่อนที่ไปอยู่นี้ สามวันเต็มๆ ที่ฉันติดอยู่ในขบวนรถ สามวันเต็มๆ ที่ต้องทนฟังเสียงอันสม่ำเสมอเสมือนเสียงกรวดบนหาดทราย ในตอนตีหนึ่ง ฉันลุกขึ้นและเดินผ่านรถตู้ต่างๆ จนตลอดขบวน ตู้นอนนั้นว่างเปล่า รถนั่งชั้นหนึ่งก็เช่นกัน

                ในขบวนรถนั่งชั้นสาม มีกรรมกรชาวโปแลนด์หลายร้อยคนที่ถูกเนรเทศออกจากฝรั่งเศสให้กลับประเทศของตน ฉันต้องก้าวข้ามร่างของใครต่อใครไปบ้าง มาหยุดอยู่ภายใต้แสงไฟที่สลัว ตู้รถที่ไม่มีการจัดแบ่งนี้ ช่างเหมือนกับห้องโถงทั่วไปและมีกลิ่นอับเหมือนเป็นโรงทหารหรือสถานีตำรวจ ฉันสังเกตเห็นฝูงชนนอนระเกะระกะอยู่ สะบักสะบอมไปกับแรงสะเทือนของขบวนรถด่วน พวกเขาตกอยู่ในฝันร้ายและกำลังจะกลับไปสู่ความยากแค้นของเขาอีก ศีรษะที่ใหญ่และเกลี้ยงเกลากลิ้งไปมาบนม้านั่งไม้ ผู้ชาย ผู้หญิง เด็ก พลิกตัวไปมาเหมือนถูกจู่โจมด้วยเสียงและแรงสะเทือนที่คุกคามเข้าไปถึงในความฝันที่เขาไปหลบซ่อนอยู่ เขาไม่ได้พบแม้กระทั่งอ้อมแขนอันอบอุ่นของการนอนหลับสนิท

                ในตอนนั้น ฉันรู้สึกคล้ายกับว่าพวกเขาเกือบจะสูญสิ้นศักดิ์ศรีแห่งมนุษย์ไปแล้ว ถูกโยนไปมาจากมุมหนึ่งไปยังอีกมุมหนึ่งของยุโรปด้วยแรงปั่นป่วนทางเศรษฐกิจ ถูกขับไล่จากบ้านเล็กๆ ในจังหวัดนอร ต้องพรากจากสวนเล็กๆ และจากกระถางเยราเนียมสามใบ ซึ่งฉันเคยสังเกตเห็นตามหน้าต่างบ้านของพวกขุดแร่ชาวโปแลนด์ เขาได้นำติดตัวมาก็แต่เครื่องครัว ผ้าห่ม และผ้าม่าน ซึ่งห่อรวมกันไว้อย่างลวกๆ และทุลักทุเล ทุกอย่างที่เขาได้ลูบไล้และทำให้หลงใหล ทุกสิ่งที่เขาได้หัดให้เชื่องในระยะเวลาสี่ห้าปีที่อยู่ในฝรั่งเศส เช่น แมว หมา หรือเยราเนียม ทุกสิ่งเหล่านั้นเขาต้องสละมันไป จะเอาติดตัวมาได้ก็แต่เครื่องครัวเท่านั้น

                เด็กคนหนึ่งกำลังดูดนมแม่ ซึ่งเหนื่อยอ่อนและดูราวกับว่ากำลังหลับอยู่ ชีวิตยังหมุนเวียนไปในความสับสนยุ่งเหยิงและไร้ความหมายของการเดินทางนี้ ฉันมองดูผู้เป็นพ่อซึ่งมีศีรษะหนักและเกรียนเหมือนกับเป็นก้อนหิน เขาขดตัวหลับอยู่อย่างอึดอัดในชุดทำงานที่ยับยู่ยี่
               มนุษย์ผู้นี้ดูไม่ต่างอะไรกับดินเหนียวกองหนึ่ง เหมือนกับซากที่ไม่เป็นรูปร่างที่มักเห็นอยู่ตามม้านั่งของตลาดกลางในยามค่ำคืน ฉันคิดว่าปัญหานั้นไม่ได้อยู่ที่ความทุกข์ยาก หรืออยู่ที่ความสกปรก หรือความอัปลักษณ์ ในวันหนึ่งชายกับหญิงคนเดียวกันนี้ได้มาพบกัน และฝ่ายชายคงยิ้มให้ เขาคงเอาดอกไม้มาให้หลังจากเลิกงานแล้ว เขาอาจจะเป็นคนงุ่มง่ามและขี้อาย คงกลัวจนตัวสั่นว่าจะได้รับการเมินเฉย ฝ่ายหญิงซึ่งมีจริตตามธรรมชาติของหญิงสาวที่เชื่อมั่นในเสน่ห์ของตัวเองอาจจะชอบกลั่นแกล้งให้เขาประหม่ายิ่งขึ้นอีกก็ได้ ผู้ที่ในวันนี้ได้กลายมาเป็นเครื่องจักรกลสำหรับขุดดินและทุบตี ในวันนั้นคงรู้สึกปั่นป่วนระริกในหัวใจอย่างมีความสุข สิ่งที่เข้าใจไม่ได้ก็คือ ทำไมเขาจึงกลายมาเป็นกองดินเช่นนี้ เขาผ่านไปในแม่พิมพ์อันร้ายกาจใดที่ได้จารึกรอยไว้เหมือนเป็นเครื่องปั๊มสัตว์เมื่อแก่ยังรักษาความสง่างามไว้ ทำไมดินเหนียวที่เป็นมนุษย์นี้จึงบุบสลายไป

                ฉันเดินต่อไปท่ามกลางฝูงชนที่นอนหลับทุรนทุรายอยู่เหมือนกับฝันร้าย ได้ยินเสียงที่ฟังไม่ได้ชัด ซึ่งมีทั้งเสียงกรนแหบๆ เสียงบ่นพึมพำและเสียงรองเท้าที่ลากไปกับพื้น ยามเมื่อกระสับกระส่ายหรือพลิกข้างที่เมื่อยระบม รวมทั้งเสียงที่อื้ออยู่ไม่ขาดสายของบกรวดบนหาดทราย

                ฉันนั่งลงตรงหน้าหญิงชายคู่หนึ่ง ระหว่างเขาทั้งสองนั้น เด็กคนหนึ่งได้พยายามแทรกตัวเข้าไปและใช้ที่ตรงนั้นนอนซุกอยู่ ทั้งๆ ที่หลับอยู่นั้น เขาพลิกตัวและหันใบหน้าเข้าสู่แสงไฟที่เปิดไว้อย่างสลัวๆ
                โอ้! ใบหน้านั้นช่างน่ารักอะไรเช่นนี้ เชื้อสายของหญิงชายคู่นี้เป็นประหนึ่งผลไม้ทอง ผู้ที่เกิดจากสิ่งมีชีวิตอันเทอะทะนี้กลับเต็มไปด้วยความนิ่มนวล งดงาม ประทับใจ ฉันก้มลงไปมองหน้าผากที่เรียบและริมฝีปากที่บึ้งแต่ดูอ่อนโยนนั้น ฉันพูดกับตัวเองว่า นี่เป็นใบหน้าของนักดนตรี นี่คือโมซาร์ตเมื่อตอนเด็ก นี่คือความหวังอันสวยสดแห่งชีวิต เจ้าฟ้าน้อยๆ ในเทพนิยายคงไม่ต่างอะไรไปจากเขา ถ้าได้รับการปกป้องดูแลและอบรมอย่างดีละก็ โตขึ้นเขาจะเป็นอะไรไม่ได้เล่า?


Mozart
                 ถ้าหากในสวนหนึ่ง พันธุ์กุหลาบได้แปลงไปจนเกิดมีกุหลาบพันธ์ใหม่ขึ้น ชาวสวนก็จะตื่นเต้นกันไปหมดทุกคน เขาจะแยกกุหลาบนั้นออกมาเพื่อดูและทะนุถนอม แต่ทว่าคนสวนสำหรับมนุษย์นั้นหามีไม่ โมซาร์ตน้อยนี้ก็จะผ่านเข้าไปในเครื่องปั๊มเช่นเดียวกับคนอื่น โมซาร์ตจะชื่นชมอย่างสุดแสนอยู่กับดนตรีที่เสื่อมทรามในบรรยากาศที่เหม็นอับตามบาร์

สิ้นหวังเสียแล้วสำหรับโมซาร์ต

                ฉันเดินกลับมายังที่นั่งของฉัน ฉันพูดกับตัวเองว่า คนพวกนี้ไม่ทุกข์ทรมานกับสถานการณ์ของตัวเองเท่าไรหรอก ไม่ใช่เป็นเรื่องของความสงสารที่ทำให้ฉันไม่สบายใจอยู่ในขณะนี้ ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องทำใจอ่อนไหวกับความทุกข์ที่จะเวียนมาตลอดกาล ผู้ที่อยู่ในความทุกข์นั้นหาได้รู้ตัวไม่ ในที่นี้เป็นบางอย่างในฐานะส่วนหนึ่งของมนุษยชาติ ไม่ใช่ในส่วนตัวที่รู้สึกเจ็บช้ำที่รู้สึกกระทบกระเทือน ฉันไม่ค่อยเชื่อเรื่องความสงสารเท่าไรนัก

                สิ่งที่ทำให้ฉันไม่สบายใจ ไม่ใช่ความยากแค้น ซึ่งถ้าเอาเข้าจริงๆ แล้ว เราก็ทำความเคยชินได้เช่นเดียวกับความเกียจคร้าน ชาวตะวันออกบางแห่งยังใช้ชีวิตอย่างเสื่อมโทรมมาได้หลายชั่วอายุคนและยังชื่นชอบเสียด้วย สิ่งที่ทำให้ไม่สบายใจนั้น ไม่อาจรักษาได้ด้วยการแจกอาหารแก่ผู้ยากจน สิ่งที่ทำให้ฉันไม่สบายใจนั้น ไม่ใช่รอยบุบรอยบวม หรือความน่าเกลียดน่าชัง แต่เป็นว่าในแต่ละบุคคลเหล่านั้น ส่วนหนึ่งที่เป็นโมซาร์ตได้ถูกทำลายไป

                พระจิตเจ้าแต่ผู้เดียว ซึ่งถ้าเสด็จมาสถิตในดินเหนียวนั้นจึงจะสามารถเสกสร้างมนุษย์


 



ชีวประวัติ แซงเตก ซูเปรี

ANTOINE DE SAINT - EXUPERY

๑๙๐๐ : เกิดที่เมืองลีออง วันอาทิตย์ที่ ๒๙ มิถุนายน
๑๙๐๙ : เข้าโรงเรียนเยซูอิต ที่เมืองมังส์
๑๙๑๕ : เข้าโรงเรียนมองเกร ที่ วิลล์ฟรังซ์-ซูร-โซน
๑๙๑๗ : จบมัธยมศึกษา เตรียมเข้าโรงเรียนนายเรือ
๑๙๑๙ : สอบข้อเขียนเข้าโรงเรียนนายเรือได้ แต่ตกสัมภาษณ์
๑๙๒๑ : รับราชการทหาร ประจำกองการบินที่เมืองสตราสบูรค์ ภายหลังย้ายไปประจำที่เมืองราบัต ได้วุฒิบัตรนักบินพลเรือน
๑๙๒๓ : ประสบอุบัติเหตุทางเครื่องบิน ปลดประจำการ
๑๙๒๖ : เป็นนักบินฝึกหัดของบริษัทลาเตโกแอร์ ที่เมืองตูลูส
๑๙๒๗ : เป็นนักบินขนส่งไปรษณีย์ ระหว่างตูลูสและกาซาบลังกา เป็นนายสนามบินที่แหลมชูบี เขียนหนังสือเรื่อง "ไปรษณีย์ใต้" ( COURRIE SOUD/ SOUTHERN MAIL)
๑๙๒๙ : เป็นผู้จัดการของบริษัทการบิน อาเอโรปอสตา ที่อาร์เจนตินา บุกเบิกเส้นทางบินระหว่างบูเอโนสแอเรส กับ ปุนตา-อาเรนัส เขียนหนังสือเรื่อง "เที่ยวบินกลางคืน" ( VOL DE NUIT / NIGHT FIGHT)
๑๙๓๐ : บินค้นหากิโยเมซึ่งเครื่องบินอับปางในเทือกเขาอันเดส
๑๙๓๑ : แต่งงานกับ คอนซูเอโล ซุนชิน ลาออกจากงานอเมริกาใต้ เพราะบริษัทอาเอโรปอสตาลล้มละลาย ประจำเที่ยวบินกลางคืนระหว่างกาซาบลังกา กับปอร์ตเอเตียน
๑๙๓๔ : เข้าทำงานในแผนกประชาสัมพันธ์จของบริษัทแอร์ฟรานซ์
๑๙๓๕ : เป็นผู้สื่อข่าวของหนังสือพิมพ์ปารีส-ซัวร์ ที่กรุงมอสโคว์ เป็นเวลาหนึ่งเดือน พยายามทำลายสถิติเวลาบิน ระหว่างปารีสกับไซง่อน แต่เครื่องบินเกิดอับปางใน ทะเลทรายลิเบีย
๑๙๓๖ : เป็นผู้สื่อข่าวสงครามสเปน
๑๙๓๘ : ประสบอุบัติเหตุทางเครื่องบิน ขณะที่พยายามบินจากนิวยอร์คไป แตรา-เด-ฟูเอโก (อเมริกาใต้) เขียนหนังสือเรื่อง "แผ่นดินของเรา" ( TERRE DES HOMMES)
๑๙๓๙ : เป็นนักบินลาดตระเวน
๑๙๔๐ : เขียนหนังสือเรื่อง "ป้อมปราการ" ( CITADELLE)
๑๙๔๐ : เขียนหนังสือเรื่อง "นักบินประจัญบาน" (PILOTTE DE GUERRE)
๑๙๔๓ : พิมพ์เรื่อง "เจ้าชายน้อย" (LE PETIT PRINCE) เป็นนักบินลาดตระเวนประจำการในแอฟริกาเหนือ
๑๙๔๔ : หายสาบสูญไปในขณะที่ออกบินลาดตระเวน วันที่ ๓๑ กรกฎาคม





 


INDEX BACK TOP
HOME