INDEX BACK BOTTOM NEXT



บทที่ ๓
เครื่องบิน

                กิ โยเมเพื่อนรัก ไม่สำคัญหรอกที่ในวันหนึ่ง ๆ ชีวิตการงานของเธอจะผ่านไปกับการเฝ้าดูเครื่องวัดระดับความสูงกับการรักษาการทรงตัวของเครื่องบินกับการตรวจฟังเสียงของเครื่องยนต์ และกับการเคียงไหล่อยู่กับโลหะหนักสิบห้าตัน เพราะผลที่สุดแล้วปัญหาสำหรับเธอก็เป็นปัญหาเกี่ยวกับมนุษย์เช่นกัน เธอมีความยิ่งใหญ่ทัดเทียมกับผู้อาศัยในเขาสูง และเธอก็รู้จักชื่นชมกับท้องฟ้าใกล้รุ่งอรุณ เช่นเดียวกันกับกวี
                 บ่อยครั้งทีเดียวในรัตติกาลอันมืดมนและยากลำบากเธอเฝ้าภาวนาที่จะเห็นลำแสงน้อยๆ ปรากฏขึ้นทางทิศตะวันออกและขอบฟ้าค่อยๆ จางลงเหนือแผ่นดินที่ยังอยู่ในความมืด บางครั้งบางคราวที่เธอคิดว่าจะไม่รอด แสงสว่างที่หลั่งไหลมาอย่างช้าๆ นั้นจะมาช่วยชุบชีวิตไว้ประดุจดั่งน้ำอมฤต

                 การใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์อันยุ่งยากไม่ได้ทำให้เธอเปลี่ยนมาเป็นช่างเทคนิคผู้มีนิสัยกระด้าง ฉันคิดว่าคนที่หวาดระแวงความเจริญทางเทคนิคมากเกินไปนั้น ยังเข้าใจวัตถุประสงค์และปัจจัยสับสนอยู่ แน่ละ ใครก็ตามที่ต่อสู้โดยหวังที่จะได้มาซึ่งวัตถุปัจจัยเพียงอย่างเดียว ย่อมไม่พบอะไรที่พอจะเป็นความหมายได้ในชีวิต แต่เครื่องยนต์ไม่ใช่วัตถุประสงค์ เครื่องบินก็เหมือนกัน มันเป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งเช่นเดียวกับคันไถ

ถ้าเราคิดว่าเครื่องยนต์นำความเสื่อมโทรมมาสู่มนุษย์ ก็คงเป็นเพราะว่าเราขาดเวลาที่จะเครื่องตัดสิน ในการที่จะเข้าใจการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ซึ่งเป็นไปอย่างรวดเร็วมากในขณะนี้ ร้อยปีของประวัติศาสตร์เครื่องยนต์จะเปรียบเทียบอะไรกับสองแสนปีของประวัติศาสตร์มนุษย์ เราเพิ่งย่างเข้าสู่ทิวทัศน์แห่งเหมืองแร่และโรงไฟฟ้า เราเพิ่งจะเริ่มอาศัยอยู่ในบ้านใหม่ ซึ่งเราก็ยังสร้างไม่เสร็จ ทุกอย่างรอบๆ ตัวเราเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เช่นการติดต่อระหว่างมนุษย์ สภาพการทำงาน จารีตประเพณี แม้กระทั่งสภาพจิตของเราก็สั่นคลอนไปจนถึงรากที่ลึกที่สุด แม้ว่าถ้อยคำเช่น การแยกกันอยู่ การพรากจากกัน และการคืนกลับมานั้นยังคงเป็นคำเดิม แต่ความหมายหรือข้อเท็จจริงของมันหาเหมือนเดิมไม่ ภาษาที่ใช้กันในโลกปัจจุบัน เป็นภาษาที่คิดขึ้นสำหรับอดีต ถ้าชีวิตในอดีต ดูเหมือนกับว่าจะเหมาะสมกับธรรมชาติของตัวเราดีกว่า ก็คงเป็นด้วยเหตุผลเดียวที่ว่ามันเหมาะสมกับภาษาที่เราใช้มากกว่าเท่านั้น

                 ความเจริญมีมากเท่าไรก็จะเปลี่ยนความเคยชินของเรามากขึ้นเท่านั้น แม้ว่าบางทีความเคยชินนั้นเพิ่งจะเริ่มมีขึ้นก็ตาม ความจริงแล้วเราเป็นเพียงผู้อพยพมาใหม่ ยังไม่ทันที่จะได้ตั้งรกรากลงอย่างมั่นคง

                 เราทั้งหมดเป็นเสมือนคนป่าเถื่อนในวัยรุ่น ยังตื่นเต้นกับของเล่นแปลกๆ ใหม่ๆ ของเราอยู่ เครื่องบินก็ยังเป็นของเล่นที่นำมาใช้แข่งขันกัน ลำนี้บินสูงกว่า ลำนั้นบินเร็วกว่า เราลืมไปว่าทำให้มันบินเพื่ออะไร การแข่งขันกันสร้างจะบดบังวัตถุประสงค์ที่แท้จริงไว้ชั่วคราว มันเป็นเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไร สำหรับผู้ล่าอาณานิคมที่ต้องการสร้างจักรวรรดิก็เช่นกัน จุดหมายในชีวิตของเขาคือการรบได้ชัยชนะ ทหารดูถูกผู้ที่มาตั้งหลักแหล่งในอาณานิคมแต่เขาลืมไปว่า จุดประสงค์ในชัยชนะของเขานั้น มิใช่เพื่อการก่อตั้งอาณานิคมหรอกหรือ
  
              
อย่างไรก็ดี การหลงในความเจริญจนเกินไป ทำให้เราบังคับผู้อื่นให้ก่อสร้างทางรถไฟ โรงงาน หรือขุดบ่อน้ำมัน เราลืมไปนิดหนึ่งว่าเราก่อสร้างสิ่งเหล่านั้นก็เพื่อนำมารับใช้มนุษย์ ในระหว่างการรบเพื่อชัยชนะ เรามีคติธรรมแบบทหารแต่บัดนี้ถึงเวลาที่เราจะต้องตั้งหลักแหล่งในอาณานิคมแล้ว บัดนี้เราจะต้องให้โฉมหน้าอันมีชีวิตชีวาแก่บ้านใหม่ที่เพิ่งจะมีขึ้น สัจธรรมสำหรับฝ่ายหนึ่งคือการสร้าง สำหรับอีกฝ่ายหนึ่งคือการอยู่อาศัย

                 บ้านของเราคงค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปจากวัตถุมาเป็นสิ่งที่มีชีวิตจิตใจขึ้น เครื่องยนต์ก็เช่นกันยิ่งสมบูรณ์ล้ำเลิศขึ้นเท่าไร จุดสนใจยิ่งจะเลือนจากตัวมันเองไปยังประโยชน์ของมันมากขึ้นเท่านั้น ดูเหมือนว่าความอุตสาหะวิริยะของมนุษย์ การคิดคำนวณและการอดหลับอดนอนกับการวางแบบแผน เหล่านี้ทั้งหมดจะจบลงก็ต่อเมื่อได้มาซึ่งลักษณะภายนอกที่งามเรียบ
                  ดูเหมือนว่าจะต้องการความชำนาญที่ตกทอดมาหลายชั่วอายุคน กว่าจะค่อยๆ ได้มาขึ้นเส้นโค้งของเสาวิหาร ของกระดูกงู หรือของลำตัวเครื่องบิน จนกระทั่งได้มาซึ่งเส้นโค้งที่งามถ่องแท้ดังเส้นโค้งของช่วงอกและไหล่
                  ดูเหมือนว่าผลงานของวิศวกร ช่างเขียนแบบและเครื่องคำนวณจะสรุปให้เห็นเป็นเพียงการขัดเกลา การลบออก การทำให้รอยต่อเรียบ และการจัดความสมดุลของปีก เพื่อไม่ให้เป็นที่น่าสังเกตจนในที่สุดเครื่องบินจะไม่ใช่เครื่องยนต์ที่มีปีกติดอยู่กับลำตัว แต่มีรูปร่างที่หมดความเทอะทะและมีลักษณะรวมที่สมบูรณ์ในตัวเอง มีส่วนต่างๆ ที่กลมกลืนและสัมพันธ์กันอยู่อย่างลึกลับและเหมาะเจาะเหมือนในโคลงบทเดียวกัน
                 ดูเหมือนว่าความสมบูรณ์แบบจะถึงที่สุด ไม่ใช่เมื่อไม่มีอะไรจะเติมต่ออีกแล้ว แต่เป็นเมื่อไม่มีอะไรที่จะขัดเกลาออกอีกแล้วต่างหาก เมื่อวิวัฒนาการมาถึงที่สุด เครื่องยนต์ก็จะหลบตัวไป


                 ความสมบูรณ์ล้ำเลิศของการประดิษฐ์มีขึ้นเมื่อสิ่งประดิษฐ์ไม่ผิดสังเกตอีกต่อไป เช่นนี้นั่นเอง เครื่องมือที่ไม่มีกลไกเทอะทะอยู่ภายนอก จึงดูเกลี้ยงเกลาเหมือนเป็นวัตถุหนึ่งตามธรรมชาติเช่นเดียวกับก้อนกรวดริมทะเล
                 เรื่องที่น่าทึ่งเช่นกันสำหรับเครื่องยนต์ก็คือว่า จากการใช้งานมันมากขึ้นนั่นเองที่มันจะค่อยๆ ถูกลืมไป สมัยก่อนนักบินต้องปลุกปล้ำกับเครื่องยนต์ ซึ่งเป็นเสมือนโรงงานที่ซับซ้อน แต่ปัจจุบันนี้เราแทบไม่สังเกตว่าเครื่องยนต์ทำงาน ผลที่สุดเครื่องยนต์ก็ทำหน้าที่ของมันและก็ไม่ได้รับความสนใจอะไรเลยจากเราเช่นกัน ความสนใจไม่ได้อยู่ที่เครื่องมืออีกต่อไปแล้ว เราอาศัยเครื่องมือก็จริงแต่เรามองเลยมันไป เราคืนกลับมาสู่ธรรมชาติ แวดล้อมเดิม อันเป็นธรรมชาติเดียวกับของคนสวน ของนักเดินเรือ หรือของของกวี

ทดสอบเครื่องบิน
                   ในขณะที่กำลังนำเครื่องบินขึ้นสู่ท้องฟ้า นักบินจะเข้าสัมผัสกับน้ำและอากาศ เมื่อติดเครื่องยนต์แล้วเครื่องบินจะแล่นฝ่าคลื่นไป คลื่นระลอกใหญ่กระทบลำเครื่องดังเหมือนเสียงฆ้อง ร่างของนักบินก็สั่นสะเทือนไปตามเครื่องบินและระลอกคลื่นความเร็วเพิ่มมากขึ้นทุกๆ วินาที นักบินรู้สึกว่าพลังของเครื่องบินทะเลของเขากำลังเพิ่มตามไป

เขารู้สึกว่าในวัตถุหนักสิบห้าตันนี้ ทุกอย่างกำลังตระเตรียมกันเพื่อให้พร้อมที่จะโผบิน เขาเอื้อมมือจับคันบังคับพลังงานที่จะให้โผบินค่อยๆ ผ่านมาสู่ฝ่ามือของเขาประดุจดั่งมีพรสวรรค์ คันบังคับที่เป็นโลหะนี้กำลังบอกให้เขารู้ถึงอำนาจแห่งพรสวรรค์ที่เขากำลังได้รับเพิ่มพูนขึ้นอยู่ตลอดเวลานี้ เมื่อเร่งเครื่องเต็มที่แล้ว
                  ด้วยลีลาที่นุ่มนวลยิ่งกว่าการปลิดผลไม้ นักบินก็จะนำเครื่องบินผละจากผิวน้ำขึ้นสู่ท้องฟ้า


 




บทที่ ๔
เครื่องบินและพิภพ

- ๑ -


                  แม้ เป็นเพียงเครื่องยนต์ชนิดหนึ่ง เครื่องบินก็เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ได้ดี! เราอาจใช้มันเพื่อค้นพบโฉมหน้าที่แท้จริงของแผ่นดิน

                  อันที่จริงถนนหนทางตามพื้นดินหลอกลวงเรามานานหลายศตวรรษแล้ว เราเป็นเสมือนกษัตริย์ที่ประสงค์จะออกเยี่ยมราษฎรเพื่อไต่ถามทุกข์สุข เพราะห่วงใยถึงความพึงพอใจของราษฎรต่อการปกครองของพระองค์ ฝ่ายขุนนางที่ต้องการให้พระองค์สำคัญผิด ก็ตกแต่งถนนหนทางและจ้างบริวารมาสนุกเฮฮากันตามเส้นทางที่พระองค์จะเสด็จผ่าน แต่นอกเส้นทางแคบๆ นั้น พระองค์ไม่อาจทอดพระเนตรเห็นส่วนอื่นของพระราชอาณาจักรได้เลย และไม่ทรงทราบเลยว่า ลึกเข้าไปในชนบทนั้น ผู้ที่ยากไร้กำลังสาปแช่งพระองค์อยู่

                  ทางเดินบนพื้นดินเป็นทางที่คดเคี้ยว ทางนั้นย่อมอ้อมพื้นดินที่กันดาร ภูเขา และทะเลทราย เพื่อลดเลี้ยวไปตามความต้องการของผู้คน จากแหล่งน้ำหนึ่งไปยังอีกแหล่งหนึ่ง ชาวนาก็เดินตามทางระหว่างยุ้งฉางกับท้องนา สัตว์ที่งัวเงียออกมาจากคอกในตอนเช้า ก็เบียดเสียดกันไปตามทางจากคอกจนถึงทุ่งหญ้า ถนนจะเชื่อมหมู่บ้านสองหมู่บ้านก็เพราะว่ามีการแต่งงานกันระหว่างลูกบ้านทั้งสอง แม้ว่าทางสายหนึ่งจะอาจหาญข้ามทะเลทรายไปก็ยังอุตส่าห์วกวนไปตามแหล่งน้ำต่างๆ ของทะเลทรายอยู่ดี
                  เช่นนี้แหละ ความคดเคี้ยวของเส้นทางประกอบกับความเกียจคร้านในการใฝ่หาสัจจะ ทำให้เราหลงใหลอยู่กับความเข้าใจผิดในการเดินทางครั้งต่าง ๆ ของเรา เราได้ผ่านดินแดนที่เขียวชอุ่มมากหลาย ผ่านสวนผลไม้และทุ่งหญ้ามากแห่งด้วยกัน ทำให้เกิดมโนภาพที่ฝังแน่นมานานแล้วว่า พื้นดินที่กักขังเราอยู่นี้ ช่างดูงดงามเหลือเกิน เราหลงเชื่อว่าพิภพนี้มีแต่ความชื่นฉ่ำและอ่อนโยน

                  ทัศนะของเราเฉียบแหลมขึ้น แต่ความก้าวหน้านี้กลับทำให้เราสะเทือนใจ เครื่องบินสอนให้เรารู้จักเส้นทางตรง พอบินขึ้นได้ไม่ทันไร เราก็ผละจากเส้นทางที่ลาดสู่แอ่งน้ำหรือคอกสัตว์ หรือที่ลัดเลาะไปตามเมือง ต่อนี้ไปเราไม่ถูกบังคับให้เดินไปตามเส้นทางที่น่าอภิรมย์นั้นอีกแล้ว เราไม่ต้องหยุดตามแหล่งน้ำอีกต่อไป เราสามารถบ่ายหน้าตรงไปสู่จุดหมายปลายทางอันแสนไกล ต่อเมื่อมาอยู่สูงละลิ่วในวิถีโคจรที่ตรงแน่วแล้วนั่นแหละ เราจึงเห็นโครงสร้างของพื้นโลก เห็นแนวเขา ทะเลทราย และทะเลเกลือ ที่นี่และที่นั่นเราอาจเห็นแหล่งชีวิตอันง่อนแง่นงอกงามอยู่ ราวกับเป็นตะไคร่ที่เกิดขึ้นเป็นหย่อมๆ ท่ามกลางสิ่งปรักหักพัง
                  เรากลายมาเป็นนักฟิสิกส์และนักชีววิทยา ที่กำลังศึกษาอารยธรรมต่างๆ ซึ่งเรียงรายอยู่ตามแนวของหุบเขา ในที่ที่ดินฟ้าอากาศอำนวย อารยธรรมหนึ่งก็อาจเจริญรุ่งเรืองขึ้นประหนึ่งเป็นสวนอันสะพรั่งด้วยดอกไม้ ขณะที่มองลอดหน้าต่างเครื่องบินลงมาเหมือนมองลอดเครื่องมือวิเคราะห์ เราก็เห็นและตัดสินมนุษย์ด้วยมาตรฐานแห่งจักรวาล และทบทวนประวัติศาสตร์ของเราไป

- ๒ -

                 ขณะ ที่บินไปยังช่องแคบมาเจลลัง เหนือดินแดนทางใต้ของริโอ กัลเลกอส นักบินจะเห็นแถบหินละลายเก่าๆ จากภูเขาไฟแถบหนึ่งหนายี่สิบเมตรและยื่นลึกเข้าไปในพื้นราบ หลังจากแถบแรกก็มีแถบที่สองที่สาม และจากนั้นไป เนินทุกเนินภูเขาที่สูงราวสองร้อยเมตรทุกลูกจะมีปล่องภูเขาไฟอยู่ด้วย มันดูไม่สูงตระหง่านเช่นเดียวกับภูเขาไฟวิซูเวียสหรอก ปล่องไฟเหล่านั้นเปิดอ้าอยู่ติดดินเลยทีเดียว

                 บัดนี้ภูเขาไฟดับลงหมดแล้ว บรรยากาศที่สงบและทิวทัศน์ที่เวิ้งว้าง สร้างความประหลาดใจแก่ผู้ที่มาพบเห็น ปล่องไฟนับพันเหล่านั้นเคยพ่นไฟออกมาประชันกันดั่งกับเป็นออร์แกนใต้ดินที่เคยส่งเสียงประสานกันอยู่ มาบัดนี้ทุกอย่างสงบเงียบ เมื่อมองจากข้างบนลงมาจะเห็นแต่แถบสีดำๆ ในบางแห่ง
                 ภูเขาไฟที่เก่ากว่าและอยู่ห่างไกลออกไปหน่อยเริ่มมีหญ้าสีทองปกคุลมแล้ว ในร่องหินบางแห่งมีต้นไม้ขึ้นอยู่ คล้ายกับเป็นดอกไม้ในกระถางเก่าๆ ภายใต้แสงแดดในยามเย็น ที่ราบแห่งนี้ก็จะดูรื่นรมย์ราวกับอุทยาน มีหญ้าสั้นๆ ปกคลุมอยู่ดูราบรื่นไปหมดยกเว้นบางแห่งที่นูนขึ้นเล็กน้อยราวกับลำคอยักษ์ กระต่ายชอบมาวิ่งเล่นกัน นกมาบินฉวัดเฉวียนอยู่ ในที่สุดดินอันอุดมสมบูรณ์ก็ได้เกิดมีขึ้นที่ตรงนี้ อันจะเป็นที่พำนักอาศัยแก่มวลสิ่งมีชีวิตต่อไป
                 ปล่องภูเขาไฟที่อยู่ก่อนถึงปุนตาอาเรนัสเล็กน้อยนั้น มีดินถมเต็มหมดแล้ว ที่ลุ่มดอนต่างๆ เชื่อมต่อถึงกันเป็นสนามหญ้าผืนเดียว แต่นี้ไปสถานที่แห่งนี้จะให้แต่ความรื่นรมย์ หญ้านุ่มได้มาช่วยประสานรอยแตกแยกต่างๆ พื้นดินดูเรียบและค่อยๆ ลาดเอียงลงไปจนทำให้เราลืมต้นกำเนิดของมันแล้ว สนามหญ้าได้มาบดบังสิ่งที่ไม่สดสวยของไหล่เขาไว้หมด

                 นี่แหละคือเมืองที่อยู่ใต้สุดของโลก เกิดขึ้นมาอย่างบังเอิญโดยโคลนเล็กน้อยซึ่งค้างอยู่ระหว่างหินละลายเก่าแก่และน้ำแข็งจากขั้วโลกใต้ ใกล้ทางไหลของ หินละลายเพียงแค่นี้ ทำไมเล่าจะไม่นึกถึงความมหัศจรรย์ใจของมนุษย์ ช่างเป็นเหตุบังเอิญที่แสนประหลาด ใครเล่าจะรู้ว่าอย่างไร ใครเล่าจะรู้ว่าทำไม 
ปาตาโกเนีย

ในวันอันเป็น ศุภฤกษ์วันหนึ่ง มนุษย์ได้ผ่านมาเยี่ยมอุทยานแห่งนี้และได้ใช้มันเป็นที่อยู่อาศัยในช่วงเวลาอันแสนสั้น เพียงแค่ยุคธรณีวิทยายุคหนึ่ง

                 ฉันร่อนลงที่ปุนตาอาเรนัส ในเวลาเย็นที่อากาศแจ่มใสวันหนึ่ง ฉันมายืนพิงบ่อน้ำดูพวกสาวๆ อยู่ เมื่อใกล้ชิดความนุ่มนวลชดช้อยเพียงแค่เอื้อมเช่นนี้ ฉันยิ่งรู้สึกถึงความเร้นลับของมนุษย์ยิ่งขึ้นไปอีกในผืนแผ่นดินที่ชีวิตต่างๆ กลมกลืนกันอย่างดี ที่ดอกไม้ติดต่อถึงกันในสายลม และที่หงส์รู้จักกันถ้วนทั่ว มีแต่มนุษย์เท่านั้นที่สร้างความสันโดษให้ตนเอง
                 ในส่วนที่เป็นความนึกคิดแล้ว มนุษย์ช่างอยู่ห่างกันมากมาย! ความฝันของหญิงสาวแยกให้เธอไกลจากฉัน ฉันจะไปพบเธอในความฝันนั้นได้อย่างไร ฉันจะรู้ซึ้งถึงความคิดของหญิงสาว ผู้ที่เดินกลับบ้านอย่างช้าๆ หน้าก้มน้อยๆ และยิ้มกับตัวเองได้อย่างไร เธอผู้นั้นคงเต็มไปด้วยจินตนภาพร้อยแปดและความเพ้อฝันอันน่ารัก เธอคงเอาความคิดถึง เอาน้ำเสียงหรือการเงียบไปของคู่รักมาปะติดปะต่อกันเป็นอาณาจักรอันหนึ่งขึ้นสำหรับเธอ เมื่อเป็นเช่นนั้น นอกเหนือจากคู่รักของเธอแล้ว คนอื่นๆ ก็ไม่ต่างอะไรไปจากคนป่าเถื่อน ฉันรู้สึกว่าเธอขังตัวเองอยู่กับความลับของเธอ กับจารีตประเพณี และกับเสียงไพเราะกังวานแห่งความทรงจำของเธอ ราวกับว่าเราอยู่กันคนละโลกทีเดียว เธอเพิ่งถือกำเนิดจากภูเขาไฟ ทุ่งหญ้าและสาหร่ายทะเล มาบัดนี้เธอผุดผาดดังนางฟ้าที่ไม่อาจเอื้อมถึง

                 ปุนตาอาเรนัส! ฉันยืนพิงอยู่ที่บ่อน้ำ สำหรับหญิงชราที่มาตักน้ำที่นั่น การทำงานแบบคนใช้เช่นนี้เป็นสิ่งเดียวที่ฉันจะรู้ได้ในโศกนาฏกรรมแห่งชีวิต เด็กคนหนึ่งซบหัวอยู่กับกำแพง กำลังร้องไห้อยู่อย่างเงียบๆ                  สิ่งเดียวที่เขาทิ้งเหลือไว้ในความทรงจำของฉันคือภาพของเด็กน่ารักคนหนึ่งที่จะร้องไห้อยู่ตลอดไป โดยไม่มีใครมาปลอบโยน ฉันเป็นคนนอก ไม่รู้อะไรเลย ไม่อาจจะเข้าถึงอาณาจักรของพวกเขาเหล่านั้น ละครชีวิตอันยิ่งใหญ่ของมนุษย์ ละครแห่งความเกลียดชัง ความเป็นมิตร หรือความปิติยินดี ต้องการเพียงฉากเล็กๆ เท่านี้เอง
               ช่างน่าพิศวงที่มนุษย์ยังใฝ่ฝันถึงความเป็นอมตะ ทั้งๆ ที่เขายังพเนจรอยู่บนหินละลายที่ยังอุ่นอยู่ ซึ่งยังไม่แน่ว่าต่อไปจะเปลี่ยนเป็นทะเลทรายหรือจะจมหายไปใต้หิมะ
                อารยธรรมของเขาเป็นเพียงทองคำเปลวอันบอบบางซึ่งอาจจะถูกลบเลือนไปได้ด้วยอำนาจแห่งภูเขาไฟ ทะเลที่เกิดขึ้นใหม่ หรือพายุทราย


                ใครๆ ก็อาจหลงคิดไปว่าเมืองนี้ตั้งอยู่บนที่ดินอันแท้จริงซึ่งลึกและอุดมสมบูรณ์เหมือนกับที่ดินของเมืองโบซ เราลืมไปว่า ชีวิตไม่ว่าจะเป็นที่นี่หรือที่อื่นย่อมเป็นอนิจจัง ไม่มีที่ใดดอกที่ที่ดินจะลึกและมั่นคงใต้ฝ่าเท้ามนุษย์

                 ฉันรู้จักทะเลสาบแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ห่างจากปุนตาอาเรนัสประมาณสิบกิโลเมตร ซึ่งจะอธิบายถึงความบอบบางของผิวโลกได้ดี รอบๆ ทะเลสาบนั้นมีต้นไม้แกรนๆ และบ้านเตี้ยๆ อยู่หลายหลัง ทะเลสาบนั้นดูกระจ้อยร่อยเหมือนเป็นสระตื้นๆ กลางลานในโรงนา แต่ทว่าน้ำทะเลสาบกลับมีการขึ้นลงได้อย่างไม่น่าเชื่อ ตลอดวันตลอดคืนน้ำในทะเลจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างช้าๆ แม้จะอยู่ท่ามกลางสิ่งอันเป็นสามัญธรรมดา เช่น ต้นอ้อ หรือเด็กที่กำลังเล่นกันอยู่ ทะเลสาบนั้นกลับมีกฎเกณฑ์ของมันต่างหาก พลังงานของดวงจันทร์ทำงานอย่างเงียบๆ ภายใต้ผิวน้ำที่เรียบเหมือนแผ่นกระจกและใต้ท้องเรือโกโรโกโสลำเดียวที่มีอยู่ ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคลื่นทะเลไหลอยู่ลึกๆ แต่จากที่นี่แหละจนกระทั่งถึงช่องแคบมาเชลลัง ภายใต้ดอกไม้และใบหญ้า คลื่นทะเลอันพิสดารกำลังไหลขึ้นลงอยู่อย่างไม่หยุดยั้ง
                 ทะเลสาบที่กว้างเพียงร้อยเมตรนี้ แม้จะอยู่ตรงปากทางเข้าเมืองที่สงบและสบาย และจะอยู่ลึกเข้ามาในแผ่นดินของเรา มันก็ยังไม่วายฝักใฝ่กับทะเล

- ๓ -

                โลก ที่เราอาศัยเป็นดาวเคราะห์ดวงหนึ่งที่โคจรไป บางครั้งบางคราวเครื่องบินก็ช่วยให้เรารู้ถึงข้อเท็จจริงนี้ เช่น ช่วยนำเราไปเห็นทะเลสาบที่มีน้ำขึ้นลงตามแรงดึงดูดของดวงจันทร์ แต่ก็ยังมีสิ่งอื่นอีกที่บอกให้ฉันรู้ข้อเท็จจริงนี้เช่นกัน

                ที่ชายฝั่งซาฮารา ระหว่างแหลมชูบีและซิสเนรอส เราบินเหนือภูเขาเล็กๆ หลายลูกที่กระจัดกระจายอยู่ ลักษณะของภูเขาเป็นรูปทรงกรวยยอดตัด มียอดเป็นที่ราบสูงซึ่งมีความกว้างต่างๆ กันไประหว่างหลายร้อยเมตรถึงประมาณสามสิบกิโลเมตร แต่มีความสูงสม่ำเสมอกันจริงๆ กล่าวคือทุกยอดสูงสามร้อยเมตร นอกจากจะสูงเท่ากันแล้ว สีสันของมันก็เหมือนกัน ดินชนิดเดียวกัน และหน้าผาก็เหมือนกับถอดแบบมาจากกัน เสาของวิหารที่ยังเหลืออยู่บนพื้นทรายย่อมทำให้ระลึกถึงหลังคาที่เคยมีอยู่ก่อนฉันใด หย่อมเขาเหล่านี้ย่อมทำให้ระลึกถึงที่ราบสูงอันกว้างใหญ่ทั่วบริเวณที่เคยเชื่อมต่อหย่อมเขาอยู่ก่อนฉันนั้น

                ในปีแรกๆ หลังจากการเปิดเส้นทางบินระหว่างกาซาบลังกาและดาการ์ใหม่ๆ ในสมัยนั้นเครื่องบินยังบอบบางไม่แข็งแรง เราต้องร่อนลงในดินแดนนอกความปกครองบ่อยๆ ถ้าไม่เพราะเครื่องยนต์เกิดขัดข้องก็เป็นเพราะการออกบินค้นหาและช่วยเหลือเครื่องบินที่อับปาง แต่ทว่าทรายเป็นสิ่งที่ชอบลวงตา เรานึกว่าทรายที่ตรงนั้นจะแน่นหนาแต่เครื่องบินกลับจมลงไป ส่วนบ่อเกลือที่แห้งแล้งนั้นเล่า แม้ว่าจะดูแข็งแรงเหมือนกับลาดด้วยยางมะตอยและมีเสียงแน่นดี เมื่อลองกระทืบดูก็อาจจะยุบลงไปได้เหมือนกันเพราะทานน้ำหนักของเครื่องบินไม่ไหว ในตอนนั้นก็จะได้กลิ่นอันรุนแรงจากน้ำสีดำที่อยู่ใต้ผิวเกลือลงไป ดังนั้นเมื่อสถานการณ์อำนวย เราจึงเลือกร่อนลงบนยอดเขาที่เป็นที่ราบสูงเหล่านั้น โดยเชื่อแน่ว่าจะไม่พบหลุมพรางใดๆ

                 ทรายเม็ดโตซึ่งเป็นเปลือกหอยเล็กๆ ที่ประกอบกันเป็นที่ราบสูงนั้นประกันความแข็งแรงของมัน เปลือกหอยที่ยอดเขายังไม่บุบสลายมาก แต่เมื่อลดหลั่นลงมา มันจะละเอียดลงและเกาะตัวกันมากเข้าทุกที เปลือกหอยเก่าแก่ที่สุดที่อยู่ในบริเวณตีนเขาได้กลายเป็นหินปูนไปหมดแล้ว

                ในคราวที่เพื่อนของเราที่ชื่อ แรนและแซรถูกพวกอาหรับนอกความปกครองควบคุมตัวไป ฉันได้ร่อนลงบนยอดเขาซึ่งอาจใช้เป็นที่ร่อนลงฉุกเฉินดังกล่าว เพื่อพาผู้สื่อข่าวชาวมัวร์มาส่ง ก่อนที่จะทิ้งเขาไว้ ฉันช่วยเขาหาทางที่จะลงจากยอดเขานั้น แต่ไม่ว่าจะไปในทิศทางใด ทางก็ไปสิ้นสุดลงที่หน้าผา ซึ่งซับซ้อนอยู่เหมือนรอยจีบของม่าน และตัดชันลงสู่เบื้องล่าง โดยไม่มีหนทางใดที่จะลงไปได้
                อย่างไรก็ตามก่อนที่จะบินขึ้นหาลานลงที่อื่น ฉันก็ยังอ้อยอิ่งอยู่ที่นั่น ฉันรู้สึกว่ามีความยินดีแบบเด็กอยู่บ้าง ที่จะทิ้งรอยเท้าไว้บนแผ่นดินที่ไม่เคยมีมนุษย์หรือสัตว์ใดๆ เหยียบย่ำมาก่อนเลย ไม่มีชาวมัวร์คนใดที่จะสามารถจู่โจมเจ้าป้อมปราการชนิดนี้ได้ ไม่เคยมีชาวยุโรปคนใดมาสำรวจแผ่นดินนี้มาก่อนเลย ฉันกำลังเดินสำรวจผืนทรายซึ่งปราศจากมลทินใดๆ ฉันเป็นคนแรกที่โปรยเปลือกหอยละเอียดเหล่านี้จากมือหนึ่งไปยังอีกมือหนึ่งราวกับว่ามันเป็นทองคำอันล้ำค่า ฉันเป็นคนแรกที่ทำลายความสงบของสถานที่แห่งนี้ ฉันกำลังยืนอยู่บนยอดเขาซึ่งเปรียบเสมือนภูเขาน้ำแข็งในทะเลแถบขั้วโลก ซึ่งตราบชั่วกาลนานมาไม่เคยมีหญ้าอยู่แม้แต่ต้นเดียว มาบัดนี้ประดุจดังพืชพันธุ์ที่ปลิวมากับสายลม ฉันมาเป็นประจักษ์พยานแรกแห่งชีวิต

                ดาวดวงหนึ่งเริ่มส่องแสงให้เห็นแล้ว ฉันกำลังมองมันอยู่ และเกิดความคิดว่า แผ่นดินสีขาวผืนนี้ถูกทอดทิ้งอยู่กับแสงดาวเป็นเวลาหลายแสนปีแล้ว ดินแดนนี้ราบเรียบไม่มีอะไรเลย เหนือขึ้นไปมีแต่ท้องฟ้า หัวใจฉันเต้นแรงราวกับว่ากำลังจะพบสิ่งสำคัญสิ่งหนึ่ง ฉันสังเกตว่า ห่างออกไปเบื้องหน้าสักสิบห้าหรือยี่สิบเมตร มีหินสีดำก้อนหนึ่งวางอยู่
                ตลอดระยะทางราวร้อยเมตร ลึกลงไปใต้เท้าฉันมีแต่เปลือกหอยเท่านั้น ไม่น่าจะเป็นไปได้เลยที่ก้อนหินนี้จะมาอยู่บนกองอันพะเนินเทินทึกของเปลือกหอย ช่างดูขัดกันเหลือเกิน ก้อนหินนั้นควรจะมีอยู่ลึกลงไปในใต้ดิน อันเป็นผลจากการวิวัฒนาการอย่างช้าๆ ของพื้นโลก แต่สิ่งมหัศจรรย์ใดเล่าที่ทำให้มันมาปรากฏอยู่บนแผ่นดินที่เกิดใหม่นี้ ด้วยหัวใจที่เต้นแรง ฉันก้มลงเก็บเจ้าสิ่งประหลาดนั้นขึ้นมา มันเป็นหินแข็งสีดำขนาดเท่ากำปั้น หนักราวกับทำด้วยโลหะ และมีรูปร่างดั่งหยดน้ำ
                ถ้าเราปูผ้าไว้ใต้ต้นแอปเปิลก็คงมีผลแอปเปิลตกลงมาในนั้นบ้าง ในทำนองเดียวกัน พื้นดินที่อยู่ใต้ดาวคงจะได้รับสะเก็ดดาวบ้างเหมือนกัน ไม่เคยเลยที่ลูกอุกกาบาตใดๆ จะบอกให้เรารู้ถึงที่มาของมันอย่างแจ่มชัดเช่นนี้
               ในขณะที่ฉันเงยหน้าขึ้นนั้น เป็นธรรมดาอยู่เองที่ฉันจะนึกว่า คงมีผลไม้ที่ได้หล่นลงมาจากต้นแอปเปิลบนฟากฟ้านั้นอีกบ้าง ฉันคงจะพบมันตรงจุดที่มันตกลงมานั้น ในเมื่อไม่มีอะไรเลยที่จะมาเคลื่อนย้ายมัน ร่วมหลายแสนปีมาแล้ว และในเมื่อมันไม่อาจจะปนหายไปกับวัตถุอื่น ฉันออกเดินสำรวจในทันทีเพื่อที่จะพิสูจน์สมมุติฐานของฉัน
                แล้วก็เป็นจริงเช่นนั้น โดยคร่าวๆ แล้วฉันเก็บหินแปลกได้หนึ่งก้อนทุกๆ เฮกตาร์ ก้อนหินทุกก้อนมีลักษณะเป็นหินละลายที่หลอมตัว มีสีดำและแข็งเหมือนเพชร ถ้าลองนึกย่อเวลาจากแสนปีให้เหลือเพียงชั่วครู่เดียว ฉันก็เห็นภาพของของตัวเองยืนอยู่บริเวณอันกว้างใหญ่ ซึ่งใช้รองรับสะเก็ดดาวที่หลั่งไหลลงมาประดุจไฟประลัยกัลป์

- ๔ -


                แต่สิ่งที่น่ามหัศจรรย์ใจที่สุดก็คือ บนโลกที่กลมนี้ ระหว่างผืนแผ่นดินที่มีแรงดึงดูดและดวงดาวเหล่านี้ มีมนุษย์ผู้รู้จักนึกคิดยืนอยู่ ความนึกคิดนี้เป็นเสมือนกระจกที่สะท้อนภาพของเปลวไฟที่หลั่งลงมา ไม่น่าอัศจรรย์ใจหรือที่มีความนึกฝันเกิดขึ้นบนพื้นแร่เช่นนี้ เมื่อกล่าวถึงความนึกฝันแล้ว ฉันยังจำเรื่องราวเรื่องหนึ่งได้.....

                 ครั้งหนึ่งเครื่องบินของฉันมาอับปางลงในดินแดนที่มีพื้นทรายหนาแน่นแห่งหนึ่ง ฉันต้องรออยู่ที่นั่นจนถึงสว่าง คืนนั้นดวงจันทร์ทอแสงสีทองทาบด้านหนึ่งของเทือกเขา ปล่อยอีกด้านหนึ่งไว้ในความมืด ทำให้แลดูทมึนจนถึงยอดที่ตัดกับแสงจันทร์ ฉันมีความรู้สึกว่า เงาและแสงจันทร์ที่สลับซับซ้อนกันอยู่ ทำให้บริเวณนั้นมีลักษณะเหมือนบริเวณระหว่างการก่อสร้างที่สงบ และเปิดไฟอยู่ในระหว่างหยุดพักงาน ความเงียบของบริเวณนี้ราวกับจะบอกเภทภัยอะไรสักอย่างหนึ่ง แล้วฉันก็ม่อยหลับไป

                 เมื่อตื่นขึ้นฉันไม่เห็นอะไรเลย นอกจากท้องฟ้าที่มืดสนิท ฉันนอนอยู่บนสันเขา เบื้องหน้าดาวระยิบระยับนานับดวง ฉันเพิ่งลืมตาขึ้นและยังไม่เข้าใจว่าความเวิ้งว้างเบื้องหน้านั้นคืออะไร ไม่มีอะไรที่จะยึดฉันไว้กับพื้นดิน ไม่มีอะไรเช่นหลังคาหรือกิ่งไม้ระหว่างตัวฉันกับความเวิ้งว้างดังกล่าว ในขณะนั้นฉันมีความรู้สึกวิงเวียนเหมือนกับว่ากำลังจะจมดิ่งออกไปในห้วงอวกาศ

                แต่ฉันก็ยังคงอยู่ที่เดิม หัวถึงปลายเท้ายังตรึงแน่นอยู่กับพื้น ฉันรู้สึกสงบใจขึ้นที่สามารถปล่อยน้ำหนักตัวเองได้อย่างสบาย แรงดึงดูดของโลกช่างประเสริฐและน่ารักอะไรเช่นนี้
                 ฉันรู้สึกว่าแผ่นดินพยุงฉันไว้ ประคองฉัน นำฉันขึ้นมาและพาฉันไปในอวกาศยามราตรี แรงที่ตรึงฉันอยู่กับดาวดวงนี้คงคล้ายกับแรงเหวี่ยงในทางโค้งที่เหวี่ยงให้ตัวติดกับรถ ฉันชื่นชมกับแรงที่กำลังดึงฉันอยู่ซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกมั่นคงและปลอดภัย ฉันนึกถึงตัวเองซึ่งกำลังล่องลอยติดไปกับโลกที่กลมนี้
                 ฉันรู้สึกเหมือนกับว่าถูกพาไปจริงๆ และคงจะไม่แปลกใจนัก ถ้าหากว่าจะได้ยินเสียงดังขึ้นจากใต้ดิน เสียงของวัตถุที่เสียดสีเมื่อถูกแรงบิด เสียงอ๊อดแอ๊ดของเรือใบเก่าๆ ที่แล่นฝ่าคลื่น หรือเสียงดังยาวของเรือที่แฉลบไปตามแรงน้ำ แต่จากใต้ดินก็มีแต่ความเงียบ ไหล่ของฉันคงรู้สึกถึงแรงดึงดูดนั้น มันช่างนุ่มนวล สม่ำเสมออยู่เป็นนิจนิรันดร์ โลกนี้เป็นโลกของฉัน ฉันติดอยู่กับมันเหมือนร่างของนักโทษที่ถูกถ่วงด้วยตะกั่วติดอยู่กับก้นทะเล

                 ฉันไตร่ตรองถึงสถานการณ์ของฉัน ซึ่งหลงอยู่ในทะเลทรายอันเต็มไปด้วยภยันตราย อยู่โดดเดี่ยวกับทรายและดาว อยู่กับความเงียบห่างจากจุดสนใจใดๆ ในชีวิต ฉันรู้ดีว่าฉันคงต้องใช้เวลาเป็นวัน เป็นอาทิตย์ เป็นเดือน กว่าจะได้กลับไป ถ้าหากว่ามีเครื่องบินมาพบฉัน ถ้าหากว่าพรุ่งนี้ชาวมัวร์ไม่มาฆ่าฉันไปเสียก่อน
                 ที่นี่ฉันไม่มีสมบัติอะไรเลย ฉันเป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งหลงอยู่ระหว่างทรายและดาว สิ่งเดียวที่ฉันมี คือความปิติยินดีที่ยังมีชีวิตอยู่....

                 อย่างไรก็ดีภาพต่างๆ ก็พรั่งพรูเข้ามาในความนึกฝันของฉัน
                 ภาพเหล่านั้นมาอย่างเงียบๆ เหมือนน้ำที่ค่อยๆ หลากมา แรกทีเดียวฉันไม่เข้าใจว่าอะไรเป็นต้นเหตุแห่งความหฤหรรษ์ที่เข้ามาครอบคลุมตัวฉันซึ่งไม่เชิงเป็นเสียง ไม่เชิงเป็นภาพ แต่เป็นความรู้สึกถึงความอยู่ใกล้ชิด ถึงมิตรภาพที่อยู่ไม่ไกลซึ่งฉันพอจะเดาได้แล้วว่าเป็นอะไร แล้วฉันก็เข้าใจ หลับตาลงและปล่อยตัวให้ล่องลอยไปอย่างอภิรมย์กับภาพในความทรงจำของฉัน

                 ในที่แห่งหนึ่ง ในสวนที่เต็มไปด้วยสนดำและต้นตีเยิล มีร้านเก่าๆ หลังหนึ่งที่ฉันชอบ ไม่สำคัญอะไรหรอกที่มันจะอยู่ใกล้หรือไกล จะให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายหรือเป็นที่กำบังแก่ฉันได้หรือไม่ ครั้งหนึ่งบ้านหลังนั้นเคยมีอยู่ แม้ว่าบัดนี้จะเป็นเพียงแต่ภาพในความนึกฝันของฉัน มันก็ให้ความอบอุ่นแก่ฉัน ตลอดคืนนั้นฉันไม่เป็นเพียงร่างกายที่นอนอยู่บนพื้นทรายเท่านั้น
                 ความคิดของฉันหวนกลับไปยังสมัยที่เป็นเด็กอยู่ในบ้านหลังนั้น ยังจำได้ถึงกลิ่นของห้องหับต่างๆ ความเย็นยะเยือกของห้องโถงหน้าบ้าน เสียงต่างๆ ที่ทำให้เกิดมีชีวิตชีวา แม้กระทั่งเสียงร้องของกบตามบ่อน้ำ ฉันก็รู้สึกว่าได้ยินมันอยู่ สิ่งเหล่านี้ยังอยู่ในความทรงจำของฉัน มันช่วยให้ฉันรู้จักตัวเอง ให้เข้าใจว่า ทะเลทรายนี้หมายถึงการพลัดพรากจากสิ่งใด ให้เข้าใจว่า ความเงียบนี้หมายถึงเสียงต่างๆ ที่ไม่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงกบที่เงียบไป

                 เปล่าเลย ฉันไม่ได้อยู่ระหว่างทรายกับดาวต่อไปแล้ว สิ่งแวดล้อมเหล่านี้ล้วนแต่เป็นภาพซึ่งไร้ความหมาย มันไม่ได้ให้ความรู้สึกถึงความจีรังอย่างที่ฉันคิดไว้ ฉันรู้สึกแล้วว่า ความรู้สึกนั้นมาจากไหน ฉันเห็นภาพตู้เสื้อผ้าอันสูงทะมึนในบ้านนั้น บานประตูซึ่งเปิดแง้มอยู่ทำให้เห็นผ้าปูที่นอนสีขาวราวหิมะวางเรียงอยู่เป็นตั้งๆ ผ้าที่เรียบขาวถูกนำมาเก็บสะสมไว้ที่นั่น แม่บ้านแก่คนนั้นเดินป้วนเปี้ยนไปมา จากตู้หนึ่งไปยังอีกตู้หนึ่ง คอยตรวจตรา คลี่พับ และนับผ้าขาวเหล่านั้น ทุกครั้งที่พบร่องรอยของการสึกหรอที่คุกคามความมั่นคงของบ้าน ก็จะร้องว่า
                 "คุณพระช่วยแย่จริงๆ" แล้วก็รีบวิ่งไปเพ่งสายตาอยู่ใต้แสงตะเกียง เพื่อชุนผ้าปูแท่นบูชาหรือปะใบเรือ เพื่อรับใช้สิ่งที่มีอำนาจเหนือกว่า ซึ่งอาจจะเป็นพระเจ้าหรือเรือใบอะไรสักอย่างก็ไม่รู้

                 แม่บ้านของฉัน ฉันควรจะพูดถึงเธอสักหน่อย ในครั้งแรกๆ ที่ฉันกลับจากการเดินทาง ฉันพบเธอท่ามกลางผ้าขาวที่วางกองพะเนินอยู่จนถึงหัวเข่า ในมือถือเข็ม ใบหน้าเพิ่มรอยย่นมากขึ้นทุกปีๆ ผมก็หงอกยิ่งขึ้น แต่มือของเธอก็ไม่ว่างจากการเตรียมผ้าปูที่นอนที่ไม่มีรอยยับ เตรียมผ้าปูโต๊ะที่ไม่มีรอยตะเข็บไว้สำหรับโต๊ะอาหารของเรา ซึ่งเต็มไปด้วยเครื่องแก้วเป็นประกายและแสงไฟสว่างไสว
                 ฉันเข้าไปเยี่ยมเธอถึงในห้องเก็บเสื้อผ้า นั่งลงตรงหน้า เล่าภยันตรายต่างๆ ซึ่งฉันได้ประสบมาให้เธอฟังเพื่อที่จะทำให้เธอไหวหวั่น เพื่อที่จะให้เธอลืมตามองโลกเสียบ้าง และเพื่อหันเหเธอจากการงาน
                 แต่เธอกลับบอกว่า ฉันไม่เปลี่ยนแปลงไปเท่าไรนัก เมื่อตอนเป็นเด็กฉันก็ชอบทำเสื้อผ้าขาดอยู่แล้ว
                 - แย่จริงๆ ชอบหกล้มเข่าแตกแล้วก็วิ่งกลับมาบ้านเหมือนกับในคืนนี้เพื่อมาให้ช่วยทำแผลให้
                 - ไม่ใช่เช่นนั้นหรอก โธ่! ฉันไม่ได้กลับมาจากปลายสวนหรอก แต่มาจากปลายโลกโน้น ดูซิ กลิ่นไอความสันโดษ พายุทราย และแสงอันเจิดจ้าของดวงจันทร์ในประเทศร้อนยังติดมากับฉันเลย
                 - แน่ละเธอตอบ เด็กผู้ชายชอบวิ่งซุกซนไปล้มลุกคลุกคลานมาจากไหน แล้วก็นึกว่าตัวเองเก่ง
                 - ไม่ใช่เช่นนั้นหรอก โธ่! ฉันไปไกลกว่าสวนนี้นะ ถ้าเธอรู้เจ้าหย่อมไม้นี้มันช่างเล็กเสียจริงๆ มันเป็นเพียงจุดนิดเดียวท่ามกลางทะเลทราย ขุนเขาป่าทึบ และหนองบึงทั้งหลายของโลก เธอเคยรู้ไหมว่ามีดินแดนซึ่งถ้าเจอคนที่นั่นแล้วเขาจะประทับปืนขึ้นทันที เธอเคยรู้ไหมว่า มีทะเลทรายซึ่งในเวลากลางคืนอันเย็นยะเยือก จะต้องนอนกลางทรายโดยไม่มีหลังคา ไม่มีเตียง ไม่มีผ้า......
                 "อุ๊ย! พวกป่าเถื่อน" เธอพูด
                 ฉันไม่อาจทำให้ความเชื่อมั่นของเธอหวั่นไหวไปได้ ต้องล้มเหลวเหมือนความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงความศรัทธาในศาสนาของนางชีคนหนึ่ง ฉันนึกสงสารชะตาชีวิตที่เรียบๆ ของเธอ ที่ทำให้เธอปิดหูปิดตาอยู่.....

                 แต่ในซาฮาราคืนนี้ เดียวดายอยู่ระหว่างทรายกับดาว ฉันต้องยอมรับว่าเธอมีส่วนถูก ฉันไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นในตัวฉัน แรงดึงดูดตรึงฉันให้อยู่กับพื้นดิน ทั้งๆ ที่ดาวอีกจำนวนมากอาจดึงดูดฉันไปได้ ฉันหวนคิดถึงตัวเอง ช่างมีแรงดึงดูดมากมาย ที่ผูกพันฉันไว้กับสิ่งต่างๆ ความนึกฝันของฉันเป็นสิ่งที่จริงจังมากกว่าเนินทราย ดวงจันทร์และสิ่งแวดล้อมเหล่านี้
                 บ้านเป็นสิ่งที่วิเศษสุด ไม่ใช่เพราะว่ามันเป็นที่กำบังความหนาว หรือว่าเป็นกำแพงสำหรับเราแต่เป็นเพราะว่ามันค่อยๆ ทิ้งความอบอุ่นละมุนละไมไว้กับเรา เป็นเพราะว่ามันเป็นเสมือนแก่นลึกของหัวใจ ที่เป็นแหล่งกำเนิดของสายธาร แห่งความนึกฝัน......

                 ซาฮาราที่รัก แม่บ้านเพียงคนเดียวเท่านั้น ได้ทำให้อาณาบริเวณนี้กลายเป็นสถานที่อันรื่นรมย์






บทที่ ๕
แหล่งน้ำกลางทะเลทราย

                ฉัน ได้พูดถึงทะเลทรายมามากแล้ว ก่อนที่จะพูดถึงมันอีก ฉันอยากจะบรรยายถึงแหล่งน้ำแห่งหนึ่งก่อน สถานที่ที่ฉันนึกถึงนั้น ไม่ได้อยู่ไกลลึกเข้าไปในทะเลทรายซาฮาราจนเข้าถึงได้ยากหรอก
               อย่างไรก็ดี ความมหัศจรรย์อีกประการหนึ่งของเครื่องบินก็คือมันสามารถนำท่านเข้าไปถึงใจกลางแห่งความลึกลับในทันที ท่านเป็นเสมือนนักชีววิทยาคนหนึ่งซึ่งอยู่ข้างหลังกระจกหน้าต่างเครื่องบิน เฝ้าศึกษามหาชนที่ขวักไขว่อยู่เบื้องล่างดั่งมดปลวก เมืองที่เห็นอยู่บนพื้นราบนั้น มีถนนหลายสายมาบรรจบกันอยู่เป็นรูปดาว ถนนเหล่านี้เป็นเส้นเลือดใหญ่ที่นำสิ่งหล่อเลี้ยงจากทุ่งนามาสู่เมืองแต่ขณะที่กำลังมองลงมาอย่างไม่ยินดียินร้ายนั้น เข็มของเครื่องวัดความดันอากาศเกิดบ่ายเบนไปนิดหนึ่ง และแล้วพื้นที่สีเขียวที่เห็นอยู่เป็นเบื้องล่างนั้น ก็กลายมาเป็นอาณาจักรอันกว้างใหญ่สำหรับท่านซึ่งมาติดค้างอยู่ในสนามหญ้าของสวนอันเงียบสงบ

                 ความห่างไกลกันไม่ได้วัดด้วยระยะทางเสมอไป กำแพงสวนของเราอาจปิดซ่อนความลึกลับไว้ได้ดียิ่งกว่ากำแพงเมืองจีนเสียอีก ความจริงแล้ว หญิงสาวผู้หนึ่งจะปกปิดความรู้สึกนึกคิดของเธอด้วยความเงียบได้ดีกว่าที่ซาฮาราจะปกปักรักษาแหล่งน้ำด้วยความเวิ้งว้างของผืนทราย

                 ฉันจะเล่าถึงครั้งหนึ่งซึ่งฉันมาจอดพักเครื่องบินอยู่ในที่แห่งหนึ่งใกล้ๆ กองกอรเดียในอาร์เจนตินา จะเป็นที่ใดก็คงไม่สำคัญนักในเมื่อความลึกลับมีอยู่ทั่ว
                 ฉันได้ร่อนลงในทุ่งนาแห่งหนึ่ง โดยไม่ได้คาดฝันเลยว่าจะมาพบกับบรรยากาศแห่งเทพนิยาย รถฟอร์ดเก่าๆ ที่ฉันนั่งมาก็ไม่มีอะไรน่าสนใจ และสามีภรรยาผู้อ่อนโยนที่ให้การต้อนรับฉันก็เช่นกัน
                 "คุณพักกับเราซิคืนนี้....."
                 พอเลยหัวมุมถนนไปหน่อยก็ถึงบ้านหลังนั้น ช่างเป็นบ้านที่มีรูปร่างประหลาดอะไรเช่นนี้ ดูใหญ่ เตี้ย และทึบ คล้ายป้อมปราการหรือปราสาทในเทพนิยาย ตั้งแต่ข้ามประตูเข้ามา ก็ให้เกิดความรู้สึกสงบ ปลอดภัยและปราศจากอันตรายเหมือนอยู่ในอาราม

                 หญิงสาวสองคนปรากฏตัวขึ้น เธอทั้งสองเพ่งมองดูหน้าฉันอย่างเคร่งขรึมคล้ายกับนายด่านที่ยืนตรวจตราอยู่ตรงทางเข้าอาณาจักรอันต้องห้าม คนน้องตีสีหน้าบึ้ง ยืนเคาะพื้นอยู่ด้วยไม้สีเขียวเล็กๆ ระหว่างการแนะนำ เธอทั้งสองยื่นมือให้ฉันโดยไม่พูดอะไร แสดงท่าทางท้าทายอย่างแปลกๆ แล้วก็หายตัวไป
                 ฉันรู้สึกขำและชอบใจ ทุกอย่างดูง่าย เงียบและรวบรัดราวกับเป็นฉากแรกแห่งความลึกลับ
                 "ดูซิ ป่าเถื่อนดีไหม" ผู้เป็นพ่อพูดสั้นๆ แล้วเราก็เข้าไปในบ้าน

                 ที่ปรารากวัย ฉันชอบต้นหญ้าแสนกลที่ชอบโผล่ยอดขึ้นมาระหว่างก้อนหินที่ปูถนนของเมืองหลวง มันมาจากป่าดิบที่มองไม่เห็นแต่ก็อยู่ไม่ไกล เพื่อที่จะมาดูลาดเลาว่ามนุษย์ยังอยู่ในเมืองกันดีหรือเปล่า ว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะมารังควานสิ่งก่อสร้างที่นี่บ้าง ฉันชอบลักษณะที่ดูคล้ายกับว่าเป็นการทรุดโทรมแบบนี้ซึ่งอันที่จริงแล้วเป็นลักษณะที่แสดงถึงความสมบูรณ์พูนสุขที่มีมากเกินไปของธรรมชาติมากกว่า แต่เมื่อเห็นบ้านหลังนี้เข้า ฉันได้แต่ปลื้มและแปลกใจ

                 ที่นี่ทุกอย่างดูทรุดโทรม แต่ช่างเป็นภาพที่น่าชื่นชมอะไรเช่นนี้ ดูเหมือนกับเป็นต้นไม้ใหญ่ที่เปลือกกะเทาะหลุดไปบ้างและปกคลุมไปด้วยตะไคร่น้ำ เหมือนกับเป็นม้านั่งสาธารณะซึ่งหนุ่มสาวชอบมานั่งพลอดรักอยู่เป็นประจำมาหลายชั่วอายุคนแล้ว เครื่องไม้ที่ประดับฝาห้องก็ดูสึกหรอ บานประตู หน้าต่างกร่อนแหว่ง เก้าอี้ก็ขาเก ถึงจะไม่ได้รับการซ่อมแซมเลย สิ่งเหล่านี้ก็ได้รับการเช็ดถูอย่างดี ทุกสิ่งดูสะอาดสะอ้านและถูกขัดเป็นเงา
 
                ด้วยเหตุนี้แหละ ห้องรับแขกจึงมีลักษณะจำเพาะอันเข้มข้น น่าพิศวง เหมือนกับลักษณะใบหน้าของหญิงชราที่เต็มไปด้วยรอยย่น รอยร้าวของกำแพง รอยแตกของเพดาน น่าดูไปหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าพื้นไม้ที่ทะลุบ้าง คลอนบ้างอย่างกับเป็นสะพานแขวน แต่ก็ได้รับการขัดถูลงน้ำมันจนขึ้นเงา บ้านที่น่าถึง ผู้ที่มาพบเห็นจะไม่นึกถึงความเพิกเฉยหรือการปล่อยปละละเลย แต่จะเต็มไปด้วยความนิยมชมชอบ แต่ละปีก็มีอะไรบางสิ่งบางอย่างที่ช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้แก่มัน เพิ่มความซับซ้อน และบรรยากาศแห่งความเป็นมิตรรวมทั้งเพิ่มอันตรายระหว่างทางจากห้องรับแขกไปยังห้องกินข้าว
                 "ระวัง!"

                 พื้นตรงนั้นมีรูโหว่อยู่ เขาชี้ให้ฉันเห็นว่าถ้าหากล้มไปตรงนั้น ขาอาจจะหักได้โดยง่าย ไม่ใช่ความผิดของใครที่มีรูโหว่อยู่ที่นั่น มันเป็นไปตามกาลเวลา มันอยู่ของมันอย่างนั้นเอง ท่าทางเย่อหยิ่งอย่างกับทองไม่รู้ร้อน เขาไม่บอกฉันว่า "เราจะอุดช่องโหว่เหล่านี้ก็ได้ เราก็พอมีสตางค์ แต่ทว่า....." หรือไม่บอกว่า "บ้านนี้เช่าจากเทศบาล ก็สัญญาเช่าสามสิบปี ควรเป็นหน้าที่ของเทศบาลที่จะซ่อมแซม ต่างฝ่ายต่างเกี่ยงกัน...." แม้ว่าจะเป็นข้อเท็จจริงก็ตาม เขาไม่แยแสที่จะมัวอธิบาย แต่ฉันชอบการทำตัวตามสบายของเขาเช่นนี้มาก เขาเปรยขึ้นเพียงนิดเดียวว่า
                 "อืมม์ ดูทรุดโทรมหน่อยนะ….."
                 น้ำสียงของเขาช่างแจ่มใสจนฉันชักสงสัยว่าเจ้าของบ้านคงไม่ทุกข์ร้อนอะไรกับสภาพการนี้นัก ลองคิดดูซิ ถ้าท่านเรียกนายช่างต่างๆ มา เช่น ช่างก่อสร้าง ช่างไม้ ช่างทำเครื่องเรือน ช่างปูน เขาเหล่านั้นจะเรียงรายกันมาพร้อมกับเครื่องมือของเขา มาลบหลู่สถานที่แห่งอดีตกาลนี้ ภายในแปดวันพวกเขาจะมาเปลี่ยนสถานที่นี้ไปจนจะจำของเดิมไม่ได้ ท่านก็จะได้บ้านที่ปราศจากความลึกลับ ปราศจากซอกมุมหลุมพรางและโพรงลึก บ้านซึ่งท่านมีความรู้สึกเหมือนกับว่ามาเยี่ยมเยียนเป็นครั้งแรก บ้านซึ่งกลายมาเป็นห้องโถงของศาลากลางจังหวัดไปเสียแล้ว

                 เป็นธรรมดาอยู่เองที่หญิงสาวจะหายไปได้ในบ้านที่มีประตูกลหลังนี้ ห้องเก็บของจะเป็นอย่างไรเล่าในเมื่อห้องรับแขกมีสภาพรกรุงรังเหมือนกับเป็นห้องเก็บของอยู่แล้ว! เราพอจะเดาได้แล้วว่าตู้ในห้องเก็บของคงเต็มไปด้วยห่อจดหมายเก่าๆ และใบเสร็จรับเงินสมัยปู่ทวด เพียงแค่แง้มประตูตู้ ทุกสิ่งทุกอย่างก็คงจะทะลักลงมา จำนวนลูกกุญแจในบ้านคงมีมากกว่าแม่กุญแจที่มีอยู่ และเป็นธรรมดาอยู่เองที่จะไม่รู้ว่าจะใช้กุยแจดอกไหนกับที่ใด กุญแจแสนวิเศษที่ไร้ประโยชน์ มีแต่จะสร้างความสับสน มันทำให้ฝันถึงอุโมงค์ใต้ดินถึงสมบัติที่ซุกซ่อนอยู่ในหีบ ถึงเหรียญทองที่อาจมีอยู่ตามที่ต่างๆ ในบ้าน
                 "เชิญรับประทานอาหารได้แล้วครับ"

                 เราไปยังห้องกินข้าว จากห้องหนึ่งไปยังอีกห้องหนึ่ง ฉันสูดกลิ่นที่อบอวลอยู่คล้ายกลิ่นธูป เป็นกลิ่นของห้องสมุดเก่าๆ ซึ่งไม่น้อยหน้ากลิ่นน้ำหอมอื่นใด โดยเฉพาะฉันชอบการยกตะเกียงอันหนักอึ้ง ซึ่งเขาเดินถือจากห้องหนึ่งไปยังอีกห้องหนึ่ง ทำให้เกิดเงาเคลื่อนที่ไปบนกำแพง และทำให้นึกไปถึงสมัยที่ฉันยังเยาว์วัย ตะเกียงเคลื่อนที่ไปทำให้แลเห็นเหมือนเป็นช่อดอกไม้อันประกอบด้วยลำแสงและเงาดำ เมื่อตะเกียงมาหยุดอยู่กับที่ บริเวณที่สว่างก็จะหยุดเคลื่อนที่เช่นกัน ปล่อยบริเวณที่กว้างใหญ่รอบๆ ไว้ในความมืดกับเสียงอ๊อดแอ๊ดของพื้นไม้

                 หญิงสาวทั้งสองก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งหนึ่งอย่างลึกลับและเงียบๆ เหมือนเมื่อตอนที่หลบตัวไป เธอมานั่งที่โต๊ะด้วย ท่าทางเคร่งขรึม เธอคงไปเลี้ยงดูสุนัขและนกของเธอ ไปเปิดหน้าต่างรับแสงจันทร์ และไปสูดกลิ่นของพันธุ์ไม้ในสายลมของยามเย็น ในตอนนี้ขณะที่เธอคลี่ผ้าเช็ดปากออก เธอคอยเฝ้าชำเลืองมองฉันอย่างระแวดระวัง พร้อมกับถามตัวเองว่าควรหรือไม่ที่จะจัดฉันเข้าไปอยู่ในอาณาจักรของสิ่งที่เธอจะยอมคุ้นเคยด้วย ในทำนองเดียวกับ ตะกวด พังพอน สุนัขจิ้งจอก ลิง และผึ้ง ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงของเธออยู่แล้ว สัตว์เหล่านี้ใช้ชีวิตคลุกคลีกันอยู่ และอยู่ด้วยกันได้อย่างดีเหมือนอยู่ในสวนสวรรค์ เธอเป็นจ้าวแห่งสัตว์เหล่านี้ คอยลูบไล้มัน คอยให้ข้าวน้ำมันกิน และคอยเล่านิทานซึ่งตั้งแต่พังพอนถึงผึ้งต่างก็ฟังกันทั่ว

                 ฉันคาดคะเนแล้วว่า หญิงสาวที่เฉียบแหลมทั้งสองคนนี้คงใช่ปรีชาญาณและความละเอียดอ่อนในการมองคนของเธอ เพื่อที่จะตัดสินเพศตรงกันข้ามได้อย่างเงียบๆ รวดเร็วและเฉียบขาด ในสมัยที่ฉันเป็นเด็ก พี่สาวของฉันก็เช่นกัน มักจะให้คะแนนแขกที่ถูกเชิญมารับประทานอาหารที่บ้านในครั้งแรก ในตอนหนึ่งที่การสนทนาหยุดชะงักลง เสียงหนึ่งจะพูดขึ้นมาลอยๆ ในความเงียบโดยไม่บอกกล่าวว่า "สิบเอ็ด" จะมีก็แต่พี่สาวและฉันเท่านั้นที่ซ่อนยิ้มและเข้าใจในความหมาย

                 การที่เคยเล่นให้คะแนนแบบนี้มา ทำให้ฉันรู้สึกประหม่าเล็กน้อย ยิ่งรู้สึกว่าผู้ที่จะพิพากษาฉันนั้นเฉียบแหลม ก็ยิ่งทำให้เคอะเขิน เธอเป็นผู้พิพากษาที่สามารถแยกแยะสัตว์เจ้าเล่ห์จากสัตว์ที่เชื่อง เธอรู้จักอ่านฝีเท้าของสุนัขจิ้งจอกว่ามันอารมณ์ดีหรือเปล่า เธอสามารถอ่านจิตใจคนได้อย่างลึกซึ้ง

                 ฉันชอบดวงตาที่แหลมคมและจิตใจที่ใสสะอาดของเธอ แต่ฉันคงจะพอใจมากกว่าแน่ ถ้าเธอยอมเลิกให้คะแนนแบบนี้ อย่างไรก็ดีด้วยความขลาดและกลัวว่าจะได้ "สิบเอ็ด" ฉันก็ช่วยส่งเกลือและรินเหล้าองุ่นให้เธอ แต่เมื่อเงยหน้าขึ้น ฉันก็ยังเห็นใบหน้าอันอ่อนหวานแต่เคร่งขรึมของผู้พิพากษาซึ่งไม่อาจจะซื้อได้

                 แม้ว่าจะใช้การประจบก็คงไม่ได้ผล เพราะเธอไม่ใช่คนชอบหลงตัวเอง ไม่หลงตัวเองก็จริงแต่ก็คงภูมิใจในตัวเองมาก และคงเห็นความดีของตัวเองโดยไม่ต้องอาศัยฉัน มากเกินกว่าที่ฉันจะกล้าพรรณนาเสียอีก ฉันไม่กล้าที่จะคุยถึงเกียรติภูมิในอาชีพของฉันเพราะไม่จริงหรือที่ว่า การปีนขึ้นไปจนถึงปลายกิ่งของยอดไม้เพียงเพื่อดูว่าลูกนกออกขนแล้วหรือยัง หรือเพียงเพื่อที่จะทักทายกับมัน ย่อมแสดงถึงความกล้าหาญมากเกินกว่าที่ฉันจะคุยได้เสียอีก

                 นางฟ้าทั้งสองคอยเฝ้าดูฉันอย่างเงียบๆ ตลอดเวลาที่รับประทานอาหาร ฉันรู้สึกว่าถูกชำเลืองมองอยู่บ่อยครั้งจนต้องหยุดพูด ทุกคนเงียบลงชั่วขณะหนึ่งท่ามกลางความเงียบนั้น มีเสียงหนึ่งดังขึ้นแผ่วเบาจากพื้นห้องใต้โต๊ะ เป็นเสียงคล้ายลมเป่า ตามด้วยเสียงกรอบแกรบแล้วก็เงียบลง ฉันเงยหน้าขึ้นด้วยความสงสัย คนน้องซึ่งคงเสร็จสรรพจากการสำรวจท่วงทีของฉันแล้วก็ยังไม่วายจะใช้กลวิธีทดสอบขั้นสุดท้าย ดังนั้นพร้อมกับยกขนมปังขึ้นกัดกร้วมใหญ่ เธอจึงอธิบายให้ฉันฟังอย่างง่ายๆ และหน้าตาเฉย โดยหวังว่า ความไม่เข้าท่าของฉันถ้ามีอยู่จะปรากฏให้เห็นจากความตะลึงในสีหน้า
                 "เสียงงูไงล่ะ"
                 แล้วเธอก็เงียบ ท่าทางพอใจ ราวกับว่าคำอธิบายนั้นเพียงพอแล้วสำหรับมนุษย์ที่ไม่โง่จนเกินไป พี่สาวแอบชำเลืองดูฉันแวบหนึ่งเพื่อดูปฏิกิริยาของฉันแล้วทั้งสองก็ก้มหน้าลงมองจานอาหาร พร้อมทั้งตีสีหน้ายิ้มๆ อย่างไร้เดียงสาที่สุด
                 "อ๋อ.....งูหรือ"

                 ฉันโพล่งออกมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ มีสิ่งหนึ่งที่ได้ผ่านขาและเฉียดน่องฉันไป และเจ้าสิ่งนั้นก็คืองู....
                 เคราะห์ดีที่ฉันยิ้มออกมาอย่างไม่เสแสร้ง ซึ่งถ้าทำเธอก็คงจับได้อยู่ดี ฉันยิ้มเพราะว่าฉันยินดี เพราะว่า ฉันเริ่มพอใจบ้านหลังนี้มากขึ้นทุกทีจริงๆ และเพราะว่าฉันก็อยากรู้เรื่องราวเพิ่มเติมเกี่ยวกับเจ้างูนั้นอยู่อีกเหมือนกัน คนพี่ก็ช่วยให้ความกระจ่างแก่ฉัน
                 "มันทำรังอยู่ในรูใต้โต๊ะ"
                 "มันออกหากินตอนกลางวัน จะกลับมาก็ราวสี่ทุ่ม" คนน้องพูดเสริม
                 คราวนี้ฉันเป็นฝ่ายชำเลืองมองดูเธอบ้าง เพื่อสังเกตความละเมียดละไมและรอยยิ้มที่ซ่อนอยู่บนใบหน้าที่สงบ ฉันชื่นชมความสง่าของเธอ......

                 ทุกวันนี้ ฉันเฝ้าฝันถึงเหตุการณ์ที่ได้ผ่านพ้นมานานแล้วนั้น เธอทั้งสองจะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ ถ้าเธอแต่งงานแล้ว เธอยังคงเหมือนเดิมหรือเปล่า การพ้นสภาพจากสาววัยรุ่นเป็นวิกฤตการณ์ที่สำคัญแห่งชีวิต เธอจะทำอะไรบ้างถ้าหากว่าต้องมาอาศัยอยู่ในบ้านที่ใหม่เอี่ยม แล้วความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับหญ้ารกและงูเงี้ยวเล่า ชีวิตของเธอเคยมีอยู่กับบางสิ่งบางอย่างที่เป็นแก่นแท้ของธรรมชาติ แต่แล้ววันหนึ่งวัยสาวของเธอก็ตื่นตัวขึ้น เธอฝันที่จะให้คะแนนสิบเก้าส่วนยี่สิบในที่สุด นี่เป็นความรู้สึกกดดันอยู่ในใจ และแล้วนายโง่คนหนึ่งก็ผ่านเข้ามาในชีวิตของเธอ สายตาอันแยบแหลมของเธอก็จะพลั้งพลาดไปเป็นครั้งแรก ทำให้เธอมองเขาด้วยสีสันอันงดงาม ถ้านายโง่คนนั้นพูดโคลงกลอนขึ้นมา เธอก็จะนึกเอาเองว่าเขาเป็นกวี เธอหลงเชื่อว่าเขาเข้าใจถึงพื้นที่มีรูโหว่และเชื่อว่าเขาชอบเจ้าตัวพังพอน ความหลงเชื่อในตัวเขาทำให้เธอคิดไปว่าเขาอาจจะชอบงูที่ออกมาเลื้อยอยู่ใต้โต๊ะระหว่างขาของเขา เธอได้มอบหัวใจที่เปรียบเสมือนสวนพฤกษชาติให้แก่เขาผู้ซึ่งชอบแต่สิ่งที่ปรุงแต่งแล้ว และนายโง่คนนั้นก็นำเจ้าหญิงไปเป็นทาสปรนนิบัต


 


INDEX BACK TOP NEXT
HOME