วันและคืนที่เปลี่ยวดาย

กาพย์แก้ว

               ทันทีที่ประตูเปิดกว้าง ละอองความเย็นก็โจนจับผิวเนื้ออย่างสนิทแนบ สองมือกอดอกเอนกายพิงนิ่งอยู่ที่ระเบียงแคบๆ ทอดสายตานิ่งอยู่ใต้ชายคา สายฝนยังคงหล่นพรู วิ่งไล่เล่นบนคลื่นลอนของหลังคาเป็นจังหวะสนุกสนาน หลั่งเป็นเส้นสายหล่นกระทบพื้นแตกกระจายสู่พื้นล่างสุดเพื่อซึมแทรกราวกับจะประสานให้เป็นหนึ่งเนื้อเดียวกัน แล้วจังหวะของหยาดฝนก็อ้อยอิ่งลงทุกที...ในที่สุดก็คืนตัวสงบนิ่ง
                หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าออกยาวนาน กลิ่นไอดินและหญ้าเขียวรื่นละมุนปลายจมูกนัก บรรยากาศหลังฝนตกสดชื่น เป็นภาพที่ชวนมองอย่างยิ่ง ได้เห็นสีเขียวของแมกไม้ดูสดสะอ้านมีชีวิตชีวายามเมื่อสายลมไหว ใบไม้ทั่วกิ่งก้านพลิ้วตามด้วยลีลาที่งดงาม บ้างที่อับเฉาเปราะบางก็ไหวตัวลงสู่เบื้องล่างอย่างผู้รู้กาลเวลา สีสันใบไม้บางใบเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและสีน้ำตาลกรอบแห้ง....ล้วนเป็นสัจธรรมทางธรรมชาติของสรรพสิ่งบนโลกที่ย่อมเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา นั่นอย่างไร สีใหม่ๆ ของชีวิต สีน้ำตาลแกมแดงระเรื่อผลิแย้มระเริงร่าจากตาไม้ แตกเป็นใบอ่อนและพร้อมจะเติบกลายเป็นสีสันในวัฏจักรเดียวกัน

                มุมมองนั้น หล่อนเห็นแมลงเล็กๆ พากันบินว่อน...ช่างมากมายอะไรเช่นนี้ เจ้าตัวน้อยพากันยินดียามที่ฝนโปรยปราย แล้วก่อนหน้านี้พากันหลบลี้หนีหน้าไปไหนกันบ้างนะ เท่าที่หล่อนรู้ พอฝนหล่นซึมแทรกในเนื้อดินไม่นาน ชีวิตน้อยๆ ที่ฝังตัวอยู่ก็เจริญวัย ไม่ช้าก็ชำแรกกายโผล่ขึ้นมาทักทาย เปลี่ยนสภาพเป็นหนอน แมลงหรือผีเสื้อปีกสวยต่อไป
                แมลงอิสระตัวหนึ่งพลันร่วงลงตรงหน้า ปีกบางแช่อยู่ในน้ำที่เจิ่งนอง เจ้าตัวน้อยพยายามขยับปีกที่หนักอึ้ง เคลื่อนกายไปเบื้องหน้า ลากหยาดน้ำเป็นทางตามไปด้วย ไม่ช้าก็ขยับปีกรีดน้ำออกได้เป็นผลสำเร็จ แล้วค่อยๆ โผบินจากไปโดยไม่เอื้อนเอ่ยขอความช่วยเหลือจากใครสักคนที่เฝ้าเมียงมองอยู่ นี่ถ้าเจ้าแมลงน้อยมีความรู้สึกนึกคิดเท่าคน มันคงคิดว่า ทำไมหนอ หล่อนจึงโหดร้ายนัก นั่งมองความทุกข์ยากของผู้อื่นได้หน้าตาเฉย โธ่ มนุษย์ก็เป็นเช่นนี้เอง มักตั้งกฎเกณฑ์แห่งความพอใจไว้ อะไรที่ไม่ชอบใจ ไม่สบอารมณ์หรือนึกรังเกียจก็มักหมางเมินได้ง่าย ขวางหูขวางตานักก็คิดกำจัด ทำลายล้างให้สูญสิ้นเพื่อความสุข ความสบายใจของตนเอง เพราะอย่างนี้หลายสิ่งหลายอย่างจึงหายไปตั้งมากมาย....มวลสัตว์น้อยใหญ่ มนุษย์ต่างพวกต่างเผ่าพันธุ์ต่างความคิดล้วนล้มหายตายจากไปทั้งด้วยเจตนาและรู้เท่าไม่ถึงการณ์อีกมากมาย

                หญิงสาวยังคงนั่งอยู่ที่เดิม ม่านดวงตาเปิดรับสรรพสิ่งด้วยความรู้สึกชื่นบานที่แทรกผ่านมาเพียงช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้นเอง หล่อนเห็นนกเล็กๆ บินผ่านสายตาไปเกาะกิ่งไม้เปียกชื้น พลางส่งเสียงร้องเจื้อยแจ้วน่าฟังนัก ร่างเล็กๆ ไหวตัวไปตามกิ่งก้านอย่างน่าเอ็นดู บางตัวเกาะเกี่ยวกับขอบรั้วสังกะสีแล้วใช้ปากเล็กแหลมถูไถไปมาราวกับจะลับอาวุธให้แหลมคม บางตัวก็ทำเป็นผู้นำฝูง พาพวกพ้องบินลับหายไปจากสายตา บ้างก็ผิดใจกัน ไล่จิกตีนขนร่วงก่อนจะบินหนีไปที่อื่น นกบางตัวซุกไซ้เม็ดทรายเล่นอย่างสนุกสนาน ตรงเนินทรายจึงปรากฏเป็นหลุมเล็กๆ เหมือนถาดขนมครกมิผิดเพี้ยน ครั้นมองไกลไปยังเวิ้งฟ้ากว้าง พบรุ้งสีอ่อนหวานถึงสองตัว มันน่าตื่นเต้นเพียงใดกับปรากฏการณ์ตรงหน้า นับเป็นภาพที่หาดูได้ยากยิ่ง น่าเสียดายที่ไม่นานนักริ้วสีสวยของรุ้งจางลงอย่างน่าใจหายเหมือนภาพที่แหว่งวิ่น มิช้ามินานก็เลือนหายไปจนหมดสิ้น

                นั่นอย่างไร ตะวันกลมส้มแดงเป็นสิ่งสุดท้ายที่ค่อยๆ จากลาไปเช่นกัน กว่าจะรู้ตัวว่าหล่อนเอื้อเวลาให้กับความเหงามากมายถึงเพียงนี้ หล่อนขยับกายยืนขณะที่สีหม่นยามพลบค่ำกระจายตัวในวงกว้าง ไม่ช้าเมืองทั้งเมืองก็จะน้อมรับการมาเยือนของค่ำคืนอย่างสงบนิ่ง จิตใจหล่อนเฝ้าพะวงถึงใครสักคนมานานแล้ว เขาให้คำมั่นสัญญาว่าจะมาพบหล่อนในวันนี้ กาลเวลาผันผ่านจากเช้า สาย บ่าย เย็นและย่ำค่ำลงแล้ว ร่างนั้นก็ยังไม่ปรากฏให้เห็น หรือแม้แต่การส่งเสียงมาตามสายเพื่อยืนยันคำมั่นนั้น...เถอะนะ ดึกดื่นเพียงใด หล่อนก็รอได้
                หล่อนชำเลืองแลมุมถนนเผื่อว่าร่างของเขาจะปรากฏขึ้นแต่ไม่มี ยินแต่เสียงลมพัด กิ่งก้านไม้ใบไหวโอนเอนอยู่ในความสลัวแลดูเข้มทะมึน กิ่งก้านใหญ่แผ่กว้าง ปะทะแรงลมอย่างไม่หวาดหวั่น กั้นกางราวกับวงแขนปิศาจที่เฝ้าโอบยื้อยุดบางสิ่งเอาไว้เพื่อการจากพราก จินตนาการเก่าๆ ที่ดูน่ากลัวสยดสยองครั้งวัยเยาว์ กลับมาเยือนแต่ความรู้สึกเดิมๆ จางหายไป นั่นแค่กิ่งไม้ไหวเท่านั้นเอง จับตามองอย่างไร จิตใจมิได้หวั่นไหวตามอีกแล้ว
                แล้วจันทร์ดวงเดิมก็อวดโฉมเหนือแมกไม้ สะท้อนแสงนวลกระจ่างไปทั่วบริเวณ ลำแสงเย็นอาบไล้ใบไม้ดูเป็นมันปลาบ เห็นถึงริ้วลายเส้นของใบไม้หลากใบอย่างชัดเจน ลำแสงผ่านช่องว่างลงกระทบพื้นล่าง เห็นเงาริ้วใบตองแตกพร่าไหวบนพื้นปูนเปล่านั้น สรรพสำเนียงของหมู่แมลงกลางคืนกล่อมบรรเลงด้วยท่วงทำนองที่มนุษย์ไม่อาจตีความได้ มันพึงพอใจต่อการส่งเสียงสื่อสารถึงกันและกัน
               "รู้ไหมว่าแมลงตัวที่หนึ่งพูดว่าอะไร"   หล่อนนึกถึงบทสนทนาระหว่างเขาและหล่อนในค่ำคืนหนึ่งเมื่อนั่งอยู่ด้วยกันที่ริมระเบียง
               "พูดว่าอะไรหรือ"
                "พูดว่าฉันอยู่นี่ เธออยู่ไหน ปรากฏตัวออกมาไวๆ มารับความรักจากใจฉัน"
                "แล้วแมลงตัวที่สองล่ะว่าไง"
                "ฉันอยู่นี่ ได้สิ หัวใจฉันบรรจุความรักจากเธอได้มากพอ และไม่เคยเบื่อหน่ายเลย ตราบเท่าที่ใจเธอยังเต้นระรัวและเปี่ยมด้วยความรู้สึกรักฉัน"
                ยามนี้หล่อนอยากยืมคำพูดแมลงตัวที่สองฝากสายลมกลางคืนไปกระซิบบอกเขา...
                "รู้ไหมคนเราไม่แตกต่างจากสัตว์เลย ทั้งหญิงและชายส่งเสียงร่ำร้องเรียกอีกฝ่ายเสมอในยามที่หัวใจเปลี่ยวเหงา" เขาบอกหล่อนสีหน้าจริงจังยามอธิบายให้หล่อนเชื่อ
                "เพียงแต่คนเรามีจริตดีดดิ้น ซ่อนความรู้สึกไว้ภายใน....ไม่เหมือนสัตว์พวกนั้น กบ เขียด อึ่งอ่าง หมู่แมลง หรือจิ้งจกที่ข้างฝา มันไม่มายาเลย บทพิศวาสของพวกมันจึงจริงจังและจริงใจไร้การเสแสร้ง"
                จำได้ว่า หล่อนย้อนถามเขาออกไปว่า วงแขนที่เขาเอื้อไออุ่นนี้เสแสร้งบ้างหรือไม่ หล่อนยิ้มเมื่อหวนนึกถึงร่องรอยความรักที่จริงจังแทนคำตอบ... เสียงแมลงกลางคืนยังคงกังวานไปทั่ว เสียงร่ำร้องในใจหล่อนเล่า จะมีใครยินเสียงบ้างไหม... ลมเย็นโชยชื่นพัดพากลิ่นดอกไม้กลีบบางฟุ้งกระจายราวกับจะเรียกร้องความสนใจจากใครๆ บ้าง น้อยคนนักที่จะเหลียวแลดอกไม้ในยามค่ำ ได้แต่สูด กลิ่นอวล ที่แทรกผ่านลมหายใจเข้าออกเท่านั้น หล่อนมิใช่ดอกไม้ เป็นเพียงหญิงสาวที่มีเลือดเนื้อ มีจิตวิญญาณ มีหลากความรู้สึกหลายอารมณ์ อยากให้เขารู้ อยากให้เขาเข้าใจ แม้จะไม่มีสิทธิเรียกร้องให้ใครมาใส่ใจได้....

                สิ่งที่วาดหวังไว้ยังไร้วี่แวว เขาคงลืมคำมั่นสัญญาที่บอกว่าจะมา.... สิ่งที่หล่อนคิดทำในตอนนี้คือหันหลังกลับ เดินผ่านความมืดมิดเข้าไปในบ้านด้วยท่าทีคุ้นเคย ก้าวแต่ละก้าวเลื่อนลอยแล้วหยุดนิ่งอยู่ที่บันไดขั้นสุดท้าย นิ่งเพียงอึดใจแล้วก้าวลงไปสู่พื้นต่างระดับ เอื้อมมือกดสวิทช์ไฟ แสงสว่างวาบ ความมืดมนหายไปหากยังค้างอยู่ในใจหล่อน กวาดตามองรอบๆ ห้อง สบตากับตุ๊กตากระเบื้องสีหน้าเย็นชาที่ตั้งเรียงรายอยู่นั้น ไม่มีอะไรแตกต่าง กันเลย หล่อนเองคงเป็นเพียงตุ๊กตาประดับชีวิตใครบางคนในช่วงเวลาหนึ่งๆ เท่านั้น เพียงแต่มีองค์ประกอบซับซ้อน มีลมหายใจและเคลื่อนไหวได้ด้วยลานชีวิต มันเงียบเกินไป
                จิตใจเริ่มร้อนรุ่ม วิตกกังวลและครุ่นคิด "ทำไมนะ ทำไมยังไม่มา ไปจมอยู่ส่วนไหนในโลก หรือว่า..
." ไม่อยากคิดอะไรในแง่ร้าย หรือแม้แต่มองเขาในแง่มุมที่แปลกไปว่าเดิม...นี่เพราะรักเขาใช่ไหม รักและรักเท่านั้น เนิ่นนานวันยิ่งรู้สึกห่วงหาอาทร ยิ่งไม่พบหน้า ใจยิ่งคะนึงถึงมิวาย อยากชิดใกล้ดังเคย อยากพูดคุยและยิ้มเริงร่าเหมือนวันเวลาที่ผ่านมา ลืมให้หมดสิ้นกับความบาดหมางใจ การโต้เถียงด้วยเรื่องราวเหลวไหลซึ่งบัดนี้ เห็นได้ชัดเลยว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยเสียเหลือเกิน ใช่แล้ว เราควรเก็บความรู้สึกที่ดีๆ ไว้ในความทรงจำที่มีอยู่

                เสียงกุญแจไขประตูรั้ว ทำให้หญิงสาวชะโงกหน้ามองผ่านหน้าต่าง แม่หล่อนแวะมาเยี่ยมเยียน
                "ตาวล่ะ" แม่เอ่ยขึ้นทันทีที่พบหน้าหล่อน
                "ไม่ได้มาที่นี่หลายวันแล้วนะแม่" น้ำเสียงหล่อนหงุดหงิดแกมน้อยใจ หล่อนปิดกั้นความรู้สึกไม่ได้เสียแล้ว
                "หลายวันน่ะกี่วัน เขาคงติดธุระมั้ง"
                "เกือบอาทิตย์นึงแล้ว" น้ำเสียงหล่อนแผ่วเบา
                "แค่นั้นเอง"
                นี่แม่ไม่ยอมรับความรู้สึกร้าวลึกในใจหล่อนบ้างเชียวหรือ น่าน้อยใจนัก หญิงสาวนั่งทรุดตัวบนเก้าอี้ มองดูอาการเคลื่อนไหวไปมาของแม่อย่างอัดอั้นตันใจ ไม่รู้จะระบายให้แม่ฟังเกี่ยวกับคู่รักของหล่อนอย่างไรดี

                "มีอะไรกินบ้าง" แม่เอ่ยถามพลางเปิดตู้กับข้าวแล้วเดินมาหยุดอยู่ที่โต๊ะอาหาร เปิดฝาชีลายดอกพิกุลออก มองดูสิ่งที่หล่อนจัดเตรียมไว้สำหรับอาหารมื้อค่ำ
                "ทานข้าวก่อนนะคะ เดี๋ยวหนูอุ่นให้" หล่อนเปิดเตาไมโครเวฟ จัดการอุ่นอาหารให้แม่
                "กินกับแม่สิ ป่านนี้แล้วตาวคงไม่มามั้ง" แม่พูดประโยคนี้ออกมาได้อย่างไร ช่างเชือดเฉือนใจหล่อนได้ดีแท้ หน้าหล่อนงอ บอกแม่ว่า
                "ยังไม่หิวค่ะ แม่ทานเถอะ"
                ในความรู้สึกเปลี่ยวดายอย่างนี้น่ะหรือ หล่อนจะกล้ำกลืนอะไรได้ลง เฝ้ารอเขามาตลอดวัน มีเพียงน้ำเท่านั้นที่หล่อนแตะต้อง เห็นไหมว่าเขามีอิทธิพลต่อหล่อนเพียงใด
                "ตาวบอกว่าจะมา" หล่อนเปรยให้แม่รับรู้

                ดูเหมือนแม่ไม่ใส่ใจ ในสิ่งที่หล่อนพูด เดินเลยไปเปิดโทรทัศน์แล้วนั่งอยู่หน้าจอดูรายการข่าวภาคค่ำ หล่อนไม่ได้มองหากโสตประสาทรับคลื่นเสียงรายงานข่าวร้ายๆ ของผู้คนในสังคม...เข่นฆ่ากัน ทำลายล้างซึ่งกันและกัน....นี่เกิดเหตุการณ์อะไรอีกล่ะ น่าเบื่อหน่ายและชวนหดหู่ใจเสียเหลือเกิน ปรายตารับรู้ความเคลื่อนไหวที่จอภาพ
                "ทำไมคิดสั้นกันนักนะ โลกนี้ไม่น่าอยู่ตรงไหน ไม่รู้เบื่ออะไรกันนักหนา" แม่บ่นอุบอิบ
                ภาพและเสียงปรากฏให้ได้ยินว่า หนุ่มสาวตกลงปลงใจปลิดชีวิตรันทดของตนเองเพื่อหนีปัญหารัก... นั่นเป็นการกระทำของคนสิ้นคิดนะ...ทำไมเล่า หาทางออกให้ชีวิตไม่ได้เชียวหรือ หล่อนถามโดยไม่ต้องการคำตอบ ความสนใจมีมากขึ้น หล่อนจ้องมองภาพที่เห็น อยากรู้เหมือนกันว่าเป็นปัญหารักสามเส้าหรือว่าถูกใครกีดกันจนทำให้รักนั้นเป็นอุปสรรค.... หล่อนเห็นภาพหนุ่มสาวนอนตายเคียงกันบนเตียงนอน เลือดแดงฉาน ภาพเปลี่ยนไปแล้ว คราวนี้เป็นภาพที่หล่อนเจนตาเจนใจเสียเหลือเกิน ตะลึงงันกับสิ่งที่ไม่คาดคิดมาก่อน...

                หญิงสาวในรูปถ่ายคือเพื่อนรักของหล่อน..
              ฝ่ายชายเล่าเขาเป็นใครกัน....?
              นัยน์ตาเริ่มพร่าพราย หูได้ยินเสียงแม่ตะโกนเรียกชื่อคนที่หล่อนถวิลหามาตลอดจนถึงค่ำคืนนี้ ไม่มีเสียงร่ำร้องในใจอย่างเคย มันดำดิ่งจมหายไปกับความมืดของค่ำคืนที่เปลี่ยวดายเช่นนี้...



INDEX
Home