ผีเสื้อเริงระบำ
อยู่กับใบไม้ร่วง

รไมยา

                ไม่รู้ ว่าเสียงสูงต่ำที่สิ้นสุดลงจะเรียกว่าเพลงหรือไม่ แต่ฉันก็เห็นความพยายามนั้นนานหลายนาที ก่อนที่เจ้าของกีตาร์คลาสสิกจะวางมือแล้วเดินลับไป สายตาฉันจ้องมองเจ้าเครื่องดนตรีชนิดนั้นที่สงบนิ่งอยู่ ท่าทีหยิ่งผยองเหมือนจะท้าทายอยู่ในที ฉันตัดสินใจเอื้อมมือไปคว้ามาชิดใกล้ ลูบคลำความใหม่ของมันก่อนจะพรมนิ้วลงไปบนเส้นสายโดยไม่ใส่ใจระดับเสียงใดๆ ทุกสิ่งเกิดจากใจ มันเป็นบทเพลงที่มิได้เกิดจากคีตกวี ไร้ตัวโน้ตกำกับ ทว่ากังวานเสียงที่ทำลายความเงียบอยู่นั้นกลับตรึงความรู้สึกของผู้เฝ้ามองอยู่เบื้องหลัง

               "เพลงอะไรคะนั่น"
               เด็กสาวหย่อนกายลงนั่งตรงหน้าและมองเรียวนิ้วที่ดีดสายกีตาร์อย่างสนใจ
               "บทเพลงไม่มีชื่อและเล่นได้ครั้งเดียว"
               ฉันตอบแล้วนิ้วก็หยุดการเคลื่อนไหว ส่งคืนเครื่องดนตรีให้เจ้าของ
               "น่าจะเล่นต่อ เพราะออกค่ะ"
               "เป็นเพราะใจเธอรื่นรมย์น่ะสิ ก็เลยเปิดรับอะไรได้ง่าย เอาเลย ซ้อมต่อไปนะคนดี ดึงความรู้สึกนั้นออกมาจากใจ"
               ฉันบอกเธอ ขยับตัวจากเก้าอี้ไปหยุดยืนอยู่ริมหน้าต่าง ปรายตามองสาวน้อยที่จ้องตัวโน้ตไม่กระพริบตา ท่าทางนิ่งอยู่ราวกับจะรวบรวมสมาธิ จากนั้นก็ค่อยๆ พรมปลายนิ้วลงแตะเส้นสายอย่างระมัดระวัง สีหน้าเธอรู้สึกถึงความผิดเพี้ยนของกังวานเสียงที่เกิดขึ้น ความวิตกกังวลปรากฏอีกครั้ง เสียงขาดลงแล้วเริ่มต้นใหม่ สีหน้าพลอยยุ่งยากใจ ฉันอดยิ้มไม่ได้ ดีใจหนักหนาที่เดินพ้นออกมาจากกรอบบังคับเหล่านั้นได้ ฉันล่วงรู้ถึงอิสระอันไร้ขอบเขต การเล่นดนตรีของฉันเป็นการเล่นด้วยใจ ไม่มีตัวโน้ตใดๆ คอยกำกับ เหมือนที่ฉันเป็นผู้เขียนบทชีวิตเอง

               ผ่านกาลเวลาเริ่มต้นแล้วและกำลังดำเนินต่อไปตามครรลองโดยมีเจ้าของลมหายใจเข้าออกผ่านร่างนี้เฝ้ามอง....สักวันสิ่งที่เป็นอยู่นี้ก็จะหยุดนิ่ง ไร้การเคลื่อนไหวใดๆ ไม่ต้องเร่งรัด เรียกร้อง หากวันหนึ่งวันนั้นรออยู่แล้ว วันนี้เป็นวันหนึ่งในฤดูร้อน แสงแดดเจิดจ้าส่องกระทบสรรพสิ่งอย่างยุติธรรมและเท่าเทียม เพียงแต่ฉันมีโอกาสเลือกที่จะยืนอยู่ใต้ชายคา ผิวซีดขาวจึงไม่ได้สัมผัสเปลวแดดเริงแรงนั้น

               ดอกไม้กลีบบางที่เห็นเผยอกลีบสดใสรับไอร้อนผ่าวอย่างหาญกล้าท่ามกลางมวลไม้นานาพันธุ์ มีบ้างที่ทำตัวสลด ย่อกายลงอ่อนล้าไม่อาจขัดขืนแสงตะวันกล้าได้ ดูความเป็นดอกทานตะวัน - 2 - นั้นเถิด เผชิญหน้าท้าทายจนกว่าเจ้าแห่งท้องฟ้าจะลับเลือนไป อย่าถามว่าทำไมดอกทานตะวันต้องหันหน้าเข้าหาพระอาทิตย์เสมอ ไม่มีคำตอบ ธรรมชาติของดอกไม้ชนิดนี้เป็นเช่นนั้นเอง ฉันเชื่อว่า ธรรมชาติของปวงสรรพสิ่งได้จัดสรรมาอย่างดีแล้ว อย่าค้นหาคำอธิบายใดๆ เลย

               ....ฉันเองก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติเช่นกัน วันเวลาที่ฉันมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้อาจน้อยกว่าใครบางคนและก็อาจมากกว่าใครอีกหลายคนที่เขาจากพรากไปก่อนหน้านี้ ชีวิตก็เป็นเช่นนี้เอง ก่อเกิดแล้วแตกดับ ไม่เห็นมีอะไรคงทนอยู่ได้แม้แต่จักรวาลอันยิ่งใหญ่

               ... เสียงที่คุ้นเคยเบียดแทรกเสียงดนตรี ฉันหยิบโทรศัพท์รับเสียงอีกฝ่าย ก้าวเดินไปหยุดที่ริมระเบียง
               "อีกสิบนาทีจะไปถึงนะ พร้อมรึยัง"
               "พร้อมสิ"
               ฉันตอบด้วยความมั่นใจ จากนั้นก็รอคอยการปรากฏตัวของเพื่อนผู้ห่วงใย ถึงกำหนดนัดหมายกับผู้ดูแลร่างกายฉัน เขาเป็นผู้เฝ้ามองและติดตามความเสื่อมถอยของร่างกายที่ไม่อาจตั้งมั่นอยู่ได้นาน ฉันนึกขอบคุณความห่วงหาอาทรนั้น มันไม่ได้เกิดจากหน้าที่อย่างเดียว หากความรู้สึกทั้งมวลที่มีให้ฉันกลับซึ้งใจยิ่ง ไม่ใช่ฉันเพียงผู้เดียวหรอกที่ได้รับความกรุณาเมตตาจากเขา คนไข้รายอื่นๆ ก็เช่นกัน
               "พี่ไปก่อนนะ เพลง"
               ฉันร้องบอกสาวน้อยซึ่งพยักหน้ารับทราบพร้อมโบกมือลาก่อนจะหันไปใส่ใจเส้นสายตรงหน้า ฉันอดยิ้มไม่ได้กับภาษากายที่เธอแสดงออก เธอจะไหวมือสักกี่ครั้งหนอในการลาจากกันชั่วนิรันดร์

               ทันทีที่ก้าวขึ้นนั่งในรถ เพื่อนผู้แสนดีก็ทักขึ้นว่า
               "ไงหน้าตาสดใสดีนี่"
               "จะได้ไปพบคุณหมอหล่อและแสนดี ทำหน้าโทรม ๆ ได้ไง"
               ฉันหัวเราะ พลางมองสองข้างทางราวจะจดจำทุกสิ่งไว้

               เวลาผ่านไปสองชั่วโมง ฉันได้รับคำตอบเดิมๆ พร้อมทั้งถ้อยคำที่ให้กำลังใจแก่กัน มันเป็นวิตะมินชีวิตที่เจ้าของไข้หมั่นเติมให้แก่คนไข้ที่มีวันเวลาเหลือน้อยลงทุกที
               "ไปไหนต่อดีล่ะ"
               "ไปแวะคุยกับพัดดีไหม อยากไปสูดอากาศบริสุทธิ์ตามทุ่งนา"
               เพียงเอ่ยปาก เพื่อนรักของฉันก็ออกรถมุ่งหน้าไปนครนายกทันที เราจะไปเก็บบรรยากาศท้องทุ่งที่ยังหลงเหลืออยู่

               รถวิ่งไปตามพื้นผิวที่ขรุขระ ไม่ช้ามันก็สงบนิ่งอยู่ใกล้แนวกระถินสูง เราต้องลงเดิน เพื่อลัดเลาะแนวไม้ไปยังบ้านหลังนั้น ครั้งที่ผ่านมาจำได้ว่ามีน้ำเจิ่งนองเต็มไปหมด ต้องใช้เรือพายข้ามไปถึงบ้าน หากวันนี้พื้นดินแห้งสนิท บางส่วนแตกแยกให้เห็นร่องรอยความแล้งของฤดูกาลที่เป็นอยู่
               "น่าผิดหวังเสียจริงที่พัดไม่อยู่" เพื่อนฉันบ่นพึม
              
"งั้นเราไปเดินเล่นดีกว่า ไปที่ตรงนั้นไง มีบึงน้ำใส มีต้นหว้าสูง มีชิงช้าไม้ให้เรานั่งเล่น"

               ฉันเสนอเพื่อนก็ตอบสนองทันที ปฏิกิริยานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะฉันป่วย หากเธอเป็นเพื่อนที่ไม่เคยเห็นขัดแย้งกับฉัน เธอเป็นคนใจดีและสงบเย็นยามอยู่ใกล้ทุกเมื่อ หลายคนจึงหนีร้อนมาพึ่งไอเย็นจากเธอ คุณค่าในตัวเธอจึงจับใจฉันมานานวัน หนทางข้างหน้าในภพใหม่ จะได้พบเธอผู้แสนดีคนนี้อีกหรือไม่หนอ...ฉันเริ่มนับจำนวนผู้คนที่อยากพบอีกในใจ
               เหลวไหลเสียจริง ถ้าฉันอยากพบ ฉันก็ควรไปพบพวกเขาเสียในวันนี้หรือพรุ่งนี้ ฉันยังมีโอกาสอยู่นี่

               ฉันกับเพื่อนย่ำรอยเท้าไปตามคันนา สัมผัสกลิ่นธรรมชาติของท้องทุ่ง
               "ฉันจะเก็บภาพเธอไว้ให้เต็มห้อง แม้ว่าในใจฉันจะมีเนื้อที่มากมาย"
               "เธอพูดได้จับใจฉันเสียจริง"
               ฉันหัวเราะแล้วยิ้มชื่นในอิริยาบถต่างๆ ให้เพื่อนได้บันทึกภาพเก็บไว้ดูยามที่ร่างนี้เคลื่อนไหวไม่ได้แล้ว

               เราพากันเดินไปหยุดที่ใต้ต้นหว้าสูงใหญ่ ฉันหยุดยืนมองมันอยู่เป็นนาน นึกถึงกิ่งแข็งแรงที่ขึ้นไปป่ายปีนเมื่อครั้งมาที่นี่ใหม่ ๆ ความสนุกสนานและรสชาติเฝื่อนของผลหว้ายังติดตรึงอยู่ในความทรงจำ แม้ว่าครั้งนี้จะไม่มีผลหว้าให้เห็นแต่ฉันไม่เคยลืมผลเล็ก ๆ สีดำมะเมื่อมที่จับพราวทั่วกิ่งก้าน ไม่มีภาพใดจางหายไปจากชีวิตฉัน…ไม่มีเลย

               ฉันนั่งเอนกายพิงต้นหว้ามองดูเพื่อนสนุกกับการโยนตัวบนชิงช้าไม้ ปากก็ส่งเสียงขับเพลงโปรดของเธอ แล้วเสียงนั้นก็ชะงัก มีคำพูดแทนที่ขึ้นว่า
               "อยากได้เพลงอะไรก็บอกนะ"
               ฉันได้แต่ยิ้ม มีบทเพลงไหนอีกนะที่ฉันไม่เคยร้อง ครั้นริมฝีปากอีกฝ่ายปิดสนิท ฉันเป็นฝ่ายเริ่มต้นเพลง santa lucia แล้วไม่ช้าก็มีเสียงประสานตามมา ท่วงทำนองกังวานไปทั่วท้องทุ่ง เราสุขใจเสมอที่ได้เอ่ยเอื้อนบทเพลงสมัยเรียนมหาวิทยาลัยอย่างไม่รู้เบื่อ พอสิ้นเสียงเพลงของเรา ฝูงกาก็เริ่มบรรเลงบทเพลงของตัวเองบ้าง มันไม่สนด้วยซ้ำว่าใครจะเอ่ยชมหรือด่าทอกับเสียงที่แผดจ้าผ่านลำคอนั้น
               "ฉันรู้จักคนๆ หนึ่ง เขาอยากมีผืนดินสักห้าหมื่นไร่" ฉันเริ่มต้นเล่าเรื่อง
               "ใครอีกล่ะ ฉันรู้จักไหม" ฉันส่ายหน้า
               "เขาเป็นเพื่อนที่ดี เพื่อนที่ไม่มีอะไรเป็นของตัวเองเลยแต่เขาฝันจะมีที่ถึงห้าหมื่นไร่ เขาบอกว่าคนเรามีสิทธิ์จะฝันได้ ฉันถามเขาว่ามีไปทำไมตั้งมากมาย เขาบอกว่าเพื่อสรรพสัตว์ในโลกนี้ ในที่ของเขาจะปลูกป่าด้วยต้นไม้ทุกชนิด ไม่ซ้ำกัน จะขุดสระคูคลองหนองบึงเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติ กบ เขียด คางคก อึ่งอ่างและสารพัดสัตว์จะได้มีที่อาศัย แล้วที่กว้างๆ อย่างนี้ ฝูงนกจะได้บินผ่านโฉบไปมาอย่างอิสระและไม่ชนกันตกลงมาตาย แต่เธอเชื่อไหม ป่านนี้เขายังไม่มีบ้านสักหลังเป็นของตัวเองเลยนะ เขาเป็นคนดี เขาคิดถึงคนอื่นก่อนคิดถึงตัวเอง เขาจะกันผืนป่าไว้เพื่อสัตว์พวกนั้น"
               "ความคิดเขาตลกดีนี่ เป็นนักอนุรักษ์หรือไง"
               เพื่อนฉันหัวเราะ ฉันเองก็เคยหัวเราะมาก่อน นึกขันความคิดประหลาดของเขา ทว่าตอนนี้ฉันไม่คิดเช่นนั้นเลย
               ฉันรู้ว่าเขาขังตัวอยู่ในป่าคอนกรีตมานานวัน ใจเขาโหยหาบ้านเกิดเมืองนอนในชนบทอันห่างไกล ผืนดินที่เคยเป็นของเขาถูกคนอื่นเข้าแย่งชิงและครอบครองไปแล้ว เขาไม่เหลืออะไรเลย ดังนั้นเขาจึงฝันเช่นนั้นเสมอ...ฉันเข้าใจ คนเรามีสิทธิ์จะฝันกันได้

               "มีคนใจดีผู้มั่งคั่งเคยเสนอที่ให้เขาสัก 300 ไร่ เพื่อให้เขาทำในสิ่งที่อยากทำ เขาว่าไงรู้มั้ย เขาปฏิเสธ"
               "ทำไมล่ะ"
               "เขาว่าไม่เอา ที่แคบเกินไป ไม่เหมาะกับปีกเสรีของนกเหล่านั้น...ความคิดเขาคมบาดใจฉันเสียเหลือเกิน"
               ฉันหยุดหัวเราะเบาๆ นึกถึงเขาคนนั้น
               "เขาน่ารัก ซื่อดี ฉันรู้ว่าเขาชอบฉัน กาลเวลาทำให้เขาชอบฉัน"
               "แล้วไง ไม่เคยได้ยินเธอพูดถึงเขามาก่อนเลย เขาอยู่ไหนล่ะ"
               "เขาอยู่ในที่ที่เขาควรอยู่ เขาไม่ใช่ผู้ชายในรสนิยมของฉัน เหตุผลเดียวคือเขาเชย...แต่เวลานี้ฉันว่าเขาเรียบง่ายในแบบฉบับของเขา ถ้าฉันรักเขาขึ้นมา มันก็จะเป็นส่วนผสมที่ไม่ลงตัวจริงไหม"
               "แล้วเธอคิดว่าจะไปพบเขาไหม"
               "คิดดูก่อนนะ จริงสิ ฉันน่าจะใส่รายชื่อเขาเป็นบุคคลที่ห้าที่ฉันอยากพบ"
               ฉันหยิบสมุดเล่มเล็กขึ้นมา ใช้หัวดินสอลบรายชื่อบางคนออกแล้วใส่ชื่อเขาแทนที่
               "ฉันคิดว่าฉันมีเวลาทันในการได้พบเขาอีกครั้ง"
               "กี่คนแล้วที่เธอจดรายชื่อไว้"
               "สิบคน"
               "อือม์ แล้วผู้ชายสักกี่คนที่เธออยากพบ"
               "ห้าคน เขาเป็นคนสุดท้ายพอดี"
               "พอดีกับนิ้วมือที่เธอมีเลยนะ อยากรู้ว่าเขาถูกจัดอันดับให้เป็นนิ้วไหนของเธอ"
               ฉันยกนิ้วโป้งให้เพื่อนดูแทนคำตอบ แล้วทำท่าประกอบด้วยการเอานิ้วทั้งหมดสี่นิ้วโค้งเข้าหานิ้วโป้งแทนคำอธิบาย และคาดว่าเพื่อนฉันจะเข้าใจ แต่ก็ถูกแย้งว่า
               "ไม่ใช่แล้ว เธอต้องวางเขาเป็นอันดับหนึ่งในเมื่อเขาคือนิ้วโป้ง"
               "ไม่ เขาจะเป็นคนสุดท้ายที่ฉันคิดถึงเขาในแต่ละวัน เวลาที่ฉันมีปัญหา ฉันมักขอคำปรึกษาจากเขาคนเดียว ฉันอาจมีเพื่อนมากมายแต่คนที่ฉันได้ข้อคิดดี ๆ คือเขาคนนี้ เขาจึงเป็นนิ้วโป้งสำหรับฉันไง"
               เพื่อนฉันพยักหน้ารับรู้ เธออาจไม่เข้าใจเกี่ยวกับทฤษฎีนิ้วทั้งห้าของฉันก็เป็นได้

               "มีเพื่อนคนไหนอีกที่เธอซุกซ่อนไว้"
               "อยากรู้หรือ" ฉันอมยิ้ม ปากก็เริ่มเล่า
               "เราพบกันโดยบังเอิญ เขาดูเป็นคนที่ค่อนข้างจริงจังกับชีวิต เขามีความคิดละเอียดที่อาจไม่เหมือนใครและก็ดูเหมือนเขาอยากจะแตกต่างจากใครๆ ด้วย แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันค้นพบ เขามีบางสิ่งคล้ายฉันและเขาพยายามซุกซ่อนไว้"
               "อะไรหรือ"
               "อารมณ์ศิลปินไง ฉันและเขาเหมือนกันตรงที่เป็นผู้ขาดทุนทางอารมณ์ หวั่นไหวได้ง่ายแม้เพียงมองระลอกพลิ้วของสายน้ำ หยาดฝนโปรย ท่วงทำนองดนตรีที่ไพเราะ หรือแม้แต่ตัวหนังสืองดงามแฝงความคิดอันลึกซึ้ง แต่เขาปฏิเสธเสมอมา เพียงเพราะเขาอยากแตกต่างจากคนทั้งโลกหรือแม้แต่ฉัน แต่ฉันก็ชอบเขานะ พบเขาไม่เท่าไหร่เลย เขาเข้ามานั่งอยู่กลางใจฉันได้ไงไม่รู้ แล้วฉันก็เอ่ยปากอำลาเขา"
               "ฟังน้ำเสียงก็รู้ว่าเธอชอบเขามากขนาดไหน ทำไมจึงบอกลาเขาล่ะ"
               "ฉันกลัวว่าวันต่อไป ฉันจะรักเขาจนถอนใจจากไม่ได้น่ะสิ"
               "แล้วเขาว่าไง"
               "เขาไม่พูดอะไรสักคำ เราจากกันด้วยความไม่เข้าใจ แต่ครั้งนี้ฉันไม่ลืมหรอก ฉันเตรียมคำพูดไว้ให้เขาแล้ว"
               "เธอจะบอกลาเขาชั่วนิรันดร์ใช่มั้ย"
               "ไม่ ฉันจะบอกเขาตามตรงว่าฉันชอบเขาและจะขอคงความรู้สึกนั้นไว้ ไม่สนใจด้วยว่าเขาจะมีความรู้สึกนั้นให้ฉันไหม" ฉันหัวเราะ นึกถึงวันที่จะได้เผชิญหน้ากับคนที่อยู่ในใจฉัน
               "ฉันชักอยากเห็นเขาแล้วสิ..."
               "ถ้าโชคดีนะ ต้องได้เห็นเขาแน่"

               "คนต่อไปล่ะ"
               เพื่อนฉันมีดวงตาเป็นประกาย อยากฟังในสิ่งที่ฉันเล่าเป็นครั้งสุดท้าย
               "ผู้ชายคนนี้เขาเป็นคนดี เป็นแฟมิลี่แมน..."
               "ว้า เธอเผลอใจไปชอบผู้ชายมีครอบครัวแล้วได้ยังไงเนี่ย"
               "แค่ชอบจะผิดอะไรล่ะ" ฉันเถียง เพื่อนจึงพยักหน้าหงึกๆ ให้เล่าต่อ
               "เขาเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดี ในแต่ละวันเราทั้งคู่จะเป็นผู้มาถึงที่ทำงานแต่เช้าตรู่ และแทนที่จะส่งยิ้มกันอยู่อย่างนั้น วันหนึ่งเขาจึงแวะทักถาม ฉันรีบให้คำตอบ เพื่อเขาจะได้มีประโยคต่อไปถามฉันอีก คำสนทนาของเราจึงเกิดขึ้นทุกวันโดยไม่มีใครรู้ แต่แววตาฉันปิดไม่มิดหรอก มีเพื่อนสังเกตเห็น เขาเองก็เช่นกัน... เรามีความรู้สึกที่ดีให้แก่กัน ให้ดวงตาที่ดี ให้น้ำใจที่ดี ให้น้ำเสียงที่ไพเราะแก่กัน...ก็แค่นี้เอง เราไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่านี้ แต่วันเวลาของเราก็จบลงเพราะฉันได้งานใหม่และเขาสนับสนุนให้ฉันก้าวไปสู่อนาคตที่ดีกว่านั้น เราพูดโทรศัพท์กันปีละครั้ง ก่อนวันสิ้นปีจะผ่านพ้นไป และฉันคิดว่า ฉันจะเลือกใช้โทรศัพท์ในการพูดคุยกับเขาเป็นครั้งสุดท้าย"
               "ฉันไม่อยากคิดถึงวันนั้นเลย"
               "ดีแล้วละ ฉันเบื่อที่จะต้องพบกับวันสิ้นปีแล้วก็วันเริ่มต้นปีใหม่อีก ฉันคิดว่ามันพอเพียงสำหรับฉันแล้ว"
               ฉันนึกถึงผู้ชายที่ดูภูมิฐานคนนั้น เขามีส่วนที่ละม้ายพ่อของฉัน อกกว้างของเขาดูอบอุ่นและน่านิ่งซบเป็นเวลานาน ฉันรู้ว่าเขาเป็นพ่อที่ดี บางเวลาฉันนึกอยากเป็นลูกสาวเพื่อจะได้กอดเขาไว้และได้ไออุ่นจากเขาในแต่ละวัน

               "เงียบไปทำไมล่ะ เล่าต่อสิ" เธอคะยั้นคะยอ พลางนับนิ้วว่าฉันเอ่ยถึงผู้ชายไปกี่คนแล้ว
               "เขาคนนี้ได้ชื่อว่าเป็นคนแรกในใจฉัน แล้วเขาก็ทำให้ฉันมีรอยร้าวเล็กๆ อยู่ในใจ ฉันรู้ว่าเขาชอบฉันและฉันก็รักเขา แต่พลังความรักในใจฉันมันไม่เท่ากับแรงผลักดันในใจเขาที่จะกวาดผู้หญิงทั้งโลกไว้ในอ้อมกอด"
               "เจ้าชู้ละสิ"
               "คงงั้นมั้ง เขากอดผู้หญิงได้ทั้งที่ไม่รัก เขาเป็นอย่างนั้น จิตเขาลื่นไหลไปมา วันนี้อาจพอใจกับผู้หญิงคนนี้ พรุ่งนี้ความรู้สึกของเขาก็จะเปลี่ยนไปอีก จิตเขาไม่เคยนิ่งได้เลย แต่รู้มั้ย ข่าวคราวที่ฉันได้รับ ตอนนี้ชีวิตเขาพบกับความสงบนิ่งแล้ว เขาก้าวเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ใต้ร่มเงาศาสนาอันสงบเย็น ก็ดีแล้ว ฉันจะพาเธอไปกราบลาท่านในเร็ววันนี้"
               "ทีนี้ก็ถึงคนสุดท้ายสักที"
               "ใช่ คนสุดท้าย น่าแปลกที่ฉันคิดถึงเขาเป็นคนสุดท้าย แต่เขากำลังจะเป็นคนที่ฉันต้องการไปพบเป็นคนแรก"


               ใบไม้สีน้ำตาลไหวตัวลงสู่พื้นดินด้วยลีลางดงามยิ่งนัก ใบแล้วใบเล่า...ร่วงพรูลงสู่พื้น ฉันแหงนขึ้นไปมองตามกิ่งก้าน พบใบไม้สีเหลืองอยู่ประปรายท่ามกลางความเขียวขจี ไม่ช้าไม่นาน มันก็จะสละตัวเองด้วยลีลาดุจเดียวกัน วงจรของธรรมชาติและเป็นความงามของชีวิต เหมือนดักแด้ตัวนั้นที่เฝ้ารอวันเวลาเหมาะสมก่อนจะขยับตัวดิ้นรนออกมาสู่โลกภายนอกด้วยปีกอันงดงามแล้วบินจากที่เดิมไปสู่โลกอันเสรีของมัน นั่นไง
               ฉันพบผีเสื้อตัวนั้นขยับปีกช้าๆ แล้วโฉบลงไปที่กลางดวงดอกไม้ ลิ้มรสน้ำหวานจนอิ่มเอมใจแล้วจึงขยับปีกเล็ก ๆ วนไปมาอย่างร่าเริงใจ ไม่ผิดกับวันเยาว์วัยเก่า ๆ นั้น
               แต่บัดนี้ฉันกลายเป็นใบไม้สีเหลืองไปเสียแล้ว ไม่ช้าไม่นานก็จะปลิดจากกิ่งก้านร่วงลงสู่พื้น...


               "ในบรรดาผู้ชายที่ฉันรู้จักเขาเป็นคนเดียวที่แสดงเจตนาจะนอนกับฉัน" ฉันอดหัวเราะไม่ได้ นึกถึงแววตาเขา
               "อะไรนะ"
               "ใช่ เขาเป็นคนเดียวที่มีหลักการบ้าๆ อย่างนั้น เวลาพบกัน ฉันรู้ว่าสายตาเขาจับจ้องเนื้อตัวฉันที่ส่วนใดบ้าง" ฉันหัวเราะ
               "มันอาจมีแววหื่นกระหายรักอยู่บ้างแต่ก็ดีไม่ใช่หรือที่เขาไม่คิดเก็บงำมันไว้ เขาเปิดเผยอย่างโจ่งแจ้งและก็ดูจริงใจดีเหมือนกัน"
               "เธอก็... คิดอะไรอย่างนั้น"
               "ไปเถอะ ฉันโทร.บอกเขาแล้วว่าฉันจะไปพบเขาในวันนี้ ฉันจะอยู่ทานข้าวมื้อค่ำกับเขา เราจะพูดคุยกันอย่างหมดเปลือก ฉันจะได้ตอบคำถามเขาสักทีว่าทำไมฉันจึงไม่เคยอยากให้เขามาเป็นคู่รักของฉัน"
               เพื่อนผู้แสนดีขับรถไปส่งฉันที่คอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง
               "ฉันจะมารับเธอนะ โทร.บอกฉันเมื่อเธอพร้อมจะกลับล่ะ"
               ฉันพยักหน้า ส่งสายตามองรถที่แล่นจากไป....


               นาทีต่อไป ฉันไม่แปลกใจหรอกที่พบพี่ปองยืนอยู่หน้าลิฟต์ เขารอฉัน ท่าทีประหม่า เขินอาย ฉันส่งยิ้มให้เขา เขาไม่ยิ้มหากรวบตัวฉันกอดเข้าไว้ในวงแขนจงใจแผ่ความอบอุ่นให้ฉันได้รู้สึก ฉันรู้ เขาอยากทำเช่นนี้มานานวันแล้ว

"We may give without loving,
but we cannot love without giving."

               เขาเปิดประตูห้องให้เห็นบรรยากาศในการต้อนรับฉัน ฉันมองดูโต๊ะอาหารเล็กๆ มุมห้อง มีเทียนสวยประดับประดา มีอาหารมื้อค่ำที่เขาบรรจงทำเพื่อฉัน แน่ละ เขาปรารถนาจะมีวันนี้ วันที่ฉันปราศจากฝุ่นผงในหัวใจ เปิดมันออกมาแล้วรับความรู้สึกที่อยู่ก้นบึ้งในหัวใจเขาแทนที่
               วันเวลาที่ผ่านมา ฉันบ่ายเบี่ยงการพบปะเขาตามลำพัง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะดวงตาที่เขาจ้องมองอย่างจริงจัง แน่ละฉันต้องการหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ฉันหนีมาตลอดชีวิต แต่น่าแปลกแววตาที่เขาเปิดเผยอย่างกระจ่างนั้นกลับทำให้ฉันรู้สึกคุ้นแล้วอยากเผชิญกับมันในวันนี้ ฉันตัดสินใจมาพบเขา...เพียงเพราะอยากตอบแทนความอดทนที่เขามีมาตลอด ที่สำคัญเขาแสดงให้ฉันเห็นแล้วว่าเขารอคอยฉัน ไม่เคยคิดหาใครมาแทนที่ เขาต้องการฉันเพียงผู้เดียวเท่านั้นให้เป็นส่วนเติมเต็มในชีวิตที่เงียบเหงาของเขา

               อีกไม่นานค่ำคืนนี้ก็จะหมดลง ฉันจะไม่พูดอะไรมาก พรุ่งนี้เช้า เพื่อนสาวของฉันจะยิงคำถามไม่หยุดเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น ถึงเวลานั้นฉันก็พร้อมที่จะตอบคำถามเธอ แต่ตอนนี้ดูสิ แววตาที่เคยหื่นกระหายเปลี่ยนไปแล้ว เขามองฉันด้วยหัวใจรักที่ขังไว้นานวัน มันมีแววหวานไม่น้อยเลย...มีสิ่งหนึ่งที่ฉันอยากร้องขอก่อนที่ลมหายใจจะหมดสิ้น ขอให้เขามีความสุข มีชีวิตชีวาเหมือนผีเสื้อปีกบางตัวนั้น ก่อนที่ใบไม้ตรงหน้าเขาจะปลิดปลิวจากกิ่งก้าน...

               ขอเถิดนะ พระอาทิตย์อย่าเพิ่งโผล่หน้ามาทักทายฉันได้ไหม...




INDEX
Home