แม้ เป็นเพียงเครื่องยนต์ชนิดหนึ่ง เครื่องบินก็เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ได้ดี!
เราอาจใช้มันเพื่อค้นพบโฉมหน้าที่แท้จริงของแผ่นดิน
อันที่จริงถนนหนทางตามพื้นดินหลอกลวงเรามานานหลายศตวรรษแล้ว เราเป็นเสมือนกษัตริย์ที่ประสงค์จะออกเยี่ยมราษฎรเพื่อไต่ถามทุกข์สุข
เพราะห่วงใยถึงความพึงพอใจของราษฎรต่อการปกครองของพระองค์ ฝ่ายขุนนางที่ต้องการให้พระองค์สำคัญผิด
ก็ตกแต่งถนนหนทางและจ้างบริวารมาสนุกเฮฮากันตามเส้นทางที่พระองค์จะเสด็จผ่าน แต่นอกเส้นทางแคบๆ
นั้น พระองค์ไม่อาจทอดพระเนตรเห็นส่วนอื่นของพระราชอาณาจักรได้เลย และไม่ทรงทราบเลยว่า
ลึกเข้าไปในชนบทนั้น ผู้ที่ยากไร้กำลังสาปแช่งพระองค์อยู่
ทางเดินบนพื้นดินเป็นทางที่คดเคี้ยว ทางนั้นย่อมอ้อมพื้นดินที่กันดาร ภูเขา และทะเลทราย
เพื่อลดเลี้ยวไปตามความต้องการของผู้คน จากแหล่งน้ำหนึ่งไปยังอีกแหล่งหนึ่ง ชาวนาก็เดินตามทางระหว่างยุ้งฉางกับท้องนา
สัตว์ที่งัวเงียออกมาจากคอกในตอนเช้า ก็เบียดเสียดกันไปตามทางจากคอกจนถึงทุ่งหญ้า
ถนนจะเชื่อมหมู่บ้านสองหมู่บ้านก็เพราะว่ามีการแต่งงานกันระหว่างลูกบ้านทั้งสอง แม้ว่าทางสายหนึ่งจะอาจหาญข้ามทะเลทรายไปก็ยังอุตส่าห์วกวนไปตามแหล่งน้ำต่างๆ
ของทะเลทรายอยู่ดี
เช่นนี้แหละ ความคดเคี้ยวของเส้นทางประกอบกับความเกียจคร้านในการใฝ่หาสัจจะ ทำให้เราหลงใหลอยู่กับความเข้าใจผิดในการเดินทางครั้งต่าง
ๆ ของเรา เราได้ผ่านดินแดนที่เขียวชอุ่มมากหลาย ผ่านสวนผลไม้และทุ่งหญ้ามากแห่งด้วยกัน
ทำให้เกิดมโนภาพที่ฝังแน่นมานานแล้วว่า พื้นดินที่กักขังเราอยู่นี้ ช่างดูงดงามเหลือเกิน
เราหลงเชื่อว่าพิภพนี้มีแต่ความชื่นฉ่ำและอ่อนโยน
ทัศนะของเราเฉียบแหลมขึ้น แต่ความก้าวหน้านี้กลับทำให้เราสะเทือนใจ เครื่องบินสอนให้เรารู้จักเส้นทางตรง
พอบินขึ้นได้ไม่ทันไร เราก็ผละจากเส้นทางที่ลาดสู่แอ่งน้ำหรือคอกสัตว์ หรือที่ลัดเลาะไปตามเมือง
ต่อนี้ไปเราไม่ถูกบังคับให้เดินไปตามเส้นทางที่น่าอภิรมย์นั้นอีกแล้ว เราไม่ต้องหยุดตามแหล่งน้ำอีกต่อไป
เราสามารถบ่ายหน้าตรงไปสู่จุดหมายปลายทางอันแสนไกล ต่อเมื่อมาอยู่สูงละลิ่วในวิถีโคจรที่ตรงแน่วแล้วนั่นแหละ
เราจึงเห็นโครงสร้างของพื้นโลก เห็นแนวเขา ทะเลทราย และทะเลเกลือ ที่นี่และที่นั่นเราอาจเห็นแหล่งชีวิตอันง่อนแง่นงอกงามอยู่
ราวกับเป็นตะไคร่ที่เกิดขึ้นเป็นหย่อมๆ ท่ามกลางสิ่งปรักหักพัง
เรากลายมาเป็นนักฟิสิกส์และนักชีววิทยา ที่กำลังศึกษาอารยธรรมต่างๆ ซึ่งเรียงรายอยู่ตามแนวของหุบเขา
ในที่ที่ดินฟ้าอากาศอำนวย อารยธรรมหนึ่งก็อาจเจริญรุ่งเรืองขึ้นประหนึ่งเป็นสวนอันสะพรั่งด้วยดอกไม้
ขณะที่มองลอดหน้าต่างเครื่องบินลงมาเหมือนมองลอดเครื่องมือวิเคราะห์ เราก็เห็นและตัดสินมนุษย์ด้วยมาตรฐานแห่งจักรวาล
และทบทวนประวัติศาสตร์ของเราไป
- ๒ -
ขณะ ที่บินไปยังช่องแคบมาเจลลัง เหนือดินแดนทางใต้ของริโอ
กัลเลกอส นักบินจะเห็นแถบหินละลายเก่าๆ จากภูเขาไฟแถบหนึ่งหนายี่สิบเมตรและยื่นลึกเข้าไปในพื้นราบ
หลังจากแถบแรกก็มีแถบที่สองที่สาม และจากนั้นไป เนินทุกเนินภูเขาที่สูงราวสองร้อยเมตรทุกลูกจะมีปล่องภูเขาไฟอยู่ด้วย
มันดูไม่สูงตระหง่านเช่นเดียวกับภูเขาไฟวิซูเวียสหรอก ปล่องไฟเหล่านั้นเปิดอ้าอยู่ติดดินเลยทีเดียว
บัดนี้ภูเขาไฟดับลงหมดแล้ว บรรยากาศที่สงบและทิวทัศน์ที่เวิ้งว้าง สร้างความประหลาดใจแก่ผู้ที่มาพบเห็น
ปล่องไฟนับพันเหล่านั้นเคยพ่นไฟออกมาประชันกันดั่งกับเป็นออร์แกนใต้ดินที่เคยส่งเสียงประสานกันอยู่
มาบัดนี้ทุกอย่างสงบเงียบ เมื่อมองจากข้างบนลงมาจะเห็นแต่แถบสีดำๆ ในบางแห่ง
ภูเขาไฟที่เก่ากว่าและอยู่ห่างไกลออกไปหน่อยเริ่มมีหญ้าสีทองปกคุลมแล้ว ในร่องหินบางแห่งมีต้นไม้ขึ้นอยู่
คล้ายกับเป็นดอกไม้ในกระถางเก่าๆ ภายใต้แสงแดดในยามเย็น ที่ราบแห่งนี้ก็จะดูรื่นรมย์ราวกับอุทยาน
มีหญ้าสั้นๆ ปกคลุมอยู่ดูราบรื่นไปหมดยกเว้นบางแห่งที่นูนขึ้นเล็กน้อยราวกับลำคอยักษ์
กระต่ายชอบมาวิ่งเล่นกัน นกมาบินฉวัดเฉวียนอยู่ ในที่สุดดินอันอุดมสมบูรณ์ก็ได้เกิดมีขึ้นที่ตรงนี้
อันจะเป็นที่พำนักอาศัยแก่มวลสิ่งมีชีวิตต่อไป
ปล่องภูเขาไฟที่อยู่ก่อนถึงปุนตาอาเรนัสเล็กน้อยนั้น มีดินถมเต็มหมดแล้ว ที่ลุ่มดอนต่างๆ
เชื่อมต่อถึงกันเป็นสนามหญ้าผืนเดียว แต่นี้ไปสถานที่แห่งนี้จะให้แต่ความรื่นรมย์
หญ้านุ่มได้มาช่วยประสานรอยแตกแยกต่างๆ พื้นดินดูเรียบและค่อยๆ ลาดเอียงลงไปจนทำให้เราลืมต้นกำเนิดของมันแล้ว
สนามหญ้าได้มาบดบังสิ่งที่ไม่สดสวยของไหล่เขาไว้หมด
|
นี่แหละคือเมืองที่อยู่ใต้สุดของโลก เกิดขึ้นมาอย่างบังเอิญโดยโคลนเล็กน้อยซึ่งค้างอยู่ระหว่างหินละลายเก่าแก่และน้ำแข็งจากขั้วโลกใต้
ใกล้ทางไหลของ หินละลายเพียงแค่นี้ ทำไมเล่าจะไม่นึกถึงความมหัศจรรย์ใจของมนุษย์
ช่างเป็นเหตุบังเอิญที่แสนประหลาด ใครเล่าจะรู้ว่าอย่างไร ใครเล่าจะรู้ว่าทำไม | |
ปาตาโกเนีย
|
ในวันอันเป็น
ศุภฤกษ์วันหนึ่ง มนุษย์ได้ผ่านมาเยี่ยมอุทยานแห่งนี้และได้ใช้มันเป็นที่อยู่อาศัยในช่วงเวลาอันแสนสั้น
เพียงแค่ยุคธรณีวิทยายุคหนึ่ง
ฉันร่อนลงที่ปุนตาอาเรนัส ในเวลาเย็นที่อากาศแจ่มใสวันหนึ่ง ฉันมายืนพิงบ่อน้ำดูพวกสาวๆ
อยู่ เมื่อใกล้ชิดความนุ่มนวลชดช้อยเพียงแค่เอื้อมเช่นนี้ ฉันยิ่งรู้สึกถึงความเร้นลับของมนุษย์ยิ่งขึ้นไปอีกในผืนแผ่นดินที่ชีวิตต่างๆ
กลมกลืนกันอย่างดี ที่ดอกไม้ติดต่อถึงกันในสายลม และที่หงส์รู้จักกันถ้วนทั่ว มีแต่มนุษย์เท่านั้นที่สร้างความสันโดษให้ตนเอง
ในส่วนที่เป็นความนึกคิดแล้ว มนุษย์ช่างอยู่ห่างกันมากมาย! ความฝันของหญิงสาวแยกให้เธอไกลจากฉัน
ฉันจะไปพบเธอในความฝันนั้นได้อย่างไร ฉันจะรู้ซึ้งถึงความคิดของหญิงสาว ผู้ที่เดินกลับบ้านอย่างช้าๆ
หน้าก้มน้อยๆ และยิ้มกับตัวเองได้อย่างไร เธอผู้นั้นคงเต็มไปด้วยจินตนภาพร้อยแปดและความเพ้อฝันอันน่ารัก
เธอคงเอาความคิดถึง เอาน้ำเสียงหรือการเงียบไปของคู่รักมาปะติดปะต่อกันเป็นอาณาจักรอันหนึ่งขึ้นสำหรับเธอ
เมื่อเป็นเช่นนั้น นอกเหนือจากคู่รักของเธอแล้ว คนอื่นๆ ก็ไม่ต่างอะไรไปจากคนป่าเถื่อน
ฉันรู้สึกว่าเธอขังตัวเองอยู่กับความลับของเธอ กับจารีตประเพณี และกับเสียงไพเราะกังวานแห่งความทรงจำของเธอ
ราวกับว่าเราอยู่กันคนละโลกทีเดียว เธอเพิ่งถือกำเนิดจากภูเขาไฟ ทุ่งหญ้าและสาหร่ายทะเล
มาบัดนี้เธอผุดผาดดังนางฟ้าที่ไม่อาจเอื้อมถึง
ปุนตาอาเรนัส! ฉันยืนพิงอยู่ที่บ่อน้ำ สำหรับหญิงชราที่มาตักน้ำที่นั่น การทำงานแบบคนใช้เช่นนี้เป็นสิ่งเดียวที่ฉันจะรู้ได้ในโศกนาฏกรรมแห่งชีวิต
เด็กคนหนึ่งซบหัวอยู่กับกำแพง กำลังร้องไห้อยู่อย่างเงียบๆ สิ่งเดียวที่เขาทิ้งเหลือไว้ในความทรงจำของฉันคือภาพของเด็กน่ารักคนหนึ่งที่จะร้องไห้อยู่ตลอดไป
โดยไม่มีใครมาปลอบโยน ฉันเป็นคนนอก ไม่รู้อะไรเลย ไม่อาจจะเข้าถึงอาณาจักรของพวกเขาเหล่านั้น
ละครชีวิตอันยิ่งใหญ่ของมนุษย์ ละครแห่งความเกลียดชัง ความเป็นมิตร หรือความปิติยินดี
ต้องการเพียงฉากเล็กๆ เท่านี้เอง
ช่างน่าพิศวงที่มนุษย์ยังใฝ่ฝันถึงความเป็นอมตะ ทั้งๆ ที่เขายังพเนจรอยู่บนหินละลายที่ยังอุ่นอยู่
ซึ่งยังไม่แน่ว่าต่อไปจะเปลี่ยนเป็นทะเลทรายหรือจะจมหายไปใต้หิมะ
อารยธรรมของเขาเป็นเพียงทองคำเปลวอันบอบบางซึ่งอาจจะถูกลบเลือนไปได้ด้วยอำนาจแห่งภูเขาไฟ
ทะเลที่เกิดขึ้นใหม่ หรือพายุทราย
ใครๆ
ก็อาจหลงคิดไปว่าเมืองนี้ตั้งอยู่บนที่ดินอันแท้จริงซึ่งลึกและอุดมสมบูรณ์เหมือนกับที่ดินของเมืองโบซ
เราลืมไปว่า ชีวิตไม่ว่าจะเป็นที่นี่หรือที่อื่นย่อมเป็นอนิจจัง ไม่มีที่ใดดอกที่ที่ดินจะลึกและมั่นคงใต้ฝ่าเท้ามนุษย์
ฉันรู้จักทะเลสาบแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ห่างจากปุนตาอาเรนัสประมาณสิบกิโลเมตร ซึ่งจะอธิบายถึงความบอบบางของผิวโลกได้ดี
รอบๆ ทะเลสาบนั้นมีต้นไม้แกรนๆ และบ้านเตี้ยๆ อยู่หลายหลัง ทะเลสาบนั้นดูกระจ้อยร่อยเหมือนเป็นสระตื้นๆ
กลางลานในโรงนา แต่ทว่าน้ำทะเลสาบกลับมีการขึ้นลงได้อย่างไม่น่าเชื่อ ตลอดวันตลอดคืนน้ำในทะเลจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างช้าๆ
แม้จะอยู่ท่ามกลางสิ่งอันเป็นสามัญธรรมดา เช่น ต้นอ้อ หรือเด็กที่กำลังเล่นกันอยู่
ทะเลสาบนั้นกลับมีกฎเกณฑ์ของมันต่างหาก พลังงานของดวงจันทร์ทำงานอย่างเงียบๆ ภายใต้ผิวน้ำที่เรียบเหมือนแผ่นกระจกและใต้ท้องเรือโกโรโกโสลำเดียวที่มีอยู่
ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคลื่นทะเลไหลอยู่ลึกๆ แต่จากที่นี่แหละจนกระทั่งถึงช่องแคบมาเชลลัง
ภายใต้ดอกไม้และใบหญ้า คลื่นทะเลอันพิสดารกำลังไหลขึ้นลงอยู่อย่างไม่หยุดยั้ง
ทะเลสาบที่กว้างเพียงร้อยเมตรนี้ แม้จะอยู่ตรงปากทางเข้าเมืองที่สงบและสบาย และจะอยู่ลึกเข้ามาในแผ่นดินของเรา
มันก็ยังไม่วายฝักใฝ่กับทะเล
- ๓ -
โลก ที่เราอาศัยเป็นดาวเคราะห์ดวงหนึ่งที่โคจรไป บางครั้งบางคราวเครื่องบินก็ช่วยให้เรารู้ถึงข้อเท็จจริงนี้
เช่น ช่วยนำเราไปเห็นทะเลสาบที่มีน้ำขึ้นลงตามแรงดึงดูดของดวงจันทร์ แต่ก็ยังมีสิ่งอื่นอีกที่บอกให้ฉันรู้ข้อเท็จจริงนี้เช่นกัน
ที่ชายฝั่งซาฮารา ระหว่างแหลมชูบีและซิสเนรอส เราบินเหนือภูเขาเล็กๆ หลายลูกที่กระจัดกระจายอยู่
ลักษณะของภูเขาเป็นรูปทรงกรวยยอดตัด มียอดเป็นที่ราบสูงซึ่งมีความกว้างต่างๆ กันไประหว่างหลายร้อยเมตรถึงประมาณสามสิบกิโลเมตร
แต่มีความสูงสม่ำเสมอกันจริงๆ กล่าวคือทุกยอดสูงสามร้อยเมตร นอกจากจะสูงเท่ากันแล้ว
สีสันของมันก็เหมือนกัน ดินชนิดเดียวกัน และหน้าผาก็เหมือนกับถอดแบบมาจากกัน เสาของวิหารที่ยังเหลืออยู่บนพื้นทรายย่อมทำให้ระลึกถึงหลังคาที่เคยมีอยู่ก่อนฉันใด
หย่อมเขาเหล่านี้ย่อมทำให้ระลึกถึงที่ราบสูงอันกว้างใหญ่ทั่วบริเวณที่เคยเชื่อมต่อหย่อมเขาอยู่ก่อนฉันนั้น
ในปีแรกๆ หลังจากการเปิดเส้นทางบินระหว่างกาซาบลังกาและดาการ์ใหม่ๆ ในสมัยนั้นเครื่องบินยังบอบบางไม่แข็งแรง
เราต้องร่อนลงในดินแดนนอกความปกครองบ่อยๆ ถ้าไม่เพราะเครื่องยนต์เกิดขัดข้องก็เป็นเพราะการออกบินค้นหาและช่วยเหลือเครื่องบินที่อับปาง
แต่ทว่าทรายเป็นสิ่งที่ชอบลวงตา เรานึกว่าทรายที่ตรงนั้นจะแน่นหนาแต่เครื่องบินกลับจมลงไป
ส่วนบ่อเกลือที่แห้งแล้งนั้นเล่า แม้ว่าจะดูแข็งแรงเหมือนกับลาดด้วยยางมะตอยและมีเสียงแน่นดี
เมื่อลองกระทืบดูก็อาจจะยุบลงไปได้เหมือนกันเพราะทานน้ำหนักของเครื่องบินไม่ไหว ในตอนนั้นก็จะได้กลิ่นอันรุนแรงจากน้ำสีดำที่อยู่ใต้ผิวเกลือลงไป
ดังนั้นเมื่อสถานการณ์อำนวย เราจึงเลือกร่อนลงบนยอดเขาที่เป็นที่ราบสูงเหล่านั้น
โดยเชื่อแน่ว่าจะไม่พบหลุมพรางใดๆ
 | |
ทรายเม็ดโตซึ่งเป็นเปลือกหอยเล็กๆ ที่ประกอบกันเป็นที่ราบสูงนั้นประกันความแข็งแรงของมัน
เปลือกหอยที่ยอดเขายังไม่บุบสลายมาก แต่เมื่อลดหลั่นลงมา มันจะละเอียดลงและเกาะตัวกันมากเข้าทุกที
เปลือกหอยเก่าแก่ที่สุดที่อยู่ในบริเวณตีนเขาได้กลายเป็นหินปูนไปหมดแล้ว |
ในคราวที่เพื่อนของเราที่ชื่อ แรนและแซรถูกพวกอาหรับนอกความปกครองควบคุมตัวไป ฉันได้ร่อนลงบนยอดเขาซึ่งอาจใช้เป็นที่ร่อนลงฉุกเฉินดังกล่าว
เพื่อพาผู้สื่อข่าวชาวมัวร์มาส่ง ก่อนที่จะทิ้งเขาไว้ ฉันช่วยเขาหาทางที่จะลงจากยอดเขานั้น
แต่ไม่ว่าจะไปในทิศทางใด ทางก็ไปสิ้นสุดลงที่หน้าผา ซึ่งซับซ้อนอยู่เหมือนรอยจีบของม่าน
และตัดชันลงสู่เบื้องล่าง โดยไม่มีหนทางใดที่จะลงไปได้
อย่างไรก็ตามก่อนที่จะบินขึ้นหาลานลงที่อื่น ฉันก็ยังอ้อยอิ่งอยู่ที่นั่น ฉันรู้สึกว่ามีความยินดีแบบเด็กอยู่บ้าง
ที่จะทิ้งรอยเท้าไว้บนแผ่นดินที่ไม่เคยมีมนุษย์หรือสัตว์ใดๆ เหยียบย่ำมาก่อนเลย ไม่มีชาวมัวร์คนใดที่จะสามารถจู่โจมเจ้าป้อมปราการชนิดนี้ได้
ไม่เคยมีชาวยุโรปคนใดมาสำรวจแผ่นดินนี้มาก่อนเลย ฉันกำลังเดินสำรวจผืนทรายซึ่งปราศจากมลทินใดๆ
ฉันเป็นคนแรกที่โปรยเปลือกหอยละเอียดเหล่านี้จากมือหนึ่งไปยังอีกมือหนึ่งราวกับว่ามันเป็นทองคำอันล้ำค่า
ฉันเป็นคนแรกที่ทำลายความสงบของสถานที่แห่งนี้ ฉันกำลังยืนอยู่บนยอดเขาซึ่งเปรียบเสมือนภูเขาน้ำแข็งในทะเลแถบขั้วโลก
ซึ่งตราบชั่วกาลนานมาไม่เคยมีหญ้าอยู่แม้แต่ต้นเดียว มาบัดนี้ประดุจดังพืชพันธุ์ที่ปลิวมากับสายลม
ฉันมาเป็นประจักษ์พยานแรกแห่งชีวิต
ดาวดวงหนึ่งเริ่มส่องแสงให้เห็นแล้ว ฉันกำลังมองมันอยู่ และเกิดความคิดว่า แผ่นดินสีขาวผืนนี้ถูกทอดทิ้งอยู่กับแสงดาวเป็นเวลาหลายแสนปีแล้ว
ดินแดนนี้ราบเรียบไม่มีอะไรเลย เหนือขึ้นไปมีแต่ท้องฟ้า หัวใจฉันเต้นแรงราวกับว่ากำลังจะพบสิ่งสำคัญสิ่งหนึ่ง
ฉันสังเกตว่า ห่างออกไปเบื้องหน้าสักสิบห้าหรือยี่สิบเมตร มีหินสีดำก้อนหนึ่งวางอยู่
ตลอดระยะทางราวร้อยเมตร ลึกลงไปใต้เท้าฉันมีแต่เปลือกหอยเท่านั้น ไม่น่าจะเป็นไปได้เลยที่ก้อนหินนี้จะมาอยู่บนกองอันพะเนินเทินทึกของเปลือกหอย
ช่างดูขัดกันเหลือเกิน ก้อนหินนั้นควรจะมีอยู่ลึกลงไปในใต้ดิน อันเป็นผลจากการวิวัฒนาการอย่างช้าๆ
ของพื้นโลก แต่สิ่งมหัศจรรย์ใดเล่าที่ทำให้มันมาปรากฏอยู่บนแผ่นดินที่เกิดใหม่นี้
ด้วยหัวใจที่เต้นแรง ฉันก้มลงเก็บเจ้าสิ่งประหลาดนั้นขึ้นมา มันเป็นหินแข็งสีดำขนาดเท่ากำปั้น
หนักราวกับทำด้วยโลหะ และมีรูปร่างดั่งหยดน้ำ
ถ้าเราปูผ้าไว้ใต้ต้นแอปเปิลก็คงมีผลแอปเปิลตกลงมาในนั้นบ้าง ในทำนองเดียวกัน พื้นดินที่อยู่ใต้ดาวคงจะได้รับสะเก็ดดาวบ้างเหมือนกัน
ไม่เคยเลยที่ลูกอุกกาบาตใดๆ จะบอกให้เรารู้ถึงที่มาของมันอย่างแจ่มชัดเช่นนี้
ในขณะที่ฉันเงยหน้าขึ้นนั้น
เป็นธรรมดาอยู่เองที่ฉันจะนึกว่า คงมีผลไม้ที่ได้หล่นลงมาจากต้นแอปเปิลบนฟากฟ้านั้นอีกบ้าง
ฉันคงจะพบมันตรงจุดที่มันตกลงมานั้น ในเมื่อไม่มีอะไรเลยที่จะมาเคลื่อนย้ายมัน ร่วมหลายแสนปีมาแล้ว
และในเมื่อมันไม่อาจจะปนหายไปกับวัตถุอื่น ฉันออกเดินสำรวจในทันทีเพื่อที่จะพิสูจน์สมมุติฐานของฉัน
แล้วก็เป็นจริงเช่นนั้น โดยคร่าวๆ แล้วฉันเก็บหินแปลกได้หนึ่งก้อนทุกๆ เฮกตาร์ ก้อนหินทุกก้อนมีลักษณะเป็นหินละลายที่หลอมตัว
มีสีดำและแข็งเหมือนเพชร ถ้าลองนึกย่อเวลาจากแสนปีให้เหลือเพียงชั่วครู่เดียว ฉันก็เห็นภาพของของตัวเองยืนอยู่บริเวณอันกว้างใหญ่
ซึ่งใช้รองรับสะเก็ดดาวที่หลั่งไหลลงมาประดุจไฟประลัยกัลป์
- ๔ -
แต่สิ่งที่น่ามหัศจรรย์ใจที่สุดก็คือ บนโลกที่กลมนี้ ระหว่างผืนแผ่นดินที่มีแรงดึงดูดและดวงดาวเหล่านี้
มีมนุษย์ผู้รู้จักนึกคิดยืนอยู่ ความนึกคิดนี้เป็นเสมือนกระจกที่สะท้อนภาพของเปลวไฟที่หลั่งลงมา
ไม่น่าอัศจรรย์ใจหรือที่มีความนึกฝันเกิดขึ้นบนพื้นแร่เช่นนี้ เมื่อกล่าวถึงความนึกฝันแล้ว
ฉันยังจำเรื่องราวเรื่องหนึ่งได้.....
ครั้งหนึ่งเครื่องบินของฉันมาอับปางลงในดินแดนที่มีพื้นทรายหนาแน่นแห่งหนึ่ง
ฉันต้องรออยู่ที่นั่นจนถึงสว่าง คืนนั้นดวงจันทร์ทอแสงสีทองทาบด้านหนึ่งของเทือกเขา
ปล่อยอีกด้านหนึ่งไว้ในความมืด ทำให้แลดูทมึนจนถึงยอดที่ตัดกับแสงจันทร์ ฉันมีความรู้สึกว่า
เงาและแสงจันทร์ที่สลับซับซ้อนกันอยู่ ทำให้บริเวณนั้นมีลักษณะเหมือนบริเวณระหว่างการก่อสร้างที่สงบ
และเปิดไฟอยู่ในระหว่างหยุดพักงาน ความเงียบของบริเวณนี้ราวกับจะบอกเภทภัยอะไรสักอย่างหนึ่ง
แล้วฉันก็ม่อยหลับไป
เมื่อตื่นขึ้นฉันไม่เห็นอะไรเลย นอกจากท้องฟ้าที่มืดสนิท ฉันนอนอยู่บนสันเขา เบื้องหน้าดาวระยิบระยับนานับดวง
ฉันเพิ่งลืมตาขึ้นและยังไม่เข้าใจว่าความเวิ้งว้างเบื้องหน้านั้นคืออะไร ไม่มีอะไรที่จะยึดฉันไว้กับพื้นดิน
ไม่มีอะไรเช่นหลังคาหรือกิ่งไม้ระหว่างตัวฉันกับความเวิ้งว้างดังกล่าว ในขณะนั้นฉันมีความรู้สึกวิงเวียนเหมือนกับว่ากำลังจะจมดิ่งออกไปในห้วงอวกาศ
แต่ฉันก็ยังคงอยู่ที่เดิม
หัวถึงปลายเท้ายังตรึงแน่นอยู่กับพื้น ฉันรู้สึกสงบใจขึ้นที่สามารถปล่อยน้ำหนักตัวเองได้อย่างสบาย
แรงดึงดูดของโลกช่างประเสริฐและน่ารักอะไรเช่นนี้
ฉันรู้สึกว่าแผ่นดินพยุงฉันไว้ ประคองฉัน นำฉันขึ้นมาและพาฉันไปในอวกาศยามราตรี แรงที่ตรึงฉันอยู่กับดาวดวงนี้คงคล้ายกับแรงเหวี่ยงในทางโค้งที่เหวี่ยงให้ตัวติดกับรถ
ฉันชื่นชมกับแรงที่กำลังดึงฉันอยู่ซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกมั่นคงและปลอดภัย ฉันนึกถึงตัวเองซึ่งกำลังล่องลอยติดไปกับโลกที่กลมนี้
ฉันรู้สึกเหมือนกับว่าถูกพาไปจริงๆ และคงจะไม่แปลกใจนัก ถ้าหากว่าจะได้ยินเสียงดังขึ้นจากใต้ดิน
เสียงของวัตถุที่เสียดสีเมื่อถูกแรงบิด เสียงอ๊อดแอ๊ดของเรือใบเก่าๆ ที่แล่นฝ่าคลื่น
หรือเสียงดังยาวของเรือที่แฉลบไปตามแรงน้ำ แต่จากใต้ดินก็มีแต่ความเงียบ ไหล่ของฉันคงรู้สึกถึงแรงดึงดูดนั้น
มันช่างนุ่มนวล สม่ำเสมออยู่เป็นนิจนิรันดร์ โลกนี้เป็นโลกของฉัน ฉันติดอยู่กับมันเหมือนร่างของนักโทษที่ถูกถ่วงด้วยตะกั่วติดอยู่กับก้นทะเล
ฉันไตร่ตรองถึงสถานการณ์ของฉัน ซึ่งหลงอยู่ในทะเลทรายอันเต็มไปด้วยภยันตราย อยู่โดดเดี่ยวกับทรายและดาว
อยู่กับความเงียบห่างจากจุดสนใจใดๆ ในชีวิต ฉันรู้ดีว่าฉันคงต้องใช้เวลาเป็นวัน เป็นอาทิตย์
เป็นเดือน กว่าจะได้กลับไป ถ้าหากว่ามีเครื่องบินมาพบฉัน ถ้าหากว่าพรุ่งนี้ชาวมัวร์ไม่มาฆ่าฉันไปเสียก่อน
ที่นี่ฉันไม่มีสมบัติอะไรเลย ฉันเป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งหลงอยู่ระหว่างทรายและดาว
สิ่งเดียวที่ฉันมี คือความปิติยินดีที่ยังมีชีวิตอยู่....
อย่างไรก็ดีภาพต่างๆ ก็พรั่งพรูเข้ามาในความนึกฝันของฉัน
ภาพเหล่านั้นมาอย่างเงียบๆ เหมือนน้ำที่ค่อยๆ หลากมา แรกทีเดียวฉันไม่เข้าใจว่าอะไรเป็นต้นเหตุแห่งความหฤหรรษ์ที่เข้ามาครอบคลุมตัวฉันซึ่งไม่เชิงเป็นเสียง
ไม่เชิงเป็นภาพ แต่เป็นความรู้สึกถึงความอยู่ใกล้ชิด ถึงมิตรภาพที่อยู่ไม่ไกลซึ่งฉันพอจะเดาได้แล้วว่าเป็นอะไร
แล้วฉันก็เข้าใจ หลับตาลงและปล่อยตัวให้ล่องลอยไปอย่างอภิรมย์กับภาพในความทรงจำของฉัน
ในที่แห่งหนึ่ง ในสวนที่เต็มไปด้วยสนดำและต้นตีเยิล มีร้านเก่าๆ หลังหนึ่งที่ฉันชอบ
ไม่สำคัญอะไรหรอกที่มันจะอยู่ใกล้หรือไกล จะให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายหรือเป็นที่กำบังแก่ฉันได้หรือไม่
ครั้งหนึ่งบ้านหลังนั้นเคยมีอยู่ แม้ว่าบัดนี้จะเป็นเพียงแต่ภาพในความนึกฝันของฉัน
มันก็ให้ความอบอุ่นแก่ฉัน ตลอดคืนนั้นฉันไม่เป็นเพียงร่างกายที่นอนอยู่บนพื้นทรายเท่านั้น
ความคิดของฉันหวนกลับไปยังสมัยที่เป็นเด็กอยู่ในบ้านหลังนั้น ยังจำได้ถึงกลิ่นของห้องหับต่างๆ
ความเย็นยะเยือกของห้องโถงหน้าบ้าน เสียงต่างๆ ที่ทำให้เกิดมีชีวิตชีวา แม้กระทั่งเสียงร้องของกบตามบ่อน้ำ
ฉันก็รู้สึกว่าได้ยินมันอยู่ สิ่งเหล่านี้ยังอยู่ในความทรงจำของฉัน มันช่วยให้ฉันรู้จักตัวเอง
ให้เข้าใจว่า ทะเลทรายนี้หมายถึงการพลัดพรากจากสิ่งใด ให้เข้าใจว่า ความเงียบนี้หมายถึงเสียงต่างๆ
ที่ไม่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงกบที่เงียบไป
เปล่าเลย ฉันไม่ได้อยู่ระหว่างทรายกับดาวต่อไปแล้ว สิ่งแวดล้อมเหล่านี้ล้วนแต่เป็นภาพซึ่งไร้ความหมาย
มันไม่ได้ให้ความรู้สึกถึงความจีรังอย่างที่ฉันคิดไว้ ฉันรู้สึกแล้วว่า ความรู้สึกนั้นมาจากไหน
ฉันเห็นภาพตู้เสื้อผ้าอันสูงทะมึนในบ้านนั้น บานประตูซึ่งเปิดแง้มอยู่ทำให้เห็นผ้าปูที่นอนสีขาวราวหิมะวางเรียงอยู่เป็นตั้งๆ
ผ้าที่เรียบขาวถูกนำมาเก็บสะสมไว้ที่นั่น แม่บ้านแก่คนนั้นเดินป้วนเปี้ยนไปมา จากตู้หนึ่งไปยังอีกตู้หนึ่ง
คอยตรวจตรา คลี่พับ และนับผ้าขาวเหล่านั้น ทุกครั้งที่พบร่องรอยของการสึกหรอที่คุกคามความมั่นคงของบ้าน
ก็จะร้องว่า
"คุณพระช่วยแย่จริงๆ" แล้วก็รีบวิ่งไปเพ่งสายตาอยู่ใต้แสงตะเกียง เพื่อชุนผ้าปูแท่นบูชาหรือปะใบเรือ
เพื่อรับใช้สิ่งที่มีอำนาจเหนือกว่า ซึ่งอาจจะเป็นพระเจ้าหรือเรือใบอะไรสักอย่างก็ไม่รู้
แม่บ้านของฉัน ฉันควรจะพูดถึงเธอสักหน่อย ในครั้งแรกๆ ที่ฉันกลับจากการเดินทาง ฉันพบเธอท่ามกลางผ้าขาวที่วางกองพะเนินอยู่จนถึงหัวเข่า
ในมือถือเข็ม ใบหน้าเพิ่มรอยย่นมากขึ้นทุกปีๆ ผมก็หงอกยิ่งขึ้น แต่มือของเธอก็ไม่ว่างจากการเตรียมผ้าปูที่นอนที่ไม่มีรอยยับ
เตรียมผ้าปูโต๊ะที่ไม่มีรอยตะเข็บไว้สำหรับโต๊ะอาหารของเรา ซึ่งเต็มไปด้วยเครื่องแก้วเป็นประกายและแสงไฟสว่างไสว
ฉันเข้าไปเยี่ยมเธอถึงในห้องเก็บเสื้อผ้า นั่งลงตรงหน้า เล่าภยันตรายต่างๆ ซึ่งฉันได้ประสบมาให้เธอฟังเพื่อที่จะทำให้เธอไหวหวั่น
เพื่อที่จะให้เธอลืมตามองโลกเสียบ้าง และเพื่อหันเหเธอจากการงาน
แต่เธอกลับบอกว่า ฉันไม่เปลี่ยนแปลงไปเท่าไรนัก เมื่อตอนเป็นเด็กฉันก็ชอบทำเสื้อผ้าขาดอยู่แล้ว
-
แย่จริงๆ ชอบหกล้มเข่าแตกแล้วก็วิ่งกลับมาบ้านเหมือนกับในคืนนี้เพื่อมาให้ช่วยทำแผลให้
- ไม่ใช่เช่นนั้นหรอก โธ่! ฉันไม่ได้กลับมาจากปลายสวนหรอก แต่มาจากปลายโลกโน้น ดูซิ
กลิ่นไอความสันโดษ พายุทราย และแสงอันเจิดจ้าของดวงจันทร์ในประเทศร้อนยังติดมากับฉันเลย
- แน่ละเธอตอบ เด็กผู้ชายชอบวิ่งซุกซนไปล้มลุกคลุกคลานมาจากไหน แล้วก็นึกว่าตัวเองเก่ง
- ไม่ใช่เช่นนั้นหรอก โธ่! ฉันไปไกลกว่าสวนนี้นะ ถ้าเธอรู้เจ้าหย่อมไม้นี้มันช่างเล็กเสียจริงๆ
มันเป็นเพียงจุดนิดเดียวท่ามกลางทะเลทราย ขุนเขาป่าทึบ และหนองบึงทั้งหลายของโลก
เธอเคยรู้ไหมว่ามีดินแดนซึ่งถ้าเจอคนที่นั่นแล้วเขาจะประทับปืนขึ้นทันที เธอเคยรู้ไหมว่า
มีทะเลทรายซึ่งในเวลากลางคืนอันเย็นยะเยือก จะต้องนอนกลางทรายโดยไม่มีหลังคา ไม่มีเตียง
ไม่มีผ้า......
"อุ๊ย! พวกป่าเถื่อน" เธอพูด
ฉันไม่อาจทำให้ความเชื่อมั่นของเธอหวั่นไหวไปได้ ต้องล้มเหลวเหมือนความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงความศรัทธาในศาสนาของนางชีคนหนึ่ง
ฉันนึกสงสารชะตาชีวิตที่เรียบๆ ของเธอ ที่ทำให้เธอปิดหูปิดตาอยู่.....
แต่ในซาฮาราคืนนี้ เดียวดายอยู่ระหว่างทรายกับดาว ฉันต้องยอมรับว่าเธอมีส่วนถูก ฉันไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นในตัวฉัน
แรงดึงดูดตรึงฉันให้อยู่กับพื้นดิน ทั้งๆ ที่ดาวอีกจำนวนมากอาจดึงดูดฉันไปได้
ฉันหวนคิดถึงตัวเอง ช่างมีแรงดึงดูดมากมาย ที่ผูกพันฉันไว้กับสิ่งต่างๆ ความนึกฝันของฉันเป็นสิ่งที่จริงจังมากกว่าเนินทราย
ดวงจันทร์และสิ่งแวดล้อมเหล่านี้
บ้านเป็นสิ่งที่วิเศษสุด ไม่ใช่เพราะว่ามันเป็นที่กำบังความหนาว หรือว่าเป็นกำแพงสำหรับเราแต่เป็นเพราะว่ามันค่อยๆ
ทิ้งความอบอุ่นละมุนละไมไว้กับเรา เป็นเพราะว่ามันเป็นเสมือนแก่นลึกของหัวใจ ที่เป็นแหล่งกำเนิดของสายธาร
แห่งความนึกฝัน......
ซาฮาราที่รัก แม่บ้านเพียงคนเดียวเท่านั้น ได้ทำให้อาณาบริเวณนี้กลายเป็นสถานที่อันรื่นรมย์