คำนำ


            หนังสือลิลิตที่นับถือกันว่าเป็นตำราวรรณคดีชั้นเยี่ยมแต่โบราณจนกาลบัดนี้ มี ๓ เรื่อง คือ ยวนพ่าย พระลอ และตะเลงพ่าย ใน ๓ เรื่องนั้น ตะเลงพ่าย กรมศึกษาธิการใช้เป็นแบบเรียนตั้งแต่ ร.ศ. ๑๒๘ (พ.ศ.๒๔๕๒) ครั้นมาศกนี้ กระทรวงธรรมการได้กำหนดลิลิตพระลอ ให้ใช้เป็นแบบเรียนวรรณคดีสำหรับการสอบไล่ประโยคมัธยมบริบูรณ์ (รวมทั้งนิราศลอนดอนอีกเรื่องหนึ่งในประเภทกวีนิพนธ์)

             เรื่องลิลิตพระลอนั้น ได้ยินว่ามีพิมพ์ครั้งแรกก่อน เป็นฉบับของโรงพิมพ์พิศาลบรรณนิติ ร.ศ.๑๒๑(พ.ศ.๒๔๔๕) ต่อมาโรงพิมพ์ไทย สะพานยศเส พิมพ์ขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๘ ภายหลังสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสามาตุจฉาเจ้า โปรดให้พิมพ์เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๙ ที่โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากรเป็นฉบับของหอสมุดวชิรญาณ ที่พิมพ์เป้นตำราเรียนครั้งนี้ ถ้าจะนับก็เป็นคราวที่ ๕ ในการหาต้นฉบับสำหรับพิมพ์เป็นหนังสือเรียน จึ่งเหมาะที่จะใช้ฉบับของหอพระสมุดฯเป็นแบบ ถึงกระนั้นก็พิมพ์ล่วงมาตั้ง ๗-๘ ปีล่วงมาแล้ว อาจมีฉบับอื่นที่ดีกว่านี้อีก จึ่งขอกรมศิลปากรให้หาต้นฉบับที่ดีกว่ามาให้ถ้ามี กรมศิลปากรว่าลิลิตพระลอฉบับสมุดไทยที่ครบบริบูรณ์มี ๒ ชุด คือ ๔ เล่มจบชุดหนึ่ง ซึ่งเก่ากว่าอีกชุดหนึ่ง ๓ เล่มจบ มีฉบับปลีกอีก ๑๘ เล่ม และว่าเรื่องนี้ได้พิมพ์แล้ว คือฉบับหอพระสมุดฯพิมพ์ พ.ศ. ๒๔๖๙ ได้ส่งฉบับสมุดไทยชุดเก่ากับฉบับพิมพ์มาให้พร้อมด้วยคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ผู้เคยพิมพ์หนังสือลิลิตพระลอว่า คำหนึ่งในบทร่ายที่ ๓๑๘ ซึ่งฉบับพิมพ์ของหอพระสมุดฯ เป็น"กระเหวียก"นั้นที่ถูกเป็น "กระเหลียก"ออกจากภาษาเขมร กรเลก แปลว่า ดู หรือ ชำเลือง มีหลักฐานที่ใช้อยู่ในศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๒ ด้านที่ ๒ บรรทัดที่ ๖๒ ว่า "สูวนนเจดีรสสมีกรลยกงามหนกกหนา"

               ในคราวที่พิมพ์เป็นตำราเรียนนี้จึงใช้ต้นฉบับของหอพระสมุดฯเป็นแบบ มีต้นฉบับสมุดไทยเป็นที่ปรึกษา ในเมื่อเกิดปัญหาขึ้น ซึ่งเจ้าหน้าที่แผนกแบบเรียนเป็นผู้วินิจฉัยและลงเลขประจำบทตามวิธีที่ทำในตะเลงพ่ายแบบเรียนพิมพ์ครั้งที่สาม เพราะเป็นหนังสือประเภทเดียวกัน และควรจะมีคำอธิบายความเพิ่มเติมไว้ในตอนท้าย เพื่อประโยชน์ในการเรียนในทางวรรณคดีอย่างเดียวกับตะเลงพ่ายนั้น แต่ไม่มีโอกาสพอที่จะทำได้ในครั้งนี้ เพราะกำหนดเวลาพิมพ์ไว้กระชั้นให้ทันได้ใช้เรียนในภาคต้นแห่งศกนี้ เพียงแต่ตรวจสอบสมุดพิมพ์กับกับสมุดไทยก็ต้องทำอย่างรีบด่วน ได้แต่ไขคำไว้ข้างท้ายเพื่อเป็นที่ปรึกษาของครูไปพลาง บางคำที่ยังขบความไม่ได้ก็ทำเครื่องหมาย(?) กำกับไว้พอเป็นทางดำริ หวังว่าจะทำคำอธิบายเช่นว่ามานั้นได้ในโอกาสหลัง ๆ

วันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๗๗
แผนกแบบเรียน กองวิชาการ

ตำนาน


                  เรื่องพระลอ เป็นนิทานทางอาณาเขตลานนา(คือภาคพายัพ) นักปราชญ์แต่งเป็นกลอนลิลิตในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ราวระหว่าง พ.ศ. ๑๙๙๑ - ๒๐๗๖ ก่อนรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเจ้า เพราะหนังสือจินดามณีที่พระโหราธิบดีแต่งในรัชกาลนั้น ได้คัดเอาโคลงลิลิตพระลอในบทที่ ๓๐ไปใช้เป็นแบบโคลง ๔ สุภาพ ซึ่งตำราโคลงชั้นหลัง ๆได้อ้างโคลงบทนี้เป็นเยี่ยงอย่างตามกันมาจนถึงตำราฉันทลักษณ์สยามไวยากรณ์

                ส่วนผู้แต่งจะเป็นใคร? ในโคลงบทที่ ๔ แสดงว่าผู้อื่นแต่งถวายพระเจ้าแผ่นดิน มิใช่พระเจ้าแผ่นดินทรงแต่งเอง ในโคลงสุดท้ายบทที่ ๖๖๐ แสดงว่าพระราชบุตรทรงแต่ง และในบทที่ ๖๕๙ ว่าพระเจ้าแผ่นดินทรงแต่ง (แต่โคลงทั้งสองบทนี้เรียงไขว้ลำดับกันอยู่) รวมทั้ง ๓ แห่งมีเค้าว่า พระยุพราชได้แต่งถวายพระชนกนาถแล้วภายหลังเป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์ใดองค์หนึ่ง จะเป็นสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๓ (สมเด็จพระอินทราชาที่ ๒) หรือสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ หรือสมเด็จพระบรมราชามหาพุทธางกูรก็ได้ เพราะหนังสือบทกลอนที่แต่งครั้งกรุงศรีอยุธยา (ว่าตามตัวอย่างที่ยังมีอยุ่)นับแต่รัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถมา ชอบแต่งลิลิตกันเป็นพื้น มีลิลิตโองการแช่งน้ำพิพัฒสัตยา ลิลิตเรื่องยวนพ่ายและลิลิตเรื่องพระลอนี้สำนวนทันเวลากัน ทั้งไม่สู้ถือว่าคณะหรือเอกโทเป็นสำคัญเท่ากับคำ

            ความนี้กล่าวตามที่ท่านนำทางให้ในบันทึกสมาคมวรรณคดี ฉบับที่ ๕ ซึ่งเป็นแต่ทำความสันนิษฐานไว้พลาง ยังมิได้ลงมติเด็ดขาดประการไร

คุณลักษณะ

            ลิลิตเรื่องนี้มีรสไพเราะทั้งภาษิต โวหารพรรณนา สำนวน ร้อยกรองให้ซาบซึ้งในธรรมชาติ ความรัก ความโศก และความกล้าหาญ จึ่งมีนักปราชญ์ภายหลังนิยมถอดเค้าออกมาแต่งเป็นบทละครไว้ต่าง ๆ คือความเก่าที่สุดเป็นพระราชนิพนธ์ในกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพย์ในรัชกาลที่ ๓ เรียกว่า เรื่องพระลอนรลักษณ์ เจ้าพระยาเทวศรวงศ์วิวัฒน์แต่งขึ้นใหม่ในรัชกาลที่ ๕ ต่อมาในรัชกาลนั้นเอง พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ทรงนิพนธ์สำหรับเล่นละครส่วนพระองค์

              นอกจากบทลิลิตและบทละคร ยังมีพระลอคำกลอนอีกความหนึ่ง เป็นฉบับพิมพ์มีในห้องสมุดกระทรวงธรรมการ ไม่ปรากฏว่าพิมพ์ที่ไหนและใครแต่ง สรุปเป็นภาษิตสอนใจอันไพเราะน่าฟัง ลงท้ายว่า -

จบสุนทรกลอนจัดมัธุรส                     คือย้อยยศพระลอละออโฉม
ทั้งบุญหนักศักดิ์เยี่ยมเทียมพโยม         มีเมืองโน้มนับเสร็จร้อยเอ็ดเมือง
มาถูกมนตร์ดลเล่ห์เสน่ห์นุช                จนม้วยมุดมีชื่อลือกระเดื่อง
ด้วยมาแขกแรกชมอารมณ์เคือง           ให้ลืมเมืองลืมเมียจนเสียกาย
พี่เลี้ยงสี่ที่อยู่ช่วยสู้รบ                        นั้นดีลบโลกเลิศงามเฉิดฉาย
สมเป็นข้ารักเจ้าบ่าวรักนาย                 สู้ยอมตายตามสัตย์ปฏิญาณ
ช่างรู้คุณเจ้าข้าวแดงน้ำแกงเดือด         ทนเอาเลือดเนื้อสู้ศัตรูผลาญ
สนองคุณบุญบทบงกชมาลย์               ชื่อสะท้านโลกเลื่องกระเดื่องลือ
ขอชี้จำคำต่อในข้อนี้                           ควรเอาจี้จิตจับไว้นับถือ
เหมือนเดินมืดมีไฟไปกับมือ                 หนทางซื่อคดข้ามได้ตามใจ
อันที่จริงสิ่งมนุษย์สุดประสงค์              ความซื่อตรงประเสริฐภพสบสมัย
ดูก็หมิ่นชินปากไม่ยากใจ                      แต่ยังไม่เห็นมีสักกี่คน
แล้วมัดหัตถ์ตัดชิวหาว่ากันอื้อ              ฉันชอบซื่อสัตย์รักษาสถาผล
ทุจริตบิดเกเรเจ้าเล่ห์กล                       ไม่อยากปนเปื้อนเบียดทั้งเกลียดกลัว
แต่ข้อบทคดโกงยังโยงยืด                     ไม่สิ้นพืชพาลาน่านึกหัว
พันคนอื่นหมื่นคนคดมาปลดตัว            ยังไม่ชั่วชาติเท่าปากเราแช
ไม่อายไพร่อายผู้ดีอายขี้ข้า                    ไม่อายหน้าอายซื่อดื้อตอแหล
สัตว์เปลี่ยนขนคนเปลี่ยนลิ้นสิ้นอยากแล ฟังไม่แน่ดูช่างน่าระอาเอย

คำนำจากหนังสืออ่านกวีนิพนธ์ เรื่อง ลิลิตพระลอ


เปิดอ่านบทแรก

HOME