บทที่ ๖
ในทะเลทราย
- ๑ -
เมื่อ
เราเป็นนักบินประจำอยู่ที่เส้นทางซาฮารา
เราติดอยู่ในทะเลทรายเป็นเวลาแรมเดือนแรมปี โดยไม่มีโอกาสกลับมา เราต้องบินไปมาระหว่างเมืองป้อมเล็กๆ
แห่งแล้วแห่งเล่า โดยไม่มีโอกาสพบเห็นการต้อนรับอันนุ่มนวลดังที่ได้เล่าไว้
ในทะเลทรายนี้ไม่มีรมณียสถานเช่นนั้นหรอก หญิงสาวในสวนอันร่มรื่นนั้นเป็นเทพนิยายมากกว่า
แน่นอนทีเดียว ถ้าหากว่าเราเลิกราจากอาชีพการงาน เราก็อาจจะไปอยู่ที่ไหนสักแห่งที่แสนไกลกับหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งเราสามารถเลือกได้จากจำนวนนับพัน
แน่นอนทีเดียวเธอสองคนนั้นคงเพิ่มพูนความน่ารัก น่าพิสมัยและคงใช้ชีวิตอยู่อย่างเงียบๆ
กับหนังสือและพังพอนของเธอ แน่นอนละเธอคงสวยขึ้นมากทีเดียว.....
 | |
ฉันเคยรู้จักความว้าเหว่มาแล้ว สามปีในทะเลทรายทำให้ฉันรู้รสของมันดี มันไม่เชิงเป็นความวิตกกังวลที่จะสูญเสียชีวิตวัยหนุ่มไปกับทัศนียภาพแห่งแร่ธาตุนี้
แต่เป็นความรู้สึกที่ว่าโลกทั้งโลกเปลี่ยนแปลงไปโดยปราศจากเรา
ต้นไม้ก็เติบโตจนให้ผล ผืนนาก็ให้ข้าว หญิงสาวก็เปล่งปลั่งและเติบใหญ่ ฤดูกาลก็ผ่านพ้นไปมากแล้ว
ควรได้เวลาแล้วที่จะกลับไป |
.....แต่ฤดูกาลผ่านพ้นไป
เราก็ยังไม่อาจจะกลับมา.....ความสมบูรณ์พูนสุขทั้งหลายในแผ่นดินดูเหมือนจะหลุดลอยไปจากเราเหมือนกับทรายที่ไม่อาจกำไว้ได้ในอุ้งมือ
ธรรมดาแล้ว เราจะไม่ค่อยรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเหมือนกับว่าเวลาที่เราดำเนินอยู่นั้น
จะหยุดอยู่ชั่วคราว แต่รู้ไหมว่าในสายลมตะวันออกที่พัดแรงอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่เรามาจอดพักอยู่นั้น
เรารู้สึกถึงเวลาที่ผ่านไปได้เป็นอย่างดี เราเป็นเสมือนนักเดินทางในขบวนรถด่วนตอนกลางคืน
ได้แต่ยินเสียงของล้อที่วิ่งไปได้ เห็นแต่แสงที่ผ่านแวบไปทางกระจกหน้าต่าง ได้แต่เดาแสงสีของชนบท
นึกถึงหมู่บ้านและบริเวณที่รื่นรมย์ต่างๆ ซึ่งอยู่ไกลออกไปและผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์
นักเดินทางผู้นั้นไม่อาจจะได้ชื่นชมกับสิ่งเหล่านั้นเพราะว่าเขาอยู่ในระหว่างการเดินทาง
เราก็เช่นกัน
ในตอนที่มาจอดพักอยู่และยังไม่หายตื่นตัวจากการเดินทางนั้น แม้ว่าจะมาอยู่ในที่สงบแล้ว
หูก็ยังคงก้องอยู่ด้วยเสียงเครื่องยนต์ เรารู้สึกเหมือนกับว่ากำลังบินอยู่ เราก็เช่นกัน
เรารู้สึกถึงเวลาที่ผ่านไป ที่กำลังพาเราไปสู่อนาคตอันไม่แน่นอน พาเราผ่านไปในสายลมพร้อมด้วยหัวใจที่เต้นระทึก
ชาวอาหรับนอกความปกครองก็เป็นปัญหาอีกประการหนึ่งของทะเลทราย ในเวลากลางคืนที่แหลมชูบี
แม้ว่าจะไม่มีเสียงฆ้องบอกเวลาก็จริง แต่ทุกๆ สิบห้านาที ทหารยามจะต้องส่งสัญญาณถึงกันด้วยเสียงอันดังชัด
และส่งต่อๆ กันไปเป็นทอดๆ ตามคำสั่งที่ให้ปฏิบัติ
ป้อมปราการของสเปนที่แหลมชูบีนี้อยู่โดดเดี่ยวท่ามกลางดินแดนนอกความปกครอง การจัดให้มีการอยู่เวรยามขึ้นก็เพื่อป้องกันการจู่โจมของศัตรูผู้ไม่ปรากฏโฉมหน้าและไม่รู้ว่าจะมาจากแห่งหนใด
เมื่อมาติดค้างอยู่ในป้อมอันเป็นเสมือนเรือที่ไม่รู้วาจะหันเหไปทางทิศใดนี้ เราจะได้ยินเสียงกู่ของทหารยามที่ดังใกล้เข้ามาแล้วค่อยๆ
แผ่วลงเหมือนเป็นเสียงร้องของนกที่บินข้ามศีรษะไป
อย่างไรก็ดี ทะเลทรายก็ยังเป็นที่รักของเรา
ถ้าหากว่าเรารู้สึกว่า ทะเลทรายเมื่อแรกพบจะมีแต่ความเงียบและความว่างเปล่า ก็เพราะว่าเป็นธรรมดาอยู่เอง
ที่เราไม่อาจจะชอบมันในชั่ววันชั่วคืนได้ อย่าว่าแต่ทะเลทรายเลย แม้แต่หมู่บ้านธรรมดาก็เถอะ
ถ้าหากว่าเราไม่สละทิ้งซึ่งผืนแผ่นดินทุกแห่งหนเพื่อมัน ถ้าหากว่าเราไม่ยอมรับธรรมเนียมประเพณีและการแบ่งพรรคแบ่งพวกที่มีอยู่
เราก็ไม่อาจจะเข้าถึงความรู้สึกของบางคนที่ยึดเอาหมู่บ้านนั้นเป็นสรณะได้
ในอีกแง่หนึ่ง สำหรับคนที่ใช้ชีวิตอยู่ห่างจากเราแค่เอื้อม แต่ถ้าหากว่าเขาหมกมุ่นอยู่แต่ในเรื่องของเขา
และดำเนินกิจวัตรอยู่ตามกฎเกณฑ์ซึ่งเราไม่อาจเข้าถึงได้ละก็ เขาผู้นั้นแหละ จะเรียกได้ว่าอยู่เดียวดายอย่างแท้จริง
ยิ่งเสียกว่าอยู่ในธิเบต หรือในที่อันห่างไกลออกไปจนเครื่องบินก็ไม่อาจนำพาเราไปให้ถึงได้
จะไปเยี่ยมเยียนบ้านช่องของเขาหรือ! เราก็จะพบแต่ความว่างเปล่า สิ่งสำคัญสำหรับมนุษย์
ไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏอยู่ภายนอก เช่นนี้แหละ สิ่งสำคัญสำหรับทะเลทรายจึงไม่ใช่อยู่ที่ทราย
หรืออยู่ที่ชาวตูอาเรกหรือมัวร์ ไม่ว่ามีปืนหรือไม่ก็ตาม....
ที่นี่และวันนี้ เราจึงเต็มไปด้วยความคิดถึง บ่อน้ำนั้นเราเคยไปดื่มและรู้จักมันดี
บัดนี้เราเพิ่งรู้ว่ามันแผ่ความชุ่มชื่นไปได้ไกล หญิงสาวแม้จะไม่ได้อยู่บ้านก็ยังคงเป็นขวัญใจชาวบ้าน
บ่อน้ำก็เช่นกันอาจแผ่ความชุ่มชื้นไปได้ไกลเช่นเดียวกับความรัก
แร กทีเดียว ผืนทรายนั้นว่างเปล่า
จนกระทั่งวันหนึ่งจากความกลัวพวกอาหรับที่เข้าโจมตี เราจะเพ่งมองผืนทรายอันกว้างใหญ่จนเห็นเป็นภาพที่มีชีวิต
กองทหารอาหรับได้เปลี่ยนโฉมหน้าของทะเลทรายไปแล้ว
เมื่อเราได้ยอมรับกฎเกณฑ์หนึ่ง กฎเกณฑ์นั้นก็จะเปลี่ยนแปลงชีวิตเราตามไป สิ่งสำคัญของซาฮาราขึ้นอยู่กับตัวเรา
การเข้าถึงมันไม่เป็นเพียงการแวะมาเยี่ยมเยียนแหล่งน้ำต่างๆ แต่เป็นการยึดแหล่งน้ำนั้นเป็นสายธารแห่งชีวิต
ฉันได้รู้รสชาติของทะเลทรายตั้งแต่การเดินทางครั้งแรก แล้วรีกูแอล กิโยเม และฉันได้มาร่อนลงใกล้ๆ
ป้อมนูอัตชอต ซึ่งเป็นป้อมเล็กๆ ในประเทศโมรีตาเนีย และอยู่ห่างจากแหล่งชุมชนอื่นๆ
อย่างกับเป็นเกาะเล็กๆ กลางทะเลก็ไม่ปาน ในป้อมมีนายสิบแก่ๆ อยู่คนหนึ่งพร้อมกับทหารชาวเซเนกัลอีกสิบห้าคน
เขาให้การต้อนรับเราเยี่ยงทูตจากสวรรค์
"โอ้โฮ! ดีใจจริงที่ได้พบคุณ.......ดีใจจริงๆ ที่จะได้คุยด้วย!"
เขาแสดงออกเช่นนั้นจริงๆ เขาร้องไห้
"คุณเป็นคนแรกในหกเดือนที่ผ่านมาทางนี้ เราได้รับเสบียงทุกๆ หกเดือน ไม่ผู้หมวดก็ผู้กองเป็นผู้นำมา
แต่ครั้งที่แล้วเป็นผู้กอง...."
เราแทบไม่เชื่อสายตาว่าเพียงแค่สองชั่วโมงจากดาการ์ที่เราควรจะไปหยุดกินอาหารเที่ยงนั้น
ก้านลูกสูบเกิดชำรุดแล้วเราก็เปลี่ยนชะตากรรม กลายมาเป็นสิ่งปาฏิหาริย์สำหรับนายสิบแก่ๆ
ที่ร้องไห้อยู่นี้
"เชิญดื่มซิครับ ผมดีใจจริงๆ ที่ได้เลี้ยงเหล้าคุณในวันนี้ คิดดูซิครับ ครั้งที่แล้วที่ผู้กองผ่านมา
เหล้าของผมหมดพอดีเลย"
เรื่องที่เล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่แต่งขึ้นเอง เขาพูดต่อไปจริงๆ ว่า
"ครั้งที่แล้วผมไม่ได้ดื่มกับผู้กอง.....ช่างน่าอับอายจนผมทนไม่ได้ จนผมต้องขอย้าย....."
คิดจะชนแก้ว ชนแก้วแล้วดื่มกับเขาผู้นั้นที่กระโดดลงมาจากอูฐ เนื้อตัวยังเต็มไปด้วยเหงื่อไคล!
ตลอดเวลาหกเดือนเต็มๆ เขามีชีวิตอยู่เพื่อนาทีนั้น เดือนหนึ่งมาแล้วที่เขาขัดถูอาวุธ
ทำความสะอาดป้อมตั้งแต่ห้องเก็บอาวุธจนถึงห้องเก็บของ เริ่มตั้งแต่สองสามวันมาแล้ว
เมื่อใกล้จะถึงวันสำคัญนั้น เขาไม่ว่างเว้นที่จะขึ้นไปบนเชิงเทิน เฝ้ามองขอบฟ้า เพ่งหาฝุ่นที่ตลบขึ้นเมื่อหมวดทหารเคลื่อนที่จากอาตาร์จะผ่านมา
แต่แล้วเหล้าเกิดหมดลง การดื่มฉลองไม่อาจมีขึ้น ไม่อาจมีการชนแก้วกันได้ เขารู้สึกว่าเกียรติศักดิ์ของเขาได้สูญสิ้นไป
"ผมเร่งวันเร่งคืนที่จะให้เขากลับมา ผมคอยเขาอยู่......"
"เขาอยู่ไหนล่ะครับหมู่" นายสิบผู้นั้นชี้ออกไปที่ทรายรอบๆ และตอบว่า
"ไม่รู้ซิ ผู้กองอยู่ไปทุกแห่งหนแหละครับ!"
ไม่น่าเป็นไปได้เหมือนกันที่คืนนั้นเราจะไปนอนอยู่บนเชิงเทินและพูดคุยกันถึงเรื่องดาว
ที่นี่ไม่มีสิ่งอื่นใดที่จะให้เฝ้ามอง นอกเสียจากดาวที่อยู่กันครบครันและมองเห็นได้เหมือนกับว่าอยู่ในเครื่องบิน
ต่างกันเพียงแต่ว่าดาวเหล่านั้นอยู่กับที่
บนเครื่องบินในเวลากลางคืนที่อากาศปลอดโปร่ง เรามักจะปล่อยให้เครื่องบินบินเองโดยแทบจะไม่ได้ขับเลย
แล้วเครื่องบินก็จะค่อยๆ เอียงไปทางซ้าย โดยที่เรานึกว่ายังบินอยู่ในแนวนอนก็พอดีเหลือบไปเห็นหมู่บ้านอยู่ข้างล่างใต้ปีกขวา
แต่ในทะเลทรายไม่มีหมู่บ้านนี่นา ไม่เช่นนั้นคงเป็นขบวนเรือหาปลา แต่ในความกว้างใหญ่ของซาฮารา
ไม่น่าจะมีขบวนเรือหาปลาได้ แล้วอย่างไรล่ะ? แล้วเราก็ยิ้มกับความผิดพลาดของเรา เราค่อยๆ
ตั้งลำเครื่องบินนำหมู่บ้านนั้นกลับคืนที่ของมัน เอาเพื่อนกลุ่มดาวที่หล่นลงไปขึ้นมาไว้ที่เดิม
หมู่บ้าน ใช่แล้ว หมู่บ้านของดาว แต่ทว่าเมื่อมองจากเชิงเทินนี้ เราจะเห็นแต่ทะเลทรายที่เวิ้งว้าง
เนินทรายที่อยู่นิ่ง และกลุ่มดาวที่หยุดนิ่งอยู่เบื้องบน นายสิบคุยกับเราเรื่องดาวว่า
"นี่แน่ะ ผมอ่านทิศทางออกน่ะ ดาวตรงนี้แหละอยู่ทางตูนิส"
"หมู่มาจากตูนิสหรือ?"
"เปล่า น้องสาวผมน่ะครับ"
แล้วก็เงียบไปครู่ใหญ่ แต่เขาก็ไม่กล้าปิดบังอะไรเรา
"วันหนึ่งผมคงได้ไปตูนิส"
แต่คงไม่ใช่ไปตามทางที่ตรงไปยังดาวดวงนั้นจริง นอกเสียจากว่าในวันเดินทาง บ่อน้ำระหว่างทางจะเกิดแห้งผากลงและเขาจะคลุ้มคลั่งไป
จนดาว น้องสาว และตูนิส จะปนเปกันไปหมด ถ้าเป็นเช่นนั้นการเดินทางของเขาจะเป็นเพียงการพร่ำเพ้อ
ซึ่งผู้ที่ไม่เคยรู้จักภาพลวงตามักจะคิดไปว่าเป็นการทนทุกข์ทรมาน
"ครั้งหนึ่งผมเคยขออนุญาตผู้กองเพื่อไปตูนิสเกี่ยวกับเรื่องน้องสาวนั่นแหละ แต่เขาบอกว่า....."
"เขาตอบว่ายังไงนะ"
"เขาตอบว่า น้องสาวน่ะจะไปหาเอาที่ไหนก็ได้ในเมื่อดาการ์อยู่ใกล้กว่า เขาก็ส่งผมไปที่นั่น"
"น้องสาวของหมู่คนนั้นสวยไหม?"
"คนที่อยู่ตูนิสหรือครับ สวยซี ผมเธอสีทอง"
"ไม่ใช่คนที่ดาการ์น่ะ?"
ผู้หมู่ครับ หมู่ช่างน่ารักจริงๆ สำหรับคำตอบที่เคืองๆ และเศร้าๆ นั้น
"เธอเป็นคนผิวดำ"
ทะเลทรายซาฮาราสำหรับผู้หมู่ มีความหมายถึงเจ้านายที่กำลังเดินทางอยู่ตลอดเวลาเพื่อที่จะผ่านมาหา
ถึงความอ่อนหวานของน้องสาวผมทองที่อยู่ห่างออกไป มีผืนทรายห้าพันกิโลเมตรคั่นอยู่
ทะเลทรายสำหรับเรา มีความหมายถึงความรู้สึกที่มีอยู่ในตัวเรา ถึงสิ่งที่สอนให้เรารู้จักกับตัวเอง
ในคืนนั้นเราก็หลงรักน้องสาวและผู้กองเช่นเดียวกัน..........
- ๒ -
ปอรต์เอเตียน อยู่ที่ชายเขตดินแดนนอกความปกครอง จะเรียกว่าเป็นเมืองก็ไม่เชิง
เพราะที่นั่นมีแต่ป้อม โรงเก็บเครื่องบิน และกระท่อมไม้สำหรับพนักงานของบริษัทเราเท่านั้น
ทะเลทรายรอบๆ มีบริเวณกว้างใหญ่มาก จนแม้ว่าปอรต์เอเตียนจะมีทหารเพียงหยิบมือเดียว
ก็ยังเป็นป้อมที่โจมตีได้ยากป้อมหนึ่ง เพราะว่าศัตรูที่จะเข้าโจมตี จะต้องข้ามผืนทรายและเปลวแดดที่อยู่รอบๆ
เป็นระยะทางไกลมากจนกระทั่งว่ากว่ากองทหารอาหรับจะมาถึงที่นี่ได้ ก็คงหมดเรี่ยวแรงและหมดเสบียงน้ำที่เตรียมมา
อย่างไรก็ดี เท่าที่จำได้ไม่เคยขาดเลยที่จะมีกองทหารอาหรับสักกองหนึ่งที่กำลังบ่ายหน้ามาจากทางเหนือ
เพื่อที่จะเข้าโจมตีปอรต์เอเตียน ทุกครั้งที่ผู้บังคับการป้อมมาดื่มน้ำชากับเราที่บ้าน
เขาจะชี้ให้เราดูบนแผนที่ และเล่าข่าวคืบหน้าของกองทหารอาหรับให้เราฟัง ในทำนองเดียวกับที่คนเราชอบเล่าถึงกิติศัพท์ความงามของเจ้าหญิงผู้ทรงโฉมอย่างนั้นแหละ
แต่ทว่ายังไม่เคยมีกองทหารอาหรับเข้ามาถึงที่นี่จนแล้วจนรอด ราวกับว่าพวกเขาเป็นน้ำที่ไหลเข้ามา
แต่ถูกทรายดูดซึมไปหมดก่อน เราเรียกกองทหารอาหรับเหล่านั้นว่า กองทหารผี ลูกระเบิดมือและกระสุนที่เราได้รับแจก
ถูกทิ้งไว้เฉยๆ ในลังที่วางอยู่ปลายเตียง ไม่มีศัตรูผู้ใดที่เราจะต้องต่อสู้ด้วยนอกจากความเงียบ
ความแร้นแค้นที่มีอยู่รอบตัวเรานั่นเองที่เป็นเกราะคุ้มครองเรา นายสถานีลูกาจะเปิดเครื่องเล่นจานเสียงฟังทั้งวันทั้งคืน
ซึ่งในบรรยากาศที่ห่างไกลจากชุมชนเช่นนี้ เนื้อเพลงที่เราเกือบจะลืมแล้วว่าหมายถึงอะไร
จะทำให้เกิดความรู้สึกเศร้าๆ อย่างบอกไม่ถูก ช่างประหลาดที่ความรู้สึกนั้นเหมือนความกระหายน้ำ
เย็นวันนี้ เราได้รับเชิญไปกินข้าวในป้อม ผู้บังคับการป้อมได้พาเราไปชมสวนของเขา
เขาได้รับดินแท้ๆ มาสามลังเต็มจากประเทศฝรั่งเศส โดยเอามันข้ามน้ำข้ามทะเลมากว่าสี่พันกิโลเมตร
สวนของเขาก็คือใบไม้สีเขียวสามใบที่โผล่ขึ้นมาจากดินในลังนั้น
| |
ปอร์เอเตียน
|
เราแตะมันอย่างแผ่วเบาราวกับว่านั่นเป็นอัญมณีอันมีค่า
เวลาพูดถึง เขาจะเรียกมันว่า "สวนของฉัน" เมื่อลมจากทะเลทรายที่แห้งผากพัดโชยมา สวนนั้นจะถูกนำลงไปไว้ในห้องใต้ดิน
หลังจากรับประทานอาหารแล้ว เราก็เดินกลับบ้านของเราซึ่งอยู่ห่างจากป้อมประมาณหนึ่งกิโลเมตร
คืนนั้นพระจันทร์ส่องสว่าง ทรายใต้แสงจันทร์มีสีชมพูระเรื่อ เรารู้สึกว่าตัวเองไม่มีสมบัติอะไรอยู่เลย
แต่ทรายนั้นก็มีสีชมพู...
เสียงเรียกของทหารยามที่ดังขึ้น นำความน่าจับใจคืนสู่บรรยากาศในขณะนั้น ซาฮาราทั้งหมดตื่นตระหนกด้วยเงาของเราและร้องถามเรามา
ทั้งนี้ก็เพราะว่ากองทหารอาหรับในที่แห่งหนึ่งแห่งใดกำลังบ่ายหน้ามายังเรา เสียงเรียกของทหารยามนั้นเหมือนเป็นเสียงของทะเลทรายทั้งหมด
ทะเลทรายไม่ใช่เป็นสถานที่อันว่างเปล่าอีกแล้ว แต่มีความหมายถึงขบวนทหารมัวร์ที่ชอบแสงจันทร์
เราอาจหลงเชื่อ ว่าเราอยู่ในที่ที่ปลอดภัยแล้ว แต่กระนั้น! โรคภัยพิบัติ กองทหารอาหรับและภยันตรายต่างๆ
กำลังบ่ายหน้ามายังเรา! ในโลกนี้มนุษย์เป็นเสมือนเป้าที่อาจถูกลอบยิงได้ตลอดเวลา
ทหารยามเซเนกัลผู้นั้น เป็นเสมือนผู้ทำนายที่มาเตือนให้เรารู้ถึงข้อเท็จจริงข้อนี้
เราตอบไปว่าเป็นคนฝรั่งเศส แล้วเดินผ่านเทวทูตผิวดำนั้นไป เราสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด
ความรู้สึกถึงอันตรายช่างเป็นความรู้สึกที่ประเสริฐ...จริงอยู่อันตรายยังอยู่อีกไกล
ไม่รีบด่วนอะไร ผืนทรายอันกว้างใหญ่ยังกันมันจากเราอยู่ แต่ความหมายของโลกนี้ไม่เหมือนเดิมเสียแล้ว
ทะเลทรายกลับดูงดงามขึ้น ในที่แห่งหนึ่งแห่งใด กองทหารอาหรับที่กำลังบ่ายโฉมหน้ามาแต่ยังไม่เคยถึง
เป็นสัญลักษณ์อันสูงสุดของทะเลทรายแห่งนี้
ห้าทุ่มแล้ว ลูกากลับจากห้องวิทยุมาบอกฉันว่า เครื่องบินจากดาการ์จะมาถึงตอนสองยาม
เหตุการณ์ทุกอย่างปกติบนเครื่องบิน การขนย้ายถุงไปรษณีย์ใส่เครื่องบินของฉันคงจะสิ้นสุดลงตอนสองยามสิบนาทีแล้วฉันจะออกบินไปทางเหนือ
ฉันใช้เวลาที่เหลืออยู่ด้วยการโกนหนวดอย่างตั้งอกตั้งใจหน้ากระจกที่แหว่งๆ บานหนึ่ง
บางครั้งบางคราวทั้งๆ ที่ผ้าขนหนูยังพันอยู่รอบคอ ฉันเดินไปที่ประตูและมองออกไปยังพื้นทรายอันว่างเปล่า
ภายนอกอากาศแจ่มใสแต่ไม่มีลม ฉันเดินกลับมาที่กระจกพร้อมกับครุ่นคิดว่า ลมที่พัดอยู่ตลอดเวลาเป็นแรมเดือน
ถ้าเกิดหยุดไปท้องฟ้าอาจจะปั่นป่วนไปหมด ต่อจากนั้นฉันก็เริ่มพิธีการแต่งตัว ห้อยตะเกียงฉุกเฉินเข้ากับเข็มขัด
หยิบเครื่องวัดความสูงและดินสอ แล้วเดินไปหาเนรีผู้ซึ่งเป็นพนักงานวิทยุประจำเครื่องสำหรับคืนนั้น
เขากำลังโกนหนวดอยู่เหมือนกัน ฉันร้องทักไปว่า "เป็นยังไง" ตอนนี้ก็ไม่มีอะไร การตระเตรียมตัวก่อนออกเดินทางเป็นส่วนที่ง่ายที่สุดของการบิน
ฉันได้ยินเสียงกระทบเบาๆ แมลงตัวหนึ่งบินมาชนตะเกียงของฉันเพราะเหตุใดก็ไม่รู้ ฉันรู้สึกสังหรณ์ใจขึ้นมา
ฉันเดินออกไปข้างนอกอีกและมองไปรอบๆ ไม่มีเมฆแม้แต่ก้อนเดียว หน้าผาที่อยู่ถัดออกไปตัดขอบฟ้า
และเห็นได้ชัดเหมือนเป็นเวลากลางวัน ทะเลทรายทั้งหมดอยู่ในความเงียบสงัดและดูเป็นระเบียบ
แต่แล้วผีเสื้อสีเขียวตัวหนึ่งและแมลงปอสองตัวก็บินมากระทบตะเกียงของฉัน ฉันมีความรู้สึกอีกวูบหนึ่ง
ไม่แน่ใจว่าเป็นความหวาดกลัวที่มาจากส่วนลึกในตัวฉัน มันยังเลือนลาง เหมือนกับจะบอกอะไรสักอย่าง
เหมือนเป็นเสียงกระซิบอันแสนไกล นี่หรือคือสัญชาตญาณ....ฉันเดินออกมาข้างนอกอีกครั้ง
ลมสงบจริงๆ อากาศยังคงเย็นชื่นอยู่ แต่มีอะไรบางอย่างมาเตือนฉัน ฉันเดาหรือคิดว่าพอจะเดาได้แล้วว่าอะไรเกิดขึ้น
มันจะจริงหรือ ไม่มีอะไรผิดสังเกตเลยในท้องฟ้าและบนพื้นทราย แต่เจ้าแมลงปอสองตัวและผีเสื้อเขียวตัวนั้นได้มาสะกิดใจฉัน
ฉันขึ้นไปบนเนินทราย และนั่งลงหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ถ้าฉันเข้าใจถูก สิ่งนั้นคงจะเกิดขึ้นในไม่ช้า
เจ้าแมลงเหล่านี้มาทำอะไรกัน ในที่ที่อยู่ห่างจากแหล่งน้ำและอยู่ลึกเข้ามาในทะเลทรายหลายร้อยกิโลเมตรเช่นนี้
เศษวัตถุต่างๆ ที่ถูกคลื่นซัดมากองอยู่บนชายหาดย่อมบอกให้รู้ว่ามีพายุเกิดขึ้นที่กลางทะเลฉันใด
แมลงเหล่านี้ก็บอกให้ฉันรู้ว่าพายุทรายกำลังจะพัดมาถึงฉันนั้น พายุตะวันออกที่ไล่ผีเสื้อสีเขียวกระจัดกระจายออกไปจากสวนปาล์มอันห่างไกล
ส่งสัญญาณแรกมาถึงตัวฉันแล้ว ลมตะวันออกเริ่มพัดโชยมาอย่างแผ่วเบา แต่ห้าวหาญ เพราะว่ามันมาพิสูจน์การคาดคะเนของฉัน
มาแจ้งเหตุพายุที่จะตามมาและหมายถึงภัยที่จะมาคุกคาม แต่ในขณะนี้ลมยังโชยมาอย่างแผ่วเบา
ฉันอยู่ที่สุดชายเขตของคลื่นลม ถ้าหากว่ามีผ้ากางอยู่ข้างหลังฉันสักยี่สิบเมตร เชื่อว่าคงไม่กระดุกกระดิกเลย
ไอร้อนจากแรงลมพัดมาต้องฉันเพียงวูบเดียว ดูราวกับว่าเป็นวูบสุดท้ายก่อนที่จะหมดหายไป
แต่ฉันรู้ดีว่าในสองสามวินาทีถัดไป ซาฮารากำลังกลั้นลมหายใจ และจะถอนหายใจออกมาเป็นวูบที่สอง
ในอีกไม่ถึงสามนาที กรวยที่ใช้บอกทางลมก็จะเริ่มพลิ้วตัว ในอีกไม่ถึงสิบนาทีทรายก็จะท่วมฟ้า
ในอีกไม่ช้าเราก็จะบินขึ้นท่ามกลางพายุอันร้อนผ่าวและผงทรายที่ปลิวว่อน
นั่นไม่ใช่สิ่งที่สร้างความหวั่นไหวให้แก่ฉันแต่กลับทำให้ ฉันปิติยินดีเหมือนคนเถื่อน
ฉันสามารถเดาและเข้าใจลางๆ ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้น ฉันมีความสังหรณ์ใจและประสาทอันไวเหมือนกับมนุษย์ในบุพกาลซึ่งสามารถเข้าใจอนาคตได้จากการสังเกตสิ่งเล็กๆ
น้อยๆ ฉันสามารถอ่านความพิโรธของธรรมชาติได้จากเสียงปีกของแมลง
- ๓ -
เมื่อตอนอยู่ที่นั่น เรามีการติดต่อกับพวกมัวร์นอกความปกครอง พวกเขาออกมาจากดินแดนที่ไม่มีใครกล้ารุกล้ำซึ่งเราบินข้ามอยู่เป็นประจำ
เขากล้าเสี่ยงไปที่ป้อมชูบี หรือป้อมซิสเนรอสเพื่อซื้อขนมปัง น้ำตาล ใบชา แล้วเขาก็กลับไปยังดินแดนลึกลับของเขาอีก
ระหว่างเวลาที่เขาออกมาแต่ละครั้ง เราก็พยายามตีสนิทกับพวกเขาบางคน
สำหรับบรรดาหัวหน้าที่มีอำนาจ ด้วยความเห็นชอบของทางบริษัทฯ บางครั้งเราก็พาเขาขึ้นเครื่องบินเพื่อให้ชมภูมิประเทศ
ทั้งนี้ก็เพื่อลดความ ทระนงของเขาลงบ้าง ในเมื่อการที่เขาฆ่าฟันพวกที่เขาจับไปได้นั้น
ก็เนื่องมาจากการดูถูกมากกว่าการเกลียดชัง ถ้าเขาสวนทางกับเราใกล้ๆ ป้อม เขาจะไม่กล่าวคำผรุสวาทใดๆ
เพียงแต่จะสะบัดหน้าหนีพร้อมทั้งถ่มน้ำลาย ความทระนงของเขานั้นเกิดจากความหลงเชื่อในอำนาจยิ่งใหญ่ของเขา
มีหลายคนที่เมื่อรวบรวมสมัครพรรคพวกได้ราวสามร้อยคนก็มักจะมาคุยโวกับเราว่า "พวกแกในฝรั่งเศสน่ะยังโชคดีนะ
เพราะไปซุกหัวอยู่ไกลจากที่นี่ เป็นระยะทางเดินกว่าร้อยวัน....."
เราก็พาพวกเขาเดินทางไป ดังนั้นพวกเขาทั้งสามคนจึงได้ไปเยี่ยมเยียนประเทศที่ฝรั่งเศสที่เขาไม่เคยรูจัก
เขาเป็นชนเผ่าเดียวกับผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยติดตามฉันไปที่เซเนกัลและได้ร้องไห้โฮออกมาเมื่อเห็นต้นไม้
เมื่อเขากลับคืนมาสู่กระโจมของเขาอีกครั้งหนึ่ง เขายังคงติดใจอยู่กับมหรสพที่มีสาวนุ่งห่มน้อยเต้นระบำอยู่ท่ามกลางดอกไม้
เขาเป็นคนที่ไม่เคยเห็นต้นไม้เลยสักต้นเดียว หรือน้ำพุ หรือกุหลาบสักดอกเดียว เขาเคยได้ยินพูดถึงสวนที่มีลำธารไหลผ่านก็จากคำบรรยายของคัมภีร์โกหร่านซึ่งกล่าวถึงลักษณะของสวนสวรรค์ไว้เช่นนั้น
เขาจะได้ไปเห็นสวนสวรรค์และนางอัปสร ก็ต่อเมื่อกระสุนปืนจากพวกนอกรีตจะมาจบสามสิบปีแห่งชีวิตอันขมขื่นและยากเข็ญบนพื้นทรายนี้
แต่พระเจ้าเองก็ไม่ทรงไว้ซึ่งความยุติธรรม ในเมื่อพระองค์ประทานทรัพย์ศฤงคารเหล่านี้แก่คนฝรั่งเศส
โดยไม่เรียกร้องความกระหายน้ำและความตายเป็นเครื่องสังเวย ด้วยเหตุนี้แหละ เดี๋ยวนี้พวกหัวหน้าแก่ๆ
จึงชอบครุ่นคิด ด้วยเหตุนี้แหละ ในขณะที่มองออกไปรอบๆ กระโจมและเห็นแต่ทะเลทรายซาฮาราอันกว้างใหญ่
ซึ่งจะให้ความสุขแก่เขาแต่เพียงเล็กน้อยตราบจนวันตาย เขาก็ปล่อยตัวมาปรับทุกข์กับเราบ้างว่า
"จริงซิ พระเจ้าของคนฝรั่งเศสน่ะ.......มีเมตตาต่อคนฝรั่งเศสมากกว่าพระเจ้าของคนมัวร์จะมีเมตตาต่อเรา!"
เมื่อสองสามอาทิตย์ก่อนหน้านี้ เขาได้ไปชมแคว้นซาวัว มัคคุเทศก์ได้พาเขาไปชมน้ำตกใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งมีน้ำตกกระเซ็นเป็นทางใหญ่ส่งเสียงดังเป็นโครมๆ
"ลองดื่มดูซิครับ"
น้ำที่นั่นจืดสนิท น้ำ! ที่นี่จะต้องใช้เวลาเดินสักกี่วันกว่าจะถึงบ่อน้ำที่อยู่ใกล้ที่สุด
และถ้าเผื่อพบมันแล้วจะต้องใช้เวลาอีกกี่ชั่วโมงกว่าจะขุดทรายที่ถมเต็ม อยู่ จนกว่าจะขุดลงไปถึงน้ำโคลนผสมน้ำปัสสาวะอูฐ!
น้ำ! ที่ซิสนอเรส ที่ปอรต์เอเตียน เด็กมัวร์ไม่ได้เที่ยวขอทานเงินหรอก แต่จะถือกระป๋องเที่ยวเดินขอน้ำ
"ขอน้ำดื่มด้วยครับ ขอหน่อยนะครับ....."
"เอาซิ ถ้าเจ้าเป็นคนดี" | |
ซาฮารา
|
น้ำซึ่งมีค่ายิ่งกว่าทอง ซึ่งเพียงแค่ไม่กี่หยดก็คงจะทำให้เกิดกอหญ้าเขียวขจีโผล่ขึ้นมาจากทรายได้
ถ้าที่ใดมีฝนตกก็จะเกิดการอพยพกันไปที่นั่นทั้ง ซาฮารา ชนเผ่าต่างๆ จะขนย้ายกันไปเป็นระยะทางสามร้อยกิโลเมตรเพื่อไปหาหญ้า......น้ำซึ่งหาได้ยากนี้ซึ่งไม่ได้ตกลงมาเลยแม้แต่หยดเดียวที่ปอรต์เอเตียนเป็นเวลาสิบปีแล้วแต่ที่ซาวัวนั้น
น้ำหลั่งไหลมาราวกับว่าแหล่งเก็บน้ำของโลกได้แตกทลายลงและปล่อยน้ำไหลทะลักทลายออกมาที่ตรงนั้น
"ไปกันเถอะครับ" มัคคุเทศก์บอกเขา
แต่เขายังยืนนิ่งอยู่
"อีกสักครู่เถอะ....."
เขายืนเงียบ เฝ้ามองการเป็นไปของความเร้นลับอันยิ่งใหญ่โดยไม่ปริปากและด้วยท่าทางอันเคร่งขรึม
สิ่งที่ออกมาจากช่องเขานี้คือชีวิตและเลือดเนื้อมนุษย์ ปริมาตรน้ำที่ไหลออกมาในหนึ่งวินาทีเกินพอที่จะฟื้นชีวิตผู้เดินทางในทะเลทรายทั้งขบวน
ซึ่งจะต้องละลานตาและซมซานด้วยความกระหายน้ำอยู่ชั่วนิรันดร์ ในระหว่างทะเลเกลือกับภาพลวงตาอันไม่มีที่สิ้นสุด
ภาพที่เขาเห็นอยู่นี้แสดงถึงอภินิหารของพระเจ้า จะให้เขาหันหลังได้อย่างไร พระเจ้าทรงเปิดทำนบน้ำและทรงแสดงพระอำนาจ
ชาวมัวร์ทั้งสามได้แต่ตะลึงอยู่กับที่
"ไม่มีอะไรให้ดูมากไปกว่านี้แล้ว ไปกันเถอะ"
"เราต้องรออยู่ที่นี่"
"รออะไรเล่า"
"รอให้น้ำหมดก่อน"
เขาอยากรอเวลาที่พระเจ้าจะทรงระอากับความฟุ่มเฟือยของพระองค์เอง ความตระหนี่คงทำให้พระองค์รู้สำนึกพระทัยในไม่ช้า
"แต่น้ำนี่มันไหลอย่างนี้มากว่าพันปีแล้ว!".......
ในคืนนี้พวกเขาไม่กล้ายกเรื่องน้ำตกขึ้นมาพูด มีประโยชน์อะไรที่จะพูดถึงเรื่องมหัศจรรย์บางเรื่อง
อย่าไปนึกถึงมันมากเกินไปจะดีกว่า มิฉะนั้นจะไม่เข้าใจอะไรเลย มิฉะนั้นก็จะเกิดความระแวงในพระเจ้า...........
"จริงซิ พระเจ้าของคนฝรั่งเศสน่ะ......."
ฉันรู้จักเพื่อนชาวมัวร์ของฉันดี พวกเขาอยู่ที่นั่น งงงัน ไขว้เขวในความเชื่อ แทบว่าจะยอมตกมาอยู่ใต้อำนาจแล้ว
พวกเขาฝันที่จะได้รับส่วนแบ่งของข้าวบาร์เลย์จากกรมพลาธิการฝรั่งเศสที่จะได้รับความคุ้มครอง
ความปลอดภัยจากกองทหารฝรั่งเศสในซาฮารา เป็นความจริงอยู่ว่า ถ้าพวกเขายอมอยู่ใต้อำนาจแล้ว
ชีวิตการเป็นอยู่ทางด้านวัตถุของเขาก็จะดีขึ้น แต่เขาทั้งสามคนนั้น มีเลือดเนื้อเชื้อไขเดียวกันกับ
เอลมัมมูน เจ้าเมืองตราร์ซา (ฉันอาจจำชื่อผิดก็ได้)
ฉันรู้จักเอลมัมมูนในสมัยที่เขายอมอยู่ใต้อำนาจของเรา เขาได้รับการยกย่องอย่างเป็นทางการสำหรับความดีความชอบของเขา
ได้รับทรัพย์สินจากผู้ว่าราชการเมืองต่างๆ และเป็นที่เคารพของเผ่าชนทั้งหลาย ดูคล้ายกับว่าเขาไม่ได้ขาดแคลนทรัพย์สมบัติอะไรเลยเท่าที่จะเห็นได้
แต่แล้วคืนวันหนึ่ง โดยไม่มีอะไรที่จะทำให้คาดคะเนเหตุการณ์ได้ล่วงหน้าเลย เขาได้สังหารนายทหารทั้งหมดที่เขติดตามไปด้วยในทะเลทราย
แย่งชิงอูฐและปืน แล้วหนีไปสมทบกับเผ่าชนที่อยู่นอกความปกครอง
เราเรียกการเปลี่ยนข้างหุนหันเช่นนี้ว่า การทรยศ ซึ่งเป็นกรหลบหนีที่ทั้งอาจหาญและจนตรอกของหัวหน้าอาหรับ
ต่อไปนี้ เขาผู้นี้จะถูกตามล่าไปทั่งทุกแห่งหนในทะเลทราย เขาเป็นเสมือนพลุที่มีความรุ่งโรจน์อันสั้นและจะดับลงในไม่ช้า
เมื่อมาเผชิญกับหน่วยทหารเคลื่อนที่ของเมืองอาตาร์ แล้วเราก็แปลกใจในการกระทำที่บ้าระห่ำแบบนี้
อย่างไรก็ดี เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเอลมัมมูนก็เกิดขึ้นกับชาวอาหรับอีกหลายคน เขารู้สึกตัวว่าแก่ลงและเมื่อแก่ลงก็เริ่มคิด
เช่นนี้แหละ ในคืนวันหนึ่งเขาพบว่าเขาได้ทรยศต่อพระเจ้าแห่งอิสลาม เขาได้สร้างมลทินขึ้นในการยอมรับสัมพันธไมตรีของพวกคริสเตียนและยอมรับการแลกเปลี่ยนซึ่งเขาเป็นฝ่ายสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง
ก็จริงมิใช่หรือที่ข้าวบาร์เลย์หรือสันติสุข ไม่มีความสำคัญอะไรเลยสำหรับเขา เขาเป็นนักรบตกอับที่กลายมาเป็นชุมพาบาลแต่กลับหวนคิดได้ว่าเคยอาศัยอยู่ในซาฮาราซึ่งทุกหลืบทุกมุมเต็มไปด้วยภยันตรายที่แอบซ่อนอยู่
กองทหารที่เคลื่อนที่ไปในเวลากลางคืนยังต้องส่งกองลาดตระเวนล่วงหน้าไปก่อน ข่าวการเคลื่อนไหวของศัตรูจะนำมาเล่าสู่กันฟังรอบๆ
กองไฟในยามดึกและจะทำให้หัวใจเต้นระทึก เขาหวนนึกถึงความรู้สึกตื่นตัวเต็มที่และกลิ่นไอแห่งทะเลลึก
ผู้ซึ่งเคยลิ้มรสความรู้สึกเช่นนี้แล้วจะไม่อาจลืมได้อีกเลย
ขณะนี้ เขาถูกจับให้มาร่อนเร่ไปอย่างไม่มีจุดหมายในแผ่นดินอันกว้างใหญ่ แผ่นดินที่สงบสุขแต่ปราศจากเกียรติภูมิใดๆ
ในตอนนี้เองเท่านั้นแหละที่ซาฮาราเป็นเพียงทะเลทราย
อาจเป็นไปได้เหมือนกันว่าเขาเทิดทูนนายทหารที่เขาได้ฆ่าทิ้งเสีย แต่ความรักพระอัลลาห์ย่อมเหนือกว่าสิ่งอื่นใด
"ราตรีสวัสดิ์เอลมัมมูน"
"ขอให้พระเจ้าคุ้มครองท่าน"
นายทหารชักผ้าห่มมาคลุมและเอนตัวลงนอนบนผืนทราย ปล่อยภวังค์ให้ล่องลอยไปท่ามกลางแสงดาว
ดาวทั้งหลายโคจรไปอย่างช้าๆ ทั้งแผ่นฟ้าบอกเวลาที่ล่วงไป ดวงจันทร์ที่ลอยต่ำลงจนจะจรดพื้นทรายกำลังจะลับหายไปตามวิถีของมัน
ในไม่ช้าพวกคริสเตียนก็จะหลับลง ในอีกสองสามนาทีบนท้องฟ้าก็จะเหลือแต่ดาว ดังนั้น
เพื่อลบล้างความเสื่อมเสีย เพื่อให้เผ่าชนกลับคืนสู่ความยิ่งใหญ่แห่งอดีต และเพื่อดำรงการต่อสู้ดิ้นรนอันเป็นสิ่งเดียวที่ให้ความหมายแก่ผืนทรายนี้
ก็จะต้องการเพียงแต่เสียงร้องค่อยๆ ของพวกคริสเตียนในขณะที่จะดับสูญในห้วงภวังค์......ในอีกไม่กี่วินาที
โฉมหน้าใหม่แห่งทะเลทรายจะเกิดการกระทำที่ไม่อาจจะเปลี่ยนคืนเป็นอย่างเดิมได้...
แล้วนายทหารหนุ่มเหล่านั้นก็ถูกฆ่าตายในขณะที่นอนหลับ
- ๔ -
วันหนึ่งที่ชูบี เกมัลและมูยานน้องชายได้เชิญฉันมาดื่มน้ำชาในกระโจมของเขา
มูยาน มองฉันอย่างเงียบๆ มีผ้าสีน้ำเงินคลุมใบหน้าส่วนล่างอยู่ เขาวางท่าเหินห่างและถมึงทึง
เกมัลเท่านั้นที่พูดและให้เกียรติฉัน
"กระโจมหลังนี้ อูฐ เมีย และทาส ทุกอย่างเป็นของท่าน"
โดยไม่ละสายตาปากฉัน มูยานเอียงตัวไปทางพี่ชาย พูดอะไรสองสามคำและคืนกลับเข้าสู่ความเงียบตามเดิม
"เขาว่าอะไรนะ"
"เขาบอกว่า โบนาฟูสขโมยอูฐพันตัวไปจากรีเกอีบัส"
ร้อยเอก โบนาฟูส ผู้นี้เป็นนายทหารอูฐของหมวดทหารที่อาตาร์ ฉันไม่รู้จักเขา
แต่ฉันรู้จักกิตติศัพท์ของเขาในหมู่พวกมัวร์ดี พวกมัวร์จะกล่าวถึงเขาด้วยความโกรธแค้น
แฝงอยู่กับความรู้สึกยกย่องนับถือ การปรากฏตัวของเขาสร้างความหมายอันหนึ่งแก่ผืนทรายนี้
ไม่รู้ว่าในวันนี้เขาโผล่มาได้อย่างไร ที่เบื้องหลังกองทหารอาหรับที่กำลังเดินไปทางใต้
เขาขโมยอูฐไปหลายร้อยตัวทำให้ทหารอาหรับต้องงย้อนกลับมาโดยหวังที่จะช่วงชิงทรัพย์สมบัติที่เคยคิดว่าอยู่ปลอดภัยแล้วกลับคืนไป
หลังจากการปรากฏตัวเยี่ยงเทวดาที่ได้ช่วยเมืองอาตาร์ไว้แล้วนี้ เขาก็ไปตั้งกระโจมอยู่บนที่ราบสูงอันประกอบด้วยหินปูนแห่งหนึ่ง
ตั้งมั่นคอยท่าอยู่ที่นั่น ท้าทายให้เข้าโจมตี บุคลิกของเขานั้นแรงกล้าจนกระทั่งเผ่าชนต่างๆ
ต้องบ่ายหน้าเข้าสู่คมดาบของเขา
ใบหน้าของมูยานที่มองดูฉันเพิ่มความดุร้ายขึ้นอีก เขาหันไปพูดกับพี่ชายอีกครั้งหนึ่ง
"เขาว่าอะไร"
"เขาบอกว่า พรุ่งนี้เราจะรวบรวมทหารไปโจมตีโบนาฟูสสามร้อยคน"
ฉันเดาไว้แล้วเชียว มีการพาอูฐไปกินน้ำที่บ่อตั้งสามวันมาแล้ว มีการถกเถียงและบรรยากาศที่ตื่นตัวราวกับว่ามีการจัดหาเชือกเสาเพลาใบประจำเรือใบสักลำหนึ่งซึ่งมองไม่เห็น
ลมที่กำลังจะพาเรือใบออกทะเลก็เริ่มพัดมาแล้ว เนื่องจากโบนาฟูสนั่นเอง ทุกก้าวที่มุ่งไปทางใต้
หมายถึงชัยชนะและเกียรติศักดิ์ ฉันไม่อาจแยกออกเลยว่า ในการออกเดินทางครั้งนี้ มีอะไรบ้างที่เป็นเพราะความแค้นหรือเพราะความรัก
ดูช่างเลอเลิศที่จะมีศัตรูผู้ยิ่งใหญ่ที่รอให้เราฆ่าอยู่สักคนหนึ่งในโลกนี้
ในที่แห่งใดก็ตามที่เขาปรากฏตัวขึ้น เผ่าชนที่อยู่ใกล้บริเวณนั้นก็จะเก็บกระโจม รวบรวมอูฐ
และหนีไปด้วยความหวาดหวั่นที่จะเผชิญหน้ากับเขา ส่วนเผ่าชนที่อยู่ห่างไกลออกไป ก็เหมือนตกอยู่ในอำนาจสะกดยี่ยงอำนาจรัก
จะยอมสละเสียซึ่งความสงบสุข ภายในกระโจมซึ่งความเย้ายวนแห่งอิสตรี และการหลับนอนอย่างสุขสบาย
สำหรับเขาแล้วไม่มีอะไรในโลกนี้ที่จะดีไปกว่าการเดินทางอันเหนื่อยยากเป็นเวลาสองเดือนเต็มไปทางใต้
การกระหายน้ำแทบขาดใจ การหมอบหลบพายุทรายและการเข้าจู่โจมหน่วยเคลื่อนที่ของอาตาร์ในตอนรุ่งสางโดยไม่ให้รู้ตัวเมื่อนั้นแหละ
ถ้าหากเป็นเจตจำนงของพระเจ้าเขาก็จะฆ่านายร้อยเอกโบนาฟูสเสีย
"โบนาฟูสเก่งมาก" เกมัลยอมสารภาพ
ตอนนี้ฉันรู้ความลับของพวกเขาแล้ว พวกเขาเปรียบเสมือนชายหนุ่มที่ใฝ่ฝันถึงหญิงสาวคนหนึ่ง
ฝันเห็นว่าเธอเดินเล่นผ่านไปอย่างไม่แยแส เขาถึงกับนอนไม่หลับ กระสับกระส่ายไปตลอดคืน
ปวดร้าวและรุ่มร้อนอยู่กับความไม่แยแสของเธอที่เห็นอยู่ในฝัน ในทำนองเดียวกัน
การลอยนวลอยู่ในที่ห่างไกลของโบนาฟูสช่างเป็นสิ่งที่น่าทรมานใจ เจ้าคริสเตียนที่แต่งตัวแบบมัวร์คนนี้
ได้นำพวกสลัดทะเลทรายชาวมัวร์สองร้อยคน หลบหลีกกองทหารอาหรับที่ออกตามล่า รุกล้ำเข้ามาในดินแดนนอกความปกครอง
ในดินแดนนี้ แม้แต่ทหารที่กระจ้อยร่อยที่สุดของเขาก็น่าจะรู้สึกตัวเองว่าได้หลุดพ้นจากอิทธิพลบังคับของฝรั่งเศส
น่าจะตื่นจากความเป็นทาสได้อย่างไม่ต้องกลัวโทษทัณฑ์ และน่าจะจับโบนาฟูสมาบูชายัญพระเจ้าของเขาบนแท่นหิน
ในดินแดนนี้ โบนาฟูสมีแต่ศักดิ์ศรีของเขาเท่านั้นที่เป็นเครื่องป้องกันตัว มีแต่ความอ่อนแอเท่านั้นที่จะใช้ข่มขวัญ
ในคืนนี้เขาก็ยังลอยนวลไปมาอยู่อีกในภวังค์หลับๆ ตื่นๆ ของพวกมัวร์ ทิ้งฝีเท้าไว้ให้สั่นสะเทือนไปถึงใจกลางทะเลทราย
ชาวอาตูเรค
นักรบผู้มีผ้าคลุมหน้าสีน้ำเงิน | |
มูยานครุ่นคิด เขายังคงนั่งนิ่งอยู่ที่มุมกระโจมเหมือนเป็นรูปสลักหินสีน้ำเงิน ดวงตาเท่านั้นที่เป็นประกายและมีดพกด้ามเงินนั้นก็ดูมีพิษสง
เขาช่างเปลี่ยนแปลงไปมากตั้งแต่การระดมพล! ไม่เคยเลยที่เขาจะรู้สึกถึงความใหญ่ยิ่งของตัวเองเช่นนี้
เขาเหยียดหยามฉันอย่างที่สุด เพราะว่าเขาจะได้ไปเผชิญกับโบนาฟูส เพราะว่าเขาจะออกเดินทางในตอนรุ่งอรุณตามการเรียกร้องของความเคียดแค้นซึ่งดูไม่ผิดอะไรกับความรัก
|
เขาเอียงตัวไปกระซิบกับพี่ชายอีกครั้งหนึ่งโดยไม่ละสายตาไปจากฉัน
"เขาว่าอะไร?"
"เขาบอกว่า ถ้าเขาพบท่านไกลจากป้อม เขาจะยิงท่านทันที"
"ทำไมล่ะ"
"เขาบอกว่า ท่านมีเครื่องบิน มีวิทยุ มีโบนาฟูส แต่ท่านไม่รู้จักความจริง"
นิ่งเป็นรูปปั้นอยู่เบื้องหลังผ้าคลุมสีน้ำเงินนั้น มูยานเพ่งดูฉัน
"เขาบอกว่า ท่านกินสลัดเหมือนกับแพะ กินหมูเหมือนคนสกปรก ผู้หญิงของท่านเปิดหน้าอย่างไร้ยางอาย"
เขาเคยเห็น เขาบอกว่า "ท่านไม่เคยสวดมนต์เลย" เขาบอกว่า "มีประโยชน์อะไรที่ท่านมีเครื่องบิน
มีวิทยุ มีโบนาฟูส ถ้าท่านไม่รู้จักความจริง"
ฉันยกย่องชาวมัวร์คนนี้ เขาไม่ได้ต่อสู้เพื่อเสรีภาพ เพราะว่าในทะเลทรายนี้ ทุกคนมีเสรีภาพ
เขาไม่ได้ต่อสู้เพื่อวัตถุสมบัติแห่งโลกนี้ เพราะว่าทะเลทรายเป็นสถานที่อันว่างเปล่า
แต่เขาต่อสู้เพื่อราชอาณาจักรที่ยังมองไม่เห็น
ภายใต้การนำของโบนาฟูส หน่วยทหารของเขาเคลื่อนที่ไปอย่างเงียบๆ บนคลื่นทรายคล้ายกับ
เป็นเรือโจรสลัดเก่าๆ ลำหนึ่ง แต่นี่เองที่เป็นเหตุให้ค่ายอาหรับที่แหลมชูบีนี้ ไม่ได้เป็นที่ชุมนุมของคนเลี้ยงสัตว์ที่เฉื่อยชาอีกต่อไปแล้ว
พายุร้ายแห่งโบนาฟูสที่อยู่ไม่ไกล ทำให้กระโจมต่างๆ เบียดเข้ามาอยู่รวมกันในตอนกลางคืน
ความเงียบที่ครอบคลุมผืนแผ่นดินที่แผ่กว้างไปทางใต้ช่างน่าระทึกใจ เพราะมันหมายถึงความเงียบของโบนาฟูส
พรานเฒ่ามูยานก็พยายามเงี่ยหูฟังเสียงฝีเท้าที่มากับสายลม
ถ้าโบนาฟูสกลับไปฝรั่งเศส ศัตรูของเขาแทนที่จะปิติยินดีคงกลับเสียใจในการจากไปของเขา
เหมือนกับว่าทะเลทรายจะขาดสิ่งดึงดูดไปสิ่งหนึ่ง พวกเขาจะขาดศักดิ์ศรีลงไปบ้างและคงจะพูดกับฉันว่า
"โบนาฟูสของท่านน่ะ ทำไมถึงกลับไป"
"ไม่รู้ซิ"
ตลอดเวลาหลายปี โบนาฟูสได้ต่อสู้กับพวกเขาโดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน เขาได้ใช้ชีวิตตามแบบฉบับของพวกเขา
เขาได้ใช้หินต่างหมอนเช่นเดียวกัน ระหว่างการตามล่าอันไม่มีที่สิ้นสุดนั้น เขาก็เคยรู้จักกับคืนแห่งสายลมและแสงดาวอย่างที่กล่าวไว้ในพระคัมภีร์
แต่แล้วการจากไปของเขาก็แสดงออกว่า เขาไม่ได้ถือเอาชีวิตในที่นี้เป็นสารัตถสำคัญ
เขาจากไปอย่างไม่ไยดี ทิ้งพวกมัวร์ไว้แต่ลำพังซึ่งจะเริ่มไม่มั่นใจในความหมายแห่งชีวิตที่ไม่มีการต่อสู้จนถึงเลือดเนื้ออีกต่อไปแล้ว
พวกเขายังคงอยากจะเชื่ออยู่อีกว่า
"โบนาฟูสของท่านคงจะกลับมานะ"
"ไม่รู้ซิ"
พวกมัวร์คิดว่าเขาคงจะกลับมา ชีวิตในยุโรปจะทำให้เขาพอใจได้อย่างไร การเล่นบริดจ์ในโรงทหาร
ความก้าวหน้าในหน้าที่และผู้หญิงก็เช่นกัน เขาคงจะกลับคืนมาสู่ความยิ่งใหญ่ที่สูญเสียไป
มายังที่ที่แต่ละฝีก้าวสร้างความระทึกใจเหมือนกับการก้าวไปสู่ความรัก เขาหลงผิดคิดไปว่า
ชีวิตที่นี่เป็นเพียงการผจยภัย และกลับไปหาสารัตถสำคัญที่อื่น
แต่เขาจะพบจากความเบื่อหน่ายว่าความยิ่งใหญ่ที่แท้จริงประการเดียวนั้น เขาได้พบมันที่นี่...ในทะเลทราย
ในศักดิ์ศรีแห่งทะเลทราย ในเวลากลางคืน ในความเงียบ ในโลกแห่งลมและดาว
ถ้าวันหนึ่งโบนาฟูสกลับมา ข่าวนั้นจะแพร่สะพัดไปทั่วดินแดนนอกความปกครอง ในคืนแรกพวกมัวร์จะรู้ว่า
ในที่แห่งใดแห่งหนึ่งในซาฮารา เขากำลังหลับอยู่ท่ามกลางสลัดทะเลทรายสองร้อยคน อูฐจะถูกจูงไปที่บ่อน้ำอย่างเงียบๆ
การเตรียมเสบียงจะเริ่มขึ้น ปืนจะได้รับการตรวจตรา ทุกอย่างเหล่านี้เนื่องจากความเคียดแค้นหรือไม่ก็ความรัก
-
๕ -
" ขอ ให้ฉันเข้าไปซ่อนในเครื่องบินที่จะไปมาราเคชเถอะ..."
ทาสของพวกมัวร์คนนี้จะมาอ้อนวอนฉันอย่างสั้นๆ เช่นนี้ ทุกๆ คืนที่ชูบี หลังจากนั้นเขาก็นั่งขัดสมาธิลงกับพื้นและชงน้ำชาให้ฉัน
โดยคิดว่าเขาได้ทำอย่างดีที่สุดแล้ว ก็ในเมื่อเขาได้มาฝากฝังตัวกับฉันซึ่งเขาคิดว่าเป็นแพทย์คนเดียวที่จะเยียวยาเขาได้
ก็ในเมื่อเขาได้มาวิงวอนพระเจ้าองค์เดียวที่จะช่วยเขาได้ เขาจะรู้สึกสงบใจไปวันหนึ่ง
จากนั้นก็จะขลุกอยู่กับกาน้ำชาและคิดวนเวียนอยู่กับภาพชีวิตง่ายๆ ผืนดินสีดำของมาราเคช
บ้านสีชมพูของเขา และทรัพย์สมบัติเล็กน้อยที่เขาเคยมีอยู่ เขาไม่ได้ขุ่นเคืองฉันที่ไม่ตอบ
ไม่รีบคืนชีวิตให้แก่เขา เพราะในสายตาของเขา ฉันไม่ใช่ธรรมดาสามัญ แต่เป็นเหมือนกับอำนาจที่จะต้องคอยวิงวอนให้อำนวยหรือเป็นความกรุณาปรานีที่สักวันหนึ่งคงจะหลั่งไหลออกมาเองในวิถีชีวิตของเขา
อย่างไรก็ดี นักบินธรรมดาอย่างฉัน ที่เป็นนายสถานีเพียงสองสามเดือนที่แหลมชูบี ทั้งเนื้อทั้งตัวมีสมบัติอยู่เพียงกระท่อมหลังหนึ่งอยู่ข้างๆ
ป้อมสเปน ในกระท่อมนั้นก็มีเพียงอ่าง เหยือกน้ำและเตียงสั้นๆ ฉันไม่สำคัญผิดในอำนาจของฉันเช่นเขาหรอก
"บาร์กเอ๋ย ขอคิดดูก่อนนะ......"
บาร์กเป็นชื่อเรียกสำหรับทาสทุกคน ฉันจึงเรียกเขาว่าบาร์ก แม้ว่าจะถูกจับมาได้สี่ปีแล้วเขาก็ยังไม่ยอมรับสภาพการณ์ของตัวเอง
เขายังระลึกถึงตอนที่เขาเป็นไทแก่ตัวเองได้อย่างดี
"ตอนที่อยู่มาราเคช เธอทำอะไรนะ"
ที่มาราเคช เมียและลูกสามคนของเขาคงยังอยู่ที่นั่น เขาเคยมีอาชีพอันเลอเลิศ
"ฉันเคยเป็นผู้ดูแลฝูงสัตว์ ฉันเคยมีชื่อว่าโมฮัมเมด"
พวกผู้ใหญ่บ้านที่นั่นมักจะเรียกเขาไปสั่งว่า
"โมฮัมเมด ฉันต้องการขายวัว ไปต้อนมันลงมาจากภูเขาหน่อยซิ"
หรือไม่ก็
"ฉันมีแกะพันตัวอยู่ในทุ่งราบ เจ้าพามันไปกินหญ้าบนภูเขาหน่อยนะ"
ในมือถือกิ่งมะกอกเป็นคทา ในฐานะผู้รับผิดชอบต่อฝูงแกะนั้น บาร์กก็ทำการควบคุมการเคลื่อนย้าย
คอยคุมเจ้าแกะที่เปรียวเกินไปให้รอแม่แกะที่ท้องแก่ คอยเร่งเจ้าแกะที่คอยแต่จะเถลไถล
แกะทุกตัวเชื่องและเชื่อฟังเขาหมด
เขาเป็นผู้เดียวที่รู้ทางขึ้นไปสู่ทุ่งหญ้าอันสมบูรณ์ เป็นผู้เดียวที่รู้ทิศทางจากดวงดาว
เขารอบรู้ในวิชาการซึ่งไม่อาจสอนให้แกะได้ เป็นผู้เดียวที่ตัดสินใจในความรอบรู้ว่าจะหยุดพักเมื่อไร
จะถึงบ่อน้ำเมื่อไร ในเวลากลางคืนท่ามกลางฝูงแกะที่นอนหลับอยู่ดูราวกับเป็นพรมที่สูงถึงหัวเข่า
บาร์กผู้เป็นทั้งสัตวบาล ผู้บอกทางและราชาแห่งฝูงสัตว์ ก็จะยืนสวดวิงวอนให้แก่พสกนิกรของเขา
ด้วยใจเอ็นดูแห่งความโง่เขลาของเจ้าสัตว์ที่อ่อนแอเหล่านี้
วันหนึ่งพวกอาหรับเข้าไปพูดกับเขาว่า
"ไปหาฝูงสัตว์ทางใต้กับเราหน่อย"
เขาออกเดินไปเป็นเวลานาน สามวันผ่านไปเมื่อเขามาถึงทางเปลี่ยวแห่งหนึ่งในภูเขาที่ชายเขตดินแดนนอกความปกครอง
เขาก็ถูกสะกิดไหล่ ได้รับชื่อใหม่ว่าบาร์กและถูกขายไป
ฉันรู้จักทาสหลายคน แต่ละวันฉันไปที่กระโจมต่างๆ เพื่อดื่มน้ำชา กระโจมที่ตั้งอยู่ชั่วคราวของชาวเผ่าพเนจรจะปูด้วยพรมหนาที่ทำด้วยขนแกะ
ซึ่งเป็นสิ่งอันหรูหราสำหรับพวกเขา ฉันมานอนเล่นบนพรม รอเวลาให้แดดร่ม
ในทะเลทรายเรารู้สึกถึงเวลาที่ผ่านไปภายใต้แสงแดดอันระยิบระยับ เวลาที่ผ่านไปหมายถึงยามเย็นที่ใกล้เข้ามา
หมายถึงลมเย็นที่จะมาลูบไล้ร่างกายและชะล้างเหงื่อไคลภายใต้แสงแดดอันระยิบระยับ มนุษย์และสัตว์จะเฝ้ารอยามเย็นอันสดชื่นที่จะย่างมาถึงอย่างแน่นอนเยี่ยงความตาย
การนอนเล่นพักผ่อนหย่อนอารมณ์ไม่ใช่จะไร้ซึ่งความหมาย เวลาตลอดทั้งวันนั้นช่างดูงดงามเหมือนทางที่นำไปสู่ทะเล
ฉันรู้จักพวกทาสเหล่านี้ดี เขาจะเข้ามาในกระโจมเมื่อเจ้านายของเขาหยิบเตา กาน้ำ และแก้วออกมาจากหีบเก็บของ
ในหีบนั้นเต็มไปด้วยของไร้สาระจิปาถะ เช่น กุญแจที่ไม่มีลูก แจกันที่ไม่มีดอกไม้
กระจกเงาราคาถูกๆ และอาวุธที่ล้าสมัย ของสารพัดอย่างที่หลงมาอยู่กลางทะเลทรายเช่นนี้
ทำให้นึกถึงสมบัติที่คลื่นพัดมาเกยฝั่งยามเมื่อเรืออับปาง
ทาสจะเอากิ่งไม้แห้งเล็กๆ ใส่ในเตาอย่างเงียบๆ เป่าไฟให้ลุกและเติมน้ำลงในกา กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ
ที่อาจถอนรากต้นไม้ใหญ่ของเขา กลับถูกนำมาใช้ให้ทำงานที่ไม่ต้องออกแรง ซึ่งควรเป็นงานของหญิงสาวมากกว่า
เขาดูสงบเสงี่ยม การชงน้ำชา ดูแลอูฐและกินข้าว กลายเป็นกิจวัตรของเขาไปเสียแล้ว เขาคอยเร่งให้ถึงเวลากลางคืนเมื่อแดดยังร้อนเปรี้ยง
คอยนึกถึงไออุ่นของเวลากลางวันเมื่ออยู่ในความเย็นยะเยือกใต้แสงดาว
ช่างเป็นลาภอันประเสริฐสำหรับประเทศในเขตหนาว ที่มีฤดูร้อนสำหรับฟังนิทานเรื่องหิมะ
ที่มีฤดูหนาวสำหรับฟังนิทานเรื่องพระอาทิตย์ ช่างเป็นเคราะห์กรรมสำหรับประเทศในเขตร้อน
ซึ่งเป็นเหมือนเตาอบอยู่ตลอดกาล สำหรับซาฮารานี้ก็โชคดีที่กลางวันและกลางคืนยังสลับเปลี่ยนกันไปมาให้ความหวังต่างๆ
กันแก่มนุษย์
ในเวลาเย็น บางครั้งทาสผิวดำจะมานั่งตากลมอยู่ที่หน้าประตู รู้สึกว่าไม่มีความทรงจำใดๆ
เหลือค้างอยู่ในร่างอันเทอะทะนั้นเลย เขาแทบจะจำเหตุการณ์ในวันที่เขาถูกจับมาไม่ได้แล้ว
การดิ้นรน เสียงและแขนที่ผลักเขาล้มลงมาสู่ความเลือนรางแห่งปัจจุบันกาลตั้งแต่วันนั้นมาเหมือนกับว่าเขาตกอยู่ในภวังค์อันประหลาด
เหมือนกับว่าตาเขาบอดไป ไม่อาจนึกเห็นภาพแม่น้ำที่ไหลเอื่อยๆ ของเซเนกัล หรือภาพเมืองที่ขาวโพลนทางใต้ของมอรอคโค
เหมือนกับว่าหูเขาหนวกไป ไม่อาจได้ยินเสียงที่คุ้นเคย เขาไม่ทนทุกข์ทรมานหรอก เพียงแต่ว่าขาดโสตประสาทบางอย่างไปเท่านั้น
เขาเปลี่ยนการดำเนินชีวิตไปอย่างฉับพลันในวันเดียว มาบัดนี้ต้องร่อนเร่พเนจรหมุนเวียนจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งในทะเลทราย
แต่นี้ไปอดีตจะมีความหมายอะไรกับเขาเล่า เขาไม่เหลืออะไรที่จะผูกพันกับบ้านและลูกเมียซึ่งเป็นเหมือนตายจากกันไปแล้ว
สำหรับบางคนซึ่งเคยมีความรักฝังแน่นอยู่เป็นเวลานาน แต่แล้วมีเหตุให้เป็นไป ก็อาจจะเกิดเบื่อหน่ายที่จะต้องฝังใจอยู่กับรักเดียวในที่สุด
ด้วยความอ่อนโรย เขาก็กลับมาหาความสุขกับชีวิตและความรักที่แกนๆ เขาคิดว่าดีแล้วที่ได้ยอมแพ้
ยอมจำนนต่อเหตุการณ์ และยอมปรับตัวเองให้เข้ารูปเข้ารอยเหมือนกับทาสซึ่งเดี๋ยวนี้มีความสุขอยู่กับการจุดเตาไฟให้เจ้านาย
"เอาไปซิ" เป็นคำพูดของนายต่อทาสในบางครั้ง
เป็นเวลาที่นายจะใจดีกับทาส เมื่อได้เข้ามาหาความชุ่มชื่นในกระโจมด้วยกัน หลังจากการเหน็ดเหนื่อยและตรากตรำอยู่กับไอแดดที่ร้อนเปรี้ยงอยู่ข้างนอก
เขาก็ให้ชาดื่มหนึ่งถ้วย ทาสก็จะเข้าไปจูบหัวเข่านายอย่างรู้คุณสำหรับชาถ้วยนั้น
ไม่เคยเลยที่ทาสจะถูกล่ามโซ่ไว้ เขาช่างจงรักภักดี! เขายอมแล้วที่จะให้อำนาจอธิปไตยของเขาถูกลิดรอนไปโดยดุษฎี
เขายอมแล้วที่จะมีความสุข
อย่างไรก็ดี วันหนึ่งจะมาถึงซึ่งเขาจะได้รับการปลดปล่อยเมื่อเขาแก่เกินไปแล้ว เกินกว่าที่จะคุ้มค่าอาหารหรือเครื่องนุ่งห่ม
เขาก็จะได้รับเสรีภาพอันไม่มีขอบเขต ระหว่างเวลาสามวันเต็มๆ เขาจะเที่ยวไปตามกระโจมต่างๆ
วิงวอนให้รับเขาไว้โดยปราศจากความสำเร็จ เขาจะหมดเรี่ยวแรงลงทุกๆ วัน เมื่อจวนจะหมดวันที่สามนั้น
เขาก็จะนอนลงกับพื้นทรายอย่างสงบเสงี่ยมเหมือนเช่นเคย
ที่ชูบี ฉันเคยเห็นทาสที่นอนตายโดยปราศจากเครื่องนุ่งห่มเช่นนี้ ชาวมัวร์เดินผ่านไปมา
ไม่แยแสกับร่างกายที่กำลังจะตาย แต่ก็ไม่แสดงใจอำมหิตอะไรออกมา เด็กๆ มัวร์มาเล่นกันอยู่ใกล้ๆ
ซากสีดำนั้น คอยวิ่งมาดูทุกๆ เช้าตามภาษาเด็กว่ามันยังกระดุกกระดิกอยู่หรือเปล่า
แต่ก็ไม่แสดงใจล้อเลียนคนรับใช้แก่ผู้นั้น ทุกอย่างเป็นไปอย่างธรรมดาที่สุด ราวกับว่าทาสได้รับคำสั่ง
เช่น
"เจ้าทำงานมามากแล้ว ควรพักผ่อนบ้าง ไปนอนเถอะ"
ส่วนทาสที่นอนอยู่นั้นจะรู้สึกถึงความหิว ซึ่งทำให้หน้ามืดตาลาย แต่จะไม่รู้สึกถึงความอยุติธรรม
ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ทุรนทุราย ร่างกายของเขาจะค่อยๆ แห้งลงด้วยแดดและจะปนเปไปกับดิน
ทำงานสามสิบปีจึงจะมีสิทธิ์พักผ่อนและคืนกลับไปสู่ดิน
คนแรกที่ฉันพบ ฉันไม่ได้ยินเขาครวญครางเลย เพราะไม่จำเป็นที่จะต้องครวญครางร้องทุกข์ต่อใคร
ฉันเดาว่านี่เป็นการยินยอมอย่างมืดมนแบบหนึ่งคล้ายๆ กับนักไต่เขาที่หลงทางมาจนหมดสิ้นเรี่ยวแรงแล้วก็นอนลงบนหิมะ
ปล่อยตัวให้จมลงไปกับความฝันในหิมะนั้น
ไม่ใช่ความทรมานของเขาที่สะเทือนใจฉัน ฉันไม่คิดว่าเขาจะทนทรมานหรอก เมื่อคนหนึ่งตายไป
โลกอันลึกลับโลกหนึ่งก็ดับตามไปด้วย ฉันครุ่นคิดว่า ภาพใดหนอที่กำลังจะสูญหายไปพร้อมกับเขา
ภาพของไร่นาเซเนกัลของเมืองที่ขาวโพลนทางใต้ของมอรอคโค หรือภาพใดอื่นที่กำลังเลือนไปทุกทีๆ
ฉันไม่อาจรู้ได้ว่าในร่างที่ดำทะมึนนั้น ความนึกคิดที่ค่อยๆ ดับไปจะพัวพันอยู่กับเรื่องอันน่าสลดใจ
เช่น การชงน้ำชา การต้อนสัตว์ไปกินน้ำที่บ่อ.....ซึ่งย่อมแสดงถึงการดับไปของวิญญาณทาส
หรือว่าความทรงจำทั้งหลายจะรื้อฟื้นคืนกลับมา เขาได้กลับคืนไปสู่ความเป็นไทและตายไปในความรุ่งโรจน์นั้น
สำหรับฉัน กะโหลกศีรษะไม่ต่างอะไรไปจากหีบสมบัติเก่าๆ ใบหนึ่ง มันอาจบรรจุผ้าแพรอันงดงาม
อาจมีภาพแห่งงานฉลอง หรือมีความทรงจำที่ปรัมปราและไร้ประโยชน์
สำหรับที่นี่ในทะเลทราย ฉันไม่อาจรู้ว่าสิ่งใดเหลือค้างอยู่ในนั้น เจ้าหีบนั่นอยู่หน้าฉัน
หนักอึ้งและปิดสนิท ฉันไม่อาจรู้ว่าส่วนไหนของโลกกำลังจะสูญหายไป ในช่วงวันและเวลาสุดท้ายที่ชีวิตค่อยๆ
ดับลงนั้น สิ่งใดหนอกำลังสูญหายไปจากจิตสำนึก และจากเนื้อหนังที่ค่อยๆ คืนสู่ปฐมรัตติกาลทีละน้อยๆ
"ฉันเคยเป็นผู้ดูแลฝูงสัตว์ ฉันเคยมีชื่อว่าโมฮัมเมด...."
เท่าที่ฉันรู้ บาร์กเป็นทาสผิิวดำคนแรกที่ไม่ยอมแพ้ สิ่งสำคัญไม่ใช่อยู่ที่ว่า ชาวมัวร์จำกัดเสรีภาพเขาลง
ริบทุกสิ่งทุกอย่างไปจากเขาภายในวันเดียวจนเขาไม่ผิดอะไรไปจากทารกแรกเกิด ก็ภายในหนึ่งชั่วโมง
ทุ่งนาของเรายังถูกพายุหรือภัยพิบัติธรรมชาติทำลายให้หมดสิ้นไปได้ สิ่งที่สำคัญกว่าทรัพย์สมบัติทั้งหลาย
คือความเป็นตัวตนของเขาที่ชาวมัวร์กำลังคุกคามอยู่ บาร์กไม่ยอมแพ้ ทั้งๆ ที่สภาพการณ์เป็นผู้ดูแลฝูงสัตว์ที่ต้องทำงานหนักตลอดปีเพื่อหาอาหารใส่ปากใสท้องนั้น
ทาสอื่นๆ มากหลายยินยอมโดยดีที่จะให้สิ้นสุดไป
บาร์กไม่ยอมรับสภาพการเป็นทาส เขาต่างไปจากคนอื่นที่ยอมรับความสุขอย่างแกนๆ เพราะเบื่อหน่ายต่อการรอคอย
เขาไม่ยอมรับที่จะมีความยินดีอย่างที่ทาสจะพึงมีต่อความใจดีของเจ้านาย
สำหรับโมฮัมเมดผู้สูญหายไป เขายังเก็บภาพของบ้านหลังหนึ่งไว้ในดวงใจของเขา บ้านซึ่งโมฮัมเมดเคยอยู่อาศัย
มาบัดนี้มันเศร้าที่ถูกทิ้งให้ว่างเปล่า แต่ก็ไม่มีใครอื่นที่จะไปอาศัยมันอยู่ได้
บาร์กเปรียบเสมือนเป็นคนเฝ้าบ้านที่แก่ลงๆ อยู่กบพงหญ้าที่ขึ้นรกตามทางเดินและความเบื่อหน่ายของความเงียบแล้วก็ตายไปในความซื่อสัตย์นั้น
เขาไม่พูดว่า "ฉันคือโมฮัมเมด เบน ลาอูสซิน" แต่กลับพูดว่า "ฉันเคยมีชื่อว่าโมฮัมเมด"
เขาฝันถึงวันที่บุคคลที่ถูกลืมไปแล้วนี้จะฟื้นขึ้นมาใหม่ ซึ่งพร้อมกันนั้น ลักษณะการเป็นทาสของเขาก็จะหมดหายไป
ในยามดึกที่เงียบสงัด ในบางครั้งความทรงจำต่างๆ ของเขาจะกลับคืนมาอย่างพร้อมมูล และรุนแรงเหมือนอารมณ์ของวัยรุ่น
"ในตอนดึก" ล่ามชาวมัวร์เล่าให้เราฟัง "ในตอนดึก เขาพูดถึงมาราเคชแล้วก็ร้องไห้"
ใครก็ตามเมื่ออยู่โดดเดี่ยวอ้างว้างแล้ว ก็อดคิดถึงเรื่องราวในอดีตไม่ได้ บุคคลที่เขาเคยเป็นหวนกลับมาอย่างไม่บอกกล่าว
กลับมาอยู่ในทุกอณูในร่างเขา ทำให้ผวาหาหญิงที่เคยอยู่เคียงข้าง ทั้งๆ ที่ในทะเลทรายนี้
ไม่เคยมีผู้หญิงที่จะเยี่ยมกรายมา บาร์กจะได้ยินเสียงน้ำในลำธาร ทั้ง ๆ ที่ที่นี่ไม่เคยมีลำธารเลย
บาร์กจะหลับตา เห็นตัวเขาอาศัยอยู่ในบ้านสีขาวที่อยู่ใต้แผ่นฟ้าเดิมในทุกราตรีกาล
ทั้งๆ ที่เขาอยู่ในกระโจมทำด้วยผ้าขนสัตว์และต้องเคลื่อนย้ายไปตามฤดูลม
บาร์กมาหาฉัน เขาเต็มไปด้วยความรู้สึกอ่อนโยนเก่าๆ ที่ฟื้นกลับคืนมาอย่างประหลาดราวกับเป็นการสังหรณ์ใจว่าจะได้กลับคืนไป
เขาอยากบอกให้ฉันรู้เขาพร้อมแล้ว ความรู้สึกอ่อนโยนนั้นก็เช่นกัน มันรออยู่แต่การกลับสู่เหย้าของเขาเพื่อที่จะแจกจ่ายไปยังสิ่งต่างๆ
ทั้งนี้และทั้งนั้น ฉันต้องทำเพียงแค่กระดิกนิ้วนิ้วเดียวก็ว่าได้ บาร์กยิ้มและอธิบายกลวิธีให้แก่ฉันราวกับว่าฉันคงไม่คาดคิดถึงมันมาก่อน
"ในเที่ยวบินพรุ่งนี้.....ขอให้ฉันเข้าไปซ่อนในเครื่องบินที่จะไปอากาดีรเถอะ....."
"โธ่เอ๋ยบาร์ก!....."
เราอยู่ในดินแดนนอกความปกครอง ดังนั้นจะช่วยให้เขาหนีไปได้อย่างไรเล่า พระเจ้าเท่านั้นที่จะรู้ว่าในวันรุ่งขึ้น
พวกมัวร์จะล้างแค้นการลักพาและการสบประมาทนั้นอย่างไร
ด้วยความช่วยเหลือของโลแบร์ก มาร์ชาล และอับกราล ซึ่งเป็นช่างเครื่องประจำสถานี ฉันเคยพยายามขอซื้อบาร์กจากพวกมัวร์
แต่พวกมัวร์ซึ่งไม่ค่อยได้เจอชาวยุโรปที่จะมาเที่ยวขอซื้อทาสก็เลยโก่งราคา
"สองหมื่นฟรังค์"
"แกจะบ้าแล้วหรือ"
"ดูซิ แขนเขาล่ำสันแค่ไหน......" | |
ป้อมสเปนที่แหลมชูบี
|
เดือนแล้วเดือนเล่าก็ผ่านไป
ในที่สุดราคาที่พวกมัวร์เรียกร้องก็ลดลง ด้วยความช่วยเหลือของเพื่อนที่ฝรั่งเศสซึ่งฉันได้เขียนจดหมายไปถึง
ฉันเริ่มคิดว่าพอจะมีปัญญาซื้อบาร์กได้แล้ว
การประชุมต่อรองกันครั้งนั้นช่างน่าดูเสียจริงๆ ใช้เวลานานถึงแปดวัน เรานั่งล้อมวงกันบนพื้นทราย
มีชาวมัวร์สิบห้าคน และฉัน นายโจรซิน อูลด์ รัตตารี ซึ่งเป็นเพื่อนกับเจ้าของบาร์กและเป็นเพื่อนของฉันด้วย
แอบเป็นไส้ศึกให้ฉัน
"ขายมันไปเถอะ ไม่แน่ว่าจะเก็บมันไว้ได้นานตลอดไปนะ" เขาพูดตามที่ฉันแนะไว้ "รู้ไหมว่ามันไม่สบาย
โรคนั้นอยู่ข้างใน ทีแรกก็มองไม่เห็น สักวันหนึ่งมันก็คงบวมออกมา รีบขายมันให้คนฝรั่งเศสไปเถอะ"
ฉันสัญญาว่าจะให้เงินตอบแทนแก่นายโจรอีกคนหนึ่งที่ชื่อรัชชี ถ้าเขาช่วยให้การซื้อขายสิ้นสุดลงด้วยดี
รัชชีจึงหลอกล่อเจ้านายของบาร์กว่า
"เงินที่ได้มา แกจะได้เอาไปซื้ออูฐ ปืน และลูกกระสุน แกจะได้สมทบกับกองทหารไปทำสงครามกับพวกฝรั่งเศส
แล้วแกก็จะได้ทาสมาใหม่อีกสามสี่คนจากอาตาร์ ปล่อยไอ้แก่นี่ไปเถอะ"
แล้วเขาก็ขายบาร์กให้ฉัน ฉันเอาเขาไปเก็บตัวไว้ในกระท่อม ปิดกุญแจอยู่หกวัน เพราะถ้าเขามาเพ่นพ่านอยู่ข้างนอกก่อนวันที่เครื่องบินจะมาถึงละก็
พวกมัวร์ก็จะจับเขาไปอีกและเอาไปขายที่อื่นต่อ
ฉันได้ทำการปลดปล่อยเขาจากสภาพการเป็นทาส มันเป็นพิธีการที่น่าดูอีกเช่นกัน มีหัวหน้าทางศาสนาอิสลาม
เจ้านายเดิมของบาร์ก และอิบราฮิมผู้ใหญ่บ้านของชูบีมาร่วมพิธีด้วย เจ้าสลัดทะเลทรายสามคนนี้
ถ้าหากว่าอยู่นอกกำแพงป้อมสักยี่สิบเมตร คงไม่ลังเลที่จะตัดหัวบาร์กเพียงเพื่อเล่นตลกกับฉัน
แต่ในที่นี้กลับโอบกอดแสดงความยินดีกับเขา และเซ็นสัญญาซื้อขายอย่างเป็นทางการ
"เวลานี้เจ้าเป็นลูกของเราแล้ว"
ตามกฎหมายเขาก็เป็นลูกของฉันด้วย และบาร์กก็กอดพ่อของเขาทุกคน
เขาถูกเก็บตัวอยู่ในบ้านของเราอย่างมีความสุขจนถึงเวลาที่จะต้องออกเดินทาง เขาให้เราพร่ำพรรณนาวันละยี่สิบหนถึงความง่ายดายของการเดินทาง
เขาจะบินไปลงที่อากาดีร จากสนามบิน เขาจะได้รับตั๋วรถประจำทางไปมาราเคช
บาร์กนึกถึงตัวเองเป็นคนอิสระเหมือนเด็กที่นึกตัวเองเป็นนักสำรวจ เขานึกถึงการเข้าสู่ชีวิตใหม่
รถประจำทางคันนั้น ฝูงชน บ้านเมืองที่เขาจะได้เห็นอีกครั้งหนึ่ง.....
โลแบร์กมาหาฉันในนามของมาร์ชาลและอับกราล และบอกกับฉันว่า ไม่ควรให้บาร์กอดตายเมื่อเขากลับไป
พวกเขาให้เงินฉันพันฟรังค์เพื่อมอบให้บาร์กใช้ในระหว่างที่หางานทำ
ฉันนึกถึงหญิงแก่ๆ จำพวกปากถือศีล ที่ทำบุญสุนทานเพียงยี่สิบฟรังค์แล้วคิดเป็นบุญเป็นคุณ
โลแบร์ก มาร์ชาล และอับกราลที่เป็นช่างเครื่องพวกนี้ ให้เงินพันฟรังค์โดยคิดว่าไม่เป็นการทำบุญหรือเป็นการสร้างบุญคุณอย่างไรเลย
และก็ไม่ได้ทำด้วยความสงสารเช่นพวกหญิงแก่ๆ ที่ชอบฝันถึงสวรรค์อีกนั่นแหละ
เขาเพียงแต่ต้องการมีส่วนร่วมในการช่วยให้มนุษย์ผู้หนึ่งกลับคืนมีสภาพมนุษย์ที่เต็มตัว
เขายิ่งกว่ารู้เสียด้วยซ้ำเช่นเดียวกับฉันว่า หลังจากที่ความตื่นเต้นยินดีที่ได้กลับไปบ้านหมดไปแล้ว
บาร์กก็จะได้รับการเยี่ยมเยือนจากเพื่อนที่ซื่อสัตย์ที่จะก้าวมาหาเขาเป็นคนแรก นั่นคือความยากจน
และหลังจากกลับไปแล้วไม่ถึงสามเดือนเขาคงจะไปทนทุกข์ทรมานอยู่กับการขุดย้ายไม้หมอนจากรางรถไฟที่ไหนสักแห่งหนึ่ง
เขาจะมีความสุขน้อยกว่าที่จะอยู่กับเราในทะเลทราย แต่อย่างไรก็ดี เขายังควรมีสิทธิ์ที่จะเป็นตัวของตัวเองและอยู่กับญาติพี่น้องของเขา
"ไปเถอะบาร์ก และเป็นตัวของตัวเองนะ"
เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มขึ้น เครื่องบินพร้อมแล้วที่จะออกเดินทาง บาร์กมองออกมาดูความเวิ้งว้างอันกว้างใหญ่ของแหลมชูบีเป็นครั้งสุดท้าย
ตรงหน้าเครื่องบิน ชาวมัวร์สองร้อยคนมามุงดูกันว่าทาสที่กำลังจะก้าวเข้าสู่ชีวิตอิสระจะมีสีหน้าอย่างไรถ้าหากว่าเครื่องบินเกิดขัดข้อง
บินไปไม่ได้ไกล พวกเขาจะได้จับกุมตัวกลับมา
เราโบกมืออำลาผู้ที่เกิดใหม่เมื่ออายุห้าสิบปี เราวิตกกังวลเล็กน้อยที่จะปล่อยให้เขาออกไปเผชิญโลก
"ลาก่อนบาร์ก"
"ไม่ใช่"
"ไม่ใช่อะไรล่ะ?"่
"ฉันชื่อ โมฮัมเมด เบน ลาอูสซิน"
ครั้งสุดท้ายที่เราได้รับข่าวจากบาร์ก ก็ด้วยจดหมายจากชาวอาหรับชื่ออับดัลลาห์ ซึ่งเราได้ขอร้องให้คอยช่วยเหลือบาร์กที่อากาดีร
รถประจำทางจะออกก็ตอนเย็น บาร์กจึงมีเวลาว่างอยู่หนึ่งวันเต็ม ในตอนแรกเขาเตร็ดเตร่ไปในเมืองเล็กๆ
นั้นโดยไม่ได้ปริปากเลยเป็นเวลานานมาก จนกระทั่งอับดัลลาห์คิดว่าเขาคงกระวนกระวายใจ
จึงถามขึ้นด้วยความวิตกว่า
"มีอะไรหรือ?"
"เปล่า"
เมื่อเป็นอิสระและว่างลงอย่างฉับพลันเช่นนี้ บาร์กยังนึกถึงตัวเองในสภาพใหม่ได้ไม่ดีนัก
จริงอยู่เขารู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก แต่นอกจากความสุขนี้แล้ว เขายังไม่เห็นความแตกต่างระหว่างบาร์กคนเมื่อวานกับบาร์กคนปัจจุบัน
อย่างไรก็ดี แต่นี้ไป ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ เขามีเสรีภาพเท่าเทียมกับผู้อื่น และมีสิทธิ์ที่จะมานั่งที่นี่
ใต้ซุ้มไม้ของร้านกาแฟอาหรับ เขานั่งลงจริงๆ และสั่งน้ำชามาดื่มกับอับดัลลาห์ นั่นเป็นอากัปกิริยาแรกที่แสดงถึงความเป็นไท
มันควรทำให้เขารู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของตัวเองได้ แต่บริกรก็ไม่ได้แสดงความแปลกใจอะไรเลย
กลับรินน้ำชาให้อย่างกับเห็นเป็นเรื่องธรรมดา เขาคงไม่รู้หรอกว่า การรินน้ำชาถ้วยนั้นเป็นการให้เกียรติต่อบุคคลผู้มีอิสระคนหนึ่ง
"ไปที่อื่นกันเถอะ" บาร์กพูด
เขาเดินขึ้นไปที่ คาซบาห์ ซึ่งอยู่สูงกว่าอากาดีรขึ้นไปหน่อย
นักเต้นรำสาวชาวแบรแบรเดินมาหาเขา หล่อนช่างเต็มไปด้วยความนุ่มนวลอ่อนหวาน จนกระทั่งบาร์กคิดไปว่าถึงคราวแล้วที่เขาจะฟื้นขึ้นมา
หล่อนจะต้องรับเขาเข้าสู่ชีวิตใหม่โดยไม่รู้ตัว หล่อนจูงเขาไปนั่งและรินน้ำชาให้ดื่มอย่างอ่อนโยนเช่นเดียวกับที่หล่อนคงปฏิบัติกับผู้อื่นทุกคน
บาร์กอยากจะเล่าการกลับคืนสู่อิสรภาพของเขา หล่อนหัวเราะเบาๆ พลอยดีใจไปกับเขาด้วย
ในเมื่อเขามีความดีใจ เขาพูดต่อไปเพื่อตื่นเต้นว่า "ฉันชื่อโมฮัมเมด
เบน ลาอูสซิน" แต่หล่อนก็ไม่ค่อยประหลาดใจอะไรนัก ใครๆ ก็มีชื่อของตัวเอง
และหลายคนก็มาจากที่อันแสนไกล......
เขาชวนอับดัลลาห์กลับเข้าเมืองอีกครั้งหนึ่ง เขาเตร็ดเตร่อยู่หน้าร้านของพวกยิว มองออกไปที่ทะเล
คิดว่าเขาจะเดินไปทางใดก็ได้ตามใจชอบ เขาเป็นอิสระ แต่อิสรภาพดูจะทำให้เขาขมขื่น
เพราะก่อนอื่นมันบอกให้เขารู้ว่า เขาขาดความสัมพันธ์กับโลกนี้สักเพียงใด
ขณะนั้นเด็กคนหนึ่งเดินผ่านมา บาร์กลูบแก้มของเด็กเบาๆ เด็กก็ยิ้มให้ เขาไม่ใช่ลูกของเจ้านายที่ชวนลูบไล้
แต่เป็นเด็กอ่อนแอคนหนึ่งซึ่งบาร์กเต็มใจลูบไล้เขา เด็กคนนั้นยิ้ม และดูเหมือนจะปลุกบาร์กให้ตื่นขึ้น
บาร์กรู้สึกตัวเองมีความสำคัญเพิ่มขึ้นในโลกนี้เนื่องจากว่าเด็กขี้โรคคนหนึ่งคิดว่าจะต้องยิ้มให้เขา
เขาเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่างลางๆ และรีบก้าวเท้าออกเดินไป
"ไปไหนล่ะ"
"เปล่า" บาร์กตอบ
เมื่อมาถึงมุมถนนแห่งหนึ่ง เขาเจอเด็กกลุ่มหนึ่งที่กำลังเล่นอยู่ที่นั่น เขาหยุดลง
ที่ตรงนี้เองคือที่ที่เขาต้องการมา เขามองดูเด็กอย่างเงียบๆ แล้วเดินไปยังร้านของพวกยิวที่อยู่ข้างๆ
พร้อมทั้งหอบของขวัญเต็มมือเดินกลับมา อับดัลลาห์พูดขึ้นอย่างเคืองๆ
"ไอ้โง่! เก็บเงินแกไว้ซิ"
บาร์กไม่ฟังเสียงใครอีกแล้ว เขากวักมือเรียกเด็กแต่ละคนด้วยท่าทางอันหนักแน่น มือเล็กๆ
เหล่านั้นก็ยื่นเข้ามารับของเล่น สร้อยข้อมือ และรองเท้าแตะขลิบทอง เด็กแต่ละคนเมื่อได้รับของแล้วก็เอาสมบัตินั้นวิ่งไปหน้าตาเฉย
เด็กอื่นๆ ในอากาดีรก็วิ่งมารุมล้อมเขาเมื่อรู้ข่าว บาร์กก็แจกรองเท้าขลิบทองให้พวกเขาไปอีก
ในอาณาบริเวณอากาดีรซึ่งข่าวแพร่สะพัดไป ถึง เด็กทั้งหลายก็ลุกขึ้น และวิ่งมาหาเทวดาผิวดำผู้นี้
พร้อมทั้งส่งเสียงร้อง และดึงทึ้งเสื้อเก่าๆ แบบทาสเพื่อร้องขอส่วนแบ่ง เงินทองของบาร์กก็ร่อยหรอไป
อับดัลลาห์คิดว่า เขาเป็นบ้าไปแล้วเพราะดีใจเกินไป แต่ฉันไม่คิดว่าการกระทำของบาร์กนั้นเป็นการแสดงออกซึ่งความปิติยินดีอันจะมีอย่างท่วมท้น
การที่เขาได้รับอิสรภาพ ก็เท่ากับว่าได้มาซึ่งสมบัติอันเป็นสารัตถสำคัญ เขามีสิทธิที่จะมีคนรัก
ที่จะเดินทางไปทางเหนือหรือทางใต้ ที่จะทำงานหาเลี้ยงตนเอง แต่เงินนั้นมีความหมายอะไรเล่า....ดังนั้นเขาคงเกิดความรู้สึกที่รุนแรงขึ้นมาราวกับว่าเป็นความรู้สึกหิวกระหาย
เขาต้องการจะเป็นคนคนหนึ่งที่อยู่ท่ามกลางผู้อื่นและมีความสัมพันธ์กับเขาเหล่านั้น
นักเต้นรำสาวแห่งอากาดีรได้แสดงความอ่อนโยนกับคนแก่ๆ อย่างบาร์ก แต่เขาก็ผละจากหล่อนได้อย่างง่ายดายเหมือนตอนเขามา
หล่อนไม่ได้มีความต้องการเขา บริกรในร้านกาแฟอาหรับคนนั้น หรือคนเดินถนนเหล่านี้ก็เช่นกัน
ทุกคนเคารพในความเป็นไทของเขา ยอมรับความเท่าเทียมภายใต้ดวงอาทิตย์ดวงเดียวกัน แต่ไม่มีใครเลยที่แสดงออกว่ามีความต้องการเขา
เขาเป็นอิสระอย่างไม่มีขอบเขตจนกระทั่งไม่รู้สึกว่าตัวเองมีน้ำหนักอะไรในโลกนี้
เขาขาดมนุษยสัมพันธ์ซึ่งจะให้น้ำหนักแก่ตัวเขา เขาขาดสิ่งที่จะกีดขวาง ขาดการร้องไห้
การพลัดพราก การตัดพ้อ ความปิติยินดี ความอ่อนหวาน หรือขมขื่นที่แทรกมาในอากัปกิริยาของคนเราทุกครั้ง
รวมทั้งสิ่งละอันพันละน้อยที่ผูกพันเรากับผู้อื่น เขาขาดสิ่งเหล่านี้ที่จะให้น้ำหนักแก่เขาแต่ทว่า
มิใช่หรือที่ขณะนี้ความหวังจำนวนมากกำลังฝากอยู่กับบาร์ก........
ราชัยของบาร์กก็มาถึงจนได้ ในยามสายัณห์อันบรรเจิดจ้าแห่งอากาดีร ในบรรยากาศสดชื่นระหว่างการรอคอยอันแสนนานนั้น
สิ่งเดียวที่เขาเฝ้ารอและฝันถึง คือความอ่อนหวานแห่งยามเย็นนี้
เมื่อเวลาการออกเดินทางใกล้เข้ามา บาร์กก็เดินออกไปท่ามกลางกลุ่มเด็กที่ชุลมุนอยู่รอบข้าง
เสมือนเป็นฝูงแกะเมื่อครั้งก่อน ที่นี่เป็นแห่งแรกบนผืนโลกที่เขาฝากร่องรอยไว้ พรุ่งนี้แล้วเขาก็จะกลับบ้านไปพบกับญาติพี่น้องและความยากจน
พบกับความรับผิดชอบต่อหลายชีวิต ซึ่งเขาคงไม่สามารถเลี้ยงดูได้ถ้วนทั่ว แต่ทว่าเริ่มตั้งแต่ที่นี่แล้วเขาได้มีน้ำหนักและความหมาย
บาร์กเป็นเหมือนกับเทวดาที่คิดว่าชีวิตของตนเองท่ามกลางผู้อื่นดูจะขาดน้ำหนักไปหน่อย
จึงคิดโกงโดยการเอาตะกั่วมาถ่วงไว้ที่เข็มขัด เขาก้าวออกไปอย่างยากลำบาก ถูกฉุดและตรึงไว้ที่พื้นดินด้วยเด็กจำนวนนับพัน
ซึ่งมีความต้องการที่จะได้รับรองเท้าแตะขลิบทองอยู่อย่างมาก
- ๕ -
นี่แหละ คือทะเลทราย คัมภีร์โกหร่านซึ่งเป็นเพียงกติกาชีวิตได้เปลี่ยนพื้นทรายนี้ให้มาเป็นจักรวรรดิ
หาไม่แล้วซาฮาราคงสงบสงัด แต่มันก็กลายมาเป็นฉากแห่งละครชีวิตอันเร้นลับ เต็มไปด้วยอารมณ์รุนแรงของมนุษย์
ชีวิตที่แท้จริงในทะเลทราย ไม่ใช่การอพยพของเผ่าชนไปตามแหล่งหญ้าต่างๆ แต่เป็นละครชีวิตซึ่งไม่รู้จักจบสิ้น
คิดดูก็แล้วกันว่าผืนทรายที่เป็นเพียงแค่วัตถุกับที่เป็นฉากแห่งชีวิตนั้นมีความแตกต่างกันอย่างไร
นี่แหละคือความจริงข้อหนึ่งสำหรับมนุษย์ทุกคน
เมื่อมองทะเลทรายในแง่อันวิจิตรพิสดารเช่นนี้ ฉันก็หวนระลึกถึงการละเล่นในสมัยเด็กของฉัน
เราได้ประดับประดาสวนที่มีร่มเงาและแสงแดดสีทองนั้นด้วยเทพเจ้าต่างๆ พื้นที่หนึ่งตารางกิโลเมตรนั้นได้กลายมาเป็นอาณาจักรอันไม่มีขอบเขต
อันไม่อาจรู้จักได้ทั่วหรือสำรวจได้หมดสิ้น เราได้สร้างอารยธรรมของเราเองซึ่งไม่สัมพันธ์กับสิ่งใด
ในอารยธรรมนี้เสียงฝีเท้าจะสร้างความรู้สึก หรือสิ่งหนึ่งจะสร้างความหมาย ซึ่งไม่อาจจะเป็นที่เข้าใจได้ในอารยธรรมอื่น
มาบัดนี้เมื่อเติบใหญ่และมีกฎเกณฑ์ชีวิตที่ผันเปลี่ยนไป มีอะไรเหลืออยู่จากสวนแห่งวัยเด็กนั้นเล่า
สวนนั้นเคยเต็มไปด้วยร่มเงา มนต์ขลังความเยือกเย็นและร้อนผ่าว มาบัดนี้เมื่อเรากลับมาเดินเลียบกำแพงสีเทาที่ล้อมรอบมันอยู่
เรารู้สึกเศร้าและประหลาดใจที่พื้นที่อันแคบเช่นนี้เคยเป็นอาณาจักรที่เราเคยคิดว่าไม่มีขอบเขต
เราเข้าใจว่าจะไม่สามารถเข้าไปในอาณาจักรนั้นได้อีกแล้ว
เพราะว่าไม่ใช่สวน แต่เป็นกติกาชีวิตที่เราจะต้องคืนกลับไป
มาบัดนี้ไม่เหลือแผ่นดินนอกความปกครองอีกแล้ว แหลมชูบี ซิสนอเรส ปูแอร์โต-กันซาโด
ชาเกว-เอล-ฮัมรา โดรา สมาร์รา ไม่เหลือความลึกลับอีกแล้ว
แสงสว่างที่เราเคยปรารถนาจะเข้าไปถึง มาบัดนี้ได้ดับลงทีละดวงๆ เหมือนกับเป็นแมลงบางชนิดที่เปลี่ยนสีไปเมื่อถูกจับมาไว้ในอุ้งมืออันอบอุ่น
แต่อย่าคิดไปว่าสิ่งที่เราปรารถนานั้นเป็นเพียงภาพมายา เรารู้ดีว่าเราต้องการอะไรในการแสวงหานั้น
สุลต่านในเรื่องพันหนึ่งราตรีก็เช่นกัน สิ่งที่เขาแสวงหานั้นเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนมาก
จนกระทั่งหญิงสาวที่ได้มาแต่ละคนจะดับไปในยามรุ่งอรุณในอ้อมแขนของเขา เพราะเพียงแต่ถูกสัมผัสเบาๆ
หล่อนก็สูญเสียไปแล้วซึ่งประกายทอง
ทะเลทรายแห่งนี้ได้ทิ้งมนต์เสนห่าไว้แก่เรา คนอื่นที่ตามมาคงมาขุดบ่อน้ำมัน และสร้างความร่ำรวยจากทรัพยากรนั้น
แต่พวกเขามาสายเกินไปหน่อยเพราะว่าสวนปาล์มที่ต้องห้าม เปลือกหอยที่ไม่เคยมีใครแผ้วพานไปถึง
สิ่งเหล่านี้ได้ให้ส่วนที่ประเสริฐสุดของมันแก่เรา ความสดชื่นที่เราได้รับนั้น มีอยู่เพียงครู่เดียว
ทะเลทรายน่ะหรือ วันหนึ่งฉันเคยไปอยู่ถึงใจกลางเลย ในปี ค.ศ. 1925 ขณะที่กำลังจะบินไปอินโดจีน
ฉันต้องมาหยุดลงที่อียิปต์ ตรงพรมแดนติดต่อกับลิเบีย บินมาติดอยู่กลางทรายเหมือนนกมาติดรัง
ฉันคิดว่าจะไม่รอดเสียแล้ว เหตุการณ์เกิดขึ้นดังนี้