บทที่ ๗
ใจกลางทะเลทราย
- ๑ -
พอ
บินไปถึงเมดิเตอร์เรเนียน ฉันก็เจอกลุ่มเมฆที่ลอยต่ำอยู่พอดี
ทำให้ต้องร่อนลงจนถึงระดับยี่สิบเมตร ฝนกรรโชกมาปะทะกระจกหน้า ที่ผิวน้ำเหมือนกับมีควันลอยอยู่
ฉันพยายามเพ่งมองออกไปเพื่อที่จะไม่ไปชนกับเสากระโดงเรือหรืออะไรอื่น
อังเดร เปรโว ช่างเครื่องประจำเครื่องบินจุดบุหรี่ส่งให้ฉัน
"กาแฟไหม?"
เขาหายไปทางท้ายเครื่องบิน แล้วถือกระติกกลับมา ฉันดื่มเป็นครั้งคราวเพื่อรักษาความเร็วของเครื่องยนต์ให้เท่ากับสองพันรอบ
กวาดตาไปมองหน้าปัดต่างๆ และสังเกตว่าทุกอย่างยังอยู่ในความควบคุม เข็มต่างๆ ชี้ไปตรงที่ที่มันควรชี้
ฉันมองออกไปที่ทะเล ฝนทำให้เกิดเป็นละอองขึ้นที่ผิวน้ำ ทะเลราวกับเป็นอ่างน้ำร้อนอันกว้างใหญ่
ถ้าหากว่ากำลังขับเครื่องบินทะเลอยู่ละก็ ฉันคงเสียดายที่ทะเลปั่นป่วนเช่นนี้ แต่นี่เป็นเครื่องบินธรรมดา
จะปั่นป่วนหรือไม่ก็ไม่อาจร่อนลงได้ แต่เหตุใดก็ไม่รู้ ฉันกลับมีความรู้สึกปลอดภัยอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้
ทะเลเป็นเรื่องของอีกโลกหนึ่งซึ่งไม่ใช่โลกของฉัน ถ้าหากว่าเครื่องยนต์เกิดขัดข้องขึ้นที่นี่
ฉันแทบจะไม่ต้องนึกว่าเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับฉัน หรือเป็นอันตรายต่อฉันเลย เพราะฉันไม่มีอะไรสักอย่างที่พร้อมจะใช้เผชิญกับทะเล
หลังจากบินอยู่หนึ่งชั่วโมงครึ่ง ฝนก็บางตาลง เมฆยังคงลอยต่ำอยู่ แต่บางแห่งแสงก็ทะลุผ่านลงมาตามรอยแยกที่เป็นเหมือนรอยยิ้มอันกว้างใหญ่
ฉันชอบอากาศที่กำลังปลอดโปร่งขึ้นช้าๆ อยู่นี้ เดาว่ากลุ่มเมฆขาวเหนือศีรษะคงจะบางลงมากแล้วฉันบินอ้อมเมฆปุยหนึ่งไป
เพราะไม่จำเป็นจะต้องฝ่ากลางเข้าไปอีกแล้ว ก็พอดีมาถึงตรงที่ท้องฟ้าโปร่งเมฆ......
รอยยิ้มอันกว้างใหญ่
| |
ฉันมีความรู้สึกว่าท้องฟ้าตรงนั้นโปร่งก่อนที่จะได้พบเห็นเสียอีก เพราะได้สังเกตว่าทะเลตรงหน้านั้นแลดูสว่างอยู่เหมือนเป็นทุ่งหญ้า
หรือเป็นสวนปาล์มอันเขียวชอุ่มอยู่กลางทะเลทรายหรือเป็นทุ่งข้าวบาร์เลย์ ซึ่งคอยมาสะกิดใจฉัน |
หลังจากที่ได้บินมาสามพันกิโลเมตร
ข้ามทะเลทรายจากเซเนกัลมาถึงทางใต้ของมอรอคโค ความรู้สึกในตอนนี้คล้ายกับว่าบินมาถึงแผ่นดินที่มีผู้อยู่อาศัยเช่นเดียวกัน
ฉันมีอารมณ์ดีและสบายใจขึ้น หันมาพูดกับเปรโวว่า
"ฝนหยุดแล้ว สบายละ !"
"ฮื่อ ใช้ได้......"
ที่ตูนิส ฉันเซ็นเอกสารต่างๆ ในระหว่างที่รอการเติมน้ำมัน ในขณะที่ก้าวออกมาจากห้องทำงาน
ฉันได้ยินเสียงดัง "ตุบ" เหมือนกับมีอะไรตกลงไปในน้ำ เสียงนั้นทึบ ๆ ไม่ก้องเลย ฉันสะดุดใจขึ้นมาทันทีว่าเคยได้ยินเสียงเช่นนี้มาก่อน
คราวนั้นเป็นเสียงระเบิดในโรงรถ มีคนตายไปสองคนจากเจ้าเสียงแหบๆ นั้น ฉันหันไปมองทางถนนที่เลียบลานบิน
เห็นฝุ่นคลุ้งอยู่เล็กน้อย ที่นั่นรถที่วิ่งมาด้วยความเร็วสูงสองคนมาประสานงากันหยุดกึกอยู่เหมือนในภาพถ่าย
มีคนวิ่งไปที่นั่น บางคนวิ่งมาทางเรา
"โทรศัพท์....หมอ...ที่หัว..."
ฉันรู้สึกหวาดหวั่น ชะตากรรมได้แสดงฤทธิ์เดชของมันให้เห็นในยามเย็นที่สงบเงียบนี้
ร่างที่สวยงาม สมองที่ปราดเปรื่องหรือชีวิตหนึ่ง มีอันต้องเป็นไป....
ฉันนึกถึงพวกสลัดทะเลทรายที่ท่องเที่ยวไปโดยไม่มีผู้ใดได้ยินเสียงฝีเท้าอันแผ่วเบาบนพื้นทราย
ในบัดดลก็เกิดเสียงอื้ออึงแสดงถึงการบุกรุกขึ้น เสียงนั้นมีอยู่เพียงช่วงเวลาอันสั้นที่กระโจมหมู่นั้น
และแล้วทุกอย่างก็สงบเงียบลงในแสงแดดสีทอง สงบและเงียบเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น.....ใครคนหนึ่งใกล้ๆ
ฉันพูดเรื่องกะโหลกศีรษะร้าว แต่ฉันไม่อยากรู้เรื่องราวเกี่ยวกับศีรษะที่แน่นิ่งอยู่ในกองเลือดนั้น
ฉันหันหลังกลับและเดินไปยังเครื่องบินของฉัน อย่างไรก็ดี ความรู้สึกถึงเหตุร้ายก็ยังคงค้างอยู่ในจิตใจ
เสียงนี้เองที่ฉันจะได้ยินอีกหนหนึ่งในไม่ช้า ฉันจะได้ยินเสียงแหบๆ เช่นนี้อีกเมื่อเครื่องบินของฉันขูดไปกับพื้นที่ราบสูงด้วยความเร็วสองร้อยเจ็ดสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงในความมืด
เสียงดัง "ครืน" ของชะตากรรมที่มาดักพบเราอยู่
เรามุ่งหน้าไปยังเบนกาซี
-
๒ -
ระ หว่างทาง เหลือเวลาสองชั่วโมงก่อนพระอาทิตย์จะตก
เมื่อมาถึงทริโปลีแตน ฉันไม่ต้องใช้แว่นตากันแดดอีกต่อไป ผืนทรายขณะนี้มีสีทองอร่าม
โอ้โลกนี้ช่างอ้างว้างเสียนี่กระไร! ฉันเกิดความรู้สึกขึ้นอีกครั้งหนึ่งว่า แม่น้ำ
หมู่ไม้ และที่อยู่อาศัย ล้วนมีเหตุมาจากการประจวบเหมาะของความบังเอิญ บริเวณอันกว้างใหญ่ที่เหลือล้วนเป็นโขดหินและทะเลทราย!
ฉันหมกมุ่นกับการบิน สิ่งเหล่านี้คงอยู่นอกความสนใจของฉัน ความมืดคืบคลานเข้ามา ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนกับว่ากำลังปิดหน้าต่างจากโลกภายนอกมาเก็บตัวอยู่ในอารามเพื่อประกอบพิธีกรรมอันสำคัญและลึกลับด้วยสมาธิที่แน่วแน่
โลกภายนอกค่อยๆ จางลงและกำลังจะดับหายไป ทิวทัศน์เหล่านี้แม้ว่าจะฉาบด้วยแสงทองแต่อะไรบางอย่างก็ขาดหายไปเสียแล้ว
ไม่มีชั่วโมงไหนเลย ไม่มีชั่วโมงไหนเลยจริงๆ ที่จะมีค่าสำหรับฉันเท่าชั่วโมงนี้ ผู้ที่เคยฝังใจรักอย่างบอกไม่ถูกกับการบินคงจะเข้าใจฉันดี
ฉันค่อยๆ ละความสนใจจากแสงแดด จากแผ่นดินสีทองอันกว้างใหญ่ที่คงจะให้ฉันพักพิงได้
ถ้าหากว่าเครื่องยนต์เกิดขัดข้อง.....ฉันละความสนใจจากสถานที่หมายตาต่างๆ ที่ควรจะบอกทางให้ฉันได้
จากแนวยอดของทิวเขาที่ควรจะช่วยให้ฉันเลี่ยงภยันตราย ฉันเข้าสู่ความมืด ฉันขับเครื่องบินไป
จะมีเหลืออยู่เป็นเพื่อนก็เพียงดาว.......
การดับหายไปของโลกภายนอกเป็นไปอย่างเชื่องช้า แสงค่อยๆ หมดหายไปทีละน้อยๆ ดินและฟ้าค่อยๆ
กลมกลืนเข้าด้วยกัน ดูเหมือนว่าแผ่นดินจะลอยสูงขึ้นและแผ่ขยายออกไปได้ดังเมฆหมอก
ดาวดวงแรกดูริบหรี่เหมือนกับว่าเป็นแสงสะท้อนจากน้ำลึก ยังคงอีกนานกว่าที่มันจะเปล่งปลั่งดังประกายเพชร
ฉันจะต้องรออีกนานกว่าที่จะได้เห็นดาวตกที่จะวิ่งว่อนอยู่ในความเงียบ ในยามดึกของบางคืน
ฉันเคยเห็นประกายดาววิ่งผ่านไปมากมายจนฉันรู้สึกว่าเบื้องบนนั้นพายุใหญ่กำลังพัดอยู่กลางหมู่ดาว
เปรโวทดสอบดวงไฟประจำและดวงไฟฉุกเฉิน เราเอากระดาษสีแดงห่อหลอดไฟไว้
"อีกชั้นหนึ่งซิ...."
เขาใส่กระดาษเข้าไปอีกชั้นหนึ่งและเปิดไฟ แสงยังคงสว่างเกินไปอีก ซึ่งจะทำให้แสงจากภายนอกดูพร่าไปเมื่อเทียบเคียงจะทำให้ไม่อาจเห็นแสงเรืองๆ
ที่มีอยู่ ในบางครั้ง รอบๆ สรรพสิ่ง ในความมืด ตอนนี้พระอาทิตย์ลับไปแล้ว แต่ภายนอกยังไม่มืดสนิท
ดวงจันทร์ครึ่งเสี้ยวยังคงทอแสงอยู่ เปรโวหายไปทางข้างหลังและกลับมาพร้อมด้วยแซนด์วิช
ฉันกินองุ่นเล่นๆ เพราะไม่หิว ไม่อยากกินหรือดื่มอะไรมาก ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเลย
คิดว่าจะขับต่อไปเช่นนี้ได้อีกสิบปี
พระจันทร์ลับไปแล้ว
เบนกาซีใกล้เข้ามาในความมืด เบนกาซีอยู่ในความมืดสนิท จนจะหาแสงสลัวสักเล็กน้อยก็หามีไม่
ฉันมาเห็นตัวเมืองก็ต่อเมื่อบินมาถึงมันแล้ว ขณะที่กำลังมองหาสนามบินอยู่ก็พอดีสัญญาณไฟสีแดงสว่างขึ้นเรียงราย
ทำให้เห็นเป็นรูปสี่เหลี่ยมสีดำ ฉันหักลำแสงจากโคมไฟเบื้องล่างพุ่งขึ้นมาเป็นลำในท้องฟ้าราวกับเป็นน้ำดับเพลิงที่พุ่งจากกระบอกฉีด
แสงนั้นหมุนไปรอบๆ วกกลับลงมาต่ำ กวาดไปที่ลานบินทำให้เห็นเป็นทางสีทอง ฉันบินวนอีกครั้งหนึ่งเพื่อที่จะสังเกตสิ่งกีดขวางต่างๆ
ให้ดี สนามบินนี้มีอุปกรณ์สำหรับตอนกลางคืนที่ดีมาก ฉันลดความเร็วและร่อนลงเหมือนกับจะจมหายไปในความมืด
ฉันร่อนลงเมื่อเวลา ๒๓ น. ตามเวลาท้องถิ่น ฉันไปยังหอบังคับการ แสงจากโคมไฟสว่างจ้าส่องจับนายทหารและทหารซึ่งเหมือนกับปรากฏขึ้นวูบหนึ่งแล้วก็กลืนหายไปในความมืด
เจ้าหน้าที่ที่นี่ดูเหมือนจะสุภาพอ่อนโยนที่สุดในโลก เขาตรวจเอกสารของฉันแล้วเติมน้ำมันให้จนเต็ม
การจอดแวะของฉันคงจะเรียบร้อยภายในยี่สิบนาที
"ขอให้บินวนกลับมาเหนือสนามบินอีกทีนะครับ มิฉะนั้นเราก็ไม่อาจจะรู้ได้ว่าคุณบินขึ้นได้เรียบร้อยดีหรือเปล่า"
ไปกันเถอะ
ฉันแล่นไปบนทางสีทองนั้น แล้วก็โผบินขึ้นไปโดยไม่มีอะไรมากีดขวาง เครื่องบิน "ซีมูน"
ของฉันนี้แม้ว่าจะบรรทุกน้ำหนักเกิน ก็ยังทะยานขึ้นได้ก่อนหมดลานบิน แสงจากโคมไฟส่องตามฉันมาทำให้หักลำได้ไม่สะดวก
แต่ลำแสงนั้นก็ผละจากไปในที่สุด คงเป็นเพราะรู้แล้วว่ามันทำให้ฉันตาพร่า ฉันบินกลับมาก็พอดีเจอแสงไฟเข้าอย่างจังอีกครั้งหนึ่ง
แต่คราวนี้ลำแสงนั้นเพียงแต่สัมผัสฉันแล้วก็รีบผละไป ส่องแสงสีทองนั้นไปที่อื่น ฉันรู้สึกว่าการหลบแวบไปนี้แสดงถึงมารยาทอันนุ่มนวลอย่างที่สุด
ในตอนนี้ฉันหักลำอีกครั้งหนึ่ง แล้วบ่ายหน้าสู่ทะเลทราย
ข่าวจากกรมอุตุนิยมวิทยาที่ปารีส ตูนิส และเบนกาซีนรายงานว่า ลมพัดไปในทางเดียวกับเส้นทางบินด้วยความเร็วสามสิบถึงสี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง
ฉันคำนวณว่าเครื่องบินคงรักษาระดับความเร็วสามร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง ในขณะนี้เครื่องบินกำลังบ่ายหน้าไ
ปยังจุดที่อยู่กึ่งกลางระหว่างอเล็กซานเดรีย และไคโร เมื่อเป็นเช่นนี้ฉันจะได้ไม่บินเหนือชายฝั่งตามคำสั่งห้าม
แม้ว่าเครื่องบินจะบินผิดเส้นทางไปในทางหนึ่งทางใดบ้าง ฉันก็คงจะจับทางได้ถูกโดยอาศัยแสงไฟจากทางซ้ายหรือทางขวาจากเมืองใดเมืองหนึ่งนั้นหรือโดยอาศัยแสงไฟที่มีอยู่ตามลุ่มน้ำไนล์
โดยทั่วๆ ไป ฉันจะต้องใช้เวลาบินสามชั่วโมงยี่สิบ ถ้าหากว่าทางลมไม่เปลี่ยนแปลงหรือสามชั่วโมงสี่สิบห้าถ้าว่าลมเกิดตกไป
พันห้าสิบกิโลเมตรที่เป็นทะเลทรายนั้นทอดอยู่เบื้องหน้า
พระจันทร์ลับไปแล้ว เหลือแต่ความมืดกับแสงดาว ฉันไม่เห็นแสงไฟใดๆ ที่จะยึดถือได้เป็นเครื่องหมาย
นอกจากสัญญาณวิทยุแล้วฉันจะไม่ได้รับสัญญาณอื่นใดจากมนุษย์จนกว่าจะถึงแม่น้ำไนล์
ฉันไม่พยายามสังเกตอะไรอื่น นอกจากเข็มทิศของฉัน ฉันไม่สนใจสิ่งใดนอกจากเจ้าเข็มบางๆ
สลัวๆ ที่เคลื่อนขึ้นลงอยู่อย่างช้าๆ บนหน้าปัดของเครื่องวัดที่อยู่ในความมืด เมื่อเปรโวย้ายที่ไป
ฉันก็ปรับเครื่องเพื่อชดเชยการเคลื่อนที่ไปของศูนย์ถ่วงน้ำหนัก
ฉันนำเครื่องบินมาที่ระดับสองพันเพราะได้รับรายงานว่าเป็นระดับที่มีลมช่วย นานๆ ครั้ง
ฉันเปิดไฟดูหน้าปัดต่างๆ ซึ่งไม่มีพรายน้ำแต่ส่วนใหญ่ฉันชอบอยู่ในความมืดท่ามกลางชุมนุมแสงอันริบหรี่เหล่านี้
แสงนั้นเรืองๆ ราวกับเป็นแสงดาว เป็นแสงที่ลึกลับไม่รู้จักหมดสิ้น และสร้างความเข้าใจให้แก่เราได้เช่นเดียวกับหมู่ดาว
ฉันก็เป็นเหมือนกับนักดาราศาสตร์ที่กำลังศึกษากลศาสตร์ของดาวอยู่ และก็มีความรู้สึกขยันขันแข็งและผ่องใสเช่นเดียวกัน
โลกภายนอกนั้นดับไปหมดแล้ว แม้แต่เปรโวก็หลับไปหลังจากที่ฝืนลืมตาอยู่เป็นเวลานาน
ฉันสำนึกถึงความเดียวดายของตัวเองได้ดีขึ้น ได้ยินแต่เสียงเบาสม่ำเสมอของเครื่องยนต์
มองเห็นแต่ดวงดาวที่หยุดนิ่งอยู่บนแผงหน้าปัดเบื้องหน้าฉัน
อย่างไรก็ดี ฉันก็ใช้เวลานั้นครุ่นคิด เราไม่ได้มีแสงจันทร์และไม่ได้รับคลื่นวิทยุ
ไม่มีสายสัมพันธ์ใดๆ ไม่ว่าจะน้อยนิดสักแค่ไหนที่จะรั้งเราไว้กับโลกนี้จนกว่าเราะบินไปถึงแสงสว่างที่เป็นทางยาวตามแม่น้ำไนล์
เราอยู่นอกเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง เครื่องยนต์เท่านั้นที่ยังพยุงเราให้อยู่รอดไปในความมืดสนิทนี้
เรากำลังผ่านหุบเขาที่มืดและกว้างใหญ่แห่งเทพนิยาย ผ่านดินแดนที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์
ที่นี่ไม่มีใครคอยช่วยเรา ที่นี่ไม่มีการแก้ตัวใหม่ถ้าเกิดการผิดพลาดใดๆ เราอยู่ในอุ้งหัตถ์แห่งพระเจ้า
มีแสงรั่วออกมาจากรอยต่อของแผงไฟฟ้า ฉันปลุกเปรโวเพื่อให้เขาช่วยปิดแสงนั้น เปรโวขยับตัวอยู่ในความมืด
หายใจฟืดฟาดแล้วเดินมาอย่างอุ้ยอ้าย เขาวุ่นอยู่กับผ้าเช็ดหน้าและกระดาษดำ ชุลมุนอยู่พักหนึ่งแล้วแสงนั้นก็หายไป
มันมาบ่อนทำลายบรรยากาศในขณะนี้ เพราะมันไม่ใช่แสงที่เรืองสลัวๆ เหมือนแสงจากเข็มบนหน้าปัด
แต่ดูเป็นแสงจากไนท์คลับมากกว่าจะเป็นแสงจากดาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันทำให้ฉันตาพร่าจนไม่เห็นแสงอื่นๆ
บินมาสามชั่วโมงแล้ว ทันใดนั้น มีแสงซึ่งดูสว่างจ้าขึ้นทางขวามือ เมื่อเหลียวไปมอง
ฉันเห็นแสงสว่างเรืองอยู่รอบๆ หลอดไฟที่ปลายปีก แสงซึ่งก่อนหน้านี้มองไม่เห็นได้สว่างวูบวาบขึ้น
บางทีก็เห็นชัด บางทีก็เลือนรางอย่างไม่เป็นจังหวะ นี่แสดงว่า ฉันบินเข้ามาในกลุ่มเมฆซึ่งสะท้อนแสงจากหลอดไฟ
ความจริงเมื่อเข้าใกล้เมืองที่จะต้องพยายามสังเกตเห็นเช่นนี้ ฉันปรารถนาที่จะเห็นท้องฟ้าปลอดโปร่งมากกว่า
แสงสว่างเรืองๆ เป็นรูปกลดที่ปลายปีกทำท่าว่าจะไม่ยอมไปไหนอีกแล้ว อากาศเริ่มปั่นป่วน
ทำให้เครื่องบินสะเทือนไปทั้งลำ ฉันกำลังบินอยู่ในก้อนเมฆมหึมาซึ่งไม่แน่ว่าจะกว้างใหญ่แค่ไหน
เมื่อลอยลำขึ้นมาที่ระดับสองพันห้าร้อยก็ยังไม่พ้น เมื่อลดระดับลงมาที่พันเมตร แสงรูปกลดนั้นก็ยังไม่ยอมไปไหน
คงอยู่ที่นั่นและส่องสว่างอยู่อีก เอาละช่างมันเถอะ ฉันทำอย่างอื่นดีกว่า แล้วก็รู้เองว่าจะพ้นไปเมื่อไรกัน
อย่างไรก็ดี ฉันไม่ชอบแสงที่ทำให้นึกถึงโรงแรมชั้นเลวนี้เลย
ฉันลองคำนวณดู "ตอนนี้สะเทือนหน่อย เป็นของธรรมดา แต่ตลอดทางมาแม้ว่าได้บินในระดับสูงและในอากาศที่ปลอดโปร่ง
ฉันรู้สึกว่าเครื่องบินสะเทือนมาตลอดทาง นี่แสดงว่าลมคงพัดอยู่ตลอดเวลาและความเร็วของฉันคงสูงกว่าสามร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง
แต่อย่างไรก็เถอะ ฉันก็ไม่รู้อะไรแน่นอนนัก เอาไว้รอให้พ้นจากก้อนเมฆนี้ก่อนค่อยหาทางรู้ตำแหน่งจะดีกว่า
แล้วเราก็พ้นจากก้อนเมฆนั้น แสงเรืองนั้นหายไปอย่างฉับพลันแต่หายไปอย่างเป็นลางมากกว่า
ฉันมองไปข้างหน้าและสังเกตเห็นเท่าที่จะสังเกตได้ว่า ฉันอยู่หระหว่างก้อนเมฆ เมฆก้อนต่อไปกำลังรออยู่เบื้องหน้าแล้วแสงเรืองนั้นก็ปรากฏขึ้นอีก
ดูว่าจะไม่มีทางหลุดพ้นไปจากปุยขาวเหล่านี้ได้ ยกเว้นเพียงแค่สองสามวินาที ฉันเริ่มจะวิตกเพราะนี่ก็บินมาแล้วสามชั่วโมงครึ่ง
ฉันควรมาอยู่ใกล้แม่น้ำไนล์แล้วถ้าเป็นไปตามคาด ถ้าโชคดีหน่อย ฉันควรสังเกตเห็นมันได้ตามช่องว่างระหว่างเมฆซึ่งไม่ค่อยจะมีมากนักเลย
ฉันไม่กล้าที่จะบินต่ำลงไปอีก ถ้าหากว่าบังเอิญบินช้ากว่าที่คิด ฉันยังคงบินอยู่เหนือบริเวณที่ราบสูงอีก
ฉันยังไม่รู้สึกวิตกอะไรเลย กลัวอยู่อย่างเดียวว่าจะเสียเวลาไปบ้างเท่านั้น แต่ความใจเย็นของฉันก็มีขอบเขต
คือไม่เกินสี่ชั่วโมงสิบห้านาทีของเวลาบินหลังจากช่วงเวลานี้แล้ว แม้ว่าจะไม่มีลมเลยซึ่งเป็นไปได้ยาก
ฉันก็คงจะบินเลยลุ่มแม่น้ำไนล์แล้ว
เมื่อมาถึงชายเมฆ แสงเรืองนั้นก็กระพริบถี่มากขึ้นทุกทีแล้วก็ดับวูบไป ฉันไม่ชอบรหัสลับจากปิศาจร้ายแห่งราตรีกาลเช่นนี้เลย
ดาวดวงหนึ่งโผล่ขึ้นมาเบื้องหน้าฉัน สว่างจ้าดังประภาคาร จะเป็นดาวหรือประภาคารกันแน่
อย่างไรก็ตาม ฉันก็ไม่ชอบแสงสว่างซึ่งดูผิดธรรมชาติเช่นนี้อีกเหมือนกัน ซึ่งดูคล้ายกับว่า
เป็นดาวนำทางหรือเป็นการเชื้อเชิญไปสู่อันตราย
เปรโวตื่นขึ้นฉายไฟดูหน้าปัด ฉันผลักตะเกียงและตัวเขาออกไป ฉันเพิ่งมาถึงช่องว่างระหว่างเมฆและต้องการฉวยโอกาสนี้มองลงไปข้างล่าง
เปรโวหลับต่อไป
อย่างไรก็ดี ข้างล่างนี้ไม่มีอะไรจะให้ดู
บินมาสี่ชั่วโมงห้านาทีแล้ว เปรโวมานั่งข้างๆ ฉัน
"น่าจะถึงไคโรแล้วนะ...."
"นั่นน่ะสิ....."
"นั่นมันดาวหรือประภาคารกันแน่"
ฉันได้ชะลอเครื่องลง
นั่นคงเป็นเหตุที่ทำให้เปรโวตื่นขึ้น ในระหว่างเวลาบินแล้ว เขาไวต่อการเปลี่ยนแปลงของเสียงมาก
ฉันเริ่มลดระดับลงอย่างช้าๆ เพื่อที่จะลงไปใต้กลุ่มเมฆ
ฉันเพิ่งศึกษาแผนที่ดู
ตอนนี้ฉันไม่เสี่ยงอะไรแล้ว เพราะว่าอย่างไรก็ดี ฉันคงมาถึงดินแดนที่อยู่ที่ระดับน้ำทะเลแล้ว
ฉันบินต่ำลงไปอีกและกลับลำไปทางเหนือ โดยหวังว่าจะเห็นแสงไฟจากเมืองได้จากทางหน้าต่าง
ฉันคงบินเลยมาแล้ว มันควรอยู่ทางซ้ายมือ เวลานี้ฉันบินอยู่ใต้กลุ่มเมฆ แต่ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งอยู่ต่ำลงไปทางซ้าย
ฉันเลี้ยวหลบไป ทิศทางในขณะนี้คงอยู่ระหว่างทิศเหนือกับทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
เจ้าเมฆนั้นอยู่ต่ำลงไปมากและมาบังสิ่งต่าง ๆ หมด ฉันไม่กล้าที่จะลดระดับลงไปอีก
เครื่องวัดความสูงอ่านระดับสี่ร้อยแต่ฉันไม่รู้ความดันของอากาศในขณะนี้ ฉันตะโกนบอกเปรโวซึ่งก้มลงมาว่า
"จะบินไปที่ทะเล แล้วจะร่อนลงต่ำกว่านี้อีก เพื่อที่จะได้ไม่ชนกับอะไร....."
อย่างไรก็ดี ไม่รู้แน่ว่าฉันล่องลอยมาอยู่เหนือทะเลแล้วหรือยัง เจ้าเมฆนั้นไม่ยอมให้เรามองทะลุผ่านลงไปยังความมืดเบื้องล่างเลย
ฉันชะโงกหน้าไปชิดหน้าต่าง พยายามเพ่งมองลงไป พยายามมองหาแสงสว่างหรือเครื่องหมายอื่นใด
ฉันเหมือนกับผู้ที่คุ้ยเขี่ยขี้เถ้าและพยายามมองหาถ่านไฟแห่งชีวิตซึ่งคุกรุ่นอยู่ในกองไฟ
"นั่นกระโจมไฟในทะเล!"
เราเห็นเจ้าแสงกระพริบอันหลอกลวงนั้นพร้อมๆ กัน ประสาทช่างหลอกหลอนจริงๆ ! มันอยู่ที่ไหนกันเล่าเจ้ากระโจมไฟผีหรือเจ้าภูตราตรี
เพราะว่าในเสี้ยววินาทีที่เปรโวและฉันชะโงกออกไปเพื่อที่จะมองหามันแถวๆ สามร้อยเมตรห่างออกไปนั่นเอง
ในทันทีนั้น........
"อา!"
นั่นเองเป็นเสียงเดียวที่โพล่งออกมา ฉันคิดว่าความรู้สึกเดียวที่มีอยู่ก็คือ โลกทั้งโลกแตกสลายไปดังโครมใหญ่
เรากระทบกับพื้นด้วยความเร็วสองร้อยเจ็ดสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง
ฉันคิดเช่นกันว่า ในเสี้ยววินาทีต่อมานั้น ฉันไม่ได้นึกถึงอะไรนอกจากจะรอเปลวเพลิงสีม่วงอันมหึมาซึ่งจะเกิดจากการระเบิดและซึ่งจะทำให้เราทั้งสองอันตรธานไป
เปรโวและฉันต่างไม่รู้สึกหวาดหวั่นอะไรเลยแม้แต่น้อย ร่างกายของฉันเป็นเพียงการรอและรอ
รอเปลวเพลิงอันโชติช่วงซึ่งในวินาทีนั้นเองจะทำให้เราสูญสิ้นไป
แต่เปลวเพลิงนั้นไม่มาถึง จะมีก็แต่เพียงแผ่นดินไหวซึ่งสร้างความพินาศให้แก่ห้องนักบิน
กระชากหน้าต่างหลุดออกไป โยนแผ่นโลหะให้ปลิวว่อนไปหลายร้อยเมตรและทำเสียงระเบิดที่ดังสนั่นเข้าไปถึงภายในร่าง
เครื่องบินสั่นสะเทือนเหมือนกับเป็นมีดที่ถูกขว้างไปติดกับกระดานแข็ง เราก็กลิ้งไปด้วยแรงสะเทือนนั้น
หนึ่งวินาที สองวินาที เครื่องบินยังสั่นอยู่ ฉันรอด้วยความกระวนกระวายอย่างที่สุด
พลังงานที่สะสมไว้น่าจะทำให้เครื่องบินระเบิดออกไปอย่างลูกระเบิด แต่เจ้าแผ่นดินไหวนี้ยังคงมีต่อไปโดยไม่มีการระเบิดที่เด็ดขาดติดตามมา
ฉันไม่เข้าใจเลยถึงกรรมวิธีที่มองไม่เห็นนี้ ไม่เข้าใจเลยถึงการสะเทือน แรงสะท้าน
และการรอคอยอันไม่รู้จักจบสิ้น......ห้าวินาที หกวินาที...ทันใดนั้นเรารู้สึกว่าเครื่องบินหมุนตัวไป
แรงกระแทกที่ตามมาทำให้บุหรี่กระเด็นออกไปทางหน้าต่างและปีกขวาปลิวว่อนไป จากนั้นก็ไม่มีอะไรอีก
ไม่มีอะไรเลยนอกจากการหยุดนิ่งสนิท ฉันตะโกนบอกเปรโวว่า
"กระโดดเร็ว !"
เขาก็ร้องขึ้นมาในเวลาเดียวกันว่า
"ไฟ !"
เราพรวดออกไปทางหน้าต่างที่เปิดอ้าอยู่แล้วมายืนห่างออกไปยี่สิบเมตร ฉันถามเปรโวว่า
"บาดเจ็บไหม" เขาตอบว่า
"ไม่"
แต่เขาก็เอามือกุมหัวเข่า ฉันพูดกับเขาว่า
"ลองคลำและขยับตัวดู แน่นะว่าไม่มีอะไรหักเลย" เขาตอบฉันว่า
"ไม่เป็นไรหรอก เป็นกระบอกดับเพลิงน่ะ....."
ฉันน่ะคิดไปว่า เขาบ้าไปแล้ว และคงจะกระโดดโลดเต้น....
แต่ในที่สุดเขาก็เบือนหน้าไปจากเครื่องบิน ซึ่งคงไม่ลุกไหม้แน่แล้ว หันมามองฉัน และพูดต่อไปว่า
"ไม่เป็นไรหรอก เป็นกระบอกดับเพลิงน่ะที่ติดมากับขาผม"
- ๓ -
ช่าง ยากแก่การอธิบายจริงๆ
ว่า ทำไมเราถึงรอดตายมาได้ ฉันเดินเอาไฟฉายส่องย้อนดูรอยเครื่องบินบนพื้นดิน ห่างจากจุดที่มันมาหยุดนิ่งลงสองร้อยห้าสิบเมตร
ก็มีแผ่นเหล็กหงิกๆ งอๆ ตกอยู่แล้ว และจากนั้นมาตลอดทางก็มีแผ่นโลหะเกลื่อนกลาดอยู่
เราจะรู้ก็ต่อเมื่อรุ่งสางว่า เราได้มาชนแบบเฉียดๆ กับยอดของพื้นที่ราบสูงในทะเลทรายตรงที่มีความลาดน้อยมาก
ที่จุดตก ทรายเป็นรอยโหว่เหมือนถูกขุดด้วยคันไถมหึมา เครื่องบินก็ไม่ได้ตีลังกาแต่ไสท้องไปด้วยแรงเร็วพร้อมกับส่ายหางสะบัดไปมา
มันเลื้อยไปด้วยความเร็วสองร้อยเจ็ดสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง ที่เรารอดชีวิตมาได้ ก็คงเป็นเพราะว่าที่ตรงนั้นมีก้อนกรวดดำกลมที่กลิ้งไปได้ง่ายบนพื้นทราย
ซึ่งทำหน้าที่เป็นลูกลื่นรองรับเรา
เปรโวปลดขั้วแบตตารีออกเพื่อกันอัคคีภัยที่อาจเกิดได้ภายหลังเนื่องจากการลัดวงจร
ฉันมานั่งพิงเครื่องยนต์และครุ่นคิด การที่เครื่องบินสะเทือนขณะที่กำลังบินอยู่ในระดับสูงนั้น
แสดงว่าตลอดเวลาสี่ชั่วโมงสิบห้าของการบิน ฉันอยู่ในกระแสลม ความเร็วห้าสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง
แต่ถ้าหากว่าลมเกิดเปลี่ยนทิศทางไปจากที่กรมอุตุนิยมวิทยารายงานไว้ ฉันก็ไม่อาจรู้ได้
ดังนั้นตำแหน่งของฉันในขณะนี้ควรอยู่ในพื้นที่สี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างและยาวสี่ร้อยกิโลเมตร
เปรโวมานั่งข้างฉันและพูดว่า
"ช่างมหัศจรรย์จริงที่เรายังไม่ตาย......"
ฉันไม่ได้ตอบอะไร และก็ไม่ได้รู้สึกยินดีเลย ฉันคิดอะไรได้อย่างหนึ่ง ซึ่งสะกิดใจฉัน
และทำให้ฉันเริ่มกระวนกระวายใจเล็กน้อยแล้ว
ฉันขอให้เปรโวเปิดไฟฉายของเขาไว้เพื่อให้ฉันรู้ตำแหน่งเขา แล้วฉันก็ถือไฟฉายก้าวตรงออกไป
ฉันสำรวจพื้นดินอย่างตั้งใจ ก้าวไปอย่างช้าๆ เดินเป็นครึ่งวงกลม ฉันเปลี่ยนทางเดินหลายครั้งและมองพื้นดินอย่างถี่ถ้วนอยู่ตลอดเวลา
เหมือนกับว่าจะหาแหวนหรืออะไรที่หายไป หรือเหมือนกับตอนที่เพ่งมองหาแสงไฟแห่งชีวิตจากเครื่องบิน
ตัวฉันอยู่ในความมืด ก้มมองและเดินตามวงกลมสีขาวที่เลื่อนไปข้างหน้าอยู่ตลอดเวลา
ใช้แล้วหละ....ใช่แล้วหละ....ฉันเดินกลับมายังเครื่องบินอย่างช้าๆ นั่งลงใกล้ห้องนักบินและครุ่นคิด
ฉันได้ไปหาสิ่งซึ่งจะสร้างความหวังให้แก่ฉัน แต่ก็ไม่ได้พบสิ่งนั้น ฉันได้ไปหาสัญญาณหนึ่งใดแห่งชีวิต
แต่ชีวิตก็ไม่ได้ให้สัญญาณตอบรับฉัน
"เปรโว ผมหาต้นหญ้าไม่เจอเลยแม้แต่กระจุกเดียว..."
เปรโวนิ่งเงียบ ฉันไม่รู้ว่าเขาเข้าใจฉันหรือเปล่า เอาไว้พูดกันถึงเรื่องนี้อีกครั้งเมื่อตอนที่แสงอรุณจะมาขับไล่ม่านแห่งความมืดมนให้จางหายไปดีกว่า
ตอนนี้ฉันมีแต่ความรู้สึกเหนื่อยอ่อนใจอย่างมาก ฉันคิดว่า "ไม่รู้สิว่าอยู่ที่ไหน
ภายในรัศมีสี่ร้อยกิโลเมตรในทะเลทราย...." ทันใดนั้นฉันก็ลุกพรวดขึ้น
"น้ำ !"
ถังเก็บน้ำมันและถังเก็บน้ำมันเครื่องรั่วหมด ถังเก็บน้ำก็เช่นกัน น้ำซึมไปในทรายหมดแล้ว
เราพบแต่กาแฟครึ่งลิตรที่ก้นกระติกที่แตกแล้วกับเหล้าองุ่นขาวอีกเศษหนึ่งส่วนสี่ลิตรในก้นกระติกอีกใบหนึ่ง
เรากรองและผสมมันเข้าด้วยกัน เราพบองุ่นนิดหน่อยและส้มลูกหนึ่ง ฉันคำนวณว่า "นี่เป็นเสบียงพอที่จะช่วยให้เดินไปได้สักห้าชั่วโมงกลางแดดในทะเลทราย..."
เรากลับเข้ามาในห้องนักบินเพื่อรอรุ่งอรุณ ฉันเอียงตัวลงนอนและพยายามหลับ ก่อนที่จะหลับไป
ฉันทบทวนสถานการณ์ของเรา เราไม่รู้ตำแหน่งของเราเลย มีเครื่องดื่มไม่ถึงลิตร ถ้าหากว่าเราไม่เบนไปจากเส้นทางบินก็คงจะมีใครมาช่วยเราในแปดวัน
จะหวังให้เร็วไปกว่านั้นไม่ค่อยได้หรอก แต่ก็คงจะสายเกินไปถ้าหากว่าเราบินเฉียงไปจากเส้นทาง
กว่าจะมีใครมาพบเราได้ก็คงอีกหกเดือน จะไปหวังเครื่องบินอย่างไรได้ ในเมื่อเขาต้องค้นหาเราตามเส้นทางยาวสามพันกิโลเมตร
"เฮ้อ ! น่าเสียดาย..." เปรโวบอก
"ทำไมล่ะ"
"ให้มันเสร็จทีเดียวก็รู้แล้วรู้รอดไป"
ไม่ควรจำนนอย่างรวดเร็วเช่นนี้ เราต้องมีใจสู้แม้ว่าจะมีโอกาสเล็กน้อยเพียงใดที่จะมีเครื่องบินมาช่วยเราอย่างมหัศจรรย์
เราก็ไม่ควรจะพลาดโอกาสนั้น เราก็ไม่ควรอยู่กับที่อีกเช่นกัน เผื่อจะมีแหล่งน้ำอยู่ใกล้ๆ
วันนี้เราจะเดินทางไปทั้งวัน แล้วก็จะกลับมาที่เครื่องบิน ก่อนจะออกเดินไปก็จะเขียนอักษรตัวโตๆ
บอกทางเอาไว้บนผืนทราย
ฉันขดตัวพยายามจะให้หลับถึงเช้า ฉันรู้สึกสุขใจที่จะหลับลง ความเหน็ดเหนื่อยทำให้ฉันเคลิ้ม
เห็นอะไรต่ออะไร ฉันไม่ได้อยู่คนเดียวในทะเลทราย ภวังค์ของฉันเต็มไปด้วยเสียง ความทรงจำ
และเสียงกระซิบกระซาบความในใจ ฉันสบายดี ยังไม่รู้สึกกระหายน้ำ ฉันปล่อยตัวเข้าสู่ภวังค์เหมือนกับเข้าสู่การผจญภัย
ความฝันก็คืบคลานเข้ามาครอบคลุมสภาพความเป็นจริง
อา! เหตุการณ์ช่างต่างไปมากเมื่อฟ้าสาง
- ๔ -
ฉัน ชอบซาฮารามาก เคยไปค้างในดินแดนนอกความปกครองและเคยตื่นมามองดูผืนทรายสีทองอันกว้างใหญ่ไพศาล
ซึ่งมีระลอกอันเกิดขึ้นจากแรงลมเหมือนเป็นทะเล ฉันเคยนอนรอการช่วยเหลืออยู่ใต้ปีกเครื่องบิน
แต่คราวนี้ช่างไม่เหมือนกับคราวก่อนๆ
เราออกเดินข้ามเนินโค้งๆ ไป พื้นดินเป็นทรายปกคลุมไปด้วยก้อนกรวดสีดำเป็นประกายที่เกลื่อนอยู่ดูราวกับเป็นเกล็ดโลหะ
เนินทุกแห่งที่ล้อมรอบ อยู่ก็เป็นประกายวาววับเหมือนเสื้อเกราะ เราอยู่ท่ามกลางโลกที่มีแต่หินแร่
ล้อมรอบด้วยทัศนียภาพที่ทำด้วยเหล็ก
เมื่อข้ามเนินลูกแรกแล้ว เนินลูกต่อไปเบื้องหน้าก็มีสีดำเป็นมันปลาบเช่นกัน เราเดินลากเท้าไปเพื่อให้เห็นเป็นเส้นทางเพื่อที่จะได้กลับมาถูก
เราหันหน้าเข้าหาพระอาทิตย์ ฉันได้ตัดสินใจเดินไปทางทิศตะวันออก โดยไม่คำนึงถึงเหตุใดๆ
ทั้งๆ ที่ทุกอย่าง เช่น รายงานจากกรมอุตุนิยมวิทยา และเวลาบิน ต่างก็บ่งให้เชื่อว่าเราได้ข้ามแม่น้ำไนล์มาแล้ว
แต่ทว่าเมื่อได้ลองเดินไปทางทิศตะวันตกหน่อยหนึ่ง ฉันรู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก
เลยเก็บความคิดที่จะเดินไปทางตะวันตกไว้สำหรับพรุ่งนี้ ส่วนทิศเหนือก็ปล่อยไว้ชั่วคราวก่อน
แม้ว่ามันควรจะเป็นทางไปสู่ทะเล สามวันให้หลัง เมื่อจวนๆ จะหมดสติไปแล้ว และถึงคราวที่เราตัดสินใจละทิ้งเครื่องบินอย่างเด็ดขาด
และจะเดินไปจนกว่าจะหมดสติไปจริงๆ นั้น เราก็มุ่งหน้าไปทางตะวันออกอีกเช่นกัน ความจริงเป็นระหว่างทิศตะวันออกกับทิศตะวันออกเฉียงเหนือมากกว่า
แต่ก็อีกนั่นแหละ ช่างขัดกับเหตุผลทั้งปวง ขัดกับความหวังทั้งหลาย เมื่อรอดมาแล้วเราจึงพบว่า
นั่นเป็นทางเดียวที่ช่วยให้เราได้รอดมา เพราะว่าถ้าไปทางเหนือโดยไม่มีเรี่ยวแรงเช่นนั้น
เราจะไปไม่ถึงทะเลแน่
เมื่อมาคิดดูอีกทีในวันนี้ แม้ว่าจะดูเหลือเชื่อก็จริง ฉันยังรู้สึกว่าได้เลือกทิศทางนั้น
ไม่ใช่เพราะว่ามีสิ่งใดบ่งชี้ให้ทำไป แต่เป็นด้วยเหตุผลเดียวที่ว่า ทิศนั้นได้เคยช่วยชีวิตกิโยเมจากเทือกเขาอันเดสเมื่อคราวที่ฉันได้พยายามค้นหาเขา
โดยไม่รู้ตัว ทิศทางนี้ได้กลายมาเป็นทิศทางแห่งชีวิตรอดสำหรับฉัน
หลังจากที่เดินมาแล้วห้าชั่วโมง ทิวทัศน์ก็เริ่มเปลี่ยนไป ตรงหุบระหว่างเนินทรายมีรอยเหมือนทางน้ำไหล
เราเดินไปตามหุบนั้น ก้าวเท้ายาวๆ เพื่อไปให้ได้ไกลที่สุด และกลับมาให้ทันก่อนค่ำถ้าไม่พบอะไรเลย
ทันใดนั้นฉันหยุดชะงักลง
"เปรโว"
"อะไร?"
"รอยเท้า..!"
เราลืมทิ้งร่องรอยไว้ตามทางที่เดินมาเป็นเวลาเท่าไรแล้ว ถ้าหาทางกลับไม่ได้นั่นหมายถึงความตาย
เราหันหลังกลับ เดินเยื้องไปทางขวา เมื่อเดินไปได้ไกลพอสมควร ก็เลี้ยวและพยายามเดินไปให้ตั้งฉากกับทางแรกที่เดินมา
โดยหวังที่จะมาตัดกับรอยเท้าในช่วงที่เรายังไม่ลืมทิ้งร่องรอยไว้บนพื้นทราย
|
หลังจากที่ได้พบเส้นทางเดิมแล้ว เราก็ออกเดินต่อไป แดดร้อนจัดขึ้นและภาพลวงตาต่างๆ
ก็ตามมา แต่ยังเป็นเพียงแค่ภาพลวงตาเบื้องต้นเท่านั้นเอง เราเห็นเป็นทะเลสาบอันกว้างใหญ่ซึ่งจะเลือนหายไปเองเมื่อเดินเข้าใกล้
เราตัดสินใจเดินออกจากหุบเพื่อปีนขึ้นไปบนเนินที่สูงสุด โดยหวังที่จะมองสำรวจไปรอบ
ๆ | |
เครื่องบินตกที่ลิเบีย |
เราเดินมาหกชั่วโมงแล้ว ก้าวเท้ายาวๆ แบบนี้ควรจะได้เป็นระยะทางสามสิบห้ากิโลเมตร
เรามาถึงบนยอดเนินดำๆ นั้นแล้วก็นั่งลง ข้างล่างลงไป หุบทรายของเราไหลไปยังทะเลทรายซึ่งปราศจากก้อนหิน
มองออกไปเห็นแต่แสงสว่างระยิบระยับบาดสายตา กับความเวิ้งว้างอันไม่มีขอบเขต ที่ขอบฟ้าโน้น
แสงแดดทำให้เกิดเป็นภาพลวงตาซึ่งพิสดารขึ้นบ้างแล้ว ป้อมปราการยอดแหลมแห่งสุเหร่า
สิ่งก่อสร้างที่มีลวดลายเราขาคณิตเป็นเส้นในแนวตรงแถมยังมีพื้นที่สีดำๆ ดูราวกับเป็นสวนปาล์ม
สวนนั้นอยู่ต่ำลงมาจากก้อนเมฆก้อนสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่ เพราะก้อนเมฆใหญ่เหล่านี้จะสลายตัวในตอนกลางวันและก่อตัวใหม่ในตอนกลางคืน
สวนนั้นเป็นเพียงเงาของก้อนเมฆ
ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเดินต่อไปอีก ความพยายามเช่นนี้จะไม่ให้ผลอะไรเลย
เราควรกลับไปยังเครื่องบินของเรา ไปยังเจ้าสิ่งขาวแดงซึ่งทิ้งอยู่เป็นสัญญาณซึ่งบางทีเพื่อนนักบินที่ออกตามหาอาจพอสังเกตได้
แม้ว่าฉันจะไม่ฝากความหวังไว้กับการตามหามากนัก แต่ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นโอกาสสุดท้ายแห่งสวัสดิภาพ
ที่นั่นโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เราได้ลืมของเหลวหยดสุดท้ายไว้และบัดนี้เรามีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดแล้วที่จะดื่มมัน
เราต้องกลับไปที่นั่นเพื่อให้ชีวิตอยู่รอด ถึงอย่างไรเราก็คงไปไม่ได้ไกล ไปไม่พ้นขอบข่ายอันคับแคบซึ่งกำหนดโดยความกระหายน้ำของเราเอง
ช่างยากเย็นอะไรเช่นนี้ที่จะหันหลังกลับ ในเมื่อเราอาจจะกำลังเดินไปสู่ชีวิตใหม่
เลยจากภาพลวงตานี้ไปหน่อย ที่ขอบฟ้าข้างหน้านั้นอาจจะมีเมืองจริงๆ มีธารน้ำจืด และทุ่งหญ้ารอคอยอยู่
ฉันรู้ว่าทำถูกต้องแล้วที่จะไม่เดินต่อไป แต่อย่างไรก็ดี ในขณะที่ฝืนใจหันหลังกลับนั้น
ฉันมีความรู้สึกว่าทุกอย่างดับวูบไป
เรามานอนอยู่ข้างเครื่องบิน เราได้เดินมากว่าหกสิบกิโลเมตรและไม่มีอะไรจะให้ดื่มอีกแล้ว
การเดินไปทางตะวันออกไม่ได้ทำให้พบสถานที่ใดที่พอจะรู้จักเลย ไม่มีเพื่อนนักบินคนใดได้บินมาเหนือดินแดนนี้
เราจะทนต่อไปได้อีกนานเท่าไรกัน ตอนนี้เรารู้สึกกระหายน้ำเหลือเกินแล้ว........
เราก่อไฟกองใหญ่ขึ้นกองหนึ่งจากชิ้นหักพังของปีกเครื่องบิน เตรียมน้ำมันและแผ่นแมกนีเซียมบางๆ
ไว้ เพื่อที่จะให้ได้แสงไฟสีขาวอันสว่างจ้า รอให้มืดสนิทก่อนแล้วจึงจะจุดกองเพลิงขึ้น....แต่ว่าปวงมนุษย์ไปอยู่ที่ไหนกันหมดเล่า
ตอนนี้เปลวเพลิงปลิวขึ้นไปในอากาศ เราเฝ้ามองไฟแห่งสัญญาณแห่งทะเลทรายของเราที่กำลังเผาไหม้ไปอย่างสงบเสงี่ยม
เฝ้ามองสาสน์ที่เงียบและสุกใสของเราแผ่กระจายออกไปในความมืด ฉันคิดว่าสาสน์นี้เป็นเสียงวิงวอนอันจับใจที่แฝงด้วยความรัก
เราขอน้ำดื่มแต่เราก็ขอให้ผู้อื่นติดต่อกับเราด้วย ขอให้มีไฟอีกดวงหนึ่งสว่างขึ้นเถิดในความมืด
ไฟจะเกิดขึ้นก็ด้วยน้ำมือมนุษย์เท่านั้น ขอให้ใครก็ได้ตอบเรามา
ฉันนึกเห็นสายตาของเมียฉัน ฉันจะไม่เห็นอะไรอื่นนอกจากสายตาคู่นั้น สายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม
ฉันนึกเห็นสายตาของทุกคนซึ่งคงยากที่จะพบฉันอีก สายตาเหล่านี้ก็เป็นคำถาม สายตาทั้งหมดถามฉันและตำหนิฉันที่ไม่ตอบ
ฉันตอบ ! ฉันตอบ! ฉันตอบอย่างสุดแรงในความมืดนี้ ฉันไม่อาจส่งเปลวเพลิงที่ลุกโชติช่วงไปกว่านี้ได้อีกแล้ว
ฉันทำดีที่สุดแล้ว เราทำดีที่สุดแล้ว เราได้เดินมาหกสิบกิโลเมตร โดยแทบจะไม่ได้ดื่มอะไรเลย
เดี๋ยวนี้ไม่มีอะไรจะให้ดื่มอีกแล้ว จะเป็นความผิดของเราหรือ้าหากว่าจะทนอยู่ได้ไม่นาน
ถ้ามีน้ำละก็เราจะนอนกอดกระติกอยู่ที่นี่ไม่ไปไหนหรอก แต่นี่นับตั้งแต่วินาทีที่น้ำอึกสุดท้ายหมดไปจากถ้วย
นาฬิกาเครื่องหนึ่งเริ่มก็ทำงาน นับตั้งแต่วินาทีที่ฉันกลืนน้ำหยดสุดท้ายลงไป ตัวฉันก็เริ่มจมดิ่งลง
จะให้ทำอะไรได้ล่ะ ในเมื่อเวลานำฉันไปอย่างไม่หยุดยั้ง เปรโวร้องไห้ ฉันตบไหล่เขาเบาๆ
พร้อมทั้งพูดปลอบว่า
"ถ้าถึงคราวก็ช่วยไม่ได้นะ"
เขาตอบฉันว่า
"อย่าคิดไปว่าผมร้องไห้เพราะสงสารตัวเอง....."
โอ้ แน่ละ ฉันรู้เรื่องนี้ดี ไม่มีอะไรหรอกที่เราจะทนไม่ได้ พรุ่งนี้ มะรืนนี้ ฉันจะรู้ดีเองว่าเมื่อถึงเวลาเข้าจริงๆ
ก็ไม่มีอะไรเลยที่เราจะทนไม่ได้ พรุ่งนี้ มะรืนนี้ ฉันจะรู้ดีเองว่าเมื่อถึงเวลาเข้าจริงๆ
ก็ไม่มีอะไรเลยที่เราจะทนไม่ได้ การทนทุกข์ทรมานไม่ใช่เรื่องที่ฉันพะวงเท่าไร ฉันเองก็คิดไว้เช่นนี้
ในครั้งหนึ่งที่ฉันติดอยู่ในห้องนักบินและคิดว่าจะจมน้ำตาย ฉันก็ไม่ได้ทุกข์ทรมานอะไรนัก
บางครั้งฉันคิดว่าจะไม่รอด แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุการณ์ใหญ่หลวงเลย คราวนี้ก็เช่นกัน
ฉันจะไม่ทุรนทุรายเท่าไรหรอก พรุ่งนี้ฉันคงเรียนรู้สิ่งแปลกๆ ขึ้นไปอีก เกี่ยวกับเรื่องนี้
และแม้ว่าจะก่อกองไฟกองใหญ่เช่นนี้ก็ตาม ในส่วนลึก ฉันอาจจะเลิกหวังที่จะติดต่อกับผู้อื่นแล้วก็ได้ใครจะรู้.....?
"อย่าคิดว่าเพราะสงสารตัวเอง...."
ใช่ ใช่สิ นี่คือสิ่งที่เราจะทนไม่ได้ ทุกๆ ครั้งที่ฉันนึกเห็นสายตาที่รอคอยอยู่
ฉันรู้สึกเหมือนถูกเชือดเฉือน อยากจะลุกพรวดพราดขึ้นแล้ววิ่งตรงไปข้างหน้า ที่โน่นมีเสียงร้องขอความช่วยเหลือ
ที่โน่นมีผู้ประสบภัยอยู่
รู้สึกว่าบทบาทจะสับเปลี่ยนไปอย่างประหลาด ฉันเคยคิดอยู่เสมอว่าควรจะเป็นเช่นนี้
อย่างไรก็ดีเปรโวมีส่วนช่วยให้ฉันมั่นใจขึ้นเต็มที่ ใช่สิ ต่อหน้าความตาย เปรโวก็จะไม่รู้สึกทุรนทุรายใจอย่างที่มักมีใครต่อใครชอบพรรณนา
แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหากเล่าที่เขาและฉันก็เหมือนกันไม่อาจจะทนได้
เอาละ ฉันยอมแล้วที่จะหลับไป หลับไปคืนหนึ่งหรือหลายๆ ศตวรรษ ถ้าฉันหลับแล้วจะมีอะไรแตกต่างกันล่ะ
แล้วนั่นก็จะเป็นความสันติสุขอะไรเช่นนั้น!
แต่เสียงร้องที่ดังอยู่ที่โน่น ความห่วงอาลัยอันร้อนรุ่มที่มีอยู่ที่โน่นเล่า....ฉันไม่อาจทนนึกภาพได้
ฉันไม่อาจยืนกอดอกดู ผู้ประสบภัย เหล่านั้นได้ ตราบใดที่ยังไม่มีข่าวจากฉัน
ทุกๆ วินาทีจะคอยเชือดเฉือนใจคนที่ฉันรักทีละน้อยๆ ฉันรู้สึกตัวเองคุกรุ่นไปด้วยอารมณ์คลั่ง
ทำไมจะต้องมีอุปสรรคเหล่านี้มาขัดขวางไม่ให้ฉันไปช่วยผู้ที่กำลังจะตายอยู่แล้ว ด้วยความกระวนกระวายใจได้ทันเวลา
ทำไมไฟกองนี้ไม่ช่วยพาเสียงร้องของเราไปให้สุดโลก ใจเย็นไว้ก่อนนะ!......เรามาแล้ว!
เรามาช่วยแล้ว!
แมกนีเซียมเผาไหม้ไปหมดแล้ว ไฟของเราค่อยๆ มอดลง เดี๋ยวนี้เหลือเป็นเพียงกองถ่านที่ยังพอให้เรานั่งผิงไอร้อนได้
สาสน์อันสุกสว่างของเราสิ้นสุดไปแล้ว มีอะไรในโลกนี้ที่เปลี่ยนแปลงไปบ้างหรือ
ฉันรู้ดีว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย สาสน์นั้นเป็นเพียงคำสวดวิงวอนที่ไม่มีใครรับฟัง
เอาละ ฉันนอนดีกว่า
-
๕-
ใน ตอนรุ่งเช้า
เราใช้ผ้าซับน้ำค้างตามปีกเครื่องบิน ได้น้ำปนสีและน้ำมันมานิดเดียวไม่ถึงครึ่งถ้วย
ในเมื่อไม่มีอะไรดีไปกว่านี้ เราก็จำใจดื่มด้วยความผะอืดผะอม อย่างน้อยก็ยังได้ความชุ่มชื่นนิดหน่อยที่ริมฝีปาก
เมื่อดื่มฉลองกันเสร็จแล้ว เปรโวพูดขึ้นว่า
"โชคดีนะที่ยังมีปืนอยู่"
ฉันรู้สึกหงุดหงิดขึ้นทันที หันไปมองเขาด้วยสีหน้าที่ดุและไม่เป็นมิตร ในเวลานี้ฉันรู้สึกเกลียดการปล่อยตัวไปตามอารมณ์อ่อนไหวที่สุด
ฉันมีความต้องการอย่างยิ่งที่จะมองทุกสิ่งให้ง่าย การเกิดก็ดี การเติบโตขึ้นมาก็ดี
และการตายด้วยการกระหายน้ำก็ดีล้วนแต่เป็นของธรรมดามาก
ฉันคอยชำเลืองเปรโวอยู่ พร้อมที่จะพูดอย่างเจ็บแสบเพื่อให้เขาเงียบไปถ้าหากว่าจำเป็น
แต่ในขณะที่พูดกับฉันนั้น เปรโวตั้งอยู่ในความสงบเหมือนกับว่ากำลังพูดถึงถึงปัญหาด้านอนามัย
เขาเอ่ยถึงเรื่องนี้หน้าตาเฉยราวกับพูดว่า "เราควรจะล้างมือนะ" เมื่อวานฉันก็ได้ครุ่นคิดถึงเรื่องนี้ไว้แล้ว
ตอนที่สังเกตเห็นปลอกใส่ปืนที่ทำด้วยหนัง ความครุ่นคิดของฉันในตอนนั้นสมเหตุสมผล
ไม่ได้เกิดจากอารมณ์อ่อนไหว อารมณ์อ่อนไหวจะเนื่องมาจากเรื่องของสังคมเท่านั้น เช่นเมื่อรู้สึกว่า
ไม่อาจเลี่ยงที่จะสร้างความผิดหวังให้แก่ผู้ที่เรารับผิดชอบได้แต่จะไม่เนื่องมาจากปืน
ยังไม่มีใครมาค้นหาเรา หรือถ้าจะพูดให้ถูกเขาคงกำลังค้นหาเราอยู่ที่อื่น เช่น ในอาราเบีย
อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้ยินเสียงเครื่องบินเลยแม้แต่น้อย จนกระทั่งวันรุ่งขึ้น เมื่อเราออกเดินไปจากเครื่องบินของเราแล้ว
เราจึงได้ยินเสียงเครื่องบินที่บินอยู่แต่ไกลเพียงครั้งเดียว ในตอนนั้นเรามีแต่ความเฉยเมย
เราเป็นเพียงจุดดำจุดหนึ่งในพันจุดที่มีอยู่ในทะเลทราย จะหวังให้สังเกตเห็นได้อย่างไร
ถ้าคิดว่าเสียงนั้นทำให้ทุรนทุรายใจละก็ เป็นการคิดผิดโดยสิ้นเชิง ฉันไม่รู้สึกทุรนทุรายใจเลย
ผู้ค้นหากับฉันเหมือนอยู่กันคนละโลก
จะต้องใช้เวลาค้นหาสักสิบห้าวันสำหรับเครื่องบินที่มาตกในทะเลทราย ถ้าหากไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับเครื่องบินลำนั้น
นอกจากว่ามันอยู่ในรัศมีสามพันกิโลเมตร ก็นี่เขาคงกำลังค้นหาเราอยู่ระหว่างทริโปลีแตนกับเปอร์เซีย
อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้ แม้โอกาสจะมีน้อยเต็มที ฉันก็ยังหวังในเรื่องนี้อยู่บ้าง ในเมื่อไม่มีอะไรอื่นที่จะหวังได้
ฉันเปลี่ยนกลวิธีไป ตัดสินใจที่จะออกสำรวจคนเดียว เปรโวเตรียมเชื้อเพลิงไว้คอยท่าพร้อมที่จะจุดหากว่ามีเครื่องบินผ่านมา....แต่ก็ไม่มีมา
ฉันออกเดินไป ไม่รู้เหมือนกันว่าจะมีแรงเดินกลับมาใหม่ สิ่งที่ฉันเรียนรู้เกี่ยวกับทะเลทรายในลิเบียก็หวนกลับมาสู่ความทรงจำของฉัน
ในทะเลทรายซาฮารา มีความชื้นเหลืออยู่ 40 % แต่ที่นี่มีความชื้นอยู่เพียง 18 % ชีวิตต่างๆ
ระเหยไปเหมือนกับเป็นไอน้ำ ชาวเบดวง นักเดินทาง และนายทหารประจำเมืองขึ้นจะบอกให้รู้ว่า
เราทนได้สิบเก้าชั่วโมงโดยไม่ดื่มอะไร หลังจากยี่สิบชั่วโมง ตาเริ่มจะพร่า เห็นแสงระยิบระยับ
นั่นแหละจะเป็นวาระสุดท้าย การคุกคามของความกระหายเป็นไปอย่างรวดเร็ว
เจ้าลมตะวันออกเฉียงเหนืออันวิปริต ที่ทำให้เราหลงผิด และคาดคะเนผิดจนมาติดอยู่บนที่ราบสูงนี้
มาบัดนี้เจ้าคงจะช่วยต่อชีวิตให้เราบ้าง แต่จะได้นานสักเท่าไรกันก่อนที่แสงระยิบระยับนั้นจะเกิดขึ้น
ฉันก็ออกเดินไป มีความรู้สึกไม่ต่างอะไรไปกับว่ากำลังพายเรือน้อยออกไปกลางมหาสมุทร
อย่างไรก็ดี แสงอรุณลดความน่าสลดของทิวทัศน์ลงไปบ้าง ฉันเอามือซุกกระเป๋าอย่างนักเลงและเริ่มออกเดิน
เมื่อวานเย็น เราได้เอาบ่วงไปวางไว้ตามปากโพรงที่ดูมีพิรุธ ความเป็นพรานในตัวฉันตื่นตัวขึ้น
ก่อนอื่นฉันไปตรวจดูกับดักที่วางไว้แต่มันก็ว่างเปล่า
ฉันไม่มีเลือดมาดื่ม อันที่จริง ฉันก็ไม่ได้หวังอะไรนักหรอก
แม้ว่าจะไม่ค่อยรู้สึกผิดหวังนัก ก็ยังอดพิศวงใจไม่ได้ สัตว์เหล่านี้มีชีวิตอยู่ได้อย่างไรกันในทะเลทราย
มันคงเป็นพวก "เฟเนช" หรือสุนัขจิ้งจอกทะเลทราย เป็นพวกสัตว์กินเนื้อ มีหูยาวใหญ่
ตัวไม่โตไปกว่ากระต่ายนัก ฉันไม่อาจทนความอยากรู้อยากเห็นได้ จึงเดินตามรอยเท้าของมันไป
รอยเท้านั้นพาฉันไปยังลำธารทรายเล็กๆ ที่นั่นฉันเห็นรอยเท้าของมันบนพื้นทรายได้อย่างชัดเจน
ฉันชมความงามของรอยฝ่าเท้าที่มีนิ้วสามนิ้วเป็นรูปแฉก นึกถึงเจ้าสัตว์น้อยที่คงวิ่งเหยาะๆ
ไปในตอนเช้า คอยเลียน้ำค้างไปตามก้อนหิน พอถึงตอนนี้ระยะห่างระหว่างรอยเท้าเพิ่มมากขึ้น
แสดงว่ามันเริ่มออกวิ่ง ที่นั่นมันไปเจอะเพื่อนของมันตัวหนึ่ง แล้วทั้งสองก็วิ่งคู่กันไป
ฉันรู้สึกยินดีอย่างประหลาด ที่ได้มาพบเห็นการเดินเล่นในยามเช้าเช่นนี้ ฉันชอบสัญญาณแห่งชีวิต
อย่างน้อยก็ช่วยให้ลืมความกระหายลงไปบ้าง....
ในที่สุด ฉันก็มาถึงสถานที่หากินของเจ้าสุนัขจิ้งจอก พวกนี้มีต้นไม้แห้งเล็กๆ โผล่ขึ้นจากทรายเป็นหย่อมๆ
ทุกๆ ร้อยเมตรขนาดเท่าชามใหญ่ๆ เห็นจะได้ ตามกิ่งเต็มไปด้วยหอยทากตัวเล็กๆ สีทองเจ้าเฟเนชจะมาที่คลังเสบียงในตอนเช้า
ฉันมาเจอความลึกลับอันยิ่งใหญ่แห่งธรรมชาติเข้าแล้ว
เจ้าเฟเนชจะไม่แวะไปที่ต้นไม้ทุกๆ ต้น บางต้นที่เต็มไปด้วยหอยทากก็ไม่สนใจ มันจะเดินไปรอบๆ
ต้นไม้บางต้นด้วยความระแวงและรอบคอบอย่างเห็นได้ชัด บางต้นที่มันเข้าไปก็จะไม่ขบกินอะไรมากนัก
มันกินหอยสักสองสามตัวแล้วก็เปลี่ยนร้านอาหารไป
จะว่ามันเสแสร้งไม่ยอมกินให้อิ่มเสียเลยทีเดียวเพื่อที่จะสนุกสนานกับการเดินเล่นในตอนเช้าให้นานต่อไปอีกหน่อยอย่างนั้นหรือ
คงไม่ใช่เช่นนั้น การกระทำเช่นนี้ตรงกับหลักวิธีอันสำคัญยิ่งต่อชีวิตรอดของมันจนเกินไป
ถ้าหากว่าเจ้าเฟเนชกินหอยบนต้นแรกจนอิ่ม ภายในไม่กี่ครั้ง สิ่งมีชีวิตก็จะหมดไปจากต้นไม้นั้น
เมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าเฟเนชก็จะทำลายสัตว์เลี้ยงของมันหมดไปทีละต้นๆ แต่มันก็ฉลาดเกินกว่าที่จะทำเช่นนั้นกับสัตว์เลี้ยงของมัน
ไม่เพียงแต่ว่าในการกินอาหารทุกๆมื้อ มันจะเที่ยวไปตามหย่อมไม้ดำๆ นั้นสักร้อยกว่าต้น
แต่จากกิ่งหนึ่ง มันจะไม่ยอมกินหอยเกินกว่าหนึ่งตัวอีกด้วย ทุกอย่างเป็นไปราวกับว่ามันสำนึกถึงการเสี่ยงอันตรายอย่างดี
ถ้ามันกินให้อิ่มอย่างไม่ระมัดระวัง หอยทากจะหมดไป และถ้าหอยทากหมดไป เฟเนชก็จะไม่เหลืออยู่
รอยเท้าพาฉันกลับไปยังรูของมัน มันอยู่ที่นี่เอง กำลังฟังเสียงฉันอยู่ และคงตื่นตระหนกกับเสียงฝีเท้าของฉัน
ฉันพูดกับมันว่า "เจ้าจิ้งจอกเอ๋ย ฉันไม่รอดแน่แล้ว แต่ก็แปลกที่ฉันยังเลิกสนใจในตัวเจ้า...."
ฉันยืนฝันอยู่ที่นั่น ดูเหมือนว่าเราจะปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ทุกชนิดได้ แม้ความคิดที่ว่ามันคงจะอยู่รอดไปได้อีกสามสิบปี
ก็ไม่ทำให้ความปิติยินดีของมนุษย์ผู้หนึ่งต้องหม่นหมองไปสามสิบปี สามวัน....ก็เป็นการมองกันคนละแง่เท่านั้น
แต่ทว่า ยังมีภาพบางภาพที่จะต้องลืม.....
 | |
ในตอนนี้ ฉันออกเดินไปตามทางของฉัน บางสิ่งในตัวฉันได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว เนื่องด้วยความเหน็ดเหนื่อย
ภาพลวงตานั้น ถ้าไม่มีจริงฉันก็ประดิษฐ์ขึ้น....
"เฮ้!"
ฉันชูมือและร้องออกไป แต่ผู้ที่กำลังโบกมือให้ฉันอยู่นั้นเป็นเพียงหินดำๆ ก้อนหนึ่ง |
ทุกอย่างในทะเลทรายเริ่มมีชีวิตชีวาขึ้น
ฉันอยากจะปลุกชาวเบดวงคนนั้น แต่เขาก็กลายเป็นท่อนไม้ดำๆ ไป ท่อนไม้หรือ มันมาอยู่นี่ได้อย่างไรกัน
ฉันก้มลงไปมอง พยามยามยกกิ่งที่หักอยู่ขึ้นมา มันเป็นหินอ่อน! ฉันเงยหน้าขึ้นมองไปรอบๆ
เห็นหินอ่อนสีดำก้อนอื่นๆ ไม้แห่งป่าดึกดำบรรพ์มาหักพังเกลื่อนกลาดอยู่ตรงนี้ในระยะแรกแห่งวิวัฒนาการของโลกเมื่อแสนปีมาแล้ว
วาตภัยได้ทำให้ป่าซึ่งเสมือนวิหารหลังใหญ่นี้พังทลายลงมา ศตวรรษแล้วศตวรรษเล่าได้เปลี่ยนแปลงท่อนไม้ที่เป็นดังเสามหึมาเหล่านี้ไป
ทำให้มันมีประกายดังเหล็กกล้าและกลายมาเป็นหิน เป็นแก้วสีหมึก ฉันยังสังเกตเห็นตาไม้
เห็นลำต้นที่เคยบิดไปมาเพราะเคยมีชีวิตสิงอยู่ ฉันนับจำนวนวงแหวนบนท่อนไม้ ป่าที่เคยเป็นที่พำนักของเหล่าสกุณาและเคยเต็มไปด้วยเสียงไพเราะ
บัดนี้ถูกพระเจ้าสาปแช่งให้กลายเป็นเกลือแร่ ฉันรู้สึกว่าทิวทัศน์นี้ช่างไม่เป็นมิตร
ซากหักพังที่ตั้งตระหง่านอยู่นี้ ดูมีสีดำยิ่งกว่าเกราะเหล็กแห่งภูเขาที่ได้ผ่านมา
ที่นี่ไม่ให้การต้อนรับฉันเลย จะให้ฉันทำอะไรอยู่ที่นี่เล่า ฉันผู้เป็นสิ่งเดียวที่มีชีวิต
ท่ามกลางหินอ่อนอันคงกระพันเหล่านี้ ฉันผู้ที่จะดับสลาย ผู้ที่มีร่างกายอันจะเน่าเปื่อยไป
จะให้ฉันทำอะไรอยู่ที่นี่เล่าท่ามกลางนิรันดรภาพ
ถ้ารวมเมื่อวานนี้ด้วย ฉันเดินเป็นระยะทางเกือบแปดสิบกิโลเมตรแล้ว อาการวิงเวียนที่ฉันมีอยู่ในขณะนี้
คงเนื่องมาจากความกระหายน้ำ หรือไม่ก็จากพระอาทิตย์ ในแสงแดด กิ่งไม้เหล่านี้ดำเป็นมันปลาบเหมือนแบด้วยน้ำมัน
แดดเผาลงมายังซากอันไม่รู้จักแตกสลายเหล่านี้ ทรายหรือสุนัขจิ้งจอกอันตรธานไปหมดแล้ว
เหลือเพียงแต่แท่งเหล็กมหึมา ฉันกำลังเดินอยู่บนทั่งนั้น รู้สึกว่าแสงแดดฟาดเปรี้ยงๆ
ลงมาบนศีรษะ อา! ที่โน่น.....
"เฮ้! เฮ้!"
"นิ่งเสียเถอะ ที่โน่นไม่มีอะไรหรอก เอ็งเพ้อไปเอง"
ฉันพูดกับตัวเองเช่นนี้เพราะต้องการตั้งสติให้มั่นคง ช่างยากเหลือเกินที่จะปฏิเสธสิ่งที่ฉันเห็นอยู่
ช่างยากลำบากที่จะข่มใจไม่วิ่งออกไปยังขบวนอูฐที่เดินอยู่ข้างหน้า....นั่น....ไม่เห็นหรือ...
"ไอ้โง่ เอ็งรู้ดีว่านึกฝันไปเอง......"
"ถ้าอย่างนั้น ในโลกนี้ก็ไม่มีอะไรแท้จริงละสิ......."
ไม่มีอะไรแท้จริงหรอก นอกจากกางเขนที่อยู่บนยอดเขา ห่างออกไปเบื้องหน้ายี่สิบกิโลเมตร
กางเขนหรือประภาคารกันแน่.......
แต่นั่นไม่ใช่ทางไปทะเลนี่ อย่างงั้นก็ต้องเป็นกางเขน ฉันได้ศึกษาแผนที่ตลอดทั้งคืนแต่ก็ไม่มีประโยชน์อะไร
ในเมื่อฉันไม่รู้ตำแหน่งของตัวเอง ฉันได้แต่พยายามค้นหาสัญลักษณ์ต่างๆ ที่แสดงถึงสถานที่ที่มีมนุษย์อยู่
ณ ที่ใดที่หนึ่งใดในแผนที่ ฉันได้เห็นวงกลมเล็กๆ กับกางเขนอันหนึ่งคล้ายคลึงกับอันนี้
ฉันอ่านคำอธิบายสัญลักษณ์ว่า "ศาสนสถาน" ใกล้ๆ กางเขนนั้น ฉันได้เห็นจุดดำๆ ฉันดูคำอธิบายอีกและอ่านว่า
"บ่อน้ำถาวร" ฉันสะดุ้งและตะลึงงันไป อ่านเสียงดังๆ ออกมาว่า
"บ่อน้ำถาวร....บ่อน้ำถาวร...บ่อน้ำถาวร!" สมบัติอาลีบาบาหรือจะเทียบอะไรได้กับบ่อน้ำถาวร
ห่างจากที่นั่นไปหน่อยมีวงกลมขาวสองวง ฉันอ่านคำอธิบายว่า "บ่อน้ำตามฤดูกาล" ความเลิศลอยลดน้อยลงไปบ้าง
แต่ทว่ารอบๆ นั้น ไม่มีอะไรอีกเลย ไม่มีอะไรอีกเลยจริงๆ
นั่นอย่างไงล่ะ ศาสนสถานของฉัน! นักบวชได้ติดตั้งกางเขนอันสูงใหญ่ไว้บนภูเขา เพื่อชี้ชวนผู้ที่มาอับปางในทะเลทราย
ฉันก็เดินไปหามันซิ ฉันก็วิ่งไปหานักบวชโดมินิแกนเหล่านี้ซิ.....
"แต่ในลิเบีย มีแต่อารามของนักบวชนิกายกอปต์เท่านั้น"
"......ไปหานักบวชโดมินิแกนผู้ขยันขันแข็งเหล่านั้นซิ เขามีห้องครัวอันร่มรื่น ปูด้วยด้วยกระเบื้องสีแดง
ในลาน มีสูบน้ำขึ้นสนิมอันมหัศจรรย์อยู่อันหนึ่ง ใต้สูบน้ำขึ้นสนิม อ๋อ! เอาได้แล้วใช่ไหม.....ใต้สูบน้ำขึ้นสนิมนั้นก็คือบ่อน้ำถาวร!
อา! เมื่อถึงที่นั่นแล้วฉันจะฉลองให้ถึงใจ ฉันจะสั่นกระดิ่งที่ประตูนั้น ฉันจะไปตีระฆังใหญ่ใบนั้น
"ไอ้โง่ ที่เอ็งบรรยายนั่นเป็นภาพของบ้านในโปรวังซ์ ถึงกระนั้นมันก็ไม่มีระฆังหรอก"
".....เมื่อฉันไปตีระฆังใหญ่ใบนั้น! คนเฝ้าประตูจะชูแขนขึ้นและร้องว่า
"ท่านเป็นทูตแห่งสวรรค์!" เขาจะเรียกนักบวชทุกคนซึ่งจะรีบวิ่งมา เขาจะเลี้ยงฉลองฉันเหมือนเป็นเด็กยากจน
เขาจะผลักฉันไปทางห้องครัวพร้อมทั้งบอกฉันว่า "ลูกเอ๋ย....รอเดี๋ยวๆ เราจะวิ่งไปที่บ่อน้ำถาวรแล้วจะรีบกลับมา......."
"ฉันคงรู้สึกยินดีอย่างเหลือล้น....."
อย่าเลย ฉันไม่อยากร้องไห้หรอก เพียงเพราะเจ้ากางเขนนั่นหายไปจากยอดเขาเท่านั้น
ทิศตะวันตกให้แต่ความหวังที่หลอกลวง ฉันเลี้ยวไปทางเหนือนะ
ทางทิศเหนือ อย่างน้อยก็เต็มไปด้วยเสียงเพลงแห่งทะเล
อา!....ข้ามเนินนี่มาแล้ว นั่นไงเบื้องหน้า นั่นคือนครที่สวยที่สุดในโลก
"เอ็งรู้ดีว่า นั่นเป็นเพียงภาพลวงตา....." ฉันรู้ดีว่านั่นเป็นเพียงภาพลวงตา จะมาลวงอะไรฉันได้
แต่ถ้าหากว่าฉันเองน่ะพอใจที่จะเดินทางไปทางภาพลวงตาเล่า ถ้าหากว่าฉันพอใจที่จะชมชอบเมืองที่ล้อมรอบด้วยกำแพงและเต็มไปด้วยธงทิวในแสงแดดนั้นเล่า
ถ้าหากว่าฉันพอใจที่จะเดินไปข้างหน้าอย่างกระฉับกระเฉง ในเมื่อฉันมีความสุข......เฮอะ!
ช่างน่าหัวเราะ! เปรโวกับปืนของเขา ฉันชอบความมึนเมาของฉันมากกว่า ฉันเมาแล้ว ฉันจะกระหายน้ำตายอยู่แล้ว!
ฉันสร่างเมาเมื่อแดดร่มลง ฉันหยุดลงอย่างฉับพลัน หวาดกลัวและรู้สึกว่าอยู่เดียวดายและห่างไกล
ภาพลวงตาจะหายไปตอนใกล้ค่ำ สูบน้ำ ปราสาทราชวังและวัดวาอารามล้วนหมดสิ้นไปจากขอบฟ้า
ซึ่งกลายมาเป็นเพียงขอบฟ้าของทะเลทราย
"สมละซิ......จวนจะมืดแล้ว เอ็งจะต้องรอให้สว่าง แต่พรุ่งนี้รอยเท้าก็จะหายไป คราวนี้ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนเลยจริงๆ...."
"อย่างนั้นก็เดินต่อไปตรงๆ ก็แล้วกัน....มีประโยชน์อะไรที่จะหันหลังกลับไปอีก ฉันไม่อยากจะเปลี่ยนหนทางอีก
เมื่อฉันกำลังจะเอื้อมถึง เอื้อมแขนถึงทะเลอยู่แล้ว....."
"เห็นทะเลที่ไหนกัน ถึงอย่างไรเอ็งก็ไปไม่ถึงทะเลหรอก มันคงอยู่ห่างไปสักสามร้อยกิโลเมตร
ขณะนี้เปรโวกำลังเฝ้าชะเง้อคอยอยู่ใกล้ๆ "ซีมูน" บางทีอาจจะมีขบวนอูฐผ่านไปเห็นเขาแล้วก็ได้......"
เอาละ ฉันจะกลับไปละ แต่ก่อนจะกลับขอส่งเสียงเรียกไปยังปวงมนุษย์ก่อน
"เฮ้!"
พิภพเจ้ากรรมนี้มีคนอยู่นี่นา...
"เฮ้! เพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย...."
เสียงฉันแหบ ฉันไม่มีเสียงแล้ว รู้สึกละอายใจที่ได้ร้องออกมาเช่นนี้....ฉันยังตะโกนอีกครั้งหนึ่ง
"เฮ้! เพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย...."
เสียงที่เปล่งออกมาดูเคอะเขินและอวดดี แล้วฉันก็หันหลังกลับ
หลังจากเดินอยู่สองชั่วโมง ฉันสังเกตเห็นแสงไฟซึ่งเปรโวได้จุดขึ้นด้วยความกลัวที่ยังไม่เห็นฉันกลับมา
อา! ฉันไม่รู้สึกไยดีกับอะไรเลยจริงๆ....
เดินอีกหนึ่งชั่วโมง อีกห้าร้อยเมตร อีกร้อยเมตร อีกห้าสิบ
"อา!.... "
ฉันหยุดลงด้วยความตะลึง ความปิติยินดีกำลังท่วมท้นเข้ามา ฉันพยายามระงับความรู้สึกที่รุนแรงนั้น
จากแสงในกองไฟ ฉันเห็นเปรโวยืนคุยอยู่กับชาวอาหรับสองคนที่ยืนพิงเครื่องยนต์อยู่
เขายังไม่สังเกตเห็นฉัน ท่าทางยังดีใจไม่หาย อา!....ถ้ารออยู่ที่นั่นเหมือนอย่างเขา
ป่านนี้คงหมดทุกข์ไปแล้ว ฉันร้องด้วยความดีใจ
"เฮ้!..."
ชาวเบดวงทั้งสองสะดุ้งและหันมามอง เปรโวผละจากเขาและก้าวมาหาฉันแต่ผู้เดียว ฉันอ้าแขนออกไป
เปรโวพยุงข้อศอกฉันไว้ นี่ฉันจะล้มแล้วหรือ ฉันพูดขึ้นว่า
"ในที่สุดก็พ้นเคราะห์แล้วซิ"
"อะไรนะ"
"พวกอาหรับ"
"อาหรับที่ไหนกัน"
"อาหรับที่อยู่กับคุณนั่นไงล่ะ"
เปรโวมองดูฉันอย่างแปลกใจ ฉันมีความรู้สึกว่า เขากำลังเผยความลับอันคับอกกับฉันอย่างไม่เต็มใจ
"ไม่มีพวกอาหรับนี่
."
คราวนี้ ฉันคงจะต้องร้องไห้ละ
- ๖ -
ที่นี่ เรามีชีวิตอยู่ได้สิบเก้าชั่วโมงโดยปราศจากน้ำ ตั้งแต่เมื่อเย็นวานนี้เราดื่มอะไรล่ะ
เพียงน้ำค้างไม่กี่หยดตอนรุ่งอรุณ แต่ลมตะวันออกเฉียงเหนือยังคงพัดอยู่ตลอดเวลา ทำให้น้ำในตัวเราระเหยช้าลงและช่วยให้เมฆก่อตัวอยู่ได้บ้างในส่วนสูงของท้องฟ้า
อา!........ถ้าเมฆนั้นลอยลงมาทางนี้ ถ้าฝนจะตกได้แต่ฝนก็ไม่เคยตกในทะเลทราย
"เปรโว มาช่วยกันตัดร่มชูชีพออกเป็นสามเหลี่ยมเยอะๆ แล้วปูลงกับพื้นเอาหินทับไว้
ถ้าลมไม่เปลี่ยนทิศทาง พรุ่งนี้เช้าเราเอาผ้าเหล่านี้มาบิดคงจะเก็บน้ำค้างมาใส่ไว้ในถังน้ำมันได้บ้าง"
เรากางผ้าขาวหกผืนเรียงกันไว้ใต้แสงดาว เปรโวแหวะถังเก็บน้ำมันอันหนึ่งให้เปิดอ้า
ขณะนี้เราไม่มีอะไรที่จะทำนอกจากรอรุ่งอรุณ
เปรโว ได้ค้นพบส้มลูกหนึ่งอย่างมหัศจรรย์ในซากเครื่องบิน เราแบ่งกัน ฉันตื่นเต้นไปหมด
แต่กระนั้นก็ดี นั่นเป็นเพียงสิ่งเล็กน้อย ในเมื่อเราต้องการน้ำยี่สิบลิตร
ฉันนอนอยู่ข้างกองไฟ มองผลไม้ที่สะท้อนแสงไฟนี้และรำพึงว่า "คนเราไม่รู้ความหมายของส้มผลหนึ่งหรอก....."
ฉันรำพึงอีกว่า "เราคงจะไม่รอดแน่ แต่คราวนี้ก็อีกเช่นกัน ความแน่ใจเช่นนี้ก็ไม่ได้ลดความสุขใจของฉันให้น้อยลง
เวลาที่ฉันกำส้มครึ่งลูกอยู่ในมือเป็นขณะหนึ่งในชีวิตของฉันที่ฉันมีความสุขมากที่สุด....."
ฉันเอนตัวลงนอน ค่อยๆ ละเลียดผลไม้ของฉัน ฉันนอนนับดาวตก ในเพียงแค่นาทีนี้ ฉันรู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก
พูดกับตัวเองต่อไปว่า "ชีวิตของเราเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของมันในโลกนี้ แต่เราจะไม่เข้าใจโลกนี้หรอก
ถ้าหากว่าเราไม่ได้เผชิญมาด้วยตัวเอง" ฉันเพิ่งเข้าใจความหมายของบุหรี่ และรัมแก้วสุดท้ายของนักโทษประหารในวันนี้เอง
แต่ก่อนฉันไม่เข้าใจว่าเขายอมรับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ นั้นเพื่ออะไร อย่างไรก็ดี ฉันชื่อแล้วว่า
เขาคงได้รับความสุขมาก เราคิดไปว่าเขากล้าหาญถ้าเขายิ้มออกมาในขณะนั้น แต่เขายิ้มเพราะพอใจในรัมแก้วนั้นต่างหาก
เราไม่รู้หรอกว่า เขาได้เปลี่ยนทัศนะไปแล้ว ชั่วโมงสุดท้ายที่เหลืออยู่ที่ความหมายเหมือนเป็นชีวิตหนึ่งสำหรับเขา
เราได้น้ำมาจำนวนมาก สักสองลิตรเห็นจะได้ จบกันเสียทีความกระหาย เรารอดตายแล้ว เรามีอะไรดื่มแล้ว
ฉันตักน้ำจากถังเก็บน้ำมันขึ้นมาถ้วยหนึ่ง น้ำในถ้วยมีสีสวยเป็นสีเขียวอมเหลือง แต่พออึกแรก
ฉันรู้สึกว่ากำลังดื่มอะไรที่มีรสน่าสะอิดสะเอียนมากจนแม้ว่าจะมีความกระหายอย่างรุนแรง
ฉันก็ยังต้องสำรวมและกลั้นใจก่อนที่จะกลืนอึกนั้นลงไปได้ ถึงจะเป็นน้ำโคลน ฉันก็คงดื่มได้
แต่รสโลหะที่บาดคอเช่นนี้ช่างรุนแรงเกินกว่าความกระหายของฉัน
ฉันมองเปรโว เขาเดินเป็นวงกลมตามองพื้นเหมือนกัน กำลังตั้งใจหาอะไรสักสิ่งหนึ่ง ทันใดนั้นเขาก็ก้มลงและอาเจียนโดยไม่ได้หยุดเดิน
สามสิบวินาทีต่อมาฉันก็เอาบ้าง ร่างของฉันสั่นสะท้านไปหมด การอาเจียนนั้นรุนแรงจนกระทั่งฉันต้องทรุดเข่าลงขยุ้มนิ้วมือจมเข้าไปในทราย
ในระหว่างเวลาสิบห้านาที เราไม่ได้พูดอะไรกัน ท้องของเราขยอกขย้อนอยู่ไม่หาย เราอาเจียนเอาน้ำดีออกมาหมด
จบไปแล้ว ฉันยังรู้สึกคลื่นเหียนอยู่เพียงเล็กน้อย แต่ความหวังครั้งสุดท้ายของเราก็หมดไปด้วย
ฉันไม่รู้ว่าความล้มเหลวของเราเนื่องมาจากสารเคมีที่ทาร่มชูชีพอยู่ หรือเนื่องมาจากคาร์บอนเตตราคลอไรด์ที่ตกตะกอนอยู่ในถังเก็บน้ำมันกันแน่
เราควรใช้ภาชนะอื่นหรือไม่ก็ผ้าชนิดอื่น
เอ้า เร็วเข้า สว่างแล้ว ออกเดินได้ เราจะหนีพื้นที่ราบสูงอันสารเลวนี้ รีบเดินก้าวยาวๆ
ออกไปข้างหน้าจนกว่าจะล้มไปเอง ฉันจะทำตามตัวอย่างของกิโยเมในเทือกเขาอันเดส ฉันคิดถึงเขามากตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้ว
ฉันจะฝ่าฝืนคำสั่งอันเด็ดขาดที่ห้ามไม่ให้ทิ้งซากเครื่องบินไป จะไม่มีใครมาหาเราที่นี่หรอก
เราค้นพบอีกครั้งหนึ่งว่า ไม่ใช่เราหรอกที่เป็นผู้ประสบภัย ผู้ประสบภัยคือเขาเหล่านั้นที่รอคอยเราอยู่ต่างหาก
ความเงียบของเราเป็นภัยคุกคามเขา เขาเหล่านั้นกำลังระทมทุกข์อยู่เพราะเข้าใจผิดอย่างร้ายกาจ
เราจะไม่วิ่งไปหาพวกเขาได้อย่างไร กิโยเมก็เหมือนกัน เขาเล่าให้ฉันฟังเมื่อกลับมาจากอันเดสว่า
เขาก็วิ่งไปหาผู้ประสบภัยเหมือนกัน นี่เป็นความจริงข้อหนึ่งแห่งสากลโลก
"ถ้าผมตัวคนเดียวในโลกนี้" เปรโวกล่าวขึ้น "ผมจะนอนลงไป"
แล้วเราก็เดินตรงไปข้างหน้าระหว่างทิศตะวันออกกับทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ถ้าเราข้ามแม่น้ำไนล์มาแล้ว
ทุกก้าวที่ก้าวออกไป จะพาเราเดินลึกเข้าไปในความไพศาลแห่งทะเลทรายอาราเบียเข้าทุกที
สำหรับเหตุการณ์ในวันนั้น ฉันจำอะไรไม่ได้เลยนอกจากความรีบร้อนของฉัน จะรีบร้อนไปไหนก็ไม่รู้
หรือจะไปยังจุดจบ ฉันจำได้ว่าได้แต่เดินก้มหน้ามองพื้นทรายเพราะรู้สึกเบื่อหน่ายกับภาพลวงตาเต็มที
โดยอาศัยเข็มทิศ เราแก้ไขทิศทางของเราเป็นครั้งคราว บางครั้งเราก็นอนลงเพื่อให้หายใจสะดวกขึ้นนิดหน่อย
ผ้ายางที่เก็บไว้สำหรับตอนกลางคืน ฉันก็ได้โยนทิ้งไปไหนแล้วก็ไม่รู้ ฉันจำได้เพียงแค่นี้
ความทรงจำของฉันลดความสับสนลงก็ต่อเมื่ออากาศสดชื่นขึ้นในตอนเย็น ฉันก็เป็นเหมือนทราย
เมื่ออยู่ภายใต้แสงแดดก็จะดูว่างเปล่าและขาวโพลนไปหมด
เราตัดสินใจที่จะพักแรมกันเมื่ออาทิตย์ลับขอบฟ้าไป ฉันรู้ดีว่าเราควรเดินต่อไปอีกเพราะเราคงไม่รอดคืนนี้ไปถ้าเราไม่มีอะไรดื่ม
แต่เราได้เอาผ้าร่มชูชีพนั้นมาด้วย ถ้าไม่ใช่ว่าสารเคมี เคมีที่ทามันอยู่นั้นเป็นพิษ
บางทีพรุ่งนี้เช้าเราอาจจะมีอะไรดื่มบ้าง เราควรจะเอาผ้ารับน้ำค้างนั้นออกกางอีกครั้งหนึ่งในแสงดาว
ทางทิศเหนือ ท้องฟ้าปลอดโปร่งปราศจากเมฆหมอก ลมได้แปรผันและได้เปลี่ยนทิศทางไปแล้ว
เรารู้สึกถึงไอร้อนที่พัดวูบมาจากทะเลทราย เหมือนกับว่าเจ้าสัตว์ร้ายได้ตื่นขึ้นและมาเลียมือและหน้าของเรา
ถ้าฉันออกเดินต่อไปอีก ก็คงไปไม่ได้ไกลกว่าสิบกิโลเมตร ฉันเดินมาสามวันเต็มๆ โดยไม่มีอะไรดื่ม
รวมเป็นระยะทางกว่าร้อยแปดสิบกิโลเมตรแล้ว.....
ขณะที่จะหยุดเดินนั้น
"สาบานได้ว่านั่นเป็นทะเลสาบ" เปรโวพูด
"คุณจะบ้าแล้วหรือ"
"ตอนนี้ ตอนใกล้ค่ำเช่นนี้ จะเป็นภาพลวงตาไปได้อย่างไร"
ฉันไม่ตอบ ฉันเลิกเชื่อสายตาตัวเองตั้งนานแล้ว ไม่ใช่ภาพลวงตาอย่างนั้นหรือ อาจเป็นได้
แต่มันคงเป็นภาพหลอนในประสาทของเราอยู่ดี ทำไมเปรโวยังหลงเชื่ออยู่อีกได้
เปรโวยังดื้อรั้นอยู่
"อยู่แค่ยี่สิบนาทีเท่านั้นเอง ผมจะไปดู....."
ความดื้อรั้นทำให้ฉันเคืองขึ้นมาบ้าง
"ไปดูซิ ไปเดินเล่นหน่อย.....จะเป็นผลดีต่อสุขภาพ รู้ไว้ด้วยว่าถ้าทะเลสาบของคุณนั้นมีจริง
ก็เป็นทะเลสาบน้ำเค็ม ถึงจะเค็มหรือไม่เค็มก็ไม่รู้ว่ามันอยู่ในนรกหรือสวรรค์ไหนและโดยเฉพาะอย่างยิ่ง
มันไม่มีจริง"
เปรโวเดินห่างออกไปแล้ว ตาจ้องไปข้างหน้า ฉันรู้จักแรงดึงดูดที่ไม่มีอะไรทานได้นั้นดี
ฉันคิดว่า "ก็มีคนละเมอที่เดินตรงไปให้รถไฟทับ" ฉันรู้ว่าเปรโวจะไม่กลับมา ความว่างเปล่าเบื้องหน้าจะสะกดเขาไว้
เขาไม่อาจจะหันหลังกลับได้ เขาจะล้มลงไกลออกไปอีกหน่อยหนึ่ง เขาจะตายทางโน้น ฉันทางนี้
ทั้งหมดนี้ช่างไม่ค่อยมีความหมายอะไร...
|
ฉันคิดว่าความเพิกเฉยที่มีอยู่ในขณะนี้เป็นฤกษ์ลางที่ไม่ดีนัก เมื่อคราวที่จะจมน้ำตาย
ฉันก็เคยรู้สึกสงบใจเช่นนี้เหมือนกัน คราวนี้ฉันนอนคว่ำลงบนพื้นหินแล้วถือโอกาสเขียนจดหมายลา | | |
จดหมายของฉันสละสลวยและภูมิฐานมาก
ฉันพร่ำให้คติแนะนำต่างๆ ขณะที่อ่านทาน ฉันมีความรู้สึกหลงภูมิใจในตัวเองอยู่ลางๆ
คนอื่นคงจะมาพูดว่า
"จดหมายลาฉบับนี้เยี่ยมยอดจริงๆ น่าเสียดายที่เขาตายไปแล้ว"
ฉันอยากจะรู้ว่าฉันอยู่ในสภาพไหนแล้ว ฉันพยายามรวบรวมน้ำลาย นี่กี่ชั่วโมงมาแล้วนะที่ฉันไม่ได้กลืนน้ำลายเลย
ฉันไม่มีน้ำลายเหลืออยู่อีกแล้ว ถ้าฉันปิดปากลงจะมีเหมือนกาวเหนียวๆ มาปิดริมฝีปากฉัน
ซึ่งเมื่อแห้งคงจะจับตัวเป็นปุ่มแข็งๆ อย่างไรก็ดี ฉันยังสามารถกลืนอากาศลงในคอได้อีก
ตาของฉันก็ยังไม่พร่าไปด้วยแสงระยิบระยับ ต่อเมื่อภาพอันเจิดจ้านั้นมาถึง ฉันจึงจะรู้ว่าเหลือเวลาอยู่อีกสองชั่วโมง
ค่ำแล้ว พระจันทร์คืนนี้เป็นข้างขึ้น เปรโวยังไม่กลับมา ฉันนอนหงายครุ่นคิดอยู่กับสิ่งที่รู้แจ้งเหล่านี้
ความรู้สึกในอดีตเรื่องหนึ่งหวนกลับมา ฉันพยายามที่จะจับเรื่องราว ฉันอยู่.....ฉันอยู่....ฉันอยู่บนเรือ
ฉันกำลังจะไปอเมริกาใต้ ฉันได้มานอนหงายอยู่เช่นนี้บนดาดฟ้าชั้นบน ปลายของเสากระโดงเรือ
เคลื่อนไหวไปมาอย่างช้าๆ ท่ามกลางกลุ่มดาว ในตอนนี้สิ่งที่ขาดไป ก็คือเสากระโดงเรือ
อย่างไรก็ตาม ฉันกำลังอยู่ในเรือที่กำลังพาฉันไปยังจุดหมายปลายทางซึ่งอยู่นอกความสามารถของฉันที่จะเปลี่ยนแปลงได้
เทวทูตได้จับฉันมามัดตรึงไว้อยู่กับเรือลำนี้
ฉันนึกถึงเปรโวที่ยังไม่กลับมา ฉันไม่เคยได้ยินเขาคร่ำครวญเลยแม้แต่ครั้งเดียว ช่างดีเหลือเกิน!
ฉันคงทนฟังการโอดครวญได้ยาก เปรโวเป็นชายชาตรี
อา!.....นั่นไงเขาอยู่ห่างออกไปห้าร้อยเมตร กำลังส่องไฟฉายอยู่ไปมา เขาคงหารอยเท้าของตัวเองไม่เจอ
ฉันไม่มีไฟฉายที่จะให้สัญญาณตอบ ฉันลุกขึ้นและตะโกนออกไป แต่เขาไม่ได้ยิน
ไฟฉายอีกดวงหนึ่งสว่างขึ้น ห่างจากเขาไปสองร้อยเมตร นั่นมีดวงที่สาม ให้ตายซิ.....ยังกับเป็นการไล่ต้อนสัตว์ทีเดียว
ฉันคือสิ่งที่พวกเขากำลังค้นหา
ฉันตะโกน
"เฮ้!"
แต่ไม่มีใครได้ยิน
ไฟฉายทั้งสามยังสอดส่ายส่งสัญญาณอยู่ต่อไป
ในตอนกลางคืนเช่นนี้ฉันไม่บ้า ฉันรู้สึกตัวดี มีความปกติสุข ฉันมองด้วยความตั้งอกตั้งใจ
มีไฟฉายสามดวงอยู่ห่างออกไปข้างหน้าห้าร้อยเมตร
"เฮ้!"
ยังไม่มีใครได้ยินอีก
ฉันตกใจกลัวอย่างสุดขีดอยู่ครู่หนึ่ง นั่นเป็นครั้งเดียวที่ฉันคุมสติไม่อยู่ อา!
ฉันวิ่งได้อยู่อีกนี่
"รอด้วย....รอด้วย..."
พวกเขากำลังหันหลังกลับไป พวกเขาจะเดินห่างออกไปหาในที่อื่น และฉันกำลังจะล้มลงอยู่แล้ว
ฉันกำลังจะล้มลงทั้งๆ ที่กำลังจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ ทั้งๆ ที่มีผู้ที่กำลังอ้าแขนรับฉันอยู่
"เฮ้!....เฮ้!...."
"เฮ้!..."
พวกเขาได้ยินแล้ว ฉันหายใจไม่ออก ฉันหายใจไม่ออก แต่ยังคงวิ่งต่อไปอีก ฉันวิ่งไปทางเสียงนั้น
"เฮ้!...." ฉันสังเกตเห็นเปรโวแล้วก็ล้มลง
"อา!....เมื่อฉันเห็นแสงไฟเหล่านี้...."
"แสงไฟที่ไหนกัน"
จริงซิ เขาอยู่คนเดียว
คราวนี้ฉันไม่รู้สึกเสียใจและผิดหวังอะไรเลย แต่กลับโกรธและโพล่งออกมาว่า
"แล้วทะเลสาบของคุณล่ะ?"
"ยิ่งเดินไป มันก็ยิ่งห่างออกไปทุกที ผมเดินไปได้สักครึ่งชั่วโมง จากนั้นก็พบว่ามันอยู่ไกลเกินไปเสียแล้ว
ก็เลยกลับมาแต่ตอนนี้ผมแน่ใจแล้วว่าเป็นทะเลสาบ...."
"คุณเป็นบ้าไปแล้ว บ้ามาก อา.....ทำไมต้องทำเช่นนี้ด้วย....ทำไม"
เขาทำอะไร เขาทำทำไม ฉันร้องไห้ด้วยความโกรธเคืองแต่ก็ไม่รู้ว่าโกรธเคืองเรื่องอะไร
เปรโวอธิบายด้วยเสียงกระเส่าว่า
"ผมอยากจะหาอะไรดื่มจริงๆ.....ริมฝีปากของคุณขาวเหลือเกิน"
อา.....ความโกรธเคืองของฉันอันตรธานไป ฉันยกมือขึ้นกุมขมับ เหมือนกับว่าเพิ่งตื่น
มีความรู้สึกเศร้าๆ ฉันอธิบายค่อยๆ ว่า
"ฉันเห็นเหมือนอย่างที่คุณเห็นอยู่ในขณะนี้ ฉันเห็นอย่างแจ่มชัด และไม่อาจผิดพลาดได้
ฉันเห็นไฟสามดวง เปรโว ฉันเห็นจริงๆ"
เปรโวเงียบไปครู่หนึ่ง
"จริงซิ" เขายอมรับในที่สุด "แย่แล้ว"
ความร้อนระเหยไปจากพื้นดินอย่างรวดเร็วในบริเวณที่ขาดไอน้ำเช่นนี้ อากาศเริ่มหนาวแล้ว
ฉันลุกขึ้นแล้วเดินไปมา ในไม่ช้าร่างทั้งร่างก็สั่นเทาไปหมดจนแทบทนไม่ได้ การขาดน้ำทำให้เลือดลมเดินไม่สะดวก
ฉันรู้สึกว่าความเย็นยะเยือกแทรกซ้อนเข้าไปจนถึงกระดูก ไม่ใช่เป็นความหนาวเย็นจากภายนอกเพียงอย่างเดียว
ขากรรไกรฉันสั่นกระทบกัน ทั้งร่างสั่นสะท้านไปหมด มือสั่นมากจนไม่อาจใช้ไฟฉายได้
ฉันไม่เคยกลัวความหนาวมาก่อนเลย แต่บัดนี้จะกลับมาตายลงด้วยความหนาว ความกระหายน้ำช่างมีผลประหลาดอะไรเช่นนี้
ฉันได้โยนผ้ายางทิ้งไปในที่ใดที่หนึ่ง ด้วยความเมื่อยล้าที่จะถือมันไว้ในความร้อน
ลมค่อยๆ เย็นลงทุกทีๆ ฉันพบว่าในทะเลทราย ไม่มีอะไรที่จะใช้เป็นที่พักกำบังลมได้เลย
ทะเลทรายนั้นเตียนราบเหมือนกับเป็นหินอ่อน ไม่มีร่มเงาอะไรเลยในตอนกลางวัน และปล่อยให้เราอยู่กลางลมในตอนกลางคืน
ไม่มีต้นไม้สักต้น รั้วสักรั้ว หรือหินสักก้อนที่จะกำบังฉันได้ ลมกรรโชกเข้าใส่ฉัน
เหมือนเป็นกองทหารม้าที่ควบตะบึงมาในที่โล่ง ฉันเดินไปรอบๆ เพื่อที่จะหนี ฉันนอนลงและลุกขึ้น
ยืนหรือนอนก็ไม่ต่างอะไรกัน แส้น้ำแข็งนั้นยังเฆี่ยนตีฉันอยู่ตลอดเวลา ฉันจะหนีก็ไม่ได้
หมดแรงแล้ว ฉันไม่อาจวิ่งหนีเพชฌฆาตนี้ได้ ฉันคุกเข่าลงกุมศีรษะยื่นคอให้!
ฉันเพิ่งรู้ตัวหลังจากนั้นหน่อยหนึ่ง เมื่อตะกี้นี้เองฉันได้ลุกขึ้นและเดินตรงไปข้างหน้าทั้งๆ
ที่ตัวยังสั่นอยู่ตลอดเวลา ฉันอยู่ที่ไหนอา!.....ฉันได้ออกเดิน ฉันได้ยินเปรโว เสียงของเขานี่เองที่ปลุกให้ฉันรู้ตัวขึ้น
ฉันเดินกลับมาหาเขา ตัวยังสั่นอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งมีอาการสะอึกที่ทำให้สะเทือนไปทั่วร่าง
ฉันบอกตัวเองว่า "ไม่ใช่เป็นเพราะความหนาวหรอก เป็นสิ่งอื่น นี่หมายถึงอวสานของเราเป็นแน่"
ฉันขาดน้ำนานเกินไปแล้ว ฉันได้เดินมามาก เมื่อวานซืนและเมื่อวาน เมื่อตอนที่ออกไปคนเดียว
ฉันรู้สึกเศร้าใจที่จะจบลงในความหนาว ฉันชอบภาพลวงตาที่ฉันสร้างขึ้นเองมกากว่า กางเขน
ชาวอาหรับ และแสงไฟ ผลที่สุดชักจะน่าสนใจแล้ว ฉันไม่ชอบให้ลมมาเฆี่ยนตี ทำอย่างกับว่าฉันเป็นทาส......
ฉันคุกเข่าลงอีกแล้ว
เราได้เอาหยูกยาติดตัวมาด้วยนิหน่อย ยาดมสลบอีเธอร์และแอลกอฮอล์ 90 ดีกรี อย่างละร้อยกรัมและไอโอดีนขวดเล็กขวดหนึ่ง
ฉันพยายามดื่มอีเธอร์สองสามอึก มีความรู้สึกเหมือนกับว่ากลืนมีดเข้าไป ลองดื่มแอลกอฮอล์
90 ดีกรีดูบ้าง แต่มันกลับทำให้ลำคอฉันตีบตันไป
ฉันขุดหลุมในทราย นอนลงแล้วเอาทรายกลบตัวฉัน เหลือโผล่อยู่แค่ใบหน้า เปรโวค้นพบเศษไม้และจุดกองไฟขึ้นแต่ไฟก็มอดไปอย่างรวดเร็ว
เขาปฏิเสธไม่ยอมฝังตัวเองในทรายและเลือกซอยเท้าอยู่กับที่ แต่เขาคิดผิด
ลำคอฉันยังตีบอยู่ เป็นลางไม่ค่อยดี อย่างไรก็ตาม ฉันรู้สึกสบายขึ้นบ้าง รู้สึกสงบ
รู้สึกสงบกว่าที่นึกว่าจะเป็นไปได้เป็นไหนๆ ฉันถูกบังคับให้เดินทาง ถูกมัดอยู่กับดาดฟ้าเรือของเทวทูตที่ลอยล่องไปในแสงดาว
แต่ฉันก็คงไม่เศร้าเท่าไรนัก.......
ฉันไม่รู้สึกหนาวแล้ว ถ้าหากว่าฉันไม่กระดุกกระดิกเลย ฉันจึงลืมร่างกายที่ฝังอยู่ในทรายนี้ได้
ฉันตั้งใจจะไม่กระดุกกระดิกตัวแล้วฉันจะไม่ต้องทนทุกข์ทรมานอะไร อีกประการหนึ่งความเจ็บปวดจริงๆ
มีอยู่น้อยมาก..... แม้จะมีความทรมานบ้างแต่ก็มีความเหน็ดเหนื่อยและความเพ้อผสมโรงอยู่เป็นส่วนใหญ่
ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนมาเป็นหนังสือภาพ เป็นเทพนิยายที่โหดร้ายนิดหน่อย....เมื่อตะกี้นี้ลมได้ตามล่าฉันและฉันได้วิ่งหนีไปรอบๆ
เหมือนกับเป็นสัตว์ที่ถูกตามล่า จากนั้นฉันหายใจไม่ค่อยออกมีใครเอาเข่ามากดหน้าอกฉันไว้
เข่าข้างหนึ่ง ฉันได้ต่อสู้กับเทวทูตที่กดฉันไว้ ฉันไม่เคยอยู่คนเดียวในทะเลทราย
แต่บัดนี้พอกันเสียที ฉันเลิกเชื่อสิ่งต่างๆ ที่ล้อมรอบอยู่ได้แล้ว และหวนกลับมาหาตัวเอง
หลับตาเสีย ไม่กระดิกแม้กระทั่งขนตา ภาพที่หลั่งไหลมาเหล่านี้พาฉันไป ฉันกำลังไปสู่ความฝันอันสงบสุข
สายธารทั้งหลายจะสงบลงในห้วงลึกแห่งท้องทะเล
ลาก่อน ลาก่อนทุกๆ คนที่ฉันรัก ไม่ใช่ความผิดของฉัน ที่ร่างกายของคนเราไม่อาจทนอยู่ได้สามวันโดยไม่ดื่มอะไร
ฉันไม่เคยนึกว่าจะเป็นทาสแห่งธารน้ำเช่นนี้ ฉันไม่เคยเฉลียวใจว่าต้องตกอยู่ในกำกับของมันถึงเพียงนี้
เราคิดว่ามนุษย์อาจบุกเบิกไปข้างหน้า เราคิดว่ามนุษย์มีเสรีภาพ เราไม่เห็นหรอกว่ามีเชือกผูกกับเราไว้กับธารน้ำ
ผูกเราไว้เหมือนเป็นสายรกกับเจ้าแม่ธรณี ถ้าก้าวไกลเกินไปก้าวหนึ่งก็ตาย
นอกจากที่ได้สร้างความทรมานใจให้แก่คุณ ฉันไม่เสียใจอะไรอื่น ผลที่สุดแล้ว ฉันเป็นฝ่ายที่ได้เปรียบถ้าฉันรอดกลับไป
ฉันจะเริ่มใหม่อีก ฉันต้องการใช้ชีวิต ชีวิตมนุษย์ไม่ใช่ชีวิตในเมือง
เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องการบินหรอก เครื่องบินเป็นเครื่องมือหาใช่วัตถุประสงค์ไม่
เราไม่ได้เสี่ยงชีวิตเพื่อเครื่องบิน เช่นเดียวกับชาวนาที่ไม่ได้ไถนาเพื่อคันไถ โดยอาศัยเครื่องบิน
เราหนีออกจากเมือง หนีพวกหัวการค้าทั้งหลายไป เพื่อที่จะมาพบกับความจริงในแบบอย่างของชาวนา
เราทำงานแบบมนุษย์ และมีความกังวลใจแบบมนุษย์ เราอยู่กับลม แสงดาว ราตรี ทราย ทะเล
เราสู้อยู่กับภัยแห่งธรรมชาติ เรารอรุ่งอรุณเหมือนชาวสวนที่รอฤดูใบไม้ผลิ เรารอให้ถึงสนามบินราวกับว่ามันเป็นสวนสวรรค์
และเราใฝ่หาความจริงจากกลุ่มดาว
ฉันจะไม่คร่ำครวญอะไร ฉันเดินมาสามวันแล้ว ฉันกระหายน้ำ ฉันเดินตามทางบนพื้นทราย
น้ำค้างเคยเป็นความหวังของฉัน ฉันได้พยายามกลับสู่เหย้า และเผ่าพันธุ์มนุษย์ซึ่งฉันลืมไปว่าอาศัยอยู่ที่ไหนในภพนี้
นี่เป็นความกังวลใจของผู้มีชีวิต ฉันอดคิดไม่ได้ว่า สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญมากกว่าการที่จะเลือกว่าเย็นนี้จะไปดูมหรสพโรงใด
ฉันไม่เข้าใจมหาชนที่อาศัยอยู่ตามชานเมือง คนที่เรียกว่าตัวเองเป็นมนุษย์ แต่อย่างไรก็ช่างเถอะ
ช่างดูไม่ต่างอะไรไปจากมดทำอะไรไปตามแรงบีบบังคับโดยไม่รู้ตัวเสียด้วยซ้ำ จนกลายเป็นสภาพที่น่าเศร้าเช่นเดียวกันกับกิจวัตรที่ปฏิบัติอยู่นั่นแหละ
เขาเหล่านั้นทำอะไรเมื่อมีเวลาว่าง เขาทำอะไรกันในวันอาทิตย์อันไร้สาระของเขานั้น
ครั้งหนึ่ง ฉันได้ยินดนตรีของโมซาร์ตในโรงงานแห่งหนึ่งของรัสเซีย ฉันเอาเรื่องนี้มาเขียน
และได้รับจดหมายด่าสองร้อยฉบับ ฉันไม่เคืองพวกที่ชอบแต่เสียงแสบแก้วหูหรอก เขาไม่เคยรู้จักเสียงเพลงชนิดอื่น
แต่ฉันเกลียดผู้ที่ถือท้ายและสนับสนุนดนตรีแสบแก้วหูต่างหาก ฉันไม่ชอบที่จะเห็นใครบ่อนทำลายเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
ฉันมีความสุขกับอาชีพของฉัน ฉันเป็นชาวนาที่เร่ร่อนไปตามสนามบิน บนรถไฟสายนอกเมือง
ฉันรู้สึกอึดอัดมากกว่าอยู่ที่นี่มากมายนัก ผลที่สุดความหรูหรานั้นอยู่ที่นี่!...........
ฉันไม่เสียใจอะไร ฉันเสี่ยง และเป็นฝ่ายแพ้ นี่เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับอาชีพของฉัน
แต่อย่างน้อยฉันก็ได้เคยสูดกลิ่นไอแห่งลมทะเล
ผู้ที่เคยประสบสิ่งนี้มาครั้งหนึ่งแล้ว จะไม่อาจลืมได้อีกเลย
ไม่จริงหรือ เพื่อนร่วมงานทั้งหลาย ไม่ใช่การดำเนินชีวิตอย่างเสี่ยงอันตรายหรอก ที่สำคัญนั่นเป็นกฎเกณฑ์ที่อวดดี
ฉันไม่ค่อยชอบนักสู้วัวเลย ไม่ใช่การเสี่ยงอันตรายหรอก ที่ฉันชอบ ที่ชอบนั้นฉันรู้ดี
ฉันชอบชีวิต
ดูเหมือนว่าท้องฟ้าจะสางแล้ว ฉันเอามือข้างหนึ่งออกจากทราย ผ้าร่มชูชีพผืนหนึ่งกางอยู่แค่เอื้อม
ฉันคลำมันดู มันแห้ง รอสักหน่อย น้ำค้างจะลงก็ตอนรุ่งสาง แต่รุ่งอรุณก็มาถึงโดยที่ผ้าของเราไม่ได้ชื้นเลย
ความนึกคิดของฉันอลหม่านนิดหน่อย ฉันได้ยินเสียงตัวเองว่า "หัวใจของที่นี่แห้ง....หัวใจแห้ง....หัวใจแห้งจนไม่มีแม้แต่น้ำตา"
"ไปกันเถอะ เปรโว ตราบใดที่ลำคอยังไม่ตีบสนิท เราต้องเดิน"
- ๗ -
ลมตะวันตกที่ทำให้น้ำระเหยไปจากตัวคนหมดภายในสิบเก้าชั่วโมงพัดมาแล้ว หลอดอาหารของฉันยังคงไม่ตีบ
แต่มันแข็งและปวด ฉันรู้สึกเหมือนว่ามีอะไรคันๆ อยู่ ในไม่ช้า อาการไอจะเกิดขึ้น
ฉันเคยได้ยินพูดถึงและรอมันอยู่ ตอนนี้รู้สึกลิ้นคับปาก แต่สิ่งที่ร้ายแรงที่สุดคือ
ฉันเริ่มเห็นจุดสว่างๆ แล้ว ถ้าเปลี่ยนมาเป็นประกายระยิบระยับเมื่อไร ฉันก็จะนอนลง
เราเดินเร็ว อาศัยเวลาที่อากาศในตอนรุ่งเช้ายังสดชื่นอยู่ เรารู้ดีว่าเมื่อแดดจ้า
เราจะเลิกเดินแล้ว เมื่อแดดจ้า....
เราไม่มีสิทธิ์ที่จะให้เหงื่อออก ไม่มีสิทธิ์แม้กระทั่งจะหยุดรออากาศอันสดชื่นนี้เป็นความสดชื่นที่มีความชื้นอยู่เพียงสิบแปดเปอร์เซ็นต์
ลมที่พัดอยู่นี้มาจากทะเลทราย มันมาลูบไล้เราอย่างอ่อนโยนและหลอกลวง เลือดของเรากำลังจะระเหยไป
ในวันแรก เราได้กินองุ่นนิดหน่อย ในสามวันที่แล้วมาได้กินส้มครึ่งลูกกับขนมครึ่งชิ้น
จะเอาน้ำลายจากไหนมาช่วยเคี้ยวอาหารเล่า แต่ฉันไม่รู้สึกหิวเลย รู้สึกแต่กระหายน้ำ
ตั้งแต่นี้ไปดูเหมือนว่าสิ่งที่ฉันรู้สึกไม่ใช่ความกระหายน้ำ แต่เป็นอาการที่เกิดจากความกระหายน้ำมากกว่า
ลำคอที่แข็ง ลิ้นที่เหมือนกับปูนขาว อาการคันและรสอันพะอืดพะอมที่มีอยู่ในปาก ความรู้สึกเหล่านี้เพิ่งเกิดขึ้นใหม่กับฉัน
จริงอยู่น้ำคงจะช่วยรักษาได้ แต่ในความทรงจำของฉัน ไม่มีอะไรที่จะเชื่อมโยงยารักษานี้กับอาการเหล่านั้น
ความกระหายมีอาการเหมือนกับโรคมากขึ้นเรื่อยๆ และต่างกับความอยากมากขึ้นทุกที
ดูเหมือนว่า สายน้ำ และผลไม้เป็นภาพที่บาดใจฉันน้อยลงไปแล้ว ฉันลืมรัศมีอันเปล่งปลั่งของผลส้มเช่นเดียวกับที่ลืมความคิดถึงของใครต่อใครไปด้วย
ฉันลืมทุกสิ่งทุกอย่างไปหมดแล้วก็ได้
เรานั่งลง แต่จะต้องออกเดินต่อไป เราเลิกเดินเป็นระยะทางยาวๆ แล้ว หลังจากเดินไปได้ห้าร้อยเมตร
เราล้มลงด้วยความเหนื่อย ฉันรู้สีกปิติยินดีมากที่ได้นอนแผ่ลง แต่ก็ต้องออกเดินต่อไป
ทิวทัศน์เปลี่ยนไป ก้อนหินมีน้อยลง ในตอนนี้เราเดินอยู่บนทราย สองกิโลเมตรข้างหน้ามีเนินทรายและบนเนินทรายนั้นเห็นต้นไม้เตี้ยๆ
ขึ้นอยู่เป็นหย่อมๆ ฉันชอบทรายมากกว่า หินเหล็ก ทะเลทรายสีทอง ทะเลทรายซาฮารา ฉันคิดว่าฉันจำได้
ในตอนนี้เราหมดแรงทุกๆ สองร้อยเมตร
"อย่างไรก็ดี เราจะเดิน อย่างน้อยก็ไปให้ถึงต้นไม้เหล่านั้น"
นั่นมันสุดแรงแล้วจริงๆ ที่จะไปได้ แปดวันต่อมา เมื่อเรานั่งรถย้อนตามรอยเท้าของเรากลับไปยัง
"ซีมูน" เราวัดระยะทางที่เราได้พยายามเดินมาเป็นครั้งสุดท้ายนี้ได้แปดสิบกิโลเมตร
รวมแล้วฉันได้เดินเป็นระยะทางร่วมสองร้อยแล้ว จะให้เดินต่อไปสักเท่าไรกัน
เมื่อวานนี้ ฉันเดินไปอย่างไม่หวังอะไร วันนี้คำว่าความหวังก็ไม่มีความหมายเสียแล้ว
วันนี้เราเดินเพราะว่าเราเดิน คงเป็นทำนองเดียวกับวัวที่ลากคันไถ เมื่อวานนี้ฉันฝันถึงสวนส้มแห่งแดนสวรรค์เหลืออยู่สำหรับฉัน
ฉันไม่เชื่อแล้วว่าส้มมีจริง
ไม่มีอะไรเหลืออยู่ในตัวฉันอีกแล้ว นอกจากความเหี่ยวแห้งของหัวใจ ฉันจะล้มลงโดยไม่รู้สึกสิ้นหวัง
ไม่มีแม้กระทั่งความทุกข์โศกซึ่งฉันเสียดาย ความโศกเศร้านั้นคงจะอ่อนโยนดั่งน้ำทิพย์สำหรับฉัน
เราสงสารตัวเอง และคร่ำครวญให้กับตัวเองเหมือนกับตัวเองเป็นเพื่อนคนหนึ่ง แต่ฉันไม่มีเพื่อนเหลืออยู่อีกเลยในโลกนี้
เมื่อมาพบฉันดวงตาแดงกล่ำ คนอื่นคงคิดไปว่า ฉันได้ร้องขอความช่วยเหลือและทนทุกข์ทรมานมาก
แต่ว่าความรุ่มร้อนใจ ความเสียใจ และความทรมานอันอ่อนโยนเหล่านี้ ยังเป็นความมั่งคั่งอยู่ดี
ฉันไม่มีสมบัติอะไรเหลืออยู่แล้ว หญิงสาวในวัยแห่งความสดชื่น ได้พบกับความทุกข์และร้องไห้
เมื่อรักแรกได้ผ่านไป ความทุกข์แสดงถึงความอ่อนไหวต่อชีวิต ส่วนฉันไม่มีความทุกข์เหลืออยู่อีกแล้ว........
ฉันคือทะเลทราย ฉันไม่สามารถรวบรวมน้ำลาย ฉันไม่สามารถรวบรวมภาพต่างๆ เช่นกัน ภาพเหล่านั้นคงอ่อนหวานและให้ฉันคร่ำครวญถึงมันได้
พระอาทิตย์ได้ทำให้แหล่งน้ำตาของฉันเหือดแห้งไปหมดแล้ว
อย่างไรก็ดี นั่นอะไร ความหวังพัดวูบมาเหมือนลมวูบหนึ่งในทะเล อะไรหนอที่มาสะกิดสัญชาตญาณของฉัน
ก่อนที่จะมาสู่จิตสำนึก ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย แต่ทุกอย่างได้เปลี่ยนแปลงไป ทรายผืนนี้
กองหิน และต้นไม้หย่อมเล็กๆ นั่น ไม่เป็นเพียงทิวทัศน์เท่านั้นแล้ว แต่เป็นเหมือนฉากแห่งชีวิตฉากที่ยังว่างเปล่าอยู่แต่ก็พร้อมแล้ว
ฉันมองเปรโว เขาสังหรณ์และแปลกใจเช่นเดียวกับฉัน แต่ก็ยังไม่เข้าใจเหมือนกันว่ารู้สึกอะไร
ฉันสาบานได้ว่า อะไรบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น
ฉันสาบานได้ว่า ทะเลทรายเริ่มมีชีวิตชีวาขึ้น ฉันสาบานได้ว่า ความเงียบและปราศจากสิ่งใดของสถานที่นี้ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างกะทันหัน
ซึ่งสร้างความสะทกสะท้านใจได้มากกว่าเสียงอึกทึกแห่งตลาดสาธารณะเสียอีก......
เรารอดตายแล้ว มีรอยเท้าบนพื้นทราย
อา....สำหรับเรา ร่องรอยของมนุษย์ได้สูญหายไปนานแล้ว เราได้ถูกตัดเผ่าพันธุ์ เราได้อยู่แต่ลำพังในโลก
ฝูงชนได้อพยพไปและลืมทิ้งเราไว้ มาบัดนี้เราได้ค้นพบรอยเท้าอันมหัศจรรย์แห่งมนุษย์ประทับอยู่บนทราย
"เปรโว ตรงนี้ คนสองคนได้แยกทางกัน...."
"ตรงนี้ มีอูฐมาคุกเข่าลง"
"ตรงนี้...."
อย่างไรก็ดี เรายังไม่รอดตายทีเดียว เราจะคอยอยู่เฉยๆ ไม่ได้ ในอีกไม่กี่ชั่วโมงจะไม่มีใครช่วยเราได้แล้ว
การคุกคามของความกระหายนับตั้งแต่เริ่มอาการไอนั้นรวดเร็วมาก คอของเรา.....
ฉันเชื่อว่าอูฐขบวนนี้โขยกเขยกอยู่ที่ไหนสักแห่งหนึ่งในทะเลทราย
เราจึงเดินต่อไปอีก ทันใดนั้นฉันได้ยินไก่ขัน กิโยเมเคยเล่าให้ฟังว่า "ในตอนท้ายๆ
ฉันได้ยินเสียงไก่ขันในภูเขาอันเดส ฉันได้ยินเสียงรถไฟด้วย....."
ฉันนึกถึงเรื่องนี้ได้ทันทีในขณะที่ได้ยินเสียงไก่ขัน ฉันบอกตัวเองว่า "ตาน่ะหลอกหลอนฉันก่อน
คงเป็นเพราะความกระหายน้ำ หูฉันทนได้นานกว่า....." แต่เปรโวคว้าแขนฉันไว้
"คุณได้ยินหรือเปล่า"
"อะไร"
"ไก่"
"แล้วไง....แล้วไง...."
แล้วไง ไอ้โง่ แล้วนั่นก็หมายถึงชีวิตน่ะซิ.....
ฉันเห็นภาพหลอนภาพสุดท้าย เป็นภาพของหมาสามตัวที่วิ่งไล่กัน เปรโวก็มองด้วยแต่ไม่เห็นอะไร
แต่ทว่าเราทั้งสองได้ชูมือเรียกชาวเบดวงนั้นพร้อมกัน เราทั้งสองเปล่งเสียงออกไปเต็มปอดพร้อมกัน
เราทั้งสองหัวเราะออกมาด้วยความปลื้มปิติ!....
เสียงของเราได้ยินไปไม่ไกลกว่าสามสิบเมตร หลอดเสียงของเรานั้นแห้งผาก เวลาพูดกัน
เราส่งเสียงค่อยๆ โดยไม่ทันได้สังเกตเสียด้วยซ้ำ....
ชาวเบดวงและอูฐของเขา ซึ่งเพิ่งโผล่ออกมาจากข้างหลังกองดินนั้น บัดนี้กำลังเดินห่างออกไปอย่างช้าๆ
เขาอาจจะอยู่คนเดียวในที่นี้ ปิศาจร้ายได้ดลบันดาลให้เรามาเห็นเขา แล้วก็พาเขาไป.........
เราไม่อาจจะออกวิ่งได้
ชาวอาหรับอีกคนหนึ่งโผล่ขึ้นมาบนเนินทราย เขาหันข้างให้เรา เราตะโกนเรียกเขาด้วยเสียงอันแหบแห้ง
พร้อมทั้งโบกมือไปมา มีความรู้สึกคล้ายกับว่าเราได้ส่งสัญญาณอันมหึมาออกไปเต็มท้องฟ้า
แต่ชาวเบดวงคนนั้นก็ยังคงมองไปทางขวาอยู่ดี
ขณะนี้เขาค่อยๆ หันมาอย่างช้าๆ ในวินาทีที่เขาหันหน้ามาทางนี้นั่นเอง ทุกอย่างก็จะสิ้นสุดลง
ในวินาทีที่เขาหันมามองเรา เขาจะลบร่องรอยแห่งความกระหาย แห่งความตายและภาพลวงตาต่างๆ
ให้หมดไป เขาเริ่มหันมา โลกนี้เริ่มเปลี่ยนแปลงไปแล้ว เพียงแค่เอี้ยวไหล่เท่านั้น
เพียงแต่ชายตามามองเท่านั้น เขาก็สร้างชีวิตขึ้นมา สำหรับฉัน เขาดูไม่ผิดอะไรจากพระเจ้าเลย....
นั่นเป็นเรื่องมหัศจรรย์....
เขาเดินบนทรายมาหาเรา เหมือนเป็นพระเจ้าที่เดินมาบนพื้นทะเล....
ชาวอาหรับคนนั้นเพียงแต่มองดูเรา แล้วก็เอามือกดไหล่ของเราให้นอนลง เราก็เชื่อฟังเขา
ในที่นี้เชื้อชาติ ภาษา และการแบ่งแยกไม่มีอยู่...มีแต่ชนเร่ร่อนในทะเลทรายที่ยากจนคนหนึ่งได้วางมือแห่งเทวะลงบนไหล่ของเรา
เรานอนคอยอยู่ ศีรษะคลุกอยู่กับทราย ในตอนต่อมา เรานอนและก้มศีรษะลงในอ่าง ดื่มเหมือนกับเป็นวัวเป็นควาย
ชาวอาหรับคนนั้นตกใจ และบังคับให้เราหยุดดื่มอยู่ตลอดเวลา แต่พอเขาปล่อยเรา เราก็จุ่มหน้าลงไปในอ่างน้ำอีก
"น้ำ"
น้ำ เจ้าไม่มีรส เจ้าไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่รู้ว่าจะให้คำจำกัดความได้อย่างไรดี เราดื่มและลิ้มรสโดยไม่รู้จักตัวเจ้า
ไม่ใช่ว่า เจ้าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิต เจ้าคือชีวิต เจ้าให้ความสุข ซึ่งซึมซาบเข้ามาในร่างกายของเราอย่างที่ประสาทสัมผัสไม่อาจอธิบายได้
เจ้าได้ให้อำนาจต่างๆ ซึ่งเรายอมเสียสละแล้วกลับคืนมาให้เราพร้อมกับตัวเจ้า สายธารแห่งชีวิตที่ได้เหือดแห้งไปจากหัวใจของเรา
ก็ได้หลั่งไหลมาอีกด้วยอานิสงส์แห่งเจ้า
เจ้าเป็นสมบัติที่มีค่ามากที่สุดในโลก แต่ก็บอบบางมากเช่นกัน เจ้าไหลออกมาอย่างบริสุทธิ์ผุดผ่องจากส่วนลึกของโลก
เราอาจตายในแหล่งน้ำที่มีแมกนีเซียมเจือปน อาจตายห่างจากทะเลสาบน้ำเค็มเพียงสองก้าว
อาจตายแม้ว่า จะมีน้ำค้างสองลิตร ที่มีเกลือแร่บางอย่างละลายอยู่ เจ้าไม่ยอมให้มีอะไรมาเจือปน
ไม่ยอมให้มีอะไรมาแปรคุณภาพ เจ้าเป็นเทพเจ้าที่ช่างมีอารมณ์อ่อนไหวง่าย
ความสุขที่เจ้าให้แก่เรานี้ ช่างดูง่ายและเป็นธรรมดีเหลือเกิน
เบดวงแห่งลิเบีย เธอผู้ที่ได้ช่วยเราไว้ อย่างไรก็ดี เธอได้สูญหายไปจากความทรงจำของเราโดยจะไม่หวนกลับมาอีกแล้ว
ฉันจะจำใบหน้าของเธอไม่ได้อีกเลย เธอคือ "มนุษย์" ใบหน้าของเธอในความทรงจำของฉันคือใบหน้าของมนุษย์ทุกคน
เธอไม่ได้มองหน้าเราเลย แต่เธอก็ได้รู้จักเราแล้ว เธอคือภราดาอันเป็นที่รัก ฉันก็เช่นเดียวกัน
ฉันจะรู้จักเธอในมนุษย์ทุกคน
ในมโนภาพของฉัน เธอคือผู้ที่ประเสริฐ มีเมตตาจิต คือผู้ยิ่งใหญ่ที่มีอำนาจที่จะให้น้ำดื่ม
พร้อมกับตัวเธอ เพื่อนของฉันและศัตรูของฉันทุกคนได้ก้าวเข้ามา แล้วฉันก็ไม่มีศัตรูเหลืออยู่เลยแม้แต่คนเดียวในโลกนี้