ผู้แปล : โคทม-พรทิพย อารียา์
INDEX




                  มนุษย์เราเรียนรู้จากผืนแผ่นดินมากกว่าที่จะเรียนรู้จากหนังสือใด ๆ แผ่นดินสอนให้เรารู้จักตัวเอง โดยการเรียนรู้จากอุปสรรคต่าง ๆ
                  แต่เพื่อที่จะให้บรรลุผล เราจำต้องอาศัยเครื่องมือ ชาวนาอาศัยคันไถ ช่างไม้อาศัยเลื่อยและกบ เพื่อค้นหาความลับบางอย่างจากธรรมชาติ สิ่งที่เขาค้นพบนั้นเป็นความจริงสำหรับมนุษย์ทุกคน
                  ในทำนองเดียวกันเครื่องบินก็อาจเป็นเครื่องมือนำเราเข้าพัวพันกับปัญหาเก่าแก่ของมนุษย์ได้


                มโนภาพ ของคืนแรกที่ฉันบินไปอาร์เจนตินา ยังคงติดตาฉันอยู่เสมอ คืนนั้นท้องฟ้ามืดสนิท จะเห็นก็แต่แสงไฟเบื้องล่างที่กระจัดกระจายอยู่และดูริบหรี่เหมือนแสงดาว
                ท่ามกลางความมืดที่ปกคลุมอยู่นั้น ไฟแต่ละดวงเหมือนกับจะคอยบอกเราว่า ที่ตรงนั้นแหละมีสิ่งมหัศจรรย์ที่รู้จักนึกคิด ในบ้านหลังนั้นอาจมีใครกำลังอ่านหนังสือ ครุ่นคิด หรือเล่าความในใจสู่กันฟัง ที่บ้านหลังถัดไปอาจมีใครพยายามหยั่งความลึกของท้องฟ้า หรือกำลังเหนื่อยอ่อนกับการคำนวณเกี่ยวกับกลุ่มดาวอันโดรเมดา ที่โน้นเล่าเขากำลังแสดงความรักต่อกัน นอกเมืองออกไปในชนบทแสงไฟที่สว่างวอมแวมอยู่ตามที่ต่างๆ ดูราวกับว่าจะร้องขอเชื้อเพลิง ส่วนแสงที่เลือนรางลงไปอีกคงเป็นแสงจากบ้านกวี บ้านครูหรือบ้านช่างไม้ อย่างไรก็ตาม

                ท่ามกลางแสงประทีปแห่งชีวิตเหล่านี้ หน้าต่างกี่บานเล่าที่ปิดอยู่ ดาวกี่ดวงที่ไม่ยอมส่องแสง และคนอีกจำนวนเท่าไรที่ยังหลับใหลอยู่...

                เราน่าจะพยายามเข้าถึงซึ่งกันและกัน น่าจะพยายามติดต่อกับไฟบางดวงเหล่านั้น ที่ยังส่องแสงอยู่ห่าง ๆ กันออกไปในชนบท


 

BOTTOM INDEX NEXT



บทที่ ๑
สายการบิน



                ใน ปี ค.ศ. 1926 ฉันเพิ่งสมัครเข้าเป็นนักบินฝึกหัดของสายการบินลาเตโกแอร์ ซึ่งเปิดเส้นทางบินระหว่างตูลูสกับดาการ์ก่อนบริษัทอาเอโรปอสตาลและบริษัทแอร์ฟรานซ์
                ที่นั่นฉันเริ่มเรียนวิชาชีพ และได้รับการฝึกหัดในทำนองเดียวกันกับเพื่อนๆ ก่อนที่จะได้รับเกียรติเป็นนักบินขนส่งไปรษณีย์ เราเรียนการทดสอบเครื่องบิน หัดบินระหว่างตูลูสกับแปรปีญัง และเรียนอุตุนิยมวิทยาที่น่าเบื่อในโรงเก็บเครื่องบินอันเย็นเยือก

                สิ่งที่ทำให้เราหวาดกลัวในตอนนั้นก็คือภูเขาในประเทศสเปนซึ่งเรายังไม่รู้จัก และผู้ที่เราเคารพก็เห็นจะเป็นพวกนักบินรุ่นพี่ เราพบเขาเหล่านั้นในห้องอาหาร ท่าทางขรึมๆ ห่างเหินเล็กน้อย และมักจะให้คำแนะนำแก่เราอย่างวางท่า
                เมื่อมีนักบินรุ่นพี่คนหนึ่งกลับจากอาลีกันเตหรือกาซาบลังกาช้ากว่ากำหนด เสื้อหนังที่สวมอยู่ยังเปียกปอนไปด้วยฝน ถ้าพวกเราคนหนึ่งเลียบเคียงถามเขาเกี่ยวกับการเดินทางก็จะได้รับคำตอบเพียงสั้นๆ ที่ทำให้เรารู้สึกทึ่งมาก เพราะคำตอบนั้นชวนให้นึกถึงอันตรายต่างๆ ในวันที่มีพายุฝน นึกถึงหน้าผาที่ตั้งตระหง่าน พายุที่พัดแรงราวกับว่าจะโค่นต้นไม้ใหญ่ มังกรดำที่เฝ้าปากทางเข้าหุบเขา และแสงฟ้าแลบเป็นประกายเหนือยอดเขา

                นักบินรุ่นพี่เหล่านี้รู้จักที่จะทำให้เราเคารพเขาเป็นอย่างดี บางครั้งความเคารพนั้นจะยืนยาวนานอยู่ตลอดไป สำหรับเขาคนหนึ่งที่บินไปแล้วไม่กลับมา
                ฉันยังจำได้ถึงวันหนึ่งที่บูรีกลับมา บูรีเป็นนักบินสูงอายุคนหนึ่ง ซึ่งในเวลาต่อมาได้สิ้นชีวิตไปในเทือกเขากอร์บีแอร วันนั้นเขามานั่งอยู่ในหมู่พวกเรา กินอย่างช้า ๆ ไม่พูดไม่จาอะไรเลย ไหล่คุ้มด้วยความเคยชิน คืนนั้นเป็นคืนหนึ่งที่อากาศวิปริตตลอดเส้นทางบิน ท้องฟ้ามืดมัวไปด้วยเมฆฝน ภูเขาแลดูคล้ายกับว่าจะเคลื่อนที่ไปมาได้ เหมือนกับปืนใหญ่ที่หลุดออกจากแท่นและกำลังกลิ้งไปมาอยู่บนดาดฟ้าเรือรบสมัยโบราณ
                ฉันมองบูรี กลืนน้ำลายและรวบรวมความกล้าถามไปในที่สุดว่า ขับเครื่องบินกลับมานี่ลำบากไหม บูรีไม่ได้ยิน เขาก้มหน้าอยู่กับจานอาหาร หน้าผากเต็มไปด้วยรอยย่น ทั้งนี้เพราะว่าในเครื่องบินที่เปิดประทุนได้นั้นยามเมื่ออากาศเลว นักบินจะต้องเอนตัวออกไปข้างนอกกระจกเพื่อให้เห็นชัดเจนขึ้น เสียงหวีดก้องของลมที่ตีปะทะใบหน้า จะยังคงก้องอยู่ในหูเป็นเวลานาน

                ในที่สุดบูรีก็เงยหน้าขึ้น ราวกับว่าเพิ่งจะรู้ตัวและได้ยินคำถามของฉัน เขาโพล่งหัวเราะออกมาด้วยน้ำเสียงอันแจ่มใส เสียงหัวเราะนั้นทำให้ฉันปลื้มและแปลกใจ เพราะปกติแล้วบูรีไม่ค่อยจะหัวเราะเลย เสียงหัวเราะหน่อยเดียวนั้นดูจะทำให้ความเหนื่อยของเขาบรรเทาลง เขาไม่ให้คำอธิบายอื่นใดเกี่ยวกับชัยชนะของเขา หากก้มหน้าลงไปอีกและเริ่มเคี้ยวต่อไป อย่างเงียบๆ
                ในห้องอาหารที่ขมุกขมัว ท่ามกลางเจ้าหน้าที่ผู้น้อยทั้งหลายที่กำลังพักผ่อน หลังจากที่ได้เหน็ดเหนื่อยกับงานประจำวัน เพื่อนที่มีไหล่คุ้มของเราคนนี้ ช่างเต็มไปด้วยศักดิ์ศรีอย่างประหลาด ท่วงทีภายนอกอันไม่อ่อนโยนของเขา ซ่อนลักษณะของผู้ที่ได้ชัยชนะต่อมังกร

                ในที่สุด วันที่ฉันถูกเรียกเข้าไปในห้องทำงานผู้อำนวยการก็มาถึง เขาพูดกับฉันสั้นๆ ว่า
                "คุณออกเดินทางได้ พรุ่งนี้"
                ฉันยืนนิ่งอยู่ รอฟังว่าเขาจะพูดอะไรต่อไป หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เขาพูดเสริมขึ้นว่า
                "คุณรู้คำสั่งดีแล้วใช่ไหม"

                เครื่องยนต์ในสมัยนั้นไม่ให้ความปลอดภัยเท่าเครื่องยนต์ในสมัยนี้ บ่อยครั้งมันจะหยุดทำงานลงทันทีโดยไม่บอกกล่าว พร้อมทั้งส่งเสียงโครมครามราวกับชามแตก และเราจำเป็นต้องร่อนลงบนพื้นดินอันขรุขระของประเทศสเปน ซึ่งไม่ค่อยจะมีที่ร่อนลงในยามฉุกเฉินนัก เรามักจะพูดว่า
                "ที่นี่เมื่อเครื่องยนต์พัง เครื่องบินก็ตกพังตามไปในไม่ช้า"
                เครื่องบินนั้นยังหาใหม่ได้ ที่สำคัญก็คืออย่าไปชนกับหน้าผาหินเข้าอย่างจัง ๆ ก็แล้วกัน

                ดังนั้นเราจึงได้รับคำสั่งห้ามไม่ให้บินอยู่เหนือเมฆ เหนือบริเวณเทือกเขา มิฉะนั้นจะได้รับการลงโทษอย่างหนัก เพราะถ้าทำเช่นนั้น เครื่องบินเมื่อเกิดการขัดข้องก็จะพุ่งฝ่าปุยเมฆสีขาวลงไป และอาจจะชนยอดเขาที่มองไม่เห็นได้ ด้วยเหตุนี้ ในค่ำวันนั้น เสียงเนิบๆ ของผู้อำนวยการก็เน้นถึงคำสั่งเป็นครั้งสุดท้ายอีกทีว่า
                "การขับเครื่องบินในสเปนโดยอาศัยแต่เข็มทิศบินเหนือปุยเมฆนั้น น่าดูมาก แต่..."
                เสียงนั้นเนิบลงไปอีก
                "แต่จำไว้เถิดว่า ใต้ปุยเมฆลงไปนั้นคือ....นิรันดร"

                สิ่งที่พบเมื่อเวลาบินขึ้นไปเหนือปุยเมฆ คือโลกอันสงบ แต่ในฉับพลัน โลกนั้นกลับมีความหมายที่ฉันไม่รู้จักมาก่อน ภาพที่สวยงามกลับกลายมาเป็นกับดักอันหนึ่ง ฉันนึกเห็นภาพกับดักสีขาวอันไพศาลแผ่ขยายอยู่แทบเท้าฉัน ซึ่งภายใต้นั้นหาเต็มไปด้วยความสับสนอลเวงของมนุษย์หรือเสียงอึกทึกของรถราในเมืองอย่างที่คิดๆ ไว้ไม่ แต่จะมีความเงียบสงัดยิ่งขึ้นไปอีก และสันติภาพอันถาวรเหนืออื่นใด

                สำหรับฉันแล้วปุยเมฆขาวนั้นเป็นเหมือนพรมแดนระหว่างโลกที่แท้จริงกับโลกที่ไม่มีตัวตน ระหว่างสิ่งที่เคยรู้จักกับสิ่งที่ไม่อาจรู้จักได้ ฉันเริ่มเข้าใจแล้วว่า เราให้ความหมายต่อทัศนียภาพหนึ่งตามแต่วัฒนธรรม อารยธรรม และอาชีพของเรา ชาวเขารู้จักปุยเมฆสีขาวเหล่านี้เหมือนกัน แต่เขาก็ไม่ได้ให้ความหมายอันไม่น่าเชื่อว่าเป็นพรมแดนดังกล่าวเลย

                เมื่อฉันออกมาจากห้องนั้น ฉันมีความรู้สึกภูมิใจอย่างเด็กๆ คราวนี้แหละ แต่เช้าตรู่ ถึงคราวที่ฉันจะมีหน้าที่รับผิดชอบต่อผู้โดยสารและไปรษณีย์ที่จะไปยังแอฟริกา แต่ในขณะเดียวกัน ฉันก็รู้สึกว่าตัวเองยังขาดสมรรถภาพ รู้สึกว่าตัวเองยังไม่พร้อม สเปนเป็นประเทศที่ขาดที่หลบภัย ฉันกลัวว่าถ้าเครื่องเกิดขัดข้องอย่างน่ากลัวขึ้นมา ก็จะหาลานลงไม่ได้ แม้ว่าได้พยายามศึกษาแผนที่ดูแล้วแต่มันก็ให้ความสว่างอะไรแก่ฉันไม่ได้
                คืนนั้นฉันจึงไปหาเพื่อนที่ชื่อ กิโยเม ด้วยใจที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิและความไม่มั่นใจระคนกัน กิโยเมเคยบินเส้นทางนี้มาก่อนฉัน เขาต้องรู้เคล็ดลับอะไรบางอย่าง ฉันต้องการให้เขาชี้ทางให้
                เมื่อฉันมาถึงบ้านเขา เขายิ้มให้ฉันและพูดว่า
                "ฉันทราบข่าวแล้ว ดีใจไหม?"
                เขาเดินไปที่ตู้เพื่อหยิบขวดเหล้าเปอร์โตและแก้ว แล้วเดินยิ้มกลับมาพร้อมทั้งพูดว่า
                "ดื่มให้กับการบินครั้งนี้กันเถอะ ทุกอย่างคงเรียบร้อยเชื่อฉันซิ"
                เขารู้จักให้กำลังใจแก่ผู้อื่น ในทำนองเดียวกันกับตะเกียงที่ให้แสงสว่าง เขาผู้นี้แหละที่อีก 2-3 ปีต่อมา ได้เป็นผู้ทำลายสถิติเที่ยวบินไปรษณีย์ข้ามเทือกเขาอันเดส และเทือกเขาด้านแอตแลนติกใต้

                ในคืนนั้นเขาสวมเสื้อพับแขน ยืนกอดอกอยู่ใต้แสงตะเกียง เขาพูดกับฉันสั้นๆ พร้อมด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยนที่สุดว่า
                "พายุ หมอก หิมะ อาจจะทำให้เราลำบากใจในบางครั้ง แต่ขอให้คิดถึงคนอื่นที่เคยเผชิญสิ่งเหล่านี้มาก่อน แล้วบอกกับตัวเองว่า อะไรที่คนอื่นทำได้ เราย่อมทำได้เช่นกัน"

                อย่างไรก็ตาม ฉันคลี่แผนที่ออกมาและขอให้เขาช่วยทบทวนความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับการเดินทางให้ฉันฟังสักหน่อย และภายใต้แสงตะเกียงนั้น ในขณะที่ก้มหน้าก้มตาศึกษาแผนที่อยู่ร่วมกัน ฉันรู้สึกอบอุ่นใจขึ้นอีกครั้งเหมือนกับตอนเป็นนักเรียน
                บทเรียนภูมิศาสตร์ที่ฉันได้เรียนจากเขา ช่างแสนประหลาดอะไรเช่นนั้น กิโยเม ไม่ได้สอนฉันเกี่ยวกับสเปน แต่พยายามทำให้สเปนกลายเป็นเพื่อนฉัน เขาไม่ได้พูดเกี่ยวกับอุทกศาสตร์ จำนวนพลเมือง หรือจำนวนสัตว์เลี้ยง เขาไม่ได้พูดถึงเมืองกัวดิซ แต่พูดถึงต้นส้มสามต้นซึ่งขึ้นอยู่ริมทุ่งนาใกล้ๆ ตัวเมือง
                "ระวังต้นส้มให้ดี ทำเครื่องหมายไว้ในแผนที่ด้วย......"
                และในแผนที่นั้นเจ้าส้มสามต้นก็มีความสำคัญยิ่งกว่าเซียรา เนวาดา เสียอีก เขาไม่ได้พูดถึงเมืองลอร์กา แต่พูดถึงบ้านนาที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาหลังหนึ่งแถวๆ นั้น พูดถึงชาวนาสามีภรรยาคู่หนึ่งซึ่งอยู่ห่างไกลไปจากเราถึงห้าร้อยกิโลเมตร แต่ก็เป็นผู้ที่มีความสำคัญเหลือคณนา เขาทั้งสองเปรียบเหมือนผู้เฝ้ากระโจมไฟที่มีไหล่เขาเป็นประภาคาร พร้อมเสมอที่จะให้ความช่วยเหลือต่อเพื่อนมนุษย์ในบริเวณนั้น

                เช่นนี้เอง เราได้นำมาซึ่งรายละเอียดต่างๆ ที่นักภูมิศาสตร์ทั่วโลกได้ลืมเลือนและไม่ใส่ใจที่จะแจ้งไว้ในแผนที่ นักภูมิศาสตร์สนใจแต่แม่น้ำแอเบรอะที่ไหลผ่านเมืองใหญ่ๆ เท่านั้น แต่ไม่สนใจลำธารเล็กๆ ที่พอจะหล่อเลี้ยงไม้ดอกที่ซ่อนตัวอยู่ในหมู่กอหญ้าทางตะวันตกของเมืองโมตริล
                "ระวังสายธารนี้ให้จงดี จดลงไว้ในแผนที่ด้วย"
                โอ้ เจ้างูน้อยแห่งโมตริล ฉันจะจำเจ้าไว้ให้ดี ดูเจ้าไม่มีพิษสงอะไรหรอก จะมีก็เพียงกบไม่กี่ตัวที่ชื่นชมอยู่กับเสียงอันแผ่วเบาของเจ้า แต่เจ้าจะนอนหลับใหลไปก็หาไม่ เจ้าซ่อนตัวอยู่ในทุ่งหญ้าซึ่งฉันอาจใช้เป็นสนามบินยามฉุกเฉิน แม้ว่าจะอยู่ไกลออกไปสองพันกิโลเมตร เจ้าก็ยังไม่วาย สอดส่องตาคอยท่าฉัน เผื่อว่ามีโอกาสเมื่อไรก็จะทำให้ฉันเป็นเปลวไฟในทันที.......
                แกะมุทะลุสามสิบตัวนั่นก็เหมือนกัน ฉันยืนหยัดพร้อมที่จะเผชิญกับมัน มันรอฉันอยู่บนไหล่เขาที่ตรงนั้น พร้อมเสมอที่จะวิ่งเข้าใส่
                "พอเธอคิดว่าทุ่งหญ้านั้นปลอดภัย ในทันทีนั้น เจ้าแกะสามสิบตัวก็จะวิ่งพรวดเข้ามาใต้ลูกล้อ"
                ฉันได้แต่ยิ้มตอบ อัศจรรย์ใจในเล่ห์กระเท่ของเจ้าแกะเหล่านั้น

                สเปน จากแผนที่ภายใต้แสงตะเกียงค่อยๆ กลายมาเป็นเมืองแห่งเทพนิยาย ฉันทำเครื่องหมายกากบาทแสดงที่หลบภัยและหลุมพรางต่างๆ ฉันทำเครื่องหมายบอกตำแหน่งชาวนาสามีภรรยาคู่นั้น ตลอดจนแกะสามสิบตัวและลำธาร ฉันใส่คนเลี้ยงแกะที่ถูกลืมคนนั้นลงบนแผนที่อย่างบรรจง

                เมื่อจากกิโมเยมาแล้ว ฉันอยากจะเดินเล่นสักเล็กน้อย อากาศในฤดูหนาวคืนนั้นเย็นยะเยือก ฉันยกปกเสื้อคลุมขึ้นแล้วเดินไปในระหว่างผู้คนที่ไม่รู้จักและไม่รู้ถึงความศรัทธาที่เริ่มมีในตัวฉันขณะนี้
                นี่คือความลับของฉัน ฉันภูมิใจที่จะเดินเคียงไหล่ไปกับคนแปลกหน้าเหล่านี้ พร้อมทั้งเก็บความลับในใจ พวกเขาโง่และไม่แยแสฉันหรอก แต่ความวิตกกังวลและความในใจของเขา เขาฝากมันไว้กับฉัน ผู้ที่จะนำถุงไปรษณีย์ไปในตอนเช้าวันพรุ่งนี้ เขามอบความหวังทั้งหลายไว้ในอุ้งมือของฉัน

                ดังนั้นในขณะที่เดินปะปนไปกับพวกเขา ฉันรู้สึกว่าตัวฉันซึ่งสวมเสื้อคลุมอันอบอุ่นอยู่นี้เป็นเสมือนผู้รักษาผลประโยชน์ให้พวกเขา โดยที่เขาไม่ทราบความรู้สึกห่วงใยของฉันเลย พวกเขาไม่รับรู้เช่นกันถึงสภาพวิปริตของอากาศที่ฉันรู้สึกในค่ำคืนนั้น ขณะที่พายุหิมะอาจจะกำลังก่อตัวอยู่ และจะนำความยากลำบากมาสู่การเดินทางครั้งแรกของฉัน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ฉันต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ผู้คนที่เดินไปมานี้จะเรียนรู้สภาพอากาศจากดวงดาวที่ค่อยๆ ดับลงดวงแล้วดวงเล่าได้อย่างไร มีฉันคนเดียวเท่านั้นที่รู้เห็น ฉันได้รับรู้ตำแหน่งของศัตรูก่อนเริ่มเปิดฉากรบกันเสียแล้ว...... อย่างไรก็ดี ฉันเริ่มตระหนักในความใหญ่หลวงของหน้าที่ที่ฉันจะต้องรับผิดชอบ

                เมื่อมายืนอยู่ข้างหน้าร้านที่สว่างไสวและประดับประดาด้วยของขวัญวันคริสต์มาส ทรัพย์สมบัติต่างๆ ในโลกนี้ดูราวกับว่ามารวมกันอยู่ในตู้นั้น และฉันก็ได้ลิ้มรสอันมึนเมาของความภาคภูมิใจที่จะสละสิ่งเหล่านี้ไป แก้วเจียระไนอันแวววาวสำหรับงานฉลองตอนกลางคืนหรือว่าโคมไฟหรือหนังสือเหล่านี้ จะสำคัญอะไรกับฉันเล่า ขณะนี้ฉันกำลังฝ่าเข้าไปในละอองหมอกและเริ่มเป็นนักบินที่ต้องลิ้มรสความยากลำบากของเที่ยวบินกลางคืนแล้ว

                ฉัน ถูกปลุกให้ตื่นเมื่อตอนตีสาม ผลักบานเกล็ดให้เปิดออก สังเกตว่าข้างนอกฝนกำลังตกอยู่ ฉันแต่งตัวอย่างเงียบๆ
                ครึ่งชั่วโมงต่อมา ฉันนั่งอยู่บนกระเป๋าเดินทางใบเล็กของฉันบนบาทวิถีซึ่งเจิ่งนองไปด้วยฝน รอรถเมล์ที่จะผ่านมารับฉันในวันที่ออกปฏิบัติงานวันแรก เพื่อนร่วมงานหลายคนก็ได้มาคอยด้วยใจระทึกเช่นนี้เหมือนกัน ในที่สุดรถเมล์ก็โผล่ออกมาจากมุมถนน มันเป็นรถสมัยเก่าที่ส่งเสียงโครมครามขณะที่วิ่งไป เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ก็คงเคยมานั่งเบียดเสียดกับเจ้าหน้าที่ศุลกากรที่นั่งสัปหงก และเสมียนสองสามคนเช่นเดียวกับฉันในขณะนี้ รถเมล์คันนี้มีกลิ่นอับเหมือนกับสำนักงานคร่ำเขรอะและเปรอะฝุ่น หรือห้องทำงานเก่าๆ ที่มีใครหมกชีวิตทั้งชีวิตอยู่ในนั้น รถหยุดทุกๆ ห้าร้อยเมตรเพื่อรับเลขานุการ เจ้าหน้าที่ศุลกากรหรือเจ้าหน้าที่ตรวจงาน ผู้ที่ขึ้นอยู่ก่อนและหลับไปพักหนึ่ง แล้วก็อู้อี้ตอบรับคำทักทายของผู้ที่ขึ้นมาใหม่ ซึ่งรีบเบียดเสียดหาที่นั่งเท่าที่จะทำได้ และหลับตามไปบ้างในทันที
                หนทางที่วิ่งผ่านไปนั้นปูด้วยหินที่ไม่สม่ำเสมอกัน เป็นเส้นทางที่มัวซัวเส้นทางหนึ่งของตูลูส รถวิ่งผ่านเสาไฟฟ้าข้างทางไป สนามบินใกล้เข้ามา นักบินที่นั่งปะปนอยู่กับเจ้าหน้าที่ดูไม่ต่างอะไรไปจากคนอื่น แต่สำหรับเขานี่แหละ รถเมล์เก่าโกโรโกโสคันนี้เป็นเสมือนรังไหมเก่าๆ ที่หุ้มตัวดักแด้ เพราะเขาจะเปลี่ยนแปลงร่างไปในขณะที่ก้าวลงจากมัน เพื่อนนักบินทุกคน ในรุ่งเช้าวันหนึ่งคล้ายๆ กับในวันนี้ก็เคยรู้สึกแล้วเช่นกันว่า จากสภาพของผู้น้อยที่ไม่สลักสำคัญและหวาดหวั่นอยู่กับอารมณ์ของเจ้าหน้าที่ตรวจงานนั้น เขาจะกลายมาเป็นผู้รับผิดชอบเที่ยวบินไปรษณีย์ไปยังสเปนและแอฟริกาในอีกสามชั่วโมงข้างหน้านี้ เขาจะต้องเผชิญกับเจ้ามังกรในท่ามกลางสายฟ้าแลบที่แปลบปลาบอยู่เหนือภูเขาฮอสปีตาเล ในอีกชั่วโมงต่อมาเขาก็จะเอาชนะมันได้ และจะต้องตัดสินใจอย่างเสรีและมีอำนาจสิทธิ์ขาดว่า จะบินอ้อมไปทางทะเลดีหรือจะบินข้ามเทือกเขา อัลกอยโดยตรง ในอีกไม่ช้าเขาก็จะเป็นผู้พิชิต พายุ ภูเขา และมหาสมุทร

                เพื่อนนักบินทุกคน ในรุ่งเช้าวันหนึ่งคล้ายๆ กับในวันนี้ก็เคยรู้สึกเช่นนี้แล้วเช่นกันว่า จากสภาพของใครคนหนึ่งในจำนวนผู้โดยสารรถเมล์ธรรมดาใต้ท้องฟ้าอันขมุกขมัวยามฤดูหนาวของตูลูส เขาจะกลายมาเป็นผู้มีอำนาจเต็ม ซึ่งในอีกห้าชั่วโมงข้างหน้าก็จะละทิ้งฤดูหนาว หิมะ และฝนของภูมิประเทศในแถบเหนือไว้เบื้องหลัง โดยไม่แยแสต่อฤดูหนาวอีกต่อไป เขาจะเบาเครื่องยนต์และร่อนดิ่งลงสู่ดินแดนแห่งฤดูร้อนอันเจิดจ้าด้วยแสงแดดของเมืองอาลีกันเต
                รถเมล์เก่าๆ แบบนี้หมดสมัยไปแล้ว แต่ฉันยังจำสภาพที่เรียบๆ และไม่ค่อยอำนวยความสะดวกของมันได้ดี มันเป็นสัญลักษณ์อันหนึ่งซึ่งหมายถึงการตระเตรียมตัวที่จำเป็น เพื่อที่จะได้มาอย่างยากเย็นซึ่งความปิติยินดีแห่งอาชีพ ทุกอย่างในในรถเมล์ดูเรียบๆ อย่างน่าจับใจ
                ฉันยังจำได้ว่าในรถนี้เองเมื่อสามปีก่อนฉันได้ทราบข่าวการตายของเลกรีแวง จากการสนทนาที่ได้แลกเปลี่ยนคำพูดกันไม่เกินกว่าสิบคำ เลกรีแวงเป็นหนึ่งในจำนวนนักบินกว่าร้อยคนของสายการบินของเราที่หายสาบสูญไปอย่างไม่มีร่องรอยในเมฆหมอก
                ตีสามของคืนวันนั้น ท่ามกลางความเงียบเช่นเดียวกันนี้ เราได้ยินเสียงของผู้อำนวยการพูดขึ้นในความมืดกับเจ้าหน้าที่ตรวจงานว่า
                "เมื่อคืนนี้ เลกรีแวง ไม่ได้ร่อนลงที่กาซาบลังกา"
                "หรือครับ" เจ้าหน้าที่ตรวจงานพยายามงัวเงียขึ้นจากภวังค์ และเพื่อแสดงความพินอบพิเทา เขาพูดเสริมต่อไปว่า "หรือครับ เขาข้ามไปไม่ได้ก็เลยบินกลับมาใช่ไหมครับ?" คำตอบจากท้ายรถมีเพียงสั้นๆ ว่า
                "ไม่"

                เราคอยฟังต่อไปแต่ก็ๆไม่มีคำอธิบายอื่นตามมา วินาทีแล้ววินาทีเล่าที่ผ่านไป ทำให้เห็นชัดขึ้นทุกทีว่า คำตอบนั้นมีเพียงแต่คำว่า "ไม่" นี้ไม่มีการอุทธรณ์ใดๆ เลกรีแวงไม่ใช่แต่จะไม่ได้ร่อนลงที่กาซาบลังกาเท่านั้น แต่จะไม่ร่อนลงที่ไหนอีกเลย

                ดัง นั้นในตอนเช้าวันนี้ เช้าตรู่แห่งการบินเที่ยวแรกเป็นคราวที่ฉันจะต้องผ่านพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ แห่งอาชีพเช่นกัน เมื่อมองออกไปทางหน้าต่างรถเห็นถนนเปียกโชกเป็นมันปลาบด้วยแสงสะท้อนจากโคมไฟริมถนน และเห็นน้ำที่เจิ่งอยู่พริ้วเป็นระลอกไปกับแรงลม ฉันรู้สึกไม่มั่นใจ คิดว่า "สำหรับการบินเที่ยวแรกนี้ ฉันช่างมีโชคน้อยเหลือเกิน" ฉันเงยหน้าขึ้นมองเจ้าหน้าที่ตรวจงาน
                "อากาศไม่ดีนะครับ" เขาเหลียวไปทางหน้าต่างมองอย่างเนือยๆ และพึมพำขึ้นในที่สุดว่า
                "ไม่แน่หรอกครับ"
                ฉันถามตัวเองบ้างว่าอากาศไม่ดีนี่เขาดูกันอย่างไร เมื่อคืนที่แล้วกีโยเมได้ลบคำพยากรณ์ไม่ดีต่าง ๆ ที่นักบินรุ่นพี่คนอื่นได้ขู่เราไว้ด้วยรอยยิ้มของเขา แต่คำพูดเหล่านั้นหวนกลับมาสู่ความทรงจำของฉันอีก
                "คนที่ไม่รู้จักเส้นทางบินทุกๆ กระเบียดนิ้ว ถ้าเจอพายุหิมะ ก็น่าเสียใจด้วย น่าเสียใจด้วยจริงๆ..."
                เขาเหล่านั้นต้องการที่จะรักศักดิ์ศรีของรุ่นพี่ของขาไว้ เขามักจะพยักหน้าหงึกๆ และมองเรากึ่งสมเพช คล้ายกับว่ากำลังปลงตกในความอ่อนหัดไม่เดียงสาของเรา มีนักบินกี่คนแล้วที่ใช้รถเมล์คันนี้แหละเป็นที่พักพิงแหล่งสุดท้าย สักหกสิบหรือแปดสิบกระมัง คนขับรถก็เป็นคนขรึมๆ คนนี้ และก็เป็นเวลาเช้าที่มีฝนตกเช่นเดียวกัน
                ฉันมองไปรอบๆ ตัวเห็นแสงสว่างวอมแวมในความมืดและแสงบุหรี่ที่ลุกวาบขึ้นเข้าจังหวะกับห้วงคิด ห้วงคิดที่ไม่ทะเยอทะยานของพนักงานแก่ ๆ เขาเหล่านี้ได้เป็นเพื่อนร่วมขบวนในการเดินทางครั้งสุดท้ายของนักบินกี่คนแล้ว ฉันได้ยินเสียงสนทนากันค่อยๆ ในเรื่องส่วนตัวทำนองปรับทุกข์เรื่องโรคภัย เงินทอง ความยุ่งยากในบ้าน คำพูดเหล่านี้บ่งว่าพวกเขาฝังตัวเองอยู่ในกรอบกำแพงที่แสนเศร้า ภาพนี้ทำให้ฉันเริ่มเข้าใจชะตาชีวิตของคนขึ้นมาทันที เพื่อนเอ๋ย เจ้าเป็นเสมียนแก่ๆ ที่ไม่เคยมีใครมาแนะทาง ให้เจ้าหลุดพ้นไปจากกำแพงนี้ ความสงบสุขของเจ้า เจ้าได้สร้างขึ้นมาด้วยการอุดรูรั่วทุกรูที่แสงจะลอดเข้ามาถึง แบบเดียวกับพวกปลวก เจ้าขดตัวอยู่กับฐานะความมั่นคงอย่างปานกลาง อยู่กับกิจวัตรประจำวัน และการกระทำซ้ำซากที่น่าอึดอัดของชีวิตในชนบท เจ้าสร้างกำแพงอันต่ำต้อยขึ้นเพื่อบดบังลม สายน้ำและแสงดาว เจ้าไม่เคยคิดที่จะวุ่นวายใจไปกับแก่นแท้ของปัญหา ในเมื่อเจ้าก็พยายามมากอยู่แล้ว กว่าจะลืมสภาพมนุษย์ของตัวเองได้ เจ้าไม่ได้อาศัยอยู่ในพิภพที่เร่ร่อนอยู่ในอวกาศ เจ้าไม่ได้ตั้งปัญหาที่ตอบไม่ได้ เจ้าเป็นเพียงชนชั้นกลางของตูลูส ไม่มีใครมาสะกิดไหล่เจ้า เมื่อยังไม่สายเกินไป บัดนี้ดินที่เจ้าใช้เป็นเกราะก็แห้งและแข็งแล้ว ส่วนหนึ่งในตัวเจ้าซึ่งอาจจะเป็นนักดนตรี กวี หรือนักดาราศาสตร์ ก็ไม่อาจจะตื่นขึ้นมาได้อีกแล้ว

                ฉันเลิกบ่นเรื่องพายุฝน โดยอำนาจพิเศษแห่งอาชีพ ในอีกสองชั่วโมงข้างหน้า ฉันจะเผชิญกับมังกรดำ และยอดเขาที่มีประกายสายฟ้าแลบปกคลุมอยู่ และเมื่อตกกลางคืนหลังจากชัยชนะฉันก็จะดูทิศทางจากกลุ่มดาว เที่ยวบินปฐมฤกษ์ของเราก็เป็นไปเช่นนี้
                ส่วนมากการเดินทางของเราไม่มีปัญหาอะไร เราร่อนลงอย่างสบายอย่างกับผู้เชี่ยวชาญในอาชีพ เส้นทางของเราได้รับการสำรวจแล้วอย่างดี ไม่ใช่การผจญภัยอีกแล้วสำหรับนักบิน ช่างเครื่อง และพนักงานวิทยุ แต่เป็นการเข้าห้องปฏิบัติการมากกว่า เราปฏิบัติตามเข็มบนหน้าปัดโดยไม่ต้องอาศัยการดูทิวทัศน์ ส่วนภูเขาที่ตระหง่านอยู่ในความมืดภายนอกก็ไม่เชิงเป็นภูเขา แต่กลับเป็นอำนาจลึกลับที่จำต้องคอยคำนวณระยะทางมากกว่า พนักงานวิทยุจดตัวเลขอย่างสงบเสงี่ยมภายใต้แสงตะเกียง ช่างเครื่องคอยทำเครื่องหมายบนแผนที่ นักบินคอยแก้เส้นทางถ้าหากว่าภูเขานั้นเลื่อนที่ไปหรือถ้ายอดเขาที่เราต้องการอ้อมไปทางซ้ายกลับมาตั้งเผชิญอยู่เบื้องหน้า เราทำสิ่งเหล่านี้อย่างเงียบๆ และขะมักเขม้นแบบการเตรียมรบ ส่วนพนักงานวิทยุที่ประจำอยู่บนพื้นดินนั้นเล่า เขาก็ทำหน้าที่จดรายงานวิทยุของเราลงในสมุดอย่างเรียบร้อย ในแต่ละวินาทีที่ได้รับ
                "เที่ยงคืนสี่สิบ บินตามเส้นทาง 230 ทุกอย่างปกติ"

                ในระหว่างที่เจ้าหน้าที่ประจำเครื่องบินปฏิบัติการอยู่เช่นนี้ เขาจะไม่รู้สึกว่ากำลังเคลื่อนที่ไป แต่คล้ายกับว่ากำลังอยู่ในทะเลลึกในตอนกลางคืน ห่างไกลจากที่หมายใดๆ เสียงเครื่องยนต์ที่กระหึ่มอยู่เป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศในห้องนักบินที่เปิดไฟสว่าง เวลาผ่านไป หน้าปัด เข็ม และหลอดวิทยุทำงานอันลึกลับของมันไป วินาทีแล้ววินาทีเล่า การกระทำที่ดูลึกลับ คำพูดแลกเปลี่ยนสั้นๆ และการตั้งใจทำงานเหล่านี้เป็นการตระเตรียมผลงานอันน่ามหัศจรรย์ที่จะเกิดขึ้น เมื่อเวลานั้นมาถึง นักบินก็จะชะโงกไปมองที่กระจกหน้าได้อย่างมั่นใจ แสงทองที่สุกสว่างอยู่เบื้องล่างในความมืดก็คือแสงจากสนามบินที่เขากำลังจะร่อนลง
                อย่างไรก็ดีพวกเราทุกคนก็เคยประสบด้วยตัวเองในบางครั้งว่า ในสถานการณ์ฉุกเฉินของการเดินทางครั้งหนึ่งนั้น แม้ว่าจะอยู่ห่างจากสนามบินเพียง 2 ช.ม. เราก็รู้สึกคล้ายกับว่าอยู่ห่างอย่างบอกไม่ถูก ยิ่งเสียกว่าไปหลงอยู่ในประเทศอินเดีย หรือที่อื่นซึ่งเราไม่คิดหวังแล้วว่าจะได้กลับออกมา

                เมื่อ แมรมอซ บินข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกใต้ด้วยเครื่องบินทะเลเป็นครั้งแรก ในตอนใกล้ค่ำขณะที่บินอยู่ไม่ห่างจากโปโตนัวร์นัก เขาเห็นพายุหมุนเบื้องหน้า ลำน้ำที่ถูกพายุหอบขึ้นไปกำลังเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกทีราวกับว่าจะประสานกันเป็นกำแพงขวางกั้น แล้วดวงอาทิตย์ก็ดับแสงลง ทิ้งสิ่งที่กำลังก่อตัวอยู่เบื้องหน้านั้นไว้ในความมืด ชั่วโมงหนึ่งต่อมา ขณะที่กำลังบินลัดเลาะอยู่ใต้หมู่เมฆ เขาก็หลุดเข้าไปในอาณาจักรอันน่าสะพรึงกลัว น้ำทะเลที่ลมหอบขึ้นไปเป็นลำ ซับซ้อนอยู่เป็นจำนวนมาก ดูเผินๆ เหมือนกับจะหยุดนิ่งอยู่ประหนึ่งเสาสีดำของวิหาร ปลายข้างบนแผ่กว้างออกไปราวกับรับน้ำหนักของเพดานรูปโค้งซึ่งดำทะมื่นและลอยต่ำอยู่ แสงจันทร์ส่องลอดลงมาตามรอยแยกระหว่างเสากระทบกับพื้นวิหารอันเย็นยะเยือกของทะเล
                แมรมอซบินผ่านวิหารร้างนั้นไป ลัดเลาะจากช่องแสงหนึ่ง อ้อมเสามหึมาอันเกิดจากน้ำทะเลที่ถูกลมดูดขึ้นไป เขาใช้เวลาสี่ชั่วโมงบินตามเส้นทางของแสงจันทร์จนถึงประตูวิหาร ช่างเป็นภาพที่มโหฬารอะไรเช่นนั้น เมื่อแมรมอซข้ามโปโตนัวร์ไปแล้วเขาจึงรู้สึกตัวว่าไม่ได้ทันหวาดกลัวเลย


แสตมป์รูปแมรมอซ
 

                ฉันยังจำเหตุการณ์ในทำนองนี้ที่เกิดขึ้นกับตัวฉันได้เช่นกัน เวลานั้นเป็นเวลาที่เรารู้สึกเหมือนกับว่าได้มาอยู่ที่เขตแดนของโลกแห่งความฝันกับความจริง ในตลอดคืนวันนั้นสัญญาณวิทยุบอกทิศทางที่ส่งมาจากสนามบินในซาฮาราผิดพลาดหมด เนรีพนักงานวิทยุกับฉันต่างก็หลงเชื่อสัญญาณเหล่านั้นด้วยกันทั้งคู่ ต่อเมื่อมองผ่านเมฆลงมาเห็นประกายน้ำ เราก็หักลำเข้าหาฝั่งในทันที หารู้ไม่ว่าได้ถลำลึกเข้ามาในทะเลเป็นเวลานานเท่าไรแล้ว เราไม่แน่ใจว่าบินไปได้จนถึงฝั่ง เพราะอาจจะมีน้ำมันไม่พอ

อย่างไรก็ตามเมื่อถึงฝั่งแล้วก็ไม่แน่ใจว่าจะบินไปถึงสนามบินได้หรือไม่ ในเวลานั้นพระจันทร์กำลังจะพ้นขอบฟ้าไป
                เราเป็นเหมือนคนหูหนวกอยู่แล้วเมื่อปราศจากสัญญาณวิทยุและนี่ก็กำลังจะเป็นคนตาบอดไปอีกด้วย พระจันทร์ค่อยๆ ลับไปในหมอกสีขาวคล้ายแถบหิมะทิ้งไว้แต่แสงเรืองๆ คล้ายแสงไฟที่กำลังจะมอด ท้องฟ้าเบื้องบนเริ่มปกคลุมไปด้วยเมฆเช่นกัน
                ต่อนี้ไปเราก็บินอยู่ระหว่างเมฆและหมอกในโลกที่ปราศจากแล้วซึ่งแสงและสิ่งสัมผัส หอบังคับการได้แต่ตอบเราว่า ไม่สามารถที่จะบอกตำแหน่งของเราได้
                "จับทิศทางไม่ได้....จับทิศทางไม่ได้...."
                ตอบมาเหมือนกับว่าเสียงของเราไปถึงเขาจากทุกแห่งหนรอบด้านจนไม่รู้ว่ามาจากที่ใด เมื่อเราเริ่มจะหมดหวังแล้วนั้นก็พอดีเห็นจุดสว่างจุดหนึ่งทางขอบฟ้าด้านซ้าย ฉันรู้สึกยินดีอย่างเหลือล้น เนรีฮัมเพลงเบาๆ พลางหันมามองทางฉัน แสงนั้นต้องมาจากสนามบินแน่ๆ คงเป็นแสงจากลานบิน เพราะว่าแสงทุกแห่งในซาฮาราจะดับลงในเวลากลางคืน เหลือแผ่นดินอันกว้างใหญ่ไว้ในความมืด อย่างไรก็ดีแสงนั้นกระพริบอยู่นิดหน่อยแล้วก็ดับลง ปรากฏว่าเราได้บินเข้าไปดาวดวงหนึ่งที่กำลังลับขอบฟ้า แต่ยังคงทอแสงอยู่สองสามนาทีในหมู่เมฆหมอกก่อนที่จะลับหายไป จากนั้นเรายังเห็นแสงอื่นๆ อีก และทุกครั้งเราก็บินดิ่งไปหามันด้วยความหวังอันร้อนรน ถ้าแสงนั้นสว่างอยู่นานหน่อย เราก็ทำการทดสอบที่มีความหมายสำคัญยิ่ง นั่นคือ เนรีจะติดต่อไปยังหอบังคับการซิสเนรอส
                "เห็นไฟแล้ว ขอให้เปิดปิดไฟสามครั้ง"
                ที่หอบังคับการซิสเนรอส ไฟก็จะเปิดปิดสามครั้ง แต่แสงที่เราเห็นยังคงสว่างอยู่ ช่างไม่ยอมกระพริบเลย เจ้าดาวดวงน้อยที่ไม่ยอมรับฟังคำสั่งจากใคร แม้ว่าน้ำมันจะร่อยหรอลงทุกที เราก็ยังอดติดเบ็ดทองเสียทุกครั้งไม่ได้ แต่ละครั้งเราคิดว่านั่นคือแสงสว่างจากโคมไฟ แต่ละครั้งนั่นหมายถึงสนามบินและการรอดชีวิต แล้วเราก็ต้องผละจากดาวดวงนั้นไป

                จากนั้นมาเรารู้สึกว่าตัวเองหลงอยู่ในห้วงเวหาท่ามกลางหมู่ดาวนับร้อยที่สุดเอื้อม ขณะที่เราใฝ่หาดาวดวงเดียวที่เป็นพิภพของเรา ในดาวดวงนั้นแหละที่เราจะพบทิวทัศน์ที่คุ้นเคย บ้านที่เป็นมิตรและความอบอุ่นที่เราต้องการ เรากำลังใฝ่หาดาวอยู่เพียงดวงเดียว
                ท่านอาจจะหัวเราะถ้ารู้ว่าฉันกำลังนึกถึงอะไรอยู่ในตอนนั้น แม้ในระหว่างอันตราย เราก็อดวุ่นวายกับความต้องการของร่างกายไม่ได้ ในตอนนั้นฉันหิวและกระหายน้ำ เรื่องที่ฉันนึกถึงอยู่ก็คือว่า ถ้าเราบินถึงซิสเนรอสเราจะเติมน้ำมันให้เต็มแล้วบินต่อไปถึงกาซาบลังกา ตอนรุ่งสางหมดหน้าที่แล้ว! เนรีกับฉันจะเข้าไปในเมือง
                 ที่นั่นร้านอาหารเปิดแต่เช้าตรู่...เราจะเลือกโต๊ะเหมาะๆ ที่สบายๆ สั่งขนมปังร้อนๆ และกาแฟมากินกัน พูดคุยกันถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา นั่นแหละจะเป็นของขวัญแห่งรุ่งอรุณที่เราได้รับจากชีวิตในทำนองเดียวกับคนบ้านนอกแก่ ๆ ที่ต้องการรูปวาดเหรียญตราหรือลูกประคำเพื่อที่จะซาบซึ้งในศาสนาหรือต้องการคำพูดง่ายๆ เพื่อที่จะให้เป็นที่เข้าใจ ฉันเองก็เช่นกัน ความสุขในชีวิตของฉันจะมารวมกันอยู่ในอึกแรกของกาแฟที่ร้อนและหอมหวน ในอาหารที่ประกอบด้วย นม กาแฟ และข้าวสาลี อาหารนี้เป็นสื่อสัมพันธ์ระหว่างฉันกับทุ่งหญ้าอันแสนสวยกับไร่สวนในประเทศอันห่างไกล ฉันต้องการมันเพื่อสัมพันธ์กับโลกกว้าง
                ท่ามกลางหมู่ดาวมากหลายนี้ มีเพียงดวงเดียวเท่านั้นที่เตรียมอาหารมื้อเช้าอันหอมหวนรอเราไว้ตอนเช้าตรู่อยู่แค่เอื้อม ระยะทางระหว่างเครื่องบินของเรากับพื้นพิภพดูจะห่างออกไปจนจะบินไปไม่ถึงอยู่แล้ว
                ในระหว่างกลุ่มดาวเหล่านี้ความสมบูรณ์พูนสุขทั้งหลายหลงอยู่ในสะเก็ดดาวดวงไหนหนอ นักดาราศาสตร์ชื่อเนรี ก็พยายามมองหาและวิงวอนให้ดาวช่วยเป็นใจ

                ทันใดนั้นเอง กำปั้นของเขามากระแทกไหล่ฉัน ในกระดาษที่ยื่นมานั้นมีข้อความว่า
                "วิเศษ ฉันกำลังรับคลื่นชัดแจ๋วเลย..."
                หัวใจเต้นแรง ฉันรอให้เขาจดและยื่นข้อความที่ได้รับมาให้ฉัน ห้าหกคำนั้นคงจะช่วยเราไม่ได้ ในที่สุดฉันก็ได้รับพรจากสวรรค์ ข่าวนั้นมาจากกาซาบลังกาซึ่งเราได้จากมาเมื่อคืนวันก่อนแต่ถูกส่งต่อมาให้เราช้าไปหน่อย จู่ ๆ ก็มาถึงเราซึ่งตอนนี้อยู่ห่างถึงสองสามพันกิโลเมตร และกำลังหลงอยู่เหนือทะเลท่ามกลางหมู่เมฆและหมอก มันเป็นสาส์นจากข้าราชการในสังกัดของกรมการบินที่กาซาบลังกา มีใจความว่า
                "เนื่องด้วยนายแซงเตก ซูเปรีได้บินขึ้นจากสนามบินกาซาบลังกาโดยบินเฉียดหลังคาโรงเก็บเครื่องบินมากเกินไป จึงจำเป็นที่จะต้องรายงานให้สำนักงานที่ปารีสทราบเพื่อพิจารณาลงโทษต่อไป"
                ฉันได้บินเฉียดหลังคาโรงเก็บเครื่องบินจริงๆ ข้าราชการผู้นั้นก็ทำถูกต้องตามหน้าที่แล้วที่จะไม่พอใจ ถ้าเป็นที่สนามบิน ฉันคงจะรับฟังคำว่ากล่าวอย่างนอบน้อมแต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะรับฟัง

                คำว่ากล่าวนั้นช่างฟังดูประหลาดมาก ท่ามกลางดวงดาวอันประปราย หมอกที่กระจายอยู่ และการคุกคามของทะเลเบื้องล่าง เรากำชะตาชีวิตของเราอยู่รวมทั้งชะตากรรมของพัสดุไปรษณีย์และเครื่องบินลำนี้ เรายากลำบากเต็มทีอยู่แล้ว จะไยดีกับความโกรธขึ้งของข้าราชการผู้นั้นทำไมเล่า แต่แทนที่จะไม่พอใจ เนรีและฉันกลับปลื้มปิติอย่างเหลือล้น เขาทำให้เรารู้สึกว่าที่นี่เราเป็นนายของตัวเอง ข้าราชการผู้นั้นเป็นแค่นายสิบ คงไม่ทันเห็นว่าเราเลื่อนยศเป็นนายร้อย เขามากวนใจเราในขณะที่เรากำลังท่องเที่ยวไประหว่างดาวหมีใหญ่กับดาวธนู ในสถานการณ์เช่นนี้ สิ่งเดียวที่ควรแก่การสนใจคือการทรยศของดวงจันทร์......
                สิ่งที่รีบด่วนและเป็นสิ่งเดียวที่ข้าราชการผู้นั้น หรือคนทั้งโลกควรกระทำ ก็คือบอกตัวเลขที่ถูกต้องเพื่อให้เราสามารถคำนวณตำแหน่งของเราได้ ตัวเลขที่เราได้รับนั้นผิดพลาดหมด ส่วนเรื่องอื่นๆ แล้ว ทั้งโลกน่าจะเก็บไว้ได้ชั่วคราวก่อน เนรีส่งกระดาษมาให้อีกแผ่นหนึ่ง
                "แทนที่จะมัวมุ่งอยู่กับเรื่องบ้าบอ ทำไมไม่มีใครช่วยพาให้เราไปให้ถึงที่ไหนสักแห่งหนึ่ง...."
                ในที่นี้ "ใคร" สำหรับเนรีหมายถึงมนุษย์ทั้งหมดในโลกอันกว้างใหญ่ ที่มีทั้งรัฐสภา วุฒิสภา กองทัพบก กองทัพเรือ และแม้กระทั่งจักรพรรดิ์ ในขณะที่อ่านทวนข้อความของคนไร้สติที่คิดว่าเราจะสนใจไยดีเขานั้นเราก็เบนหน้าไปสู่ดาวพุธ


                ช่างเป็นการบังเอิญอย่างยิ่งที่เราพ้นอันตรายมาได้ในคราวนั้น ตอนนั้นเราหมดหวังแล้วที่จะบินไปถึงซิสเนรอส ฉันตัดสินใจบินไปในทิศทางตั้งฉากกับชายฝั่งจนกว่าน้ำมันจะหมด อย่างน้อยยังพอมีโอกาสบ้างที่จะไม่ตกทะเล แต่ขณะนี้เราหลงอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ดูช่างเป็นเคราะห์ร้ายของเราที่คงจะต้องร่อนลงในเวลากลางคืนที่มีหมอกหนาเช่นนี้ โอกาสที่จะร่อนลงโดยสวัสดิภาพช่างมีน้อยเหลือเกิน แต่ก็ไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้แล้ว สถานการณ์เวลานี้เห็นได้ชัดจนฉันได้แต่ยักไหล่เมื่อเนรีส่งข้อความมาให้อีก ถ้าหากเราได้รับมันก่อนหน้านี้สักชั่วโมงหนึ่งก็ควรจะช่วยเราไว้ได้
                "ติดต่อกับซิสเนรอสได้แล้ว บอกมาว่า 216 น่าสงสัย"
                ซิสเนรอสเพิ่งจะโผล่ออกมาจากความมืด มันอยู่ถัดไปจากทางซ้ายของเรานั่นเอง แต่ในระยะทางบินเท่าไหร่ล่ะ เนรีกับฉันปรึกษากันสองสามคำก็ตกลงกันได้ว่า ถ้าจะเสี่ยงบินไปทางซิสเนรอสก็คงจะบินไปไม่ถึงชายฝั่งเสียด้วยซ้ำ เนรีส่งวิทยุตอบไปว่า
                " น้ำมันเพียงหนึ่งชั่วโมง จะบินไป 93"
                อย่างไรก็ดีเราเริ่มได้รับสัญญาณติดต่อจากสถานีอื่นๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีเสียงจาก อากาดีร์ กาซาบลังกา และดาการ์ ปะปนมากับเสียงที่ได้รับจากซิสเนรอส
                สถานีวิทยุตามเมืองเหล่านั้นแจ้งเหตุไปยังสนามบินและนายสถานีก็แจ้งต่อไปยังเพื่อนร่วมงานของเรา เขาเหล่านั้นค่อยๆ ทยอยกันมาล้อมรอบเราเหมือนกับล้อมรอบเตียงคนป่วย ช่างเป็นความอบอุ่นที่ไร้ประโยชน์แต่ก็เป็นความอบอุ่นอยู่ดี เราได้รับแต่คำแนะนำที่ช่วยอะไรเราไม่ได้แต่ก็ช่างอ่อนหวานอะไรเช่นนั้น! ทันใดนั้นตูลูสตื่นขึ้นมา ตูลูสสถานีต้นทางที่อยู่ห่างไปถึงสี่พันกิโลเมตรก็แทรกบทสนทนาของเราเข้ามาโดยไม่บอกกล่าว
                "เครื่องบินที่ขับเบอร์ เอฟ....(ฉันลืมเบอร์ไปแล้ว) ใช่ไหม?"
                "ใช่"
                "อย่างนั้นยังเหลือน้ำมันอีกสำหรับสองชั่วโมง ถังเก็บน้ำมันของเครื่องมีความจุพิเศษ มุ่งสู่ซิสเนรอส"

                เช่นนี้เองจากความจำเป็นบังคับของหน้าที่ โลกจะเปลี่ยนแปลงและดูสวยงามขึ้น แต่ในการที่จะให้ความหมายใหม่ต่อทิวทัศน์เก่าแก่ของโลก นักบินไม่จำเป็นต้องเผชิญอันตรายอย่างเช่นในคืนนั้นดอก
                ทิวทัศน์ที่ซ้ำซากย่อมเป็นที่เบื่อหน่ายต่อผู้โดยสาร แต่หาได้เป็นเช่นนั้นไม่สำหรับเจ้าหน้าที่บนเครื่องบิน กลุ่มเมฆที่ขวางหน้าอยู่ไม่เป็นเพียงภาพที่น่าดูเท่านั้น แต่เป็นปัญหาที่เขาต้องเผชิญโดยใช้ทั้งสมองและร่างกายเขาพิจารณามัน วัดมัน ติดต่อกับมันเลยก็ว่าได้ ยอดเขาที่อยู่ไกลออกไป ถ้าใกล้เข้ามา จะมีลักษณะอย่างไร ท่ามกลางแสงจันทร์นี้ น่าจะหมายตำแหน่งไว้ใช้คำนวณเส้นทางหรือถ้าหากว่าภายนอกมืดสนิท นักบินไม่ค่อยแน่ใจในตำแหน่งของตัวเองว่าบินถูกเส้นทางหรือไม่ ยอดเขานั้นจะเปลี่ยนมาเป็นลูกระเบิด เป็นภัยที่จะอุบัติขึ้นได้ทุกขณะของคืนนั้น ในทำนองเดียวกันกับทุ่นระเบิดที่ลอยอยู่ในทะเลตามยถากรรมจะเป็นภัยต่อทะเลในเขตนั้นนั่นเอง สำหรับทะเลก็เช่นนั้น ผู้โดยสารธรรมดาจะไม่สังเกตเห็นพายุ จากที่สูงเช่นนี้เขาไม่อาจประมาณขนาดของคลื่นได้ ระลอกคลื่นดูคล้ายกับว่าหยุดนิ่งอยู่กับที่ จะเห็นก็แต่ปลายคลื่นสีขาวแตกเป็นฟอง ดูเป็นริ้วรอยเหมือนกับพื้นดินที่แตกระแหง แต่ทะเลเช่นนี้พนักงานบินทราบดีว่าจะร่อนลงไม่ได้ ฟองน้ำสีขาวที่เห็นเป็นริ้วสวยงามนั้นเป็นเสมือนดอกไม้พิษสำหรับเขา
                แม้ว่าการเดินทางจะราบรื่นและไม่ว่าจะบินอยู่ในที่ใด นักบินย่อมไม่เป็นเพียงแต่ผู้รู้เห็นเท่านั้น เพราะนอกจากจะมองแล้ว เขายังต้องไตร่ตรองเกี่ยวกับสีของดินและฟ้า ระลอกคลื่นในทะเลแลแสงทองของอาทิตย์ตอนใกล้ค่ำ ในทำนองเดียวกับชาวนาที่เดินสำรวจพื้นนาของเขาจะสำรวจดูจากร่องรอยนานับชนิดว่าฤดูกาลล่วงเลยไปถึงไหนแล้ว จะร้อนจะหนาว น้ำจะน้อยจะมากอย่างไร นักบินอาชีพก็เช่นกันจะต้องคอยพยากรณ์ว่าจะมีหิมะ มีหมอก หรือว่าคืนนั้นอากาศจะแจ่มใส

                เครื่องจักรกลไม่ได้ทำให้คนเราห่างเหินไปจากปรากฏการณ์ทั้งหลายของธรรมชาติอย่างที่เราอาจคิดไว้ในตอนแรก แต่มันกลับทำให้คนเผชิญกับปรากฏการณ์เหล่านั้นอย่างลึกซึ้งขึ้นไปอีกเสียด้วยซ้ำ ในยามพายุฝน นักบินจะต้องต่อสู้โดยมีถุงไปรษณีย์เป็นเดิมพันกับเทพเจ้าแห่งภูเขา ทะเล และพายุอยู่อย่างเดียวดาย ในท้องฟ้าอันกว้างใหญ่






TOP INDEX NEXT
HOME