ประหนึ่งหนามเหน็บเจ็บใน
รไมยา
ปีบ ต้นนั้นมีอายุราวห้าปี ลำต้นไหวโอนเอนยามปะทะสายลมแรงและพยายามโอนอ่อน ไม่แข็งขืน มันเป็นภาพที่ตลกมากในสายตาฉัน โดยเฉพาะรูปลักษณ์ลำต้น ไม่ชะลูดงดงามเหมือนปีบทั่วไป ทั้งคดงอเบี่ยงเบนออกไปราวกับตกอยู่ใต้อำนาจแรงโน้มถ่วงของผืนโลก เหมือนจะรู้สึกตัวจึงพยายามแตกกิ่งออกเพื่อถ่วงสมดุลในตัวเอง ทว่าส่วนที่โผล่พ้นมานั้นกลับเติบโตเป็นไม้ง่ามไร้ความงามดูเกะกะน่ารำคาญ แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็เฝ้าดูวันเวลาของปีบต้นนั้น "คนอะไร ให้อะไรไม่เคยใส่ใจในสิ่งที่ได้มา หรือว่าได้มาง่ายเกินไปจึงไม่รู้ค่า" ใครบางคนต่อว่าฉัน เขาเป็นเจ้าของปีบต้นนั้น เขาเล่าความเป็นมาให้ฉันฟังว่า วันหนึ่งเขาพบปีบน้อยโผล่พ้นดินออกมาทักทาย เขาดีใจและหวังจะให้บ้านฉันมีต้นไม้อย่างที่เขามี เขารอวันเวลาที่เหมาะสมแล้วก็บรรจงโยกย้ายมันจากที่เดิมลงสู่กระถางเพาะกล้าแล้วนำมาให้ฉัน ฉันยิ้ม หวนนึกถึงวันเก่าๆ นั้น ฉันจัดแจงนำปีบน้อยของเขาใส่กระถางใบโตแล้วตั้งวางไว้ท่ามกลางต้นไม้นานาพรรณที่เขาสรรหามาให้ปลูก มันค้างอยู่เช่นนั้นหลายฤดูกาล โชคดีที่เขางานยุ่งเกินกว่าจะถามถึง แล้ววันหนึ่งเขาก็เอ่ยถึงมันให้ฉันได้ยิน ฉันชี้ส่งๆ ไปว่ามันยังอยู่และอยู่แถวๆ นั้นแหละ เขามองหน้าฉัน ไม่พูดอะไรสักคำ คว้าเสียมมาขุดดินจนลึกแล้วนำปีบซึ่งมีอายุราวสองปีลงดิน กาลเวลาผ่านไป มันเติบโตได้เร็วกว่าเดิม สิ่งนี้ทำให้ฉันเรียนรู้ธรรมชาติของต้นไม้ หากถูกจำกัดด้วยขอบเขตแล้วก็จะมีสภาพแคระแกร็น ไม่งามทั้งที่ปีบเป็นไม้ใหญ่ มันน่าจะได้อยู่ในที่โล่งกว้าง นี่คงไม่ต่างจากชีวิตผู้คน หากถูกจำกัดเสรีภาพ ชีวิตก็ถูกบีบคั้น อึดอัด ทุกข์ทรมาน อยากดิ้นรนให้ได้อิสรภาพตามที่ใจต้องการ
ลม แรงแบบนี้ ไม่ช้าหยาดฝนคงโปรยปราย อยากให้เธอมาเห็นภาพงดงามตรงหน้านี้นัก...เกสรชมพู่ต้นที่เธอนำมาลงดินให้ร่วงพรูลงสู่พื้นสีขาวเกลื่อน ไม่ช้าก็จะออกผลให้ได้ลิ้มรส เธอจะตื่นเต้นทุกครั้งที่รู้ความคืบหน้าของต้นไม้ทุกต้นในบ้านฉัน แต่ฉันกลับเมินเฉย ไม่รู้ร้อนรู้หนาว ไม่ใส่ใจว่าสภาพของมันจะเป็นเช่นใดหากเธอไม่ถามถึง ฉันกดโทรศัพท์หาเธอ รู้ว่ายามนี้เธอจะนั่งอยู่ริมหน้าต่างเพื่ออ่านหนังสือเล่มที่ชื่นชอบ ทันทีที่เธอรับสาย ฉันพูดออกไปทว่าสวนกับถ้อยคำของเธอด้วยรูปประโยคเดียวกัน "ฝนตกรึยัง" เรามักจะทักทายเช่นนี้เสมอ ดึงธรรมชาติฟ้าดินมาโยงใยสู่การสนทนาราวกับว่ามีเรื่องพูดน้อยลงทุกวัน อาจเป็นเพราะเธอล่วงรู้เรื่องรกๆ ในหัวใจฉัน มันขมวดเป็นปมยุ่ง เดี๋ยวชอบคนนั้น เดี๋ยวรักคนนี้ เดี๋ยวพบคนใหม่ที่มีอะไรน่าสนใจกว่า แล้วฉันก็มักจะนำมาถ่ายทอดให้เธอฟัง เปล่า ไม่ใช่การปรึกษาหารือ เพียงแต่อยากให้เธอรับรู้ความเป็นไปในใจฉันและรวมทั้งชีวิตฉันที่เคลื่อนไหวในแต่ละกาลเวลา ฉันใช้โทรศัพท์ให้เป็นประโยชน์เสมอเพื่อเธอจะได้รับรู้ว่าฉันอยู่จุดใดบนโลกใบนี้ก่อนใครๆ ทั้งหมด ไม่ว่าคนนั้นเป็นญาติพี่น้องหรือเพื่อนสนิท อันที่จริงฉันไม่มีเพื่อนที่พอจะเรียกว่าสนิทได้หรอก พวกเขาเหล่านั้นเป็นเพียงเพื่อนร่วมงาน ไม่มีใครเหมือนเธอสักคนที่รู้จักชีวิตฉันทั้งชีวิต นี่ถ้าเธอไม่ย้ายบ้านไปอยู่ห่างไกลจากฉันคนละมุมเมืองแบบนั้น ฉันอาจเดินเข้าออกบ้านเธอเป็นว่าเล่นเพราะมีเรื่องเล่าให้เธอฟังมากมายในแต่ละวัน...ฉันรู้การกระทำของฉันเหมือนเอาร่องรอยชีวิตไปฝังอยู่ในตัวเธอ...ทำไงได้ล่ะ เธอเป็นเพื่อนคนเดียวที่สนิทชิดใกล้ ฉันจึงยึดเธอไว้ดุจร่มเงาไม้ใหญ่ที่ฉันอิงอาศัยไออุ่นและไอเย็นชื่น "ลมแรงนะ ได้ยินไหมเสียงโมบายที่เธอให้ฉัน" เธอเอ่ยขึ้น "อือม์ เพราะดีนะ" เป็นครั้งแรกที่ฉันมีความรู้สึกร่วมไปกับเธอ ฉันนึกถึงโมบายเสียงดังกรุ๋งกริ๋งที่ซื้อมาจากหัวหิน เธอชอบมันมากและนำไปแขวนขวางทางลมเพื่อให้เกิดเสียงกังวานในห้องนอนของเธอ "วันนี้ไม่ออกไปไหนหรือ" เธอถามเหมือนไม่อยากให้มีความเงียบนานเกินไป "ไม่ละ เบื่อ ฝนท่าจะตกหนัก นั่นเสียงฝนนี่" ในที่สุดเธอก็ได้รับไอเย็นชุ่มฉ่ำก่อนฉัน "ฉันเห็นแล้ว ไม่ช้าเมฆดำกลุ่มก้อนนั้นก็จะลอยไปทางบ้านเธอ" "ฟังสิ ฝนตกแล้วได้ยินไหม" ฉันบอกแล้วต่างฝ่ายต่างเงียบงัน ปล่อยให้ม่านฝนบรรเลงไปตามธรรมชาติของมัน "อย่าบอกนะว่าเธอกำลังเศร้า" เธอเอ่ยขึ้นเหมือนรู้ว่าฉันกำลังอยู่ในอารมณ์ใด ในที่สุดสิ่งที่ฉันสะกดกลั้นไว้พลันก็ร่วงพรูแข่งกับสายฝนตรงหน้า เสียงสะอื้นแทรกเข้าสู่โสตประสาทของเธอ "เขาไปแล้ว...." ฉันสะอื้นหนัก "ฉันผิดเองที่ท้าทายเขาแบบนั้น ฉันไม่น่าพูดเลย เขาเป็นคนดีที่สุดเท่าที่ฉันเคยพบมา...." ฉันพูดอะไรอีกยืดยาว ล้วนแต่เป็นเรื่องสำคัญในใจฉันทั้งนั้น ฉันไม่มีวันรู้สักนิดว่าเธอเบื่อฟังถ้อยคำของฉันไหม "เธอกลัวไหม" ฉันเอ่ยถามหลังจากหยุดเล่าเรื่องตัวเอง ฟ้าเริ่มครวญครางแล้วส่งกระแสความโกรธลงมายังพื้นโลกดังกึกก้อง ไม่ไกลกันนักแต่ฉันก็สะดุ้ง "กลัวฟ้าน่ะหรือ ไม่ละ ฉันไม่เคยรับปากใครนี่ จะได้ผิดคำที่ตั้งไว้" "อ้อ นี่ว่าฉันพูดไม่จริงหรือ...ก็ได้ ฉันพูดหลอกล่อ ลวงใจคนอื่นมาเยอะ งั้นแค่นี้นะ ขืนฉันพูดต่อไป สายฟ้าได้แยกร่างฉันออกเป็นสองส่วนแน่" "ฝนซาแล้ว ฉันจะโทร.ไปนะ" ฉันวางโทรศัพท์ลง รู้สึกถึงความเบาโล่ง ความหนักหน่วงที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นผ่อนคลายลง นี่เพราะเธอเป็นแหล่งระบายความทุกข์ในใจฉันได้ดีที่สุดกระมัง ............................
ฉัน สวมกระโปรงไม่เย็บชาย ปล่อยให้รุ่งริ่งตามสมัยนิยมสีเขียวตองอ่อน เสื้อยืดรัดรูปสีชมพูสด กระเป๋า รองเท้าเป็นสีเดียวกับกระโปรง ฉันพาตัวเองไปหยุดยืนหน้าร้านเบเกอรี่ของเธอ เอื้อมมือไปสะกิดหลังเธอให้หันมามองฉันแทนที่จะง่วนอยู่กับการเช็ดกระจกหน้าร้าน ฉันยิ้มเบิกบานแต่สีหน้าเธอปราศจากรอยยิ้มแล้วก็หันไปเช็ดกระจกต่อ "ฉันแวะมาทักทายเธอนะ เห็นมั้ย ฉันสุขสบายดีแล้ว ฉันลบผู้ชายคนนั้นออกจากใจได้แล้ว" น้ำเสียงฉันสดใส "วันนี้ฉันไม่สวยหรือ" "เหมือนลูกกวาด วันนี้เธอเหมาะจะยืนอยู่ในร้านของฉัน" "อะไรนะ" ฉันหน้าตึง "แต่งเข้าไปได้ไง เธอไม่ใช่สาวสิบเจ็ดสักหน่อย" เธอท้วงฉัน อย่างนี้ทุกที เธอไม่ชอบวิธีการนำเสนอตัวฉันด้วยเสื้อผ้าที่เด่นสะดุดตาราวกับเรียกคนทั้งโลกให้รุมดู "ทำไมล่ะ ถึงฉันจะยี่สิบเจ็ดแต่ก็ไม่ใช่ว่าฉันจะสวมเสื้อผ้าแบบนี้ไม่ได้ ใครๆ ก็ว่า ฉันยังดูเป็นสาวรุ่นอยู่เลย หน้ารึก็ยังใสปิ๊ง" "อย่าหลอกตัวเองอยู่เลย ทำอะไรให้พองามดีกว่า" เธอผลักประตูกระจกเดินเข้าไปข้างใน ฉันเดินตาม ไม่พอใจนักต่อคำพูดที่ได้ยิน "ก็ได้ๆ วันนี้ฉันจะอุทิศตัวช่วยงานเธอสักวัน ฉันจะยอมเป็นลูกกวาดในร้านเธอ" ฉันเพิ่งรู้ว่าทำตัวเป็นประโยชน์แก่เธอได้ในวันนี้เอง ช่วยขายเบเกอรี่ ช่วยต้อนรับลูกค้าและลูกค้าก็แวะเวียนมาไม่ขาดระยะ ฉันสนุกไปกับเธอ เพลินดีเหมือนกัน ในตอนเย็นพี่สาวเธอมารับช่วงดูกิจการในร้าน เธอมีเวลาว่างพอที่จะพาฉันไปเดินเล่นในสวนสาธารณะเล็กๆ ใจกลางเมือง เราเริ่มต้นออกเดินจากเสาชิงช้ามุ่งตรงไปที่สวนสันติชัยปราการเพียงฉันเอ่ยปากว่าฉันอยากไปหาอะไรทานในร้านอาหารที่อยู่ริมน้ำ เธอไม่เคยขัดใจฉันสักนิด แค่เพียงเห็นบรรยากาศริมน้ำ ความมืดมัวที่เริ่มโรยตัวไปทั่วทุกทิศทาง ประหนึ่งความหมองเศร้าที่กลับมาเกาะกุมใจอีกครั้ง ฉันนั่งซึม ตาเหม่อลอยท่ามกลางความสลัวของทิวทัศน์ในยามพลบค่ำ ลำคอรู้สึกตีบตันเกินกว่าจะปล่อยให้อะไรๆ ตรงหน้าผ่านลำคอได้ "ยังคิดถึงเขาอยู่ใช่ไหม" เธอเปิดประเด็นขณะตักอาหารวางบนจานฉัน "ฉันอยากกลับ" ฉันโพล่งออกมา รู้สึกไม่มีความสุขที่จะนั่งอยู่ตรงนี้ "ได้" คำตอบของเธอช่างง่ายดายนัก เธอเรียกบริกรมาเช็คบิลอาหารที่เริ่มต้นทานไปได้สองสามคำ เธอขับรถมาส่งฉันที่บ้าน เราตั้งใจเข้าไปนั่งพูดคุยและดูหนังด้วยกัน แต่แล้วร่างที่เดินลงจากรถอีกคันทำให้ทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้นในนาทีต่อไปเปลี่ยนแปลงไปจนหมดสิ้น ไม่ช้าเธอก็เห็นรอยยิ้มและร่างของฉันลับหายเข้าไปอยู่ในรถคันนั้นพร้อมกับผู้ชายคนหนึ่งที่เธอรู้ดีว่าเขาทำให้ใจฉันหมองเศร้ามาตลอดหลายวันที่ผ่านมา .............................
ฉัน มองต้นปีบต้นนั้นอีกครั้ง บัดนี้มันเติบใหญ่ แผ่กิ่งก้านอย่างเต็มที่ และเริ่มผลัดใบเก่าเพื่อสรรค์สร้างใบใหม่ขึ้นทดแทน ดูเถิดนะ ฉันยิ้มที่มุมปากเมื่อเห็นบางส่วนของลำต้นมีเส้นเชือกโยงไปเกี่ยวต้นไม้อีกต้นหนึ่งเพื่อไม่ให้ปีบเอนเอียงอย่างไม่มีทิศทาง ฝีมือใครล่ะ ถ้าไม่ใช่เธอผู้จัดสรรสิ่งมีชีวิตรอบกายฉัน มีเพียงฉันเท่านั้นที่เธอไม่อาจเอื้อมมือมาจัดการให้อะไรมันลงตัวอย่างที่ควรจะเป็น จึงได้แต่เฝ้ามองห่างๆ ฉันรู้ในดวงตาเธอฉายแววห่วงใยไม่น้อยเลย "เธอมีหัวใจไว้สนุกกับความรักอย่างนั้นหรือ" เธอเอ่ยถามในวันที่มาช่วยตัดแต่งกิ่งไม้ที่เริ่มรกรุงรังและไร้ความสวยงาม "ทำไมล่ะฉันรู้สึกดีนี่ที่มีความรักมาทักทาย ไม่เหมือนเธอนี่ ปล่อยให้ร้างมาหลายปี" ฉันตอบยิ้มๆ คอยฟังว่าเธอจะต่อปากอย่างไร "รู้ได้อย่างไรว่ามันร้าง" สีหน้าเธอราบเรียบ "ฮ้า จริงหรือ" ฉันวางกิ่งไม้ในมือ ขยับกายเข้าไปใกล้ จับตามองดวงหน้าที่ปราศจากความรู้สึกใดๆ นั้น ท่าทีของฉันส่งสายตาล้อเลียนทำให้เธอแย้มปากยิ้มออกมาในที่สุด "บอกฉันมานะว่าเธอซ่อนใครไว้ในใจ" ฉันทำน้ำเสียงคาดคั้น พลางคิดว่าไม่น่าเป็นไปได้ หัวใจดวงนี้แสนจะเย็นชา หรือเป็นลูกค้าคนนั้นที่พูดคุยกับเธออย่างสนิทสนม หรือเด็กนักเรียน ม.ปลายที่ชอบมาปะทะคารมกับเธอ เอ ใครกัน... ฉันเริ่มสงสัย เธอทำเป็นอมยิ้มแล้วไหวกายห่างจากฉันไปตัดกิ่งไม้ต้นอื่นๆ "ไม่ต้องบอกก็ได้ เก็บไว้เป็นความลับดำมืดในใจเธอแล้วกัน" ฉันเลิกเซ้าซี้ หมดความสนใจเมื่อได้ยินเสียงกริ่งที่ประตูรั้ว "มาส่งดอกไม้ครับ" ฉันรับดอกไม้ช่อใหญ่จากคนขับมอเตอร์ไซค์ ยิ้มปลาบปลื้ม รู้เลยว่าใครส่งมาโดยที่ไม่ต้องชำเลืองมองการ์ดที่แนบมาสักนิด "สวยมั้ย...จากใครสักคน" ฉันยิ้มกว้าง อวดเธอด้วยความภาคภูมิใจ นำดอกไม้ในมือไปใส่แจกัน นึกถึงคนให้ ริมฝีปากเหยียดยิ้มด้วยความสุขใจ กวาดตามองการ์ดเล็กๆ เอ ไปหล่นอยู่ไหนนะ นึกอยากรู้ว่าคนให้ฝากข้อความอะไรมาบ้าง ฉันเห็นเธอก้มลงเก็บการ์ดแผ่นนั้นที่ร่วงอยู่บนพื้นแล้วรวบพร้อมกับกิ่งไม้นำไปทิ้งในถังขยะ ฉันเตรียมอ้าปากท้วง แต่ ช่างเถอะ เจ้าของดอกไม้ช่อนี้จะเขียนอะไรก็ช่าง ฉันคิดว่ามันสื่อไม่ได้เท่าที่ใจเขารู้สึกดีๆ กับฉันหรอก เธอเดินกลับเข้ามานั่งใต้ชายคา มือปาดเหงื่อที่ซึมอยู่ทั่วดวงหน้า ฉันไม่ว่างที่จะส่งผ้าเย็นสักผืนหรือแม้แต่แก้วน้ำผลไม้เย็นๆ ที่ตระเตรียมไว้ในถาด เธอจัดการเองขณะที่ฉันพูดโทรศัพท์ "ขอบคุณมากนะคะพี่โตน ดอกไม้สวยมากเลยค่ะ เป็นความรู้สึกที่ดีสำหรับยามสายของวันนี้..." ฉันพูดคำหวานออกไปมากมายโดยไม่รู้สึกว่าคนที่นั่งอยู่เก้าอี้ตรงข้ามจะเอียนแค่ไหน แต่แล้วเสียงหัวเราะเริงร่าของฉันก็หยุดลง รอยยิ้มจางหายไป สีหน้าเจื่อนด้วยความผิดหวัง วางโทรศัพท์ลง เดินตรงไปที่ถังขยะใบนั้นซึ่งบัดนี้ขอบล้นปรี่ด้วยกิ่งไม้ใบไม้ ฉันหยุดมอง ตั้งใจจะใช้มือควานหาการ์ดเล็กๆ แผ่นนั้น "หาอะไรหรือ" เธอส่งเสียงถาม "การ์ดที่เธอเก็บทิ้งลงในนี้ไง" ฉันตอบ ชะงักมือเมื่อถูกหนามกุหลาบเกี่ยว เลือดซิบๆ พลอยให้ล้มเลิกในการค้นหากระดาษแผ่นนั้น ฉันเดินกลับมา ทำสีหน้าเจ็บปวดทั้งที่บาดแผลที่ได้รับเล็กน้อยเสียเหลือเกิน "ก่อนทิ้งน่าจะถามสักคำ" "ฉันคิดว่าเธอทิ้งแล้ว ไม่เห็นเธออ่านมันด้วยซ้ำ" "เลยทำให้ฉันหน้าแตก พี่โตนไม่ใช่เจ้าของดอกไม้ช่อนี้ เนี่ย เห็นมั้ย เดี๋ยวเราก็ต้องทะเลาะกันอีก เขาต้องคิดว่าฉันไม่ได้คบเขาคนเดียว" ฉันลืมเรื่องกระดาษแผ่นนั้นเสียสิ้น ความวิตกจริตเกิดขึ้น พี่โตนที่ฉันรักก็จะเมินหมาง เขาจะหายหน้าไปอีก อาจไม่รับโทรศัพท์ ฉันรู้สึกถึงความเย็นยะเยือกที่จะเกิดขึ้นในหัวใจ โธ่...ไม่น่าเลย ฉันนิ่งเงียบ ใจลอย ไม่แม้แต่ชำเลืองมองดอกไม้สวยช่อนั้น ไม่สนใจค้นหาว่าใครเป็นผู้ส่งมา ฉันนั่งนิ่งเป็นเวลานาน ไม่รับรู้ด้วยซ้ำว่าเธอเดินลับหายเข้าไปในบ้านและคิดทำอะไรต่อไป แต่แล้วฉันก็นึกออก เรามีแผนทำอาหารกลางวันกินร่วมกัน จากนั้นเธอก็จะขุดกล้าไม้ที่เพาะไว้ปลูกลงดิน ไม่ช้ามันจะเป็นสวนสวยอย่างที่ฉันต้องการ เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะดังขึ้น ฉันจำต้องลุกขึ้น หยิบโทรศัพท์ไปส่งให้เธอในห้องครัว "ครับ ครับ ได้ครับ ไม่เป็นไรครับ งั้นอีกครึ่งชั่วโมง ผมคงไปถึง" เธอเลิกการติดต่อ มองหน้าฉัน แล้วส่งสายตามองอาหารบนโต๊ะที่ส่งไอร้อนและกลิ่นอวล "มีธุระก็ไปเถอะ" ฉันบอกสั้นๆ ตาไม่มองสักนิดว่าเธอจะยืนอยู่หรือเดินจากไป ได้ยินเสียงพูดเบาๆ ว่า "เสร็จธุระแล้วจะกลับมา" แล้วเสียงรถยนต์ก็แล่นออกไปจากบ้าน ความเงียบกลับคืนมาอีกครั้ง นี่เป็นครั้งแรกกระมังที่ฉันเริ่มรู้สึกตัวว่าถูกทอดทิ้ง ใจนิ่งคิด เธอไปพบใคร คนๆ นั้นสำคัญขนาดไหนจนทำให้เธอต้องรีบผลุนผลันออกไปจากที่นี่ เถอะน่า เดี๋ยวกลับมาเธอก็เปิดปากเล่าให้ฟังโดยที่ฉันไม่เคยเอ่ยปากซักถาม และฉันก็จะทำให้เธอรู้ว่ามันไม่สำคัญหรอก ไม่ต้องให้ฉันรับรู้ก็ได้ ฉันไม่เคยอยากรับรู้เรื่องราวของเธอเลย มันเป็นเช่นนี้ตลอดมาไม่ใช่หรือ เวลาผ่านไปไม่เท่าไรเลยแต่กลับรู้สึกว่า ชั่วโมงแต่ละชั่วโมงยาวนานเกินไปเสียแล้ว รวมทั้งการตระหนักถึงความเงียบที่อยู่รอบตัว ไม่มีเสียงเครื่องมือสื่อสารใดๆ จากโลกภายนอก "เธอไปอยู่ไหนนะ" เริ่มหงุดหงิดเมื่อโทรศัพท์อีกฝ่ายไร้การตอบรับ "เธอไม่เคยเป็นเช่นนี้นี่นา" ฉันอดรำพึงไม่ได้ หรือว่าคนที่เธอไปพบอย่างรีบด่วนนั้นเป็นคนที่อยู่ในใจเธอ ..............................
ครั้ง ที่สองในชีวิตที่ไม่รู้จะไปอยู่แห่งหนไหนที่รู้สึกว่าโลกไม่เปลี่ยวร้างจนเกินไป ฉันกดกริ่งหน้าประตูร้านเบเกอรี่ คาดว่าพี่สาวเธออาจอยู่ ฉันนึกอยากคุยกับใครสักคนที่รู้จัก คนที่มาเปิดประตูคือลูกจ้างในร้าน "คุณใหญ่อยู่ไหมจ๊ะ" "ไม่อยู่ค่ะ อยู่แต่คุณเล็กค่ะ" ฉันประหลาดใจนักหนา ที่แท้แล้วเธอมาอยู่ที่นี่ ฉันเดินเข้าไปชั้นในสุดของอาคารและพบว่าเธอไม่ได้อยู่ตามลำพัง เธอกำลังสอนใครสักคนทำขนม ฉันหันหลังกลับ ไม่คิดขัดจังหวะ สัมพันธภาพระหว่างเธอกับผู้หญิงคนนั้น นั่นหรือผู้หญิงที่เธอเลือก หน้าตาแสนจะธรรมดาทว่าเสียงหัวเราะดุจระฆังเงิน ยามแย้มยิ้มก็เหมือนโลกทั้งโลกเบิกบานไปด้วย ฉันกลับบ้าน จ้องมองดอกไม้ช่อนั้นอย่างพินิจ ความรู้สึกบางอย่างกระตุกเตือน...สิ่งที่เห็นล้วนเป็นสิ่งที่ฉันชื่นชอบ จะมีใครรู้บ้างว่าฉันชอบดอกไม้ชนิดไหน แม้กระดาษแผ่นเล็กจะนอนก้นอยู่ในถังขยะ แต่ฉันรู้แล้วว่าใครเป็นเจ้าของช่อดอกไม้นี้ "คุณเล็กไม่อยู่ค่ะ เธอออกไปส่งเพื่อนและไม่ได้บอกว่าจะกลับมาหรือไม่" ฉันวางโทรศัพท์ลงแล้วส่งข้อความเข้ามือถือขอบคุณเธอแต่ความนัยที่ซ่อนอยู่คืออยากดึงตัวเธอกลับมาสู่โลกของฉัน วันวานเป็นเช่นไร วันนี้และวันพรุ่งนี้ เธอต้องอยู่เคียงใกล้ฉันเสมอมิใช่หรือ "ได้โปรดอย่าทำให้โลกแตกต่างไปจากเดิมเลยนะ" ฉันบอกเธอผ่านสายลมหลังจากกาลเวลาผ่านไปเนิ่นนาน เป็นครั้งแรกที่ความเศร้าโถมทับ แต่ครั้งนี้ดูจะหนักหน่วงรุนแรงเมื่อลางสังหรณ์บางอย่างบอกให้รู้ว่า ฉันกำลังจะสูญเสียเธอไป..... หัวใจเธอมีใครสักคนเข้าไปนั่งอยู่ มันไม่ได้เปลี่ยวร้างอย่างที่ฉันเข้าใจและเข้าใจเช่นนั้นเสมอมา อดเจ็บแปลบไม่ได้ต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ฉันชอบเธอหรือว่ารัก หรือเป็นเพียงตระหนักได้ว่าความสำคัญของฉันถูกบั่นทอนลงเมื่อผู้หญิงที่หน้าตาธรรมดานั้นผ่านเข้ามาในชีวิตเธอ นี่กระมัง ใกล้ที่ปลายตาแต่ไกลสุดขอบฟ้า.... ภาพของเธอจึงเลือนห่างจากฉันไปทุกที นาทีแต่ละนาทีของกาลเวลาผ่านไปด้วยจังหวะสม่ำเสมอ และเที่ยงธรรม ฉันไม่อาจย้อนเวลาคืนได้อีกแล้ว ฉันปลดเสื้อผ้าราคาแพงออกจากกาย มันเป็นสิ่งที่เธอเห็นขัดแย้งถึงรสนิยมในการแต่งตัวของฉัน เธอว่ามันเว่อร์ เหมือนอยู่ในหนังสือแฟชั่นหรือแม้แต่ในนิตยสารที่เกลื่อนแผง ยามนี้ฉันสวมเสื้อผ้าธรรมดาๆ เสื้อยืด กางเกงขาสั้น สวมถุงมือและพร้อมที่จะลุยสวนโดยไม่มีเธอ ฉันลำเลียงกล้าไม้ที่เธอเพาะใส่กระถางใบใหญ่น้อย บ้างก็ลงดินในตำแหน่งที่ควรจะเป็น แล้วฉันก็ยืนมอง... ฉันทำได้แล้ว...เห็นไหม ไม่ต้องคอยถามเธอว่าต้นไม้นี้ชื่ออะไร นิสัยใจคอเป็นอย่างไร วางตำแหน่งไหนจึงจะเหมาะ ฉันจะเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างได้เองและจะเริ่มคุ้นกับสรรพสิ่งโดยไม่มีเธอ แต่แล้วก็อดไม่ได้ที่จะชำเลืองมองไปที่ประตูรั้ว....เธอจะมาไหม ทั้งที่ผ่านมา ฉันไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อน ร่างเธอเดินเข้าเดินออกบ้านนี้ ผ่านไปผ่านมา ไม่เคยมีความหมายใดๆ เท่าวันนี้เลย นั่นสิ ร่างเธอจะปรากฏขึ้นอีกครั้งไหม...ด้วยใจดวงเดิมของเธอ ด้วยความรู้สึกว่าต้องกลับมาหาฉัน...ผู้หญิงที่ดูน่าจะเปราะบางในความคิดของเธอ โลกเงียบตามเคย... ใจฉันเริ่มโรยแล้ง...ไม่เพียงแต่เท่านั้น ยังรู้สึกแปลบปลาบมากกว่าถูกคมหนามกุหลาบเกี่ยวปลายมือ ร่องรอยของเธอมาปรากฏอยู่ในใจฉันได้อย่างไรกัน!
|