INDEX BACK BOTTOM NEXT



บทที่ ๒
เพื่อนร่วมงาน

- ๑ -


               แมร มอซกับเพื่อนบางคนได้ร่วมกันเปิดเส้นทางใหม่ระหว่างกาซาบลังกากับดาการ์ ข้ามทะเลทรายซาฮาราในแถบที่ยังไม่ได้อยู่ใต้ความปกครองของฝรั่งเศส เครื่องยนต์สมัยนั้นเอาแน่ไม่ค่อยได้ ครั้งหนึ่งเกิดพยศเอาจนทำให้แมรมอซตกลงไปอยู่ในอุ้งมือของพวกมัวร์ซึ่งลังเลที่จะฆ่าเขาทิ้งเสีย หลังจากควบคุมตัวไว้สิบห้าวันพวกเขาก็ขายแมรมอซไป แมรมอซก็กลับมาทำการขนส่งไปรษณีย์บินข้ามดินแดนเดียวกันนี้อีกตามเดิม

  

                เมื่อเริ่มเปิดเส้นทางบินสายอเมริกา แมรมอซในฐานะผู้บุกเบิกถูกส่งไปสำรวจเส้นทางบินช่วงบัวโนสแอเรส-ซานติอาโก ครั้นสร้างเส้นทางซาฮาราสำเร็จแล้วเขาก็ไปสร้างเส้นทางอีกสายหนึ่งข้ามเทือกเขาอันเดส เครื่องบินที่เขาใช้มีเพดานบินห้าพันสองร้อยเมตรแต่ยอดเขาบางยอดของอันเดสสูงกว่าเจ็ดพันเมตร แมรมอซต้องพยายามหาช่องเขาเพื่อที่จะบินข้ามไป
                เมื่อเสร็จจากทะเลทรายก็มาเผชิญกับภูเขา มาเผชิญกับยอดแหลมที่มีหิมะปลิวไปเป็นทางยาวเมื่อต้องแรงลม เขาได้เห็นสีของท้องฟ้าและภูเขาจางลงอย่างฉับพลันตอนก่อนเกิดพายุหิมะ ได้บินผ่านอากาศที่ปั่นป่วนซึ่งถ้าเป็นระหว่างหน้าผาแล้ว นักบินจะต้องต่อสู้กับคันบังคับอย่างเอาเป็นเอาตายพอๆ กับการดวลมีดทีเดียว
                แมรมอซเอาตัวเข้าไปเสี่ยงในการต่อสู้นั้น โดยที่เขาไม่รู้จักคู่ต่อสู้มาก่อน และไม่รู้ว่าต้องเอาชีวิตไปทิ้งเสียหรือไม่ แมรมอซ "พยายาม" เพื่อคนอื่น   เมื่อพยายามบ่อยครั้งเข้า แมรมอซก็ไปติดอยู่ในภูเขาอันเดส เข้าจนได้
                เขามาอับปางอยู่บนที่ราบสูงระดับสี่พันเมตรที่มีผาตั้งชัน เขากับช่างเครื่องพยายามอยู่สองวันที่จะไต่ลงมา แต่ไม่สำเร็จในการเสี่ยงขั้นสุดท้าย เขาผลักเครื่องบินให้แล่นออกไป มันกระดอนอยู่กับพื้นดินอันขรุขระ แล้วหล่นลงจากหน้าผา ในขณะที่ตกลงมานั้น เครื่องบินมีความเร็วพอที่จะบังคับได้อีก แมรมอซเชิดหน้าสู่สันเขา และบินเฉี่ยวสันเขาผ่านไป
                  อากาศหนาวบนภูเขาทำให้น้ำแข็งตัวและขยายตัวจนท่อต่างๆ ปริไปหมด เครื่องบินของแมรมอซก็ขัดข้องอีกหลังจากที่บินไปได้เพียงเจ็ดนาที แต่เบื้องล่างลงไป พื้นราบแห่งชิลีก็รอคอยเขาอยู่ราวกับดินแดนในฝัน

                วันต่อมา เขาก็ออกบินอีก เมื่อสำรวจเทือกเขาอันเดสเสร็จสิ้นลง และศึกษาเทคนิคในการบินข้ามภูเขาอย่างเรียบร้อยแล้ว แมรมอซก็มอบเส้นทางบินช่วงนี้ให้แก่กิโยเม ส่วนเขาก็ทำการบุกเบิกการบินในตอนกลางคืนต่อไป

                ในขณะนั้นการติดตั้งไฟในสนามบินยังไม่สู้เรียบร้อยนัก บนลานบินในตอนกลางคืนที่มืดสนิทมีเพียงตะเกียงน้ำมันสามดวงวางเรียงไว้สำหรับชี้ทางให้ แมรมอซร่อนลงเท่านั้น แต่เขาก็ทำสำเร็จและเริ่มเปิดเที่ยวบินตอนกลางคืน
                เมื่อการบินตอนกลางคืนไม่เป็นปัญหาอีกต่อไปแล้ว แมรมอซก็ลองบินข้ามมหาสมุทร ในปี ค.ศ. 1931 เป็นครั้งแรกที่ไปรษณีย์จากตูลูสถึงบัวโนสไอเรสใช้เวลาเพียงสี่วันเท่านั้น ในขณะที่บินกลับเครื่องบินของเขาเกิดขัดข้องเรื่องน้ำมันเครื่องกลางมหาสมุทรแอตแลนติกใต้ขณะมีพายุแต่เรือลำหนึ่งก็ช่วยแมรมอซ ถุงไปรษณีย์และพนักงานบินไว้ได้

                จะเห็นได้ว่าแมรมอซได้แผ้วถางทางในทะเลทราย ภูเขา ความมืดและทะเลไว้ บ่อยครั้งทีเดียวที่เขาอับปางลงกลางทะเลทราย ภูเขา ความมืดและทะเล แต่ทุกครั้งที่รอดตัวมาได้เขาก็กลับไปบินใหม่อีก ในที่สุดหลังจากทำงานมาได้ 12 ปี ขณะที่เขากำลังบินอยู่เหนือมหาสมุทรแอตแลนติกใต้อีกครั้งหนึ่ง เราได้รับสัญญาณสั้นๆ จากเขาว่าเครื่องยนต์ด้านขวาเกิดขัดข้อง แล้วก็เงียบไป ข่าวนั้นไม่ค่อยน่าวิตกเท่าไร
                แต่อย่างไรก็ดีหลังจากที่เขาเงียบหายไปสิบนาทีแล้ว ทุกๆ สถานีวิทยุตลอดเส้นทางบินตั้งแต่ปารีสถึงบัวโนสแอเรส เฝ้ารอการติดต่อจากเขาอย่างกระวนกระวายใจ สิบนาทีของชีวิตประจำวันไม่มีความหมายอะไร แต่สิบนาทีที่ต้องเฝ้ารอฟังข่าวจากเครื่องบิน ช่างเต็มไปด้วยความหมายอะไรเช่นนี้ ในระหว่างที่เฝ้ารอนั้น เหตุการณ์หนึ่งได้เกิดขึ้นซึ่งเรายังไม่รู้ว่าเป็นเช่นไร แต่จะเป็นเรื่องธรรมดาหรือโศกเศร้าก็ตามที มันก็สิ้นสุดลงไปแล้วตามประกาศิตของพรหมลิขิตที่ไม่มีอุทธรณ์ฎีกา อุ้งหัตถ์แห่งชะตากรรมบังคับให้เครื่องบินร่อนลงไปในทะเลแล้วอย่างนิ่มนวลหรือว่าพังยับเยินไป
                แต่ทว่าคำตัดสินนั้นยังไม่ได้ประกาศให้ทราบแก่ผู้ที่เฝ้ารอ คงไม่มีพวกเราคนไหนหรอกที่ไม่เคยได้เฝ้ารอและค่อยๆ เห็นความหวังลดหายลงไปทุกทีๆ ความเงียบนั้นเป็นเสมือนโรคร้ายที่ค่อยๆ ลุกลาม เรายังหวังอยู่อีก แต่เวลาก็เนิ่นนานไป แล้วก็สายเข้าทุกที เราต้องยอมรับในที่สุดว่าเพื่อนของเราจะไม่กลับมาอีกแล้ว เขานอนสงบอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งในมหาสมุทรแอตแลนติกซึ่งเขาเคยตระเวนข้ามไปมาบ่อยๆ

                ในที่สุดแมรมอซก็ถอนตัวออกไปอยู่เบื้องหลังผลงานของเขา ประดุจชาวนาซึ่งเมื่อเก็บเกี่ยวและมัดฟ่อนข้าวเรียบร้อยแล้ว ก็นอนพักลงในนาของเขา เมื่อเพื่อนคนหนึ่งจากเราไปเช่นนี้ ความตายของเขาดูคล้ายกับการออกปฏิบัติหน้าที่อย่างหนึ่ง ซึ่งแรกทีเดียวยังไม่สร้างความอาลัยเหมือนการตายแบบอื่นๆ จริงอยู่เขาจากเราไปไกลในเที่ยวบินสุดท้าย แต่ความต้องการของเราที่จะพบเห็นเขาไม่รุนแรงเท่าการขาดข้าวขาดน้ำหรอก

                อันที่จริงเราเคยชินที่จะพบกันนานๆ ครั้ง ในเมื่อพวกนักบินอย่างเรากระจัดกระจายกันอยู่ทั่วโลกระหว่างปารีสกับซานติอาโกแห่งชิลี เราแยกกันอยู่เหมือนอย่างทหารยามที่ไม่ค่อยจะได้พูดกัน เพื่อนร่วมงานเป็นเสมือนสมาชิกของครอบครัวใหญ่ซึ่งอยู่กันคนละทิศละทางจะมารวมกันได้ที่นี่และที่นั่นก็โดยความบังเอิญของเส้นทางที่จะพาไป ในยามเย็นเมื่อได้มานั่งร่วมโต๊ะกันอีกที่กาซาบลังกา ดาการ์ หรือบัวโนสแอเรสหลังจากที่ไม่ได้เจอกันเป็นแรมปี เราก็สนทนากันถึงเรื่องที่เคยพูดค้างไว้ เรารื้อฟื้นความทรงจำเก่าๆ แล้วเราก็แยกกันไป

                แผ่นดินนี้จึงดูทั้งอ้างว้างและสมบูรณ์พร้อมพรั่งไปด้วยสิ่งอันงดงามอันลึกลับและซ่อนเร้นยากที่จะเข้าถึงได้ แต่เราก็แวะผ่านไปเสมอ สุดแท้แต่อาชีพจะพาไปไม่วันใดก็วันหนึ่ง ชีวิตแบบนี้ทำให้เราอยู่ห่างจากเพื่อนและไม่มีโอกาสได้คิดถึงกันมากนัก เขาจะอยู่ที่ใดก็ไม่รู้ แต่แม้ว่าจะเงียบและถูกลืมไปบ้าง เขาก็ยังคงเป็นเพื่อนที่ซื่อตรงอยู่เสมอถ้าเส้นทางมาบรรจบกันเมื่อใด เราก็ทักทายกันด้วยความปิติยินดีอย่างเหลือล้น แต่แน่ละเราต้องรอ.....

                และแล้วทีละเล็กละน้อยเราก็พบว่าจะไม่ได้ยินเสียงหัวเราะอันสดใสของเพื่อนคนนั้นอีกแล้ว เราจะไม่มีโอกาสพบกับสิ่งอันงดงามนั้นอีกต่อไป ตั้งแต่นั้นมาเราจะเริ่มอาลัยอาวรณ์อย่างแท้จริง หัวใจของเราไม่ถึงกับปวดร้าวระบม แต่ก็เศร้าหมองอย่างบอกไม่ถูก แน่นอนทีเดียว ไม่มีอะไรเลยที่จะมาทดแทนเพื่อนที่สูญเสียไปได้ เพื่อนเก่านั้นจะหาใหม่ไม่ได้แล้ว ไม่มีอะไรหรอกที่จะมีค่าล้ำเลิศเกินกว่าความทรงจำร่วมกัน ความยุ่งยากที่เคยเผชิญมาด้วยกัน การทะเลาะ การคืนดี และความรู้สึกต่างๆ ระหว่างเรา มิตรภาพเช่นนี้จะมีขึ้นใหม่ไม่ได้แล้ว จะให้เราหวังพึ่งพาร่มไม้ที่เพิ่งจะปลูกใหม่ได้อย่างไร นี่แหละชีวิต

                เราเริ่มสะสมความมั่งคั่งก่อน เราได้ปลูกฝังมิตรภาพไว้เป็นแรมปี บัดนี้ถึงคราวแล้วที่เวลานั่นเองจะมาถอดถอนและทำลายสิ่งที่เราสะสมไว้ เพื่อนๆ จะทิ้งเราไปทีละคนๆ แต่นี้ไปความอาลัยอาวรณ์จะมีปะปนอยู่กับความสำนึกเงียบๆ ของวัยที่ล่วงเลย นี่แหละคือคติธรรมที่แมรมอซและเพื่อนๆ สอนให้เราก่อนอื่น

                ความยิ่งใหญ่ของอาชีพก็คือว่า อาชีพสามารถรวมคนเข้าด้วยกัน ในโลกนี้มีสมบัติที่แท้จริงเพียงสิ่งเดียว นั่นคือมนุษยสัมพันธ์ การทำงานเพียงเพื่อวัตถุสมบัติแต่อย่างเดียว เป็นการสร้างคุกให้ตัวเอง เราจะขังตัวเองอยู่อย่างเดียวดายกับสมบัติที่ไม่ต่างอะไรกับผงธุลี เพราะมันไม่สามารถจะให้อะไรที่เป็นความหมายต่อชีวิตได้

                ถ้าจะหาว่าความทรงจำใดของฉันเป็นความทรงจำที่แน่นแฟ้นและยืนนานที่สุด ถ้าจะนับว่าชั่วโมงไหนบ้างที่มีความสำคัญต่อฉันมาก ฉันก็จะพบอย่างแน่นอนทีเดียวว่า ไม่มีทรัพย์สมบัติใดๆ ที่จะให้ความทรงจำหรือชั่วโมงเหล่านั้นแก่ฉันได้ เราไม่อาจจะซื้อมิตรภาพของคนเช่นแมรมอซหรือเพื่อนร่วมงาน ซึ่งชีวิตต่อสู้ร่วมกันมาได้สร้างสายสัมพันธ์ระหว่างเราไว้ชั่วนิรันดร์กาล
                การบินในคืนนั้นท่ามกลางดาวนับแสน ความสันติสุข และความรู้สึกเป็นไทแก่ตัวเองในชั่วเวลาสองสามชั่วโมง ทุกสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถจะหาซื้อได้ด้วยเงินทอง การมองโลกในโฉมหน้าใหม่หลังจากการเดินทางอันยากลำบาก ต้นไม้ ดอกไม้ ผู้หญิง หรือเสียงหัวเราะอันแจ่มใสที่เราเปล่งออกมายามเมื่อรู้สึกเหมือนฟื้นชีวิตขึ้นใหม่ในตอนรุ่งอรุณนั้น สิ่งละอันพันละน้อยซึ่งเป็นเสมือนรางวัลแห่งเหนื่อยยาก ทุกสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถจะซื้อหาได้ด้วยเงินทอง

                คืนนั้นก็เช่นกัน คืนที่ผุดขึ้นมาในความทรงจำของฉันในขณะนี้ คืนที่เราไปตกอยู่ในต่างแดน เครื่องบินสามลำของบริษัทการบินอาเอโรโปสตาล เกิดขัดข้องพร้อมกันที่ริมฝั่งริโอ เด โอโร ในเวลาใกล้ค่ำ ริแกลร่อนลงมาก่อนเพราะก้านลูกสูบหัก บูรการ่อนตามลงมาเพื่อช่วยเพื่อน เหตุขัดข้องเล็กน้อยทำให้เขาไม่สามารถบินขึ้นได้ ฉันตามลงมาเป็นคนสุดท้าย
                เวลานั้นอากาศเริ่มโพล้เพล้แล้ว เราตัดสินใจที่จะซ่อมแซมเครื่องบินของบูรกา แต่ต้องรอให้เช้าก่อนจึงจะทำได้สำเร็จ เมื่อปีที่แล้วเครื่องบินของกูรป์ และเอรามได้เกิดขัดข้องลงที่นี่เหมือนกัน พวกเขาถูกชาวอาหรับนอกความปกครองของฝรั่งเศสฆ่าตาย เรารู้ว่าในตอนนี้ทหารอาหรับราว 3,000 คน ตั้งกระโจมอยู่ใกล้ๆ กับโบชาดอร์ เครื่องบินที่ร่อนลงมาทั้งสามลำอาจเห็นได้แต่ไกล และพวกเขาคงจะรู้แล้ว คืนนี้อาจจะเป็นการอดนอนครั้งสุดท้ายของเราก็ได้
                เราตระเตรียมสถานที่พักสำหรับคืนนั้น และได้ขนลังสินค้า 5-6 ลังลงจากเครื่องบิน เอาของข้างในออกแล้ววางมันเป็นวงกลม เอาลังทำเป็นซุ้มแล้วจุดเทียนไว้ในนั้น ลังนั้นกำบังลมไม่ได้เท่าไรนัก และเทียนก็ดูริบหรี่อยู่ในลัง เช่นนี้เอง ในใจกลางทะเลทรายบนส่วนที่ราบและว่างเปล่าของผิวโลก เราซึ่งอยู่โดดเดี่ยวห่างไกลเหมือนในบุพกาล ก็ได้สร้างหมู่บ้านมนุษย์ขึ้น เราอยู่รวมกันในตอนเวลากลางคืนที่ลานกว้างในหมู่บ้านของเรา ซึ่งความจริงเป็นเพียงผืนทรายเล็กๆ ล้อมรอบด้วยแสงริบหรี่จากลัง เรารอ รออรุณรุ่งที่จะนำความปลอดภัยหรือรอพวกมัวร์ก็ไม่รู้

                ทำไมหนอคืนนั้นฉันจึงมีความรู้สึกเหมือนกับว่าเป็นคืนวันคริสต์มาส เราเล่าเรื่องสู่กันฟัง หยอกล้อและร้องเพลงกันอย่างสนุกสนาน เรามีความรู้สึกที่แรงกล้าและร่าเริงเหมือนอยู่กลางงานฉลองอันพรั่งพร้อม แต่ความจริงแล้วเราแสนที่จะยากไร้ มีแต่ลม ทราย และดาวเป็นเพื่อน แร้นแค้นเหมือนนักบวชผู้บำเพ็ญพรต บนผืนทรายเล็กๆ ที่มืดสลัวนี้ คนหกเจ็ดคนที่ไม่มีอะไรเหลืออยู่แล้วนอกจากความทรงจำของเขา ก็แบ่งปันกันซึ่งความทรงจำอันเป็นสมบัติที่ไม่อาจจะแลเห็นได้
                ในที่นั้นแหละ เราได้มาเจอกันในที่สุด ก่อนหน้านี้เราเดินอยู่ข้างเคียงกันมาเป็นเวลานาน ต่างฝ่ายก็อยู่ในความครุ่นคิดของตัวเองหรือไม่ก็แลกเปลี่ยนคำพูดซึ่งไม่มีสาระอะไร มาบัดนี้อันตรายได้มาถึง เราต้องอยู่เคียงบ่าเคียงไหล่กัน เรามาพบว่าเราอยู่ในหมู่คณะเดียวกัน ความนึกคิดของคนเราจะกว้างออกไปต่อเมื่อเราได้มีสตินึกถึงความคิดของผู้อื่น เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจะมองกันด้วยใบหน้าอันยิ้มแย้ม ในทำนองเดียวกันกับนักโทษที่เพิ่งถูกปลดปล่อย จะตะลึงลานตากับความกว้างใหญ่ของทะเล


-2-

               กิ โยเมเพื่อนรัก ฉันอยากจะพูดเรื่องเธอสักหน่อย
                ฉันจะไม่เน้นถึงความกล้าหาญหรือความสามารถในการบินของเธออย่างมากมายจนกระทั่งเธอกระดากใจ แต่ฉันอยากจะเล่าถึงการผจญภัยที่ยิ่งใหญ่ของเธอ เพื่อเน้นถึงอีกสิ่งหนึ่งมากกว่า มีคุณสมบัติอันหนึ่งซึ่งไม่รู้ว่าจะเรียกมันว่าอะไรดี อาจจะเรียกได้ว่า "ความหนักแน่น" ซึ่งก็ไม่เชิงเพราะคุณสมบัตินี้จะมีคู่ไปกับความร่าเริงแจ่มใสที่สุดก็ได้ นี่ควรเป็นคุณสมบัติของช่างไม้ ผู้ซึ่งพิจารณาท่อนไม้ที่เขาจะเอามาใช้อย่างกับว่ามันมีฐานะเท่าเทียมกับเขา เขาหยิบไม้ขึ้นมากะและวัด เขาจะไม่ทำอะไรอย่างลวกๆ แต่จะฝากความดีเด่นทั้งหมดของเขาไว้กับผลงาน

                ครั้งหนึ่งฉันเคยอ่านเรื่องราว ซึ่งกล่าวสรรเสริญการผจญภัยของเธอ ฉันอยากจะลบล้างภาพซึ่งผิดเพี้ยนนั้นเสียที ตามภาพนั้นเธอชอบพูดเย้ยหยันอย่างสบายอารมณ์ เมื่ออยู่ท่ามกลางภยันตรายอันยิ่งใหญ่หรือเมื่ออยู่เฉียดกับความตายราวกับว่าความกล้าหาญนั้นจะมีค่าต่ำต้อยเพียงแต่คำพูดอวดดีแบบเด็กๆ อันที่จริงแล้วเธอไม่ค่อยรู้สึกว่าจำเป็นที่จะต้องพูดเยาะเย้ยคู่ต่อสู้ก่อนที่เขาจะเผชิญหน้าด้วย ต่อหน้าพายุฝนเธอรับรู้ว่า "นี่แหละนะพายุฝน" เธอยอมรับและวินิจฉัยมัน

                กิโยเมเพื่อนรัก ขอให้เรื่องราวที่ฉันจะเล่านี้เป็นประจักษ์พยานแห่งความระลึกถึงของฉัน ในฤดูหนาวนั้น เธอได้สูญหายไปขณะที่บินข้ามอันเดสเป็นเวลากว่าห้าสิบชั่วโมงแล้ว ฉันกลับจากปาตาโกนีมาสมทบกับเดอเลย์ ที่เมนโดซาเราทั้งสองต่างบินค้นหาเธอเป็นเวลาห้าวันเต็มในย่านขุนเขาเหล่านั้น แต่ก็ไม่พบอะไรเลย
                เครื่องบินเพียงสองลำไม่อาจจะเพียงพอได้ แม้จะใช้ฝูงบินร้อยลำ บินสำรวจเป็นเวลาร้อยปี ก็คงสำรวจเทือกเขามหึมาที่มียอดสูงถึงเจ็ดพันเมตรไม่ได้ทั่ว ในขณะนั้นเราหมดหวังแล้ว พวกลักลอบสินค้าและแม้กระทั่งพวกโจรที่รับจ้างฆ่าคนเพียงเพื่อไม่กี่สตางค์ ก็ยังไม่กล้านำเราและพวกกู้ภัยไต่ขึ้นไปบนภูเขา

               
"เราจะไปตายเปล่าๆ อันเดสในฤดูหนาวจะไม่ยอมปล่อยให้ใครกลับลงมาเลย"
                เมื่อเดอเลย์และฉันบินกลับมาที่ซานติอาโก ข้าราชการชาวชิลีก็แนะนำเหมือนกันว่าควรงดการค้นหาได้แล้ว "ในฤดูหนาวเช่นนี้ แม้ว่าเพื่อนคุณจะไม่ตายเมื่อเครื่องบินตก ก็คงจะทนความหนาวในตอนกลางคืนไม่ได้ ถ้าอยู่ข้างบนนั้นตอนกลางคืนละก็คงแข็งเป็นน้ำแข็งไปแล้ว" เมื่อฉันกลับมาบินวนเวียนอยู่ระหว่างหน้าผาและยอดแหลมของอันเดสอีกครั้งหนึ่ง ฉันรู้สึกคล้ายกับว่าไม่ได้ค้นหาเธอแล้ว แต่เป็นเพียงอยู่เฝ้าร่างของเธออย่างเงียบๆ ในวิหารใหญ่แห่งหิมะมากกว่า

                ในที่สุด ในวันที่เจ็ด ขณะที่ฉันพักกินอาหารเที่ยงอยู่ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในเมนโดซา มีคนผลักประตูเข้ามาและร้องว่า
                "กิโยเมยังไม่ตาย !"
                เป็นเพียงคำพูดสองสามคำ แต่ทุกคนที่นั่นแม้คนที่ไม่รู้จักกันก็แสดงความดีใจต่อกันและกันหมด

                สิบนาทีให้หลัง ฉันก็บินขึ้นพร้อมกับช่างเครื่องสองคน คือเลอแฟเวรอ และอาบรี สี่สิบนาทีต่อมาฉันก็ร่อนลงบนถนนที่เลียบชายฝั่งซานราฟาเอล ไม่รู้เหมือนกันว่ารู้ได้อย่างไรว่า นั่นคือรถที่กำลังพาเธอไปที่ไหนสักแห่งหนึ่ง การพบกันของเราในครั้งนั้นช่างน่าประทับใจ ต่างคนต่างร้องไห้ เรากอดเธอไว้แน่นในอ้อมแขน เธอยังไม่ตาย นั่นเป็นสิ่งมหัศจรรย์ราวกับว่า เธอชุบชีวิตของเธอเองขึ้นมาใหม่ ในตอนนั้นเธอกล่าวประโยคหนึ่งออกมา ซึ่งเป็นประโยคแรกที่เราฟังเข้าใจ มันแสดงถึงความภาคภูมิใจซึ่งมนุษย์เท่านั้นจะมีได้
                "สิ่งที่ฉันทำนั้น สาบานได้ว่า ไม่มีสัตว์ตัวไหนจะทำได้"

                เธอเล่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นให้เราฟังในเวลาต่อมา
                วันนั้นมีพายุหิมะในเทือกเขาอันเดสทางด้านประเทศชิลี หิมะตกหนัก หนาถึงห้าเมตรภายในเวลาสี่สิบแปดชั่วโมง ท้องฟ้ามืดสนิท ชาวอเมริกันของบริษัทการบินแพนแอมต้องบินกลับแต่เธอก็ยังบินขึ้นจนได้ เพื่อที่จะค้นหาช่องโหว่ที่จะผ่านเมฆขึ้นไป
                ในที่สุดเธอก็พบช่องโหว่หรือกับดักนั้นถัดไปทางใต้หน่อยแล้วจึงบินมุ่งหน้าไปยังอาร์เยนตินา โดยรักษาระดับบินไว้ที่หกพันห้าร้อยเมตร บินอยู่เหนือกลุ่มเมฆที่อยู่สูงเพียงหกพันเมตร ทั้งเทือกเขานั้นจะเห็นเพียงยอดสูงๆ บางยอดที่ทะลุเมฆขึ้นมาเท่านั้น
                บางครั้งเมื่อเครื่องบินตกหลุมอากาศ นักบินจะรู้สึกวิตกกังวลอย่างประหลาด เครื่องบินลดระดับลงเรื่อยๆ แม้ว่าเครื่องยนต์จะเป็นปกติ เขาพยายามเชิดหน้าขึ้นเพื่อไม่ให้เสียระดับมาก แต่ความเร็วจะลดลง การทรงตัวจะไม่ดีและและระดับก็ยังคงลดลงอีก ถ้าปล่อยคันบังคับเพราะชักกลัวว่าได้เชิดหน้ามากเกินไป เครื่องบินจะเอียงไปทางซ้ายหรือขวาตามกระแสลมและจะบินเลียบไหล่เขาไปทางด้านที่แรงลมพัดสะท้อนไหล่เขาออกมาพยุงลำเครื่องไว้บ้าง แต่ระดับก็ยังคงลดลงอีก ดูเหมือนว่าท้องฟ้าทั้งท้องฟ้าลอยต่ำลงมา นักบินจะมีความรู้สึกว่า เหตุการณ์ที่เผชิญอยู่นี้ดูเป็นวิกฤติการณ์แห่งจักรวาลเลยทีเดียว ไม่มีสถานที่ใดที่จะให้หลบภัยได้
                เขาพยายามกลับลำเพื่อบินกลับไปยังเขตที่อากาศพยุงเครื่องบินไว้ เขตที่อากาศหนาแน่นและประคองเครื่องบินได้อย่างแข็งแรงราวกับว่ามีเสารองรับ แต่เขาก็ไม่พบเสานั้นที่ไหนเลย ทุกอย่างกำลังสลายตัวและพังทลายลง เครื่องบินจะลอยต่ำลงสู่กลุ่มเมฆที่ค่อยๆ เคลื่อนขึ้นมาและกลืนทุกอย่างเข้าไป
                "หวุดหวิดจะไปเจอกับหลุมอากาศเข้าทีหนึ่งแล้ว" เขาเล่าให้เราฟัง "แต่ตอนนั้นฉันยังไม่ค่อยแน่ใจ" หลุมอากาศอาจมีได้เหนือเมฆที่คล้ายกับว่าหยุดนิ่งอยู่ แต่ความจริง เมฆนั้นสลายตัวและรวมกันใหม่อยู่ตลอดเวลาเหนือภูเขาสูง ภูมิอากาศช่างแปลกประหลาดมาก...... เมฆอะไรเช่นนั้น!.......
                "ในทันทีที่หลุดเข้าไปในหลุมอากาศ ฉันปล่อยคันบังคับยึดที่นั่งไว้มั่นเพื่อไม่ให้กระเด็นออกไปจากเครื่องบิน การกระเทือนรุนแรงมากจนกระทั่งไหล่ฉันกระแทกกับสายรัดระบมไปหมดแทบว่าสายรัดจะขาด อีกทั้งไม่อาจพึ่งเครื่องวัดต่างๆ เพื่อจะทรงตัวเพราะเกล็ดน้ำแข็งมาเกาะจับเต็มไปหมด เครื่องบินเลยหมุนกลิ้งลงมาคล้ายหมวกที่ปลิวตามลม จากหกพันถึงสามพันห้าร้อยเมตร"
                "ที่สามพันห้า ฉันเหลือบเห็นอะไรดำๆ อยู่ในแนวนอน จึงตั้งลำได้สำเร็จ ฉันจำได้ว่านั่นคือทะเลสาบ ลากูมา ดีอามันเต ฉันรู้ว่ามันอยู่ในหุบเขารูปกรวย ซึ่งด้านหนึ่งคือภูเขาไฟไมปุ มียอดสูงหกพันเก้าร้อยเมตร แม้ว่าจะหลุดพ้นมาจากก้อนเมฆนั้นแล้ว ฉันก็ยังไม่สามารถมองเห็นอะไรได้ เนื่องจากพายุหิมะที่กระหน่ำอยู่อย่างหนัก ฉันไม่อาจบินขึ้นจากทะเลสาบ มิฉะนั้นจะต้องขนกับหุบเขา ฉันจึงบินอยู่รอบๆ สูงจากผิวน้ำนั้นประมาณสามสิบเมตรจนกระทั่งน้ำมันหมด ฉันหมุนอยู่เช่นนั้นสองชั่วโมงก่อนที่จะร่อนลงและพลิกคว่ำไป เมื่อหลุดออกมาจากเครื่องบินได้ ฉันก็คะมำไปด้วยแรงลม พยายามลุกขึ้นยืนแต่ก็ต้องล้มลงไปอีก ฉันได้แต่คลานเข้าไปใต้ท้องเครื่องบินและขุดหิมะใช้เป็นที่กำบัง ฉันเอาถุงไปรษณีย์มาคลุมตัวและรออยู่ที่นั่นเป็นเวลาสิบแปดชั่วโมง"
                "หลังจากนั้นพายุก็สงบลง ฉันเริ่มออกเดินและเดินอยู่ห้าวันกับสี่คืนเต็มๆ"

                ดูสภาพของเธอเมื่อตอนกลับมาซิ กิโยเม เรายังจำเธอได้ดีหรอก แต่ผิวเธอไหม้เกรียมแตกและเหี่ยวย่นราวกับคนแก่!
                คืนนั้นฉันพาเธอบินกลับมาที่เมนโดซา ที่นั่น เตียงซึ่งปูด้วยผ้าขาวรอเธออยู่ แต่มันไม่ช่วยบรรเทาอะไรมากนัก มันไม่ได้ช่วยคลายความเจ็บปวดลง ร่างกายที่ปวดระบมทำให้เธอนอนกระสับกระส่ายพลิกตัวไปมา ร่างกายนั้นไม่ยอมหลับลงเพราะไม่อาจลืมโขดหินและหิมะได้ สิ่งเหล่านั้นทิ้งร่องรอยเหลืออยู่ ฉันสังเกตใบหน้าของเธอที่ฟกช้ำและดำคล้ำคล้ายผลไม้งอมที่ถูกกระทบกระแทก เธอดูน่าเกลียดและดูทนทุกข์ทรมาน มือทั้งสองที่เคยรับใช้ในการงานเป็นอย่างดี บัดนี้ใช้ไม่ได้เพราะแข็งชาไปหมด เมื่อเธอลุกขึ้นนั่งที่ขอบเตียงเพื่อที่จะหายใจให้สะดวก เท้าทั้งสองของเธอที่ห้อยลงมาดูยังไม่ฟื้นจากความหนาว การเดินทางของเธอคล้ายกับว่ายังไม่ได้สิ้นสุดลง เธอยังหอบอยู่ เมื่อเธอพลิกตัวไปมา พยายามที่จะหลับลง เธอก็อดที่จะนึกถึงภาพต่างๆ ไม่ได้ ภาพเหล่านั้นเหมือนกับว่ามาเตรียมรออยู่แล้ว พร้อมที่จะวิ่งพรูออกมาหมุนเวียนในหัวทันทีแล้งมันก็พรูกันออกมา ครั้งแล้วครั้งเล่า เธอก็ต้องเริ่มการต่อสู้อีกกับศัตรูซึ่งคืนชีพมาได้ใหม่ทุกที ฉันชงน้ำตีซานให้
                "ดื่มเถอะ เพื่อนยาก"
                "ฉันยังแปลกใจอยู่ไม่หาย เลยรู้ไหม..."

                เธอเป็นเหมือนนักมวยที่สะบักสะบอมหลังจากชัยชนะ การผจญภัยอันพิสดารไม่อาจเลือนหายไปจากความทรงจำได้ ในคืนนั้นเธอเล่าเรื่องต่างๆ ให้เราฟังอย่างสับสนเป็นห้วงๆ
                บางตอนเธอเล่าว่ากำลังไต่สันเขาสูงสี่พันห้าร้อยเมตร โดยปราศจากไม้ค้ำปีนภูเขา เชือก และเสบียง
                บางตอนเธอเล่าว่ากำลังไต่ไปตามหน้าผาชัน มือ เท้าและหัวเข่าโซมไปด้วยเลือด ฟันฝ่าอากาศที่หนาวเย็นถึงลบสี่สิบองศา เลือด กำลังวังชาและสติค่อยๆ หมดไปจากตัวเธอแต่เธอก็ยังคงเดินต่อไปอย่างดื้อรั้นแบบมด บางทีก็เดินย้อนกลับมาเพื่อจะอ้อมสิ่งกีดขวาง ลุกขึ้นหลังจากที่หกล้ม หรือไม่ก็ไต่ขึ้นมาตันอยู่ที่ขอบเหว
                อย่างไรก็ดีเธอไม่อาจหยุดพักได้ เพราะมิฉะนั้นเธอจะไม่สามารถลุกขึ้นมาจากหิมะได้อีกเลย แน่ละ เวลาเธอล้มลื่นลงไป เธอจะต้องรีบลุกขึ้นโดยเร็ว มิฉะนั้นร่างกายก็จะแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น ทุกๆ วินาทีที่ผ่านไป ความเย็นแทรกซึมเข้าไปในร่างกายหลังจากล้มลงไป ถ้าหากจะต้องการนอนพักสักหนึ่งนาที กล้ามเนื้อก็จะเย็นชา และจะไม่สามารถพยุงให้ลุกขึ้นอีกได้ เธอพยายามต่อต้านความเย้ายวน "ในหิมะ" เธอบอกฉัน
                "ไม่มีแม้กระทั่งสัญชาตญาณของการอยู่รอด หลังจากที่เดินอยู่สองสามสี่วัน สิ่งเดียวที่ต้องการคือการนอน ฉันก็อยากนอน แต่ก็พูดกับตัวเองว่า ถ้าเมียรู้ว่าฉันยังไม่ตาย คงเชื่อว่าฉันกำลังเดินอยู่ เพื่อนๆ ก็เชื่อว่าฉันกำลังเดินอยู่ ทุกคนมีความเชื่อในตัวฉัน ฉันจะชั่วมากถ้าฉันไม่เดิน" และเธอก็เดิน
                เธอใช้มีดแหวะรองเท้าออกมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกๆ วัน เพื่อไม่ให้บีบเท้าที่แข็งและบวมของเธอมากเกินไป เธอเล่าความในใจอันประหลาดให้ฉันฟังว่า                

เทือกเขาอันเดส (Andes)
                "รู้ไหมว่าหลังจากเดินได้สองวัน สิ่งที่ฉันพยายามมากที่สุดก็คือ พยายามที่จะไม่คิด ฉันทรมานมากเหลือเกินและสถานการณ์ของฉันดูหมดหวังจริงๆ เพื่อไม่ให้เสียกำลังใจเดิน ฉันจะต้องไม่พิจารณาสถานการณ์ของตนเอง แต่ฉันไม่อาจควบคุมสมองของฉันได้ มันหมุนติ้วเป็นกังหัน อย่างไรก็ดี ฉันยังพอเลือกภาพให้มันได้ ฉันนึกเรื่องหนังหรือหนังสือให้มัน แต่มันก็นึกถึงเรื่องราวเหล่านั้นโดยตลอดอย่างรวดเร็ว แล้วก็นำฉันกลับมายังสถานการณ์ปัจจุบันทุกครั้ง ฉันก็ต้องนึกเรื่องอื่นให้มันอีก....."

                อย่างไรก็ดี มีอยู่หนหนึ่งที่เธอล้มนอนคว่ำอยู่ในหิมะและไม่ยอมลุกขึ้นอีก เธอเหมือนนักมวยที่หมดอาลัยตายอยาก นอนฟังเสียงนับแต่ละครั้งคล้ายกับดังมาจากที่อันแสนไกล จนกระทั่งนับถึงสิบแล้วมันก็จะสายเกินไป
                "ฉันทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้แล้ว ไม่มีความหวังเหลืออยู่เลยจนทนทุกข์ทรมานต่อไปอีกทำไม" เพียงแต่หลับตาเท่านั้นแล้วทุกอย่างก็จะสงบสุขสำหรับเธอ โขดหิน น้ำแข็ง หิมะ ก็จะอันตรธานไป
                เปลือกตานี้ช่างมีอำนาจมหัศจรรย์ เพียงแต่หรี่ลงมา การกระแทก การหกล้ม บาดแผล ความหนาวจับกระดูกและชีวิตที่เป็นภาระอยู่ ทุกอย่างจะอันตรธานไป ไม่ต้องลากชีวิตอีกต่อไปแล้ว ก็ในตอนนั้นเราไม่ต่างอะไรกับวัวควายและชีวิตก็เป็นภาระหนักยิ่งกว่าแอกใดๆ เธอเริ่มลิ้มรสความหนาวนั้นแล้ว ความหนาวที่กลายเป็นยาพิษคล้าย ๆ กับมอร์ฟีนและกำลังจะทำให้เธอเปี่ยมไปด้วยความสุข
มีความรู้สึกอยู่ว่าหัวใจยังเต้นอยู่และในทรวงอกมีอะไรที่อ่อนโยนและมีค่าซุกซ่อนอยู่ ความรู้สึกจากส่วนอื่นๆ ของร่างกายค่อยๆ หมดไป ร่างกายเป็นเหมือนสัตว์ที่เคยได้รับแต่ความทุกข์ทรมานเริ่มจะเปลี่ยนเป็นหินที่เฉยเมยและหมดความรู้สึกแล้ว ความละอายใจของเธอก็หมดไป เธอไม่ได้ยินเสียงเรียกของเราอีกแล้ว
                  อันที่จริงเสียงเรียกนั้นคล้ายกับเป็นเหมือนฝันมากกว่าและในฝันนั้นเธอก็ออกเดินตามเสียงเรียกนั้น ก้าวเท้ายาวๆ ออกไปอย่างราบรื่นเข้าสู่ทุ่งราบและความสราญใจ เข้าสู่โลกที่แสนนุ่มนวลสำหรับเธออย่างง่ายดายอะไรเช่นนี้ แล้วกิโยเมผู้ตระหนี่ก็ตัดสินใจที่จะไม่ให้การกลับคืนมาของเธอแก่เรา แต่แล้วเสียงท้วงติงก็ดังมาจากห้วงลึกสุดของจิตสำนึก รายละเอียดที่ชัดเจนอันหนึ่งก็ผุดขึ้นมาท่ามกลางความฝัน
                "ฉันคิดถึงเมียฉัน กรมธรรม์ประกันภัยคงช่วยไม่ให้เธอยากแค้น จริงซิ แต่กรมธรรม์นั้น....."
                ในกรณีของการหายสาบสูญ การตายจะถูกยอมรับเป็นทางการหลังจากนั้นสี่ปี รายละเอียดอันนี้ปรากฏกับเธออย่างเด่นชัดและลบภาพอื่นๆ หมด
                ในขณะนั้นเธอนอนคว่ำอยู่บนไหล่เขาที่ชันมาก เมื่อฤดูร้อนมาถึงร่างกายของเธอก็จะไหลกลิ้งปะปนไปกับโคลน ลงไปในหุบเหวใดสักแห่งหนึ่งของเทือกเขาอันเดส เรื่องนี้เธอรู้ดี และรู้อีกเช่นกันว่าห่างจากเธอไปข้างหน้าห้าสิบเมตรมีโขดหินสูงตั้งอยู่
                "ฉันคิดว่า ถ้าฉันลุกขึ้น ฉันคงเดินไปถึงที่นั่นได้และถ้าฉันไปแทรกตัวอยู่ระหว่างก้อนหิน เมื่อถึงฤดูร้อนคงมีใครมาพบร่างฉัน" เมื่อลุกขึ้นมาแล้ว เธอก็เดินต่อไปอีกสองคืนกับสามวัน เธอไม่คิดจะไปได้ไกลเท่าไรหรอก
                "มีหลายสิ่งบอกฉันว่าจุดจบใกล้จะมาถึง เช่นว่าฉันต้องหยุดทุกๆ สองชั่วโมงเพื่อแหวะรองเท้าออกอีกและเอาหิมะมาถูนวดเท้าซึ่งบวม หรือเพียงเพื่อพักให้หายเหนื่อย เมื่อจวนวันสุดท้ายฉันชักจะเริ่มหลงลืม ออกเดินไปครู่ใหญ่แล้วจึงเพิ่งนึกขึ้นได้ ทุกครั้งฉันจะลืมอะไรไว้สักอย่างหนึ่ง ครั้งแรกเป็นถุงมือ ซึ่งสำคัญมากสำหรับอากาศหนาวเช่นนี้ ฉันวางมันไว้ตรงหน้า แล้วก็ออกเดินไปโดยลืมเก็บมันขึ้นมา ครั้งต่อมาเป็นนาฬิกาแล้วก็มีดพับ แล้วก็เข็มทิศ ทุกครั้งที่หยุดฉันก็ยากจนลงทุกที
                "ทางเดียวที่ช่วยให้รอดคือก้าวเท้าออกไป ก้าวแล้วก้าวเล่า ก้าวเดียวกันนั่นเองที่เริ่มใหม่โดยไม่มีที่สิ้นสุด"

                "สิ่งที่ฉันทำนั้นสาบานได้ว่าไม่มีสัตว์ตัวไหนจะทำได้"
                ประโยคนี้ช่างประเสริฐสุด เพราะมันมุ่งถึงลักษณะมนุษย์ ให้เกียรติิมนุษย์และจัดลำดับขั้นที่แท้จริง ประโยคนี้ฉันยังจำมันได้ดี

                ในที่สุดเธอก็หลับไปหมดสิ้นความรู้สึก แต่เมื่อร่างกายที่เหวอะหวะยับเยินและไหม้เกรียมนี้ตื่นขึ้นมาอีก ความรู้สึกก็จะกลับคืนมา จิตสำนึกจะกลับมีอำนาจควบคุมร่างกายนี้ใหม่ ร่างกายก็จะกลับมาเป็นเพียงเครื่องมือ กลับมาเป็นเพียงผู้รับใช้ตามเดิม อย่างไรก็ดีเธอก็รู้จักกล่าวถึงความภาคภูมิใจในความสามารถของเครื่องมือที่ดีนี้เช่นกัน
                "หลังจากเดินได้สามวันโดยไม่มีอาหาร เธอลองคิดดูซิว่าหัวใจของฉันน่ะมันชักระส่ำระสายแล้ว นั่นแหละ ตอนที่ฉันกำลังไต่เลียบหน้าผาที่ชันอยู่ กำลังขุดรูเพื่อที่จะใช้ยึดเกาะอยู่เหนือความว่างเปล่า หัวใจเจ้ากรรมก็เกิดรวนเร มันเต้นแล้วก็หยุด เต้นไม่เป็นจังหวะ ฉันรู้สึกว่า ถ้าหากมันรวนเรต่อไปอีกแค่วินาทีเดียว ฉันคงปล่อยมือแน่ ฉันหยุดนิ่งและตั้งใจฟัง เธอรู้ไหมว่าไม่เคยเลย ไม่เคยจริงๆ ที่ฉันจะรู้สึกว่ามีใจจดจ่ออยู่กับเสียงของเครื่องยนต์ในเครื่องบิน เท่ากับในสองสามนาทีนั้นที่ฉันมีใจจดจ่ออยู่กับหัวใจของตัวเอง ฉันบอกมันว่า
                "เอาน่า พยายามอีกนิดเถอะ เต้นต่อไปอีกหน่อย......
                "มันเป็นหัวใจที่มีคุณภาพดีแม้จะรวนเรบ้างแต่ก็ยังเต้นต่อไปอยู่เรื่อย ๆ ลองคิดดูซิว่าฉันภูมิใจกับมันสักแค่ไหน!"


                ที่เมนโดซาในห้องที่ฉันเฝ้าเธออยู่ เธอก็หลับลงในที่สุด เธอนอนอย่างกระสับกระส่ายและฉันคิดว่า
                "ถ้ามีใครพูดถึงความกล้าหาญของเขา กิโยเมก็คงได้แต่ยักไหล่ แต่อย่าไปคิดว่าเขาเป็นคนถ่อมตัว เขาอยู่เหนือคุณสมบัติที่ไร้ค่านี้ ถ้าเขายักไหล่ก็เป็นเพราะด้วยปรีชาญาณของเขา เขารู้ว่าเมื่อตกเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์หนึ่งแล้ว มนุษย์จะไม่สะพรึงกลัวอีกต่อไป สำหรับมนุษย์สิ่งที่ไม่อาจรู้ได้เท่านั้นที่จะทำให้เขาสะพรึงกลัว แต่เมื่อเผชิญหน้าเหตุการณ์นั้นแล้ว ก็ไม่ใช่สิ่งที่ไม่อาจรู้ได้อีกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ใช้ความพิจารณาอย่างสุขุม รอบคอบ ความกล้าหาญของกิโยเมมาจากสัมมาสติของเขาต่างหาก"

                คุณสมบัติที่แท้จริงของเขาไม่ใช่ความกล้าหาญดอก ความยิ่งใหญ่ของเขาคือความรู้สึกรับผิดชอบ รับผิดชอบต่อตนเอง ต่อไปรษณีย์และต่อเพื่อนที่ฝากความหวังไว้ ความทุกข์หรือความสุขของเพื่อนอยู่ในมือเขา เขามีความรับผิดชอบต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่สร้างสรรค์ขึ้นใหม่ในโลกแห่งสิ่งมีชีวิต ต่อทุกสิ่งซึ่งเขาควรมีส่วนร่วมด้วย
               เขามีส่วนรับผิดชอบในชะตาของโลกมนุษย์ในเท่าที่ขอบเขตของการงาน เขาเป็นคนหนึ่งในจำนวนผู้ที่มีความเผื่อแผ่และมีทัศนะที่กว้างและไกล
               การเป็นมนุษย์โดยถ่องแท้คือการรู้จักรับผิดชอบ รู้จักอับอายเมื่อเห็นความทุกข์ยาก ซึ่งดูเหมือนว่าตัวเองไม่ได้เป็นเหตุ รู้จักภาคภูมิใจในชัยชนะของเพื่อนมนุษย์
               การเป็นมนุษย์คือความรู้สึกที่ว่า การกระทำอะไรก็ตามในชีวิตของเรา เหมือนเป็นการนำก้อนหินก้อนหนึ่งเข้าไปร่วมในการก่อสร้างโลกที่กำลังดำเนินอยู่

                มีบางคนที่สับสนและหลงคิดว่า คนจำพวกนี้เหมือนกับพวกนักสู้วัวหรือนักการพนัน เขายกย่องความไม่กลัวตายของคนเหล่านี้ แต่ฉันขอหัวเราะความไม่กลัวตายนั้น ถ้าหากว่ามันไม่มีรากฐานอยู่ในการยอมรับความรับผิดชอบแล้วละก็ มันก็เป็นเพียงสิ่งที่แสดงความอับจนหรือความห่ามในวัยรุ่น 
แซงเตกซูเปรี และ กิโยเม หลังอุบัติเหตุ

                ฉันเคยรู้จักเด็กคนหนึ่งที่ฆ่าตัวตาย จำไม่ได้แล้วว่าเขาอกหักมาอย่างไรถึงต้องบรรจงยิงตัวตาย ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาไปหลงใหลอ่านจำมาจากไหนถึงต้องสวมถุงมือขาวด้วย แต่ฉันจำได้ดีว่า เมื่อเห็นการแสดงออกที่เศร้าสลดนั้น ความรู้สึกที่ฉันมีไม่ใช่การยกย่องแต่เป็นการสมเพชเวทนา เบื้องหลังใบหน้าที่อ่อนหวานของเขา ภายในหัวกะโหลกทีเพิ่งเติบใหญ่นั้น ไม่มีอะไรอยู่เลย ไม่มีอะไรจริง ๆ นอกเสียจากภาพของเด็กผู้หญิงหน้าเซ่อ ๆ ซึ่งมีอยู่ดาษดื่น

                ฉันนึกเปรียบเทียบชะตากรรมที่แร้นแค้นนี้กับการตายที่มีความหมายแท้จริงของชายคนหนึ่ง การตายของคนทำสวนคนหนึ่งซึ่งบอกฉันว่า
                "รู้ไหมว่า....บางครั้งที่ฉันพรวนดินอยู่ ฉันเหนื่อยจนเหงื่อโซมไปทั้งตัว โรคไขข้อมันเล่นงานขาฉันและสาปแช่งการงานที่ผูกมัดตัวฉันอยู่ แต่ในวันนี้รู้ไหมว่า ฉันอยากที่จะพรวนดินอยากขุดดินอีก ช่างเป็นงานที่วิเศษอะไรเช่นนี้! เวลาพรวนดินนั้นเราช่างรู้สึกว่าตัวเองเป็นอิสระ ต่อนี้ไปใครเล่าจะมาช่วยดูแลต้นไม้ให้ฉัน"
 
               เขาจากไป ทิ้งสวนแห่งหนึ่งไว้ให้รกร้าง เขาทิ้งแผ่นดินให้รกร้าง เขามีความสัมพันธ์และความรักต่อแผ่นดินทุกๆ ผืน กับต้นไม้ทุกๆ ต้น เขานี่แหละ คือผู้ที่มีใจกว้าง เผื่อแผ่และอุทิศตนเองโดยแท้

                เขานี้แหละเช่นเดียวกับกิโยเม คือผู้ที่มีความกล้าหาญในเมื่อเขาต่อสู้กับความตายในนามของมนุษยชาติ






INDEX BACK TOP NEXT
HOME