"พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีห้องแสดงทั้งหมด 40
ห้อง แต่เราจะใช้เวลาครึ่งวันกับห้องแสดงเพียง 4 ห้องนะครับ รับรองว่า
น้องๆ จะได้รับความรู้ทางตาทางหูอย่างเต็มที่ เอาละครับ จุดแรกที่ผมจะพาน้อง
ๆ ไปชมคือจุดนี้ ตามผมมาเลยครับ"
บรรดาเยาวชนจำนวน 50 ชีวิตพากันเดินตามหนุ่มมัคคุเทศก์ไปหยุดอยู่ที่ศาลาลงสรงที่อยู่ตรงกับประตูทางเข้าพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ
เสียงชายหนุ่มพยายามเรียงลำดับข้อมูลที่ตระเตรียมมาไม่ให้ผิดเพี้ยน เขาพยายามสื่อออกไป
แน่ละบางครั้งรู้ตัวว่าพูดเร็วและรัว เขาพยายามดึงจังหวะลิ้นให้ช้าลง
เขาใช้เวลาอธิบายตรงจุดนี้ไม่นานนัก หากหญิงสาวที่เคลื่อนไหวตามไปเป็นผู้ฟังและเป็นผู้ประเมินผลตามคำขอร้องของเขา
เธอเฝ้าดูอยู่ห่าง ๆ และเริ่มเก็บข้อมูลในการทำงานเป็นมัคคุเทศก์อาสาสมัครของเขา
นักศึกษาพากันเดินตามมัคคุเทศก์หนุ่มรูปหล่อไปยังพระที่นั่งพุทไธสวรรย์
เสียงเขาเริ่มต้นว่า "ผมอยากให้น้อง ๆ ยืนนิ่ง ๆ อยู่ตรงจุดนี้ มองรอบ
ๆ บริเวณนี้แล้วเดี๋ยวบอกผมนะครับว่าเห็นอะไรบ้าง เอาละทีนี้ผมจะพาน้อง
ๆ กลับเข้าไปสู่ยุคสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ที่เรายืนอยู่นี้คือบริเวณวังหน้า
เราเข้าไปดูสิว่าข้างในพระที่นั่งเป็นอย่างไร..."
หญิงสาวเดินตามไปสมทบ เธอเลือกนั่งมุมหลังสุด ส่งสายตามองจิตรกรรมฝาผนังโดยรอบ
เงี่ยหูฟังเสียงบรรยายจากปากชายหนุ่ม เขาพูดติดขัดเล็กน้อยแล้วก็ไปได้ดี
เธอไม่พยายามองหน้าเขาเพื่อไม่ให้เกิดความขัดเขิน
กว่าที่เธอจะดึงตัวเขามายืนจุดนี้ก็ยากลำบากมาก
เขาขังตัวเองอยู่แต่ในบ้าน จะออกจากบ้านเมื่อมีธุระจำเป็นเท่านั้น เช่นไปเรียนหนังสือ
ไปโรงพยาบาล เธอรู้เขาหมดภาระเรื่องการเรียนแล้วแต่ก็ยังใช้ชีวิตว่างเปล่าในโลกส่วนตัว
เขาเป็นผู้ชายที่เข้าใจยากสำหรับเธอเสมอ วันเวลาเก่าๆ ที่เคยเป็นเพื่อน
หรือยอมรับเป็นคนรักของกันและกันเมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่นนั้นไม่ได้ทำให้เขาเปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย
เขายังคงพูดน้อย นั่งนิ่ง จมอยู่กับละอองความคิดของตัวเอง ถามคำ ตอบคำ...
เมื่อเธอไปทำงาน ความห่างเหินก็เกิดขึ้น ไม่มีการอุทธรณ์ ไม่มีการตัดพ้อต่อว่าในการไม่มีเวลาให้แก่กัน
เธอตระหนักได้ว่าบางทีเขาอาจไม่ได้ชอบเธอมากขนาดนั้น เขาอาจแค่ต้องการเพื่อนคนหนึ่งในโลกที่เงียบเหงาของเขา...บ้านอยู่ใกล้กันแค่นี้
แต่เขาเลือกที่จะใช้โทรศัพท์พูดคุยกับเธอสองสามประโยคแล้วก็วางสายไป
นาน ๆ ครั้งก็จะส่งเสียงกลับมาใหม่
********
"หนูแก้มแวะเข้ามาหาลุงหน่อย"
ลุงต้นพ่อของเขามีเรื่องปรึกษาเธอ
"หนูแก้มช่วยลุงหน่อยสิ พาเจ้าฟ่างมันออกไปจากบ้านที ไปไหนก็ได้ที่ทำให้เขาเป็นคนใหม่เสียที"
มันไม่ง่ายหรอกที่จะเปลี่ยนใครถ้าเขาคนนั้นไม่คิดเปลี่ยนตัวเอง แต่เธอก็รับปากลุงต้น
อาจเป็นเพราะใคร ๆ ก็รู้ว่าครั้งหนึ่งข้าวฟ่างกับเธอรักกันและความรู้สึกดี
ๆ นั้นยังคงอยู่
วันหนึ่งเธอแวะไปหาเขา เห็นเขากำลังอ่านหนังสือประวัติศาสตร์
"ใคร ๆ ก็อยากได้อำนาจ สุดแต่จะสรรหากรรมวิธีในการได้มาซึ่งอำนาจนั้น....คนสมัยนั้นฆ่ากันได้อย่างง่ายดาย...."
เขาเปิดปากเล่าในสิ่งที่เขาอ่าน มันเป็นประวัติศาสตร์สมัยอยุธยา
"ฟ่างไปเป็นเพื่อนแก้มได้มั้ย แก้มจะไปสมัครอบรมมัคคุเทศก์ของวังแห่งนี้"
เธอยื่นเอกสารให้เขาอ่าน เขาอ่านอย่างสนใจแต่ยังไม่ปริปากให้คำตอบจนเธอคะยั้นคะยอ
"นะแก้มไม่มีเพื่อน แล้วตอนนี้ฟ่างก็ว่างอยู่นี่ เราไปอบรมด้วยกันนะ"
รบเร้าเขาอีกสองสามประโยค เขาก็รับปากและเป็นเหตุให้เขาได้มายืนตรงจุดนี้
ยืนบรรยายความรู้ให้เด็ก ๆ ฟัง ท่าทางเขามีความสุขไม่น้อยที่ได้ยืนอยู่ท่ามกลางบรรยากาศที่เขาดึงกลับเข้าไปสู่อดีตอันเรืองรองและงดงามของแต่ละสถานที่
ชายหนุ่มมายืนดักหญิงสาวที่ปากซอย เขาไม่ได้ทำเช่นนี้มานานแล้ว นับแต่ความสัมพันธ์ที่มีมาแต่ครั้งสมัยยังเยาว์วัยได้เปลี่ยนไป...วันเวลา
ความห่างเหินทำให้ทุกสิ่งที่เคยเป็นอยู่จบลง เหลือเพียงความเป็นเพื่อน
บางขณะก็อาจดูเหมือนคนแปลกหน้าเมื่อนาน ๆ พบกันทีอย่างไม่คาดคิด
เขารู้ว่ารอยยิ้มเธอยังเหมือนเดิม
แก้มที่เต็มไปด้วยเลือดฝาดนั้นยังไม่จางหาย เธอเป็นผู้หญิงที่มีผิวพรรณสวย
เปล่งปลั่งและดูมีสุขภาพดี มันต่างจากเขาอย่างสิ้นเชิง ใบหน้าดูเคร่งเครียด
วิตกกังวลและไม่มีรอยยิ้มให้เห็นบ่อยนัก เขาจะยิ้มให้ใครได้ เขาไม่อยากรู้จักผู้คนในซอยนี่สักเท่าไหร่
เพื่อนที่มีอยู่คนเดียวและคุ้นมานานก็คือเธอ
เขาเห็นเธอเดินข้ามถนนมาแล้ว เขาส่งยิ้มให้
เธอยิ้มรับ แปลกใจที่เห็นเขาในเย็นวันนี้ เอ หรือเขาจะคอยฟังการประเมินผลจากปากเธอ
"ต้องขอโทษฟ่างด้วยที่แก้มอยู่ฟังไม่ครบ พอดีต้องกลับเข้าออฟฟิศไปสานงานต่อ"
หญิงสาวรีบออกตัว
"ไม่เป็นไรหรอกแก้ม แค่แก้มมาให้กำลังใจก็ดีมากแล้ว" เขาพูดตามความรู้สึกที่แท้จริง
*******
เธอเดินเคียงเขาเลี้ยวเข้าไปในซอย ผ่านบ้านแต่ละหลังที่มีหน้าตาเหมือนกัน
ต่างกันที่องค์ประกอบแล้วแต่ว่าใครจะสรรค์สร้างตกแต่งเพิ่มเติมอย่างไร
"วันนี้ฟ่างดูดีนะ" หญิงสาวเอ่ยชม ดูเขามีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น
ไม่ประหม่ายามเผชิญหน้ากลุ่มคน
"ฟ่างว่าฟ่างพูดเร็วไป"
"บางช่วงเท่านั้นแหละแต่เด็ก ๆ ก็สนใจฟัง สนใจซักถามดีนี่"
"มีอะไรแนะนำฟ่างมั้ย"
"ตรงจุดที่อยู่พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ แก้มว่าฟ่างใช้เวลาตรงนี้นานเกินไป
ให้เด็กรู้ความเป็นมาของพระที่นั่งน่ะดีแล้ว แต่ส่วนปลีกย่อย เช่นรูปแบบพระพุทธสิหิงค์
แก้มว่าควรพูดสั้น ๆ ดีกว่าให้เด็กพอรู้ลักษณะศิลปะสุโขทัย นอกนั้นตรงจุดอื่นก็ไม่มีอะไร
ดี เรียบร้อยดี ฟ่างทำหน้าที่มัคคุเทศก์ได้ดี"
"แต่ฟ่างเทียบกับแก้มไม่ได้หรอก แก้มมีความสามารถล้นเหลือ ฟ่างยอมรับ"
"โธ่ มาชมคนกันเองซะแล้ว อย่าลืมสิจ๊ะ แก้มเรียนอะไรมาแล้วฟ่างล่ะเรียนอะไร
ใครจะนึกว่าคนที่เรียนด้านวิทยาศาสตร์จะกลับลำหันมาสนใจประวัติศาสตร์
มาถึงตรงจุดนี้ก็นับว่าเยี่ยมแล้วละ"
ข้าวฟ่างอมยิ้ม เขารู้ว่าหญิงสาวมีกำลังใจให้เขาเสมอ
แก้มยิ้มตอบ การที่เธอหวนกลับมาใช้เส้นทางนี้ มันเป็นเรื่องของจังหวะ
เวลามากกว่า ไม่ได้คาดหวังว่าสายสัมพันธ์เก่าจะกลับมายั่งยืนเพราะชายหนุ่มตรงหน้าที่เคยเข้ามาอยู่ในใจนับแต่รุ่นสาว
เขาช่างเป็นคนที่ดูลึกลับและเข้าใจยากเสียจริง
"อุ๊ย นั่น"
หญิงสาวรีบเบี่ยงตัวหลบเข้าใต้ต้นไม้ใหญ่ ชายหนุ่มส่งสายตามอง เขาจำได้ว่านั่นเป็นคู่รักของเธอ
ทำไมเธอต้องหลบเขาด้วย ข่าวที่เขาได้ยินคือเธอกับเขากำลังจะแต่งงานกันมิใช่หรือ
"แวะเข้าบ้านฟ่างก่อนไหมถ้าแก้มไม่อยากเจอใคร"
หญิงสาวรีบพยักหน้า ใช้หลังชายหนุ่มซึ่งสูงใหญ่กว่าเป็นที่กำบังแล้วลับหายผ่านรั้วไม้ระแนงที่เปิดกว้างเข้าไปภายใน
รู้สึกโชคดีที่อีกฝ่ายไม่ได้หันหน้ามา
"ตามสบายนะแก้ม" ข้าวฟ่างบอกแล้วรีบไปหาน้ำเย็นมาให้หญิงสาวดื่ม
"ยังเลี้ยงแมวอีกหรือ" แก้มมองลูกแมวสองสามตัวที่กำลังเล่นกันอย่างสนุกสนาน
มีอยู่ตัวหนึ่งเดินมาหยุดมองหน้าเธอแล้วส่งเสียงร้อง |
|
|
"ไง หนูดีมาทักแก้มหรือ" หญิงสาวอมยิ้ม รู้สึกถึงน้ำเสียงอ่อนโยนเวลาที่เขาพูดกับเจ้าแมวตัวน้อย
"หนูดีชอบรับแขก ใครไปใครมาขอทักก่อน"
พูดจบหนูดีก็กระโดดมานอนหมอบอยู่ข้างชายหนุ่ม เขาเอื้อมมือไปลูบหัวแมวน้อยด้วยความเอ็นดู
รู้ละว่าหญิงสาวไม่ชอบสัตว์เลี้ยงประเภทนี้เลยสักนิด ไม่ชอบแม้แต่จะอยู่ใกล้
เขาอุ้มหนูดีวางบนพื้นแล้วก็ผลักไสให้มันไปวิ่งเล่นกับพี่น้อง ทว่าหนูดีแข็งขืนจนตัวโก่ง
ไม่ยอมจากไปอย่างง่าย ๆ
"หนูดีนี่ดื้อเหมือนฟ่างเลย" หญิงสาวหัวเราะ "แก้มหมายถึงฟ่างในตอนนั้นนะ
เดี๋ยวนี้คงไม่ดื้อแล้วใช่ไหม" เธอรู้กิตติศัพท์ความดื้อของเขาดี ใครในบ้านก็เอาไม่อยู่
"ไม่แล้ว ฟ่างโตแล้วนี่ เป็นผู้ใหญ่แล้ว"
ปากพูดออกไปงั้นเองแต่แท้จริงเขารู้ว่าโลกวันนี้กับโลกในวันวานไม่แตกต่างกันเลย
เขายังเป็นลูกชายที่พ่อแม่ต้องเอาใจใส่ เป็นหลานที่ญาติพี่น้องต้องใส่ใจดูแล
ถ้าไม่มีใครเหลียวแลเขา หรือมีความรู้สึกถูกทอดทิ้ง โรคภัยต่าง ๆ อันหาสาเหตุไม่ได้ก็จะรุมเร้าเข้ามาทันทีแล้วก็ไม่ยอมจากเขาไปอย่างง่าย
ๆ เรื่องนี้หญิงสาวไม่เคยมีวันรู้ เธอรู้แต่เพียงว่า บ้านหลังนี้มีรักที่อบอุ่นเสมอมา
มีผู้คนเยอะแยะ พี่น้องไปมาหาสู่กัน ในขณะที่บ้านแก้มสงบเงียบ นาน ๆ
จะมีญาติพี่น้องมาพบบ้างประปราย แก้มเป็นลูกคนเดียวแต่เธอคงไม่รู้สึกอ้างว้างอย่างที่เขาเป็นหรอก
ความที่หน้าตาเธอน่าเอ็นดู คนบ้านนั้น บ้านนี้ก็มักจะอุ้มเธอ จูงเธอไปเล่นด้วยเสมอ
หญิงสาวเอื้อมมือไปหยิบนิตยสารบนโต๊ะเล็กข้างตัวขณะที่อีกฝ่ายเริ่มเงียบ
ส่งสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง เป็นเพราะม่านสีขาวบางผืนนั้นพลิ้วตามแรงลมที่ดึงดูดความสนใจเขา
มีอะไรอยู่ภายนอกหน้าต่างบานนั้น เขาเท่านั้นที่เป็นผู้รู้และเธอก็ไม่อาจรู้ได้เลยว่าเขาคิดอะไรอยู่
ภาพของเขาในลักษณะนี้เป็นที่คุ้นตามานานวัน ต่อให้เปิดปากถามว่าคิดอะไรอยู่
ข้าวฟ่างก็บอกเธอไม่ได้ เขาไม่รู้จะพูดอย่างไร เธอหรือใครอื่นจะเข้าใจ
แก้มเลิกถาม ข้าวฟ่างก็จะนั่งนิ่งอยู่เช่นนั้นจนกว่าหญิงสาวจะตั้งคำถามใหม่ที่ไม่เกี่ยวกับความคิดคำนึงของเขา
เขากำลังนึกถึงอะไรน่ะหรือ...วันที่แก้มเดินเข้ามาในบ้าน เธอเอ่ยชวนให้เขาไปอบรมเป็นมัคคุเทศก์อาสาสมัครในหน่วยงานแห่งหนึ่ง
เขาตอบตกลงโดยไม่ต้องคิด มันอาจเป็นจังหวะเวลาของเขา เพื่อนหญิงรายล่าสุดกล่าวคำอำลาไปนานแล้ว
ที่ว่างข้างกายเขาจึงว่างเปล่า หากคนที่จะกลับมาเดินเคียงข้างเขาจะเป็นผู้หญิงคนนี้
คนที่เขาเคยรักจะเป็นไรไป เขารู้ข่าวคราวของเธอ มีผู้ชายอยู่สองสามคนที่แวะเวียนมารับส่งเธอ
แต่นี่ก็นานเป็นเดือนแล้วที่ไม่เห็นใครมารับมาส่งเธออีก
"บอกฟ่างได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างแก้มกับผู้ชายคนนั้น แต่ถ้าแก้มไม่อยากพูดถึงก็ไม่เป็นไร"
"ก็...จบไปแล้ว แก้มบอกเลิกเขาเอง เป็นฝ่ายขอถอนหมั้นเขาด้วย แก้มคงให้อภัยคนใจร้ายในตอนนี้ไม่ได้และก็ไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหน
บางทีอาจเป็นทั้งชีวิตของเขา..." หญิงสาวถอนใจยาว ไม่รู้จะเล่าอย่างไรดี
ข้าวฟ่างจะไม่มีคำถามใด ๆ อีก เขาไม่ใช่คนช่างถาม ถ้าถามแล้วใครจะให้คำตอบแค่ไหน
มันก็จะเป็นการรับรู้เพียงแค่นั้น
หญิงสาวขยับตัว วางนิตยสารไว้ที่เดิม มองหน้าชายหนุ่มแล้วเล่าสิ่งที่เธออัดอั้นตันใจมานานวัน
"เขาขับรถชนคนตาย อันที่จริงก็ยังไม่ถึงกับตาย หากเขาจะมีจิตสำนึกช่วยเพื่อนมนุษย์คนหนึ่งที่โชคร้ายเพราะการกระทำของเขา
แต่นี่เขานิ่งเฉย นั่งรอคนจากบริษัทประกันมา เขานั่งนิ่งอยู่ได้อย่างไร
ไม่คิดแม้แต่จะแจ้งเหตุที่เกิดขึ้นหรือโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือจากใครให้พาร่างที่น่าสงสารนั้นส่งโรงพยาบาล
เขาเลือดเย็นมาก เลือดเย็นเกินไปที่มองดูเพื่อนมนุษย์คนนั้นหมดลมหายใจไปต่อหน้าต่อตา
วันเวลาดี ๆ ที่เราคบกันมามันหายวับไปหมดเลย ไม่มีอะไรเหลือ พ่อกับแม่แก้มเข้าใจดี
เข้าใจความรู้สึกของแก้ม แต่พ่อแม่เขาสิ ไม่เข้าใจเลย เขาคิดว่าแก้มไม่ได้รักลูกชายเขาอย่างจริงจังจึงบอกเลิกได้ง่าย
เขาว่าเหตุผลแค่นี้เล็กน้อยเกินไปที่จะเลิกรักกัน ทำไมไม่รู้จักให้อภัย
แก้มให้อภัยไม่ได้เมื่อรู้ว่าเขาใช้เงินมากเท่าไหร่ในการทำให้ตัวเองกลายเป็นผู้บริสุทธิ์
เขาจะเดินกับแก้มได้อย่างองอาจเพียงใดบนถนนทุกสาย เขาไม่มีวันจะลบประวัติศาสตร์บทนี้ออกจากความทรงจำของแก้มได้...ไม่มีทางเลย"
สีหน้าหญิงสาวผิดหวังไม่แตกต่างจากคำพูดที่แสดงออกมา
ข้าวฟ่างเข้าใจ เข้าใจความรู้สึกของเธอดี...เธอมีน้ำใจ รักเพื่อนมนุษย์ที่อ่อนแอหรือด้อยกว่า
ไม่เพียงแค่ความรู้สึก หากหยิบยื่นโอกาสช่วยเหลือเท่าที่เธอจะทำได้ ทั้งยังรักความถูกต้องและยุติธรรม
เขามองว่าเธอเป็นผู้หญิงที่มีอุดมคติ มีองค์ประกอบความดีงามอยู่ในตัวตนที่เด่นชัดโดยไม่ต้องเสแสร้ง
เธอไม่ใช่คนประเภทหน้าทน อมยิ้มที่พบเห็นดาษดื่นในสังคม
"แก้มรู้เขายังแวะเวียนมา แต่คำขอโทษจะมีประโยชน์อะไร เขาไม่นึกถึงร่างที่หมดลมหายใจ
คน ๆ นั้นเป็นใคร ทิ้งอะไรไว้เบื้องหลัง ครอบครัวเขา ความทุกข์ยากที่ติดตามมาและยังอีกสามชีวิตที่ยังเล็กเสียเหลือเกิน
เงินที่หยิบยื่นให้มันเล็กน้อยมาก ถ้าจิตใจเขามีมนุษยธรรมสักหน่อย คิดลงไปช่วยคน
ๆ นั้นส่งโรงพยาบาล บางทีอะไร อาจดีขึ้นและแก้มก็คงไม่เป็นเช่นนี้...แก้มตัดสินใจว่า
เลิกคบกันเสียดีกว่าจะได้ไม่มีภาพเลวร้ายตามมาหลอกหลอน..."
หญิงสาวนั่งนิ่งอยู่เป็นครู่ เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้
"ฟ่าง แก้มขอยืมตัวเดินไปส่งแก้มหน่อย"
"ได้สิ"
"อยู่กินข้าวเย็นด้วยกันนะ เดี๋ยวแก้มจะทำอาหารอร่อยๆ ให้"
"ขอเป็นโอกาสหน้าได้มั้ย"
"ได้สิ บ้านเราอยู่ใกล้กันแค่นี้ เมื่อไหร่ก็ได้"
หญิงสาวรับรู้คำผัดผ่อนนั้น อาจเป็นเพราะเขาไม่คุ้นที่จะอยู่พูดคุยกับคนในบ้านเธอ
ไม่ว่าจะเป็นพ่อกับแม่ที่เห็นเขามาตั้งแต่เด็ก
ข้าวฟ่างพาหญิงสาวไปส่งที่หน้าประตูบ้าน
แก้มไม่ชายตามองคนที่เธอเคยรักแม้แต่น้อย ข้าวฟ่างจำต้องเดินตามเข้าไปข้างในเพราะแก้มจูงมือเขาและไม่ปล่อยง่าย
ๆ ไม่ช้ารถยนต์ที่จอดอยู่คันนั้นก็แล่นจากไป สีหน้าของแก้มดีขึ้น เธอสั่งให้เขารอแล้วเดินลับหายเข้าไปในห้องข้าง
ๆ กลับมาพร้อมขนมกล่องใหญ่ เธอบอกเขาว่า
"ไม่ทานข้าวก็ทานขนมกล่องนี้แล้วก็ฝากน้อง ๆ ของฟ่างด้วย ว่าแต่ที่เคยปวดท้องหายดีรึยังจ๊ะ"
"ก็...ก็ดี ค่อยยังชั่วแล้ว"
"อย่าทำร้ายตัวเองอีกนะ...แก้มหมายความว่าฟ่างต้องทานอาหารให้เป็นเวลา
อย่าปล่อยให้ท้องว่างจนเกินไป"
ข้าวฟ่างพยักหน้ารับคำ รู้ว่าเธอห่วงใยอาการโรคกระเพาะของเขา มันเกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว
"ดีเหมือนกันนะที่เขาเห็นฟ่างเดินมากับแก้ม อะไร ๆ จะได้จบลงไปเสียที"
หญิงสาวเปรยออกมา
จากคำพูดที่ได้ยิน ข้าวฟ่างรู้ว่าตัวเองอยู่ในสถานะใด ก็แค่กำแพงที่เธอหยิบยืมไปกันใครสักคนไว้
มันไม่ได้มีความหมายเก่า ๆ หลงเหลืออยู่ อะไรที่เขาคิดว่ามันอาจจะหวนมาก็คงเป็นไปไม่ได้แล้ว
ความรักที่เคยมีมามันจบลงไปก่อนหน้าตั้งนานแล้ว...
เขากลับออกมา รีบเดินตรงกลับบ้านโดยไม่มองใครแม้จะรู้ว่าตกเป็นเป้าสายตาของเพื่อนบ้านซึ่งดูเหมือนว่าเขาไม่รู้จักใครสักคนในละแวกนั้นนอกจากแก้มเพื่อนที่แสนดี
ผู้หญิงที่เขาเคยรักคนนั้น
ข้าวฟ่างวางกล่องขนมไว้บนโต๊ะแล้วเดินกลับเข้าไปในห้อง ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงด้วยความรู้สึกปวดร้าว
มันเริ่มที่ใจก่อน จากนั้นความรู้สึกทั้งมวลก็แผ่กระจายไปทั่วกล้ามเนื้อทุกส่วน
เขารู้สึกเกร็ง อึดอัด ปวดในช่องท้อง ตัวงอ มือกุมท้อง ไว้ ร่างกายไม่อาจอยู่นิ่งได้
ความเจ็บปวดทวีรุนแรงขึ้น หยาดเหงื่อพราวทั่วใบหน้า ปฏิกิริยาซ้ำซากนี้เวียนมาเกิดซ้ำยามที่เขาประสบความผิดหวัง
เคร่งเครียดต่อสิ่งต่าง ๆ รอบตัว มันมาเยือนเหมือนเพื่อนสนิทที่ไม่ต้องกล่าวคำเชิญชวน
"ฉันอยากเริ่มต้นอีกครั้ง แต่แก้มไม่ได้คิดเช่นนั้น ใจเธอไม่คิดอะไรเลยหรือ
แล้วเธอหวนกลับมาทำไม หรือแค่ต้องการให้ฉันไปเป็นเพื่อนเธอเพียงแค่นั้น
เธอใจร้ายมากนะแก้ม"
เขาเริ่มรู้สึกแน่น เหมือนหายใจไม่ออก มืออีกข้างพยายามควานหาโทรศัพท์ที่อยู่ใกล้ตัว
เขากดลงไปที่ปุ่มหลายปุ่มเพื่อส่งสัญญาณไปให้พ่อเขารับรู้ว่าเขากำลังจะตาย
คนแรกที่ปรากฏกายอยู่ข้างเตียงเขาคือน้องสาวของพ่อ สีหน้าเธอเครียดพอกัน
เธอจับตัวเขาพลิกมา ส่งยาและแก้วน้ำให้
"ดีนะที่อายืนอยู่แถวนั้น พ่อเขาก็เลยให้อากลับมาดู เป็นอะไรอีกล่ะ"
น้ำเสียงนั้นบ่งบอกความเหนื่อยหน่ายใจ กาลเวลาผ่านไปกี่ปีแล้วล่ะ โรคทางกายของหลานชายน่ะไม่เท่าไหร่
โรคทางใจนี่สิคงจะตลอดชีวิตกระมัง ในใจนึกตำหนิอาการเสแสร้งแกล้งทำนั้นด้วยความรำคาญใจ
แรก ๆ ก็ดูน่าเวทนา น่าสงสารอยู่หรอก แต่ความชาชิน อาการที่เรียกร้องความสนใจจากคนรอบข้างมาโดยตลอดนั้นกลับทำให้เธอไม่มีความรู้สึกเดิม
ๆ หลงเหลืออยู่ เขาไม่ใช่เด็กเล็ก ๆ ในวันเก่าก่อน หรือย่างเข้าสู่วัยรุ่นที่ต้องการประคบประหงมเอาใจใส่ให้ถูกทาง
นี่เลยเบญจเพสมาแล้วนี่...
ข้าวฟ่างหลับตาลง รู้ดีว่าสายตาของอาสาวนึกคิดอย่างไร เขานอนนิ่ง ไม่ขยับตัว
ขณะที่อีกฝ่ายหาผ้ามาเช็ดเหงื่อที่เกาะพราวทั่วดวงหน้าให้เหือดแห้ง
"นอนพักเสียนะ เดี๋ยวพ่อก็กลับมา"
เขาได้ยินเสียงประตูปิด เสียงไขกุญแจสิ้นสุดลง แล้วความเงียบก็กลับคืนมาอีกครั้ง
พ่อคงติดประชุม ไม่งั้นก็คงโผล่หน้ามาหาเขาเป็นคนแรก ข้าวฟ่างลืมตามองเพดานที่ว่างเปล่า
เพียงครู่เดียวภาพต่าง ๆ ก็ปรากฏขึ้นเหมือนภาพสตอรี่บอร์ด เขาไล่สายตามองแต่ละภาพด้วยความรู้สึกหดหู่ใจ
ภาพแรกเป็นภาพที่พ่อทะเลาะกับแม่อย่างรุนแรง ครั้งแล้วครั้งเล่า...เขาไม่มีวันเข้าใจเรื่องราวของพ่อกับแม่ได้เลย
แล้ววันหนึ่ง นั่นไง ภาพที่สองปรากฏขึ้น ทุกคนทิ้งเขาไป ต่างฝ่ายต่างไปหาคนที่ตนรัก
แม่ออกจากบ้านไปพร้อมกับผู้ชายคนใหม่ แล้วพ่อก็กลับมาบ้านพร้อมกับผู้หญิงคนใหม่
ในมือจูงมือน้อย ๆ ของเด็กเล็ก ๆ อีกสองคนมาด้วย
ภาพต่อไปเป็นภาพที่เขาจมอยู่ในห้อง ร่างกายบิดเร่า ขมึงเกลียวราวกับผ้าที่ถูกบิดรีดน้ำสุดท้ายออก
เขากำลังจะตาย แน่น หายใจไม่ออก มือไขว่คว้าหาคนช่วย เขาหวังว่าจะมี...อาจเป็นพ่อแม่ที่กลับมาหาเขา
ดูแลเขา รักเขาอย่างที่เคยเป็น....แล้วอีกภาพก็ปรากฏขึ้น เด็กผู้หญิงแก้มอิ่มปลั่งสีชมพู
คิ้วคม ตาคม มีรอยยิ้มละไมอยู่เสมอ เธอยิ้มให้กับคนทั้งโลกแต่ดูเหมือนว่ายามเราพบกัน
รอยยิ้มเธอเปลี่ยนไปจากเดิม เธอมองเขา สายตาเหมือนมีคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบ
แล้วเธอก็หันหลังเดินจากไป วันหนึ่งเธอกลับมาใหม่ เธอไม่ใช่เด็กแก้มอิ่มสีชมพูหากเป็นสาวสวยที่น่ามอง
จากนั้นเขาก็เริ่มเรียนรู้ว่า โลกเธอกว้างกว่าเขา เธอมีรอยยิ้มให้ผู้คนมากหน้าหลายตาแต่ไม่มีให้เขา...
นั่นไงเธอกลับมาอีกแล้ว กลับมาเพื่อจะจากไปอีก...หรือนี่คือวัฏจักรที่เธอกำหนดให้
เสียงเคาะประตูตามด้วยเสียงเปิดประตูออก มันเป็นเสียงที่คุ้นเคยมานานวัน
ข้าวฟ่างหลับตานิ่ง ไม่สนใจว่าร่างที่จะปรากฏข้างเตียงเขาเป็นใคร อาจเป็นญาติคนใดคนหนึ่งในบ้านที่แวะมาดูว่าร่างที่เหยียดยาวนี้หมดลมหายใจหรือยัง...เขาไม่เคยได้ตายสมใจใครสักที
เขารู้สึกถึงปลายนิ้วเขี่ยผมที่ปรกหน้าผากเขา สัมผัสนั้นนุ่มนวล...เขาอยากลืมตามองดูว่าเป็นใคร
แต่ไม่ดีกว่า ไม่อยากพบแววตาสมเพชจากคนในบ้านอีก โรคที่แวะเข้ามาเยี่ยมเยียนเขาเสมอ
ๆ นี้ ค้นหาสาเหตุไม่ได้ นอกจากความเครียด การคิดมาก การกินอาหารไม่เป็นเวลา
การหมกมุ่นอยู่กับตัวเอง การไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกายเป็นเวลานาน ๆ สารพัดที่หมอจะยกคำมากล่าวอ้างแล้วก็จ่ายยามาให้...ยาแต่ละเม็ดที่ก้าวล้ำลำคอลงไปกระจายอยู่ทั่วทุกอณูภายในนั้นมันช่วยอะไรเขาไม่ได้เลย
เขารู้สึกไม่มีความสุข ไม่มีใครเข้าใจเขา รู้สึกเศร้า อยากปลดปล่อยตัวเองให้หลุดลอยไปเหมือนบอลลูนหรือลูกโป่งสีสวยใบนั้น
ลอยไป ลอยไป ไร้ทิศทางกำหนด
หญิงสาวเพียงแวะมาเยี่ยมเยียน เธอเห็นอาการนิ่งนั้น คิดว่าเขาคงหลับก็เลยไหวกายกลับออกมา
ปิดประตูดังเดิม พูดกับอาสาวที่นั่งรออยู่ที่เก้าอี้ข้างนอกว่า
"ฟ่างหลับค่ะ เขาเป็นอะไรหรือคะ เมื่อครู่นี้ยังดี ๆ อยู่เลย"
"ก็อย่างงี้แหละ บอกตามตรงนะว่าอาเบื่อเขาเต็มทีแล้ว อยากจะคิดว่าเขาไม่ได้เป็นอะไรหรอก
ก็แค่แกล้งเรียกร้องความสนใจจากทุกคน เขาเคยทำสำเร็จก็เลยทำบ่อย ๆ มันได้ผล
พ่อกลับมาหา แม่กลับมาหา ดูซิ โตจนป่านนี้แล้ว เขายังให้พ่อกับแม่พาเขาไปโน่นไปนี่ที่อยากไป...เฮ้อ
อาไม่รู้จะพูดยังไง เห็นพี่ต้นบอกว่า แก้มกลับมาหาเขา อาเข้าใจถูกหรือเปล่าจ๊ะ"
"ลุงต้นให้แก้มช่วยค่ะ เห็นเขาอยู่ว่าง ๆ ไม่ไปสมัครงานที่ไหน แก้มก็เลยชวนเขาไปอบรมเป็นมัคคุเทศก์อาสาสมัครด้วยกัน
ดูเขาชอบมากนะคะ ได้ไปอยู่ในที่เก่า ๆ ได้พูดเรื่องราวในอดีตให้คนยุคนี้ฟัง
เขาขยันหาข้อมูล แม่นข้อมูลด้วย" หญิงสาวแย้มยิ้ม
"แล้วคิดว่าจะกลับมาจุดเดิมอย่างที่เคยเป็นไหม...แก้มคิดให้ดีแล้วกันนะ
ถ้าคิดว่าจะช่วยเขาจริง ๆ ละก็แก้มก็ต้องยอมเหนื่อย อาจจะเหนื่อยทั้งชีวิต
หากเขายังเป็นอยู่อย่างนี้ แต่ถ้าให้ได้แค่ความเป็นเพื่อนก็ต้องทำให้เขาเข้าใจได้ถูกต้องด้วย"
หญิงสาวนิ่ง คิดถึงความมีชีวิตชีวายามบรรยายอยู่ต่อหน้าผู้คนที่เขาไม่รู้จักสักคน
ปากพูด พูดและพูดไม่รู้เหน็ดเหนื่อย ใบหน้ามีรอยยิ้ม ท่าทางมีความสุข
สุขกับการทำงานที่ได้รับผิดชอบตรงหน้า ทำไมหนอเขาถึงไม่ทำโลกที่นี่ให้เป็นเหมือนโลกภายนอกที่เขาไปสัมผัส
"แล้วแก้มจะแวะมาใหม่ค่ะ"
หญิงสาวกลับออกมา เดินออกไปจนพ้นแนวรั้ว นาทีนั้นเธอหันกลับไปมองบานหน้าต่างที่เปิดกว้างรับลม
เธอเห็นเงาใครสักคนยืนอยู่ตรงนั้น ผู้ชายที่เธอรู้จักมาตั้งแต่วัยเยาว์
เติบโตมาด้วยกัน ทว่าบัดนี้เหมือนเธอไม่รู้จักเขาเลย
หลายวันต่อมาหญิงสาวแวะไปเยี่ยมเยียนเขา และบางวันก็ออกไปทำหน้าที่มัคคุเทศก์อาสาสมัครด้วยกัน
สุขภาพกายเขาดีขึ้นมากแต่ไม่มีใครรู้ได้ว่าจิตใจเขาเป็นเช่นไร
"ฟ่างจ๊ะ วันนี้ฟ่างไม่ต้องรอแก้มนะ"
ไม่มีคำถามจากปากเขาว่าทำไม เขารู้คำตอบแล้วเมื่อร่างสูงของคนแปลกหน้าปรากฎตัวที่ประตูแล้วส่งยิ้มให้เธอ
พลันสายตาเขามองเห็นรอยยิ้มชื่นของเธอตอบรับ ซ้ำดวงตาคู่นั้นยังส่องประกายเจิดจ้า
นี่เป็นภาพที่เขาไม่เคยพบเห็นมาก่อนในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา หรือบัดนี้หัวใจเธอมีความรักขึ้นมาใหม่...แล้วหัวใจของเขาเล่า
เธอจะจัดการอย่างไร...
ร่างกายของชายหนุ่มขมึงเกลียวอีกครั้ง เขาทรุดฮวบต่อหน้าเธอ รู้สึกแน่นหน้าอก
หายใจไม่ออก เขากำลังจะตายใช่ไหม....ขอเถิดนะ ขอให้เขาได้อยู่ในอ้อมกอดของเธอแล้วกัน....
นี่ใครกันล่ะที่ตรงเข้ามาประคองเขา ไม่ใช่วงแขนอันนุ่มนวลของเธอหรือ
ร่างของชายหนุ่มถูกนำส่งโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้
ในความมืดมนที่โอบล้อมพันธนาการเขาไว้อย่างแน่นเหนียวนั้น มันไม่ยอมปลดปล่อยให้เขาเป็นอิสระง่าย
ๆ หูจึงได้ยินเสียงพ่อ เสียงแม่ เสียงอาสาว เสียงใครต่อใคร แต่ไม่มีเสียงเธอเลย
เธอที่ไม่มีรักคืนกลับมาให้เขาอีกแล้ว...
************