พญาพรหมโวหาร
ฅำจ่ม

           ...โทษมีสันใดเขามาทำเหลือขนาด หมายจักหื้อส้าลาบกินดิบ หวังจะบิดกินด้วยง่าย บ่ใช่น้ำเงินจ่ายเวียงสา ชาติโพซะบาก้นกิ่ว เต็มจักเดือดผิ่วก็บ่ใช่ว่ากลัว ยอมือใส่หัวเอาเจ้าเป็นพ่อเป็นแม่ ขอหื้อรู้แน่หันจริงบ่ใช่เชื้องูสิงและเหลิมอ้อ น้ำขาดฅอหากินปลา บ่ใช่เชื้อมัจฉากั้งก่อ คันเป็นต่อก็ต่อแม่ดำหลวง บ่ใช่เชื้อเผิ้งหลวงลวงกินเอาง่าย เต็มว่าจักหนีป่าย ก็บ่ใช่ว่ากลัวคำ ย้อนเขามาทำเหลือขนาด จักหื้อรู้ชาติฅนดี โทษบ่มีคุมเหน่นขนาบเต็กดิบ...

           นมสกาเร ปูเช อภิวาท สิบนิ้วนาด ประหนมสาน นมัสการพระภูวเดช
ตนทรงนามเนตร ในสัญญาบัตร อันพระมหากษัตริย์เจ้ากรุโณต
ชุบเลี้ยงโปรดมุทูตา หื้อเป็นเจ้าอภิไชยราชา รักษาอาณาเขต
ในโกศัยเทศ ขอบขันธสมิง ย้อนใจเจ้าหนิมหมั้นเที่ยง บ่ข้อนเหงี่ยงริษยา
แก่ฝูงประชาชนะราช บ่สลั้งพลั้งพลาดหลงใหล เหตุว่าท่านรักน้ำใจหลายหลืบ

จิ่งตั้งเจ้าไว้สืบ ราชกระกูล เพื่อบ่หื้อหายสูญต่ำยอบ เหตุว่าเจ้าประกอบด้วยปัญญา
รู้พิจารณาถ้วนถี่ เอาทัดที่บังควร คำสำนวนกวนเล่ห์ จุจอบเย่ห์บ่หลงใหล
บ่ปราไสรออกปาก คันเจ้าว่าแล้วหากควรฟัง เยื่องวาทํหลบหลอก
เหมือนจักผ่อออกด้วยดวงวิสัย เจ้าว่าสังไหน ก็บ่หลูดไหลคล้อยคลาด
เหมือนอย่างเจ้าวิทูรราชและเจ้าปัณฑิตตะ ถือสัจจะหมั้นเที่ยง บ่ข้อนเฟื่องเบี่ยงสมิงหา

ย่อมจำนำตั้งทศะราชธรรมสิบสิ่ง โลกกะวัตรยิ่งสิบประการ
ก็ย่อมตั้งอยู่ในสัณฐานเมืองอื่นพระองค์เจ้า ทุกฅ่ำเช้านิรันดร
บ่เฟือนคลอนบ้างผ่อย บ่ฟุ้งย่อยเพทา จาอุปมาเทียมแทก
เป็นดั่งหินศิลาอาสน์ แห่งท่านท้าวอินทา บ่ใช่วรรณนาว่าเปล่า มีแท้เล่าตามหัน
บ่ใช่จารำพันยอยกยื่น บ่ใช่ใคร่หื้อเจ้าชื่นปีติ บ่ใช่อุผิแปงเรื่อง จาตามเนื่องแนวสาย
ตามฅ่ายลายก้านกิ่ง มีทุกสิ่งจิ่งแปงทูล บ่ใช่ใคร่หื้อเจ้าตนทรงบุญชมชื่น
ใจต้องตื่นยินดี หากยังมีในใจเจตน์ มูลเหตุได้แต่อากร ด้วยพระภูธรใจใฝ่
ใคร่ได้พรปีใหม่จิ่งภงคี หื้อแปงวาทีถ้วนถี่ กับคำประหนีตที่ใจจง
องค์ประสงค์มากล่าว ไขข่าววาโท อดทำโธทุกข์ยาก แม่นทรงลำบากค่อยอดสา
มาพิจารณาแปงใหม่ แต้มไว้ใส่สมุดดำ กลอนกาพย์คำตั้งเรื่อง
ถวายเจื่องเจ้าสมศักดิ์ ขออย่าเอาไปซัดทุมฅว่าง มันหุมช่างสูญหาย

มีเงินฅำหลายหื้อท่านกู้ มีคำรู้อยู่ใบลาน ย่อมเป็นสถานปางเปล่า
คำฅนเถ้ามะเก่าเล่าไว้ ก็หากควรฟัง บ่ใช่ข้าเจ้าแปงคำวาทํนับว่า
เป็นคำปู่ย่าสืบสายมา เยื่องวาทาทังคู่ เมื่อเจ้าอยู่สบายใจ เชิญเจ้าหนิมใจคึดถี่
พระมหาเถรเจ้า ก็เมตตาสัตว์ทังหลาย ด้วยประการดั่งนี้ก็มีอยู่และ
เอก ทิวสํ ยังมีในวันนึ่ง มหาเถรเจ้าลุกมาเมื่อเช้า ช่ำระเนื้อตนแล้ว
ก็ถือเอาผ้าและบาตร เข้าไปในบ้าน เพื่อจักเอาเข้ามาจำไว้ที่ในองค์
ทรงจำไว้หื้อหมั้น หลอนรอดเมื่อพายลุน เที่ยงจักเป็นคุณเมื่อหล้า
บ่ใช่ม่อนข้ากล่าวจาสอน ยอประกรนบน้อม แม่นผิดแผกช้อมประการใด

ขออภัยโทษเชิญเจ้าโปรดกรุณาว่าพัณณาประการนึ่งเล่า ด้วยความโอ่เน่าจังไร
โทสะภัยหยุ้งหยาบ อันเขามาฅ่ำลาภทารกัมม์ ก็บ่ใช่กระทำสังผิดแผกกว้าง
ก็บ่ลักช้างขโมยฅวาย ก็บ่หย่องยวายขึ้นจ่อง ก็บ่ลับเลี้ยวหย่องเอาของ
ก็บ่ได้ปุนฟันฟักฆ่า หื้อม้วยหน้าลู่เงินฅำ ก็บ่มียายำเมาเบื่อ ก็บ่ได่ฆ่าช้างเลื่อยเอางา
ดวงอาชญาท่านห้ามขาด ข้าก็บ่ได้ประมาท เกินเหลือ บ้านใต้เหนือในนอก
ก็บ่ได้เข้าออกจูดเผา ลูกเมียเขางามหนุ่ม ก็บ่ได้ลักสุ่มพาหนี ออกจากธานีต่างประเทศ


เดิมเค้าเหตุหนิดเดียว ข้าเจ้าเทียวไปสู่ ขึ้นกินอยู่เรือนนางจัน เจ้านายก็หันซะลวด
ข้าก็บ่ไปชวดเวลา หันทังคณนาชาวบ้าน ก็บ่ได้ไปล่วงข้ามผิดยาม ฟืนไฟตามแจ้งส่อง
ปากต้านข่องใคร่หัว ทังท่านทังตัวนันเดือด พี่น้องบ่เหือดเสียเรือน ใจบ่เฟือนผิดแผก
เหตุคุ้นแกว่นเคยกัน จับหล้างวันนั้นเล่า คันกินฅาบเข้างายทอน ก็บ่ได้นอนแรมรั้งอยู่
ได้ขึ้นสู่ลงกิน

ยามเมื่อข้าเจ้าอยู่ในศีล เมืองนครและเชียงใหม่ จักไหว้เจ้ายศใหญ่บุญหนา
บ่ใช่มุสาลวงล่าย พี่น้องฝ่ายนางจัน ไปติดผันอยู่กับข้าเจ้า ได้ขวบเข้าปีปลาย
ยามเมื่อเขาทังหลายจักพลิกพ้อก ยกย้ายออกเคหา ข้าก็ปันวัตตราและเงินแถบ กับผ้าทุ้มแลบสีออน
ยามเมื่อข้าเจ้าเดินดอนไปเถิงเมืองแพร่ เขาก็รักเสมอเหมือนพ่อแม่ของเขา
ชักชวนเอาเมือบ้าน เมือเล่าต้านหื้อนางจัน รำพันปันบอกเหง้า ยามเมื่อข้าไต่เต้าไปอยู่เมืองพิงค์
ก็ไปแอบอิงพะเพิ่ง ได้ขวบเกิ่งปีปลาย สุขสบายบ่ทุกข์ยาก หลับลุกอยากหากิน
บ่ขัดขินสังสักสิ่ง ตัวเจ้ายิ่งมีคุณ หลอนวันลุนพลิกมาไฅว่ คันบ่พบใส่ตัวเรา

หื้อเอ้ยเอาใจใส่ เป็นของไขว่หุงแกง ค่อยจัดแจงรับสู่ หื้อเหมือนหมู่ตูยัง
วจนํเขาซ้ำสั่ง คันเจ้ายังบ่ฟั่งไปไหน ยั้งอยู่ในโกศัยเมืองแพร่ ก็หื้อไปแว่มากิน
จักไปกลัวไผยินไผรู้ บ่ใช่ว่ามาฟู่ชู้จาสาว มาตามแนวนาวและรักซื่อ มาคดและมาซื่อก็หากเข้าใจ แม่นไผสงสัยและฟ้องร้อง ตูข้าเป็นพี่น้องก็หากยังมี แต่เดิมทีเขาก็มีคำสั่ง ผู้ลุกผู้นั่งก็ได้ยินหลาย ข้าบ่หมายใจจอด ว่าจักรักดั้นสอดทางสงสาร เถิงเมินนานไปกินอยู่ หันทุกหมู่ชายญิง ก็บ่ได้ไปแอบอิงลี้ซ่อน ข้าน้อยม่อนแอ่วตามเคย ใจบ่เสยทางชู้ หากเข้าใจรู้ว่าเขาเป็นชาววัง บ่หล้างเป็นสังไปมาตามซื่อ บ่เข้าทางขื่อออกทางแป บ่ได้ผวนแปรเป็นใดเป็นอื่น

อันนึ่งก็เป็นฅนรักลื่นเคยกัน เขาเข้าใจหันทัดนี้ ก็บ่ได้ลับลี้ฟู่สองต่อสอง บ่คึดคอง(กรอง-ตรอง)ไปหลายช่อง หันแต่พ้องทางเดียว จึงได้เทียวไปสู่ ขึ้นกินอยู่ตามคำหนักเบาหน้อยใหญ่ เหมือนข้าเจ้าหากไถ่ปฏิบัติ

เชิญเจ้าจุ่งตรัสทรงทราบ นบน้อมกราบนมัสการ อยู่เหิงนานบ่ช้า
เถิงเดือน ๕ ฝ่ายทางแรม แซมพระจันทร์แรม ๗ ฅ่ำ วันพุธพร่ำกดหมาย ฅนหลวงหลายนายไพร่ จับยับข้าเจ้าใส่เหล็กจำ โส้หนาหนำบ้วงจอด มัดล้วงลอดผูกทังแอว ตัวฅิงแภวแรงอ่อน เชือกบ่ผ่อนซาววา โส้ฅอหนาว้องใหญ่ เอาเชือกช้างใส่เป็นสาย ซาววาปลายเหล็กฝรั่งเศสแปงขาย น้ำหนักหลายเถิงหาบ เขามาฅ่ำลาภทารกัมม์ สองตีนทำรูช่อง เชือกเหล็กหน่องหนักสึง
เท่าตำผึงตำผังนับใส่

โทษน้อยใหญ่บ่หันจริง นับเก็บคำพาวินเดินว่า เก็บคำแม่ญิงไปท่า เก็บคำแม่ย่าไปสวน ว่าข้าไปกระทำผวนผิดแผก ก็บ่พอล้นแบกเหลือหาม เท่าแปงฅวามฟ้องส่อ ก็บ่เอามาต่อติดตาม เท่าว่าข้าได้เทียวทางผิดข้ามเรือนม่อนห้ามที่บ่ควรไป ก็บ่ได้ไปเยาะใยเยาะหยอก เท่าว่าได้เทียวเข้าออกตามบัวราณ ย้อนคำปฏิญาณเขาตั้งขาด ก็บ่พอถ้านพลั้งพลาดเถิงกามะสุข พ้อยอุกขะหลุกยกโทษใหญ่ จับยับข้าเจ้าใส่ทัณฑะกัมม์
หมายจักหื้อวายวำมรณาต ชีวิตขาดวำไป หลอนบ่มีหนภายในเอาใจใส่ กับเจ้ายศใหญ่ราชวงศา ก็เที่ยงมรณาตายเมี้ยนชาติ ชีวิตขาดหัวตก ในวันเดือน ๖ ออก๕ ฅ่ำ วันนั้นพร่ำเป็นจริง
พ้อยบ่ฅะนิงใจดูถ้วนถี่

หลอนจักหื้อถูกที่บังควร คำทังมวลหน้อยใหญ่ ควรดีเอามาไล่พิจารณา เอาญิงชายมาทังคู่ แล้วถามต่อหน้าหมู่กลางหลาย แล้วจดหมายเอาคำปาก มันจักพลั้งพลาดหลงใหล มันจักซื่อใสฤาว่าบังลับไว้ ควรซักไซ้หื้อหันจริง คันชายญิงยังบ่รับ สบถบังคับยังกฎหมาย เจ้านายทังหลายก็ย่อมรู้ คันมีผู้รู้ว่าได้เถิงสำ เราก็ควรเอามาเบิก มันจักค้างเทิกฝ่ายทางไผ คันหมดใสสุดแล้วแต่จะโปรด คันมีโทษก็ควรทาระกัมม์ หันจักแม่นคดีธรรมและสุภาษิต หันว่าข้านี้กีดช้อมผิดญาติกา เป็นฅนฅะพามาสู่ ก็บ่ใช่ข้าหมู่ถือกุบ ลวดหยุบผิดหยุบถูก ตกล้วงผูกถือเวร หันว่าข้ามาน้อมเกณฑ์ตัวฝาก ดีแต่ปากใจขม เก็บมาสมหั้นหนี้ แจ้งเจตน์ชี้ว่าเหมือนตาหัน จาว่าจักขันต่อสู้ พ้อยดักขดฅู้บ่ไล่เลียงจัดเจียง ว่าสังว่าเต็มเสียงเพียงปาก เต็มข้าไพร่น้อยก็หากใจฅน บ่ใช่สัตว์หน้าขนกินหญ้า บ่ใช่ขี้ข้าหมู่ยางแดง ก็บ่ได้ไปฟันแทงจับยับ เอามาแท้ทับเวียงจันทร์ หล้างพอหันแก่กันสักหน้อย ปุนดีต่าค้อยหมองใจ หันว่าข้าเป็นดอกไม้บัวไหล ลุกกวงไกลมาสู่ ก็หวังเพิ่งจ้องและเงาฉัตร พ้อยมากำจัดหื้อม้วยมิ่ง ข้าก็บ่ได้วิ่งเข้าฅุบเงินฅำ ก็บ่ได้กระทำสังดังอี้

โทษเนื่องนี้ยังบ่หันจริง ฝ่ายชายญิงยังบ่ขันต่อสู้ บ่ทันหันหลิ่งหลู้ฝ่ายชายญิง คันมีจริงสมว่าอ้าง เต็มจักเอาเชือกช้างเตื่อมสามเครือ ก็ทึงบ่กลัวเหลือทำโทษ บ่ช่างกริ้วโกรธว่ากับไผ ไปอยู่ที่ไหนบ่รู้ ไผว่าหื้อตัวไปเหล้นชู้สู่นางนาฎสนม เต็มจักหื้อติดจมบ่ออก ทึงจักหื้อค้างฅอกอยู่สักปี ก็ตามที่จักใส่ ฅะแนมว่าไล่หื้อรู้ปันจัก คันยังหันหักกับผู้หันผู้รู้ ก็จักทรงข่ามสู้อยู่ตามกัมม์ ท้าวบุญขุนธรรมประทีด พ้อยจักม้างรีตปาเวณี บ่มีไผจักมาจัดไล่(ไล่เลียง) พ้อยจักมายกโทษใส่หื้อเป็นหนัก ยังบ่ปันจัก(ประจักษ์)ฅักแน่ ปุนดีผางร้ายแก่ฅนทังหลายเขาก็จักเล่า ผู้บ่ฟังก็บ่ฟังว่าจักกล่าว บ่สมดั่งว่าอย่านับถือ ชาติฅนลือสามแฅว่น ก็หากแม่นได้ตัวพรหม บ่ปรารมภ์ด้วยโส้และเชือก เท่านับกลิ้งเกลือกอยู่ตามกัมม์ เต็มว่าตีเหล็กจำจอดบ้อง ก็เหมือนแฅ่งข้องใบตอง เต็มว่าเชือกกองท่านง่าน พรหมก็บ่ภ่านตกใจ บ่ใช่ว่าฅนปุมใสท้องเปล่า ชาติงูเห่างูจองบ่ใช่จ่องหองข้าเจ้า ข้าขอขมาโทษปุนดีกริ้วโกรธในใจ โทษมีสันใดเขามาทำเหลือขนาด หมายจักหื้อส้าลาบกินดิบ
หวังจะบิดกินด้วยง่าย บ่ใช่น้ำเงินจ่ายเวียงสา ชาติโพซะบาก้นกิ่ว
เต็มจักเดือดผิ่วก็บ่ใช่ว่ากลัว ยอมือใส่หัวเอาเจ้าเป็นพ่อเป็นแม่ ขอหื้อรู้แน่หันจริง บ่ใช่เชื้องูสิงและเหลิมอ้อ น้ำขาดฅอหากินปลา
บ่ใช่เชื้อมัจฉากั้งก่อ คันเป็นต่อก็ต่อแม่ดำหลวง บ่ใช่เชื้อเผิ้งหลวงลวงกินเอาง่าย

เต็มว่าจักหนีป่าย ก็บ่ใช่ว่ากลัวคำ ย้อนเขามาทำเหลือขนาด จักหื้อรู้ชาติฅนดี โทษบ่มีคุมเหน่นขนาบเต็กดิบ ฅนจัดสิบรู้อยู่ บ่ใช่ถ้านบ่รู้กลิ่นอุสู บ่ได้กลิ่นหนูซ้ำเสียกับชอมทวยทอด คันคึดใจรอดจักหื้อได้กินแหนงใจ เปล่าคำคึดไผมาปุนดีเบื่อ เอาร้าเป็นเหยื่อตกเบ็ด ลวดบ่ฅ้างสักเกล็ดสักก้าง ของบ่หล้างควรหล้างลวดคึดบ่สมอ้าง จักฅว่างก็กลัวซุมทืน ลวดได้กลืนกินน้ำลายตัวเก่า ได้จะลว้ามเปล่าเหมือนหมาคั้นเต่าตีนกุด เรือหลุดไหลลงหาด ท้ายบ่ฟาดก็หัวจักตำ คันลงสลำบ่หักก็แตก คันลงคะแดกก็เที่ยงล่องสุดลำ เสียเงินเสียฅำริได้หาได้ ของอยู่ใต้ยังลุ่มวิสัย เสียน้ำใจจะหาไหนมาม่อ การท่านบ่คึดผ่อบ่ต่อหื้อเป็นขัว จักไหว้เจ้าเหนือหัวหื้อแจ้ง

ปืนบ่เต็มแหล้งก็บ่ล่าเดินดง เงินบ่เต็มถงก็บ่เดินค้าสอด ทางจักบ่ออกเจ้าอย่าไปวิตก คันบ่คึดเต็มอกก็บ่ออกปาก บ่พอคึดยากโส้และเหล็กกวน จักเอาหื้อเป็นขะจวน เจ้าจุ่งถ้าฟังข่าว มาติเสียล้มท่าวที่เปอะเขียม ค่อยเสงี่ยมเจียมตัวแต่ก่อน ก็บ่ห่อนเสียที่ไหนข้าเจ้าทึงบ่อยู่ จักหื้อสมคำคึดหมู่เขาทำแค้นยาก จักอดทนลำบากไปแถมเดือนนึ่งเดือนปลาย หลอนว่าเจ้านายทังหลายโปรดผายเอาไว้ได้ จักหื้อติดขำค้างไว้ต่อตาหัน ตามที่มันแค้นค่ายเป็นที่หน่ายสะปะถะ บ่เคยปะชะปะชั่ว ตูบห่างรั่วเขะขะ ฝนตกสะเปียะเปียก บ่มีเฝียดครัวนอน กินแลงทอนปุนท้นราก เหม็นน้ำสาบทุกอัน ทวารก็นับชื่อว่าเป็นฅุ้ม ป่าหญ้าลำพุงในนอก เอาอุจาระออกถมถอง สองฝ่ายคองกองก่อ บ่ปุนดีผ่อดีเทียว แมลงวันเขียวตอมโอ่ ตามลุ่มโข่ริมศาลา

บ่อาจจักทรนาอดอยู่ได้ ม่อนน้อมไหว้เจ้าเหนือหัว จักเอาตัวลาไปก่อน จักค่อยผ่อนหาฅวามสุข ทรงทุกข์มานานซะล่ำ สามเดือนพร่ำดาพอ
เสียดายนอเมืองแพร่เจ้า หวังกุ้มเถ้าอยู่หลายปี
กัมม์หากคล้อยคลาด ทังพระพุทธบาทเจ้าและศาสนา
ทังครูบาตนเถ้าหนุ่ม ท่านทรงศีลชุ่มบัวริสุทธิ์ ท่านปุดชีวิตผายโปรด ขอขมาโทษชุตนชุตน กระทำผลเผื่อผายมาไฅว่ หันว่าเป็นผู้ใหญ่ก็มาทำข่มเหง หมายจักเอาหน้าบุญเตงขนาบ บ่ตามสุภาพธรรมดา

ชุมาวันนี้เล่า ตายแล้วเน่าเหม็นสาง ชีวิตวางถ่ายฝาก
ทรงทุกข์ยากยินกระสัน เชิญเจ้าร่ำเพิงหันสักผู้
เชิญเจ้ายู้ออกจากมหาอเวจี สันใดดีจะถูกแม่น เชิญเจ้าลุกแล่นเปิกษา พอเมตตากรุโณต(ขุนโนด)
ตัดใจโปรดเอาบุญ ชาตาสูญตกต่ำ จาเปรียบพร่ำสุโน
ตัวแก่โซฟันเว่า จักหวนเห่าหิวเสียง มีสำเนียงเสียงบ่ออก
ตัวเรื้อนซอกผับหลัง ตะโจหนังหดหู่ นอนขดฅู้อยู่กลางฝอย
มีตานอนคอยปากเปล่า เสียงหอนเห่าอยู่ในฅอ
ขดนอนงอด้างขาบ จักคั้นคาบไผก็บ่กลัว เขี้ยวฟันตัวหลุดหล่อน
เสียงซ้ำผ่อนหลัวะตก จะวิ่งหกปาวเปิบ ขี้เรื้อนเอิบเต็มตัว
ไผบ่กลัวข้ามเหยียบ จาเทียมเปรียบตัวพรหม หิวแรงลมนอนโทษ


ขอองค์เจ้าโปรดปรานี สันใดจักดีบ่ว้าง ขออย่าหื้อค้างอยู่นานเหิง
ขอเจ้าร่ำเพิงเถิงจอด บ่คึดรอดปาเวณี บัวราณมีว่าไว้ ไม้ท่าวใต้นอนดิน แม่นจักตัดสินตัดบั่น ฟันฟักฟั่นแปงหลัว ไผบ่กลัวข้ามย่ำ ฅนตกต่ำท่าวนอนหงาย บ่ควรดีข้ามเหยียบ จาเทียมเปรียบพูดอย หักแนวรอยที่กีดค้อม ป่าไม้ล้อมหลืบพูเขา กิ่วฅนเราไผย่อมรู้ ขอเจ้าอย่ายู้เปิกเปอะถม ข้าเจ้าตกจมเชิญเจ้าชูช่วย ข้าเจ้าเจ็บป่วยขอจ่ายเยายา มาพิจารณาดูตามถอง-ตรอง ดองผักดองหน่อผู้จักคึดผ่อเหยี้ยมปรานี ก็จักมีเล็กน้อย ผู้ใคร่หื้อตกต่ำคล้อยส่วนแฅวนหลาย ผู้ใคร่หื้อตายซ้ำแฅวนยิ่งโยชน์ หล้างพร่องโปรดตัดลง ก็บ่มีผู้ปลงตัดขาด เหมือนดั่งพยาธิ์ชมยา หลอนโรคามีแถมถี่ จักหาหมอที่ไหนทัน ทุกฅืนวันเช้าฅ่ำ เหมือนดักต่ำไว้เหนือหัว ย้อนว่าตัวบ่มีผู้อุ้ม เหมือนปลาถูกตุ้มดักไซ ร่ำเพิงไปหลายที่ นึ่งคึดถี่ก็ปุนดีกลัว เพื่อนจักโกนหัวหื้อนกคุ้น เพื่อนจักจุตัวอุ้นก็บ่รู้จักไหน คันเหลือวิสัยเจ้าเป็นเจ้า หากยังบ่ออกเข้าเหลือแรง ไผก็บ่แยงหันจิ่ม เชิญเจ้านิ่งจุกเสีย ไหมหลงเปียตกใส่น้ำ มันแล่งซ้ำพาผวน(ปรวน)หยุ้งใหญ่ ใจเจ้าใจไพร่ก็ย่อมห้อยที่เดียวกัน
การเพื่อนบ่หันด้วยกับข้าเจ้า เพื่อนบ่เข้าใจกับ เชิญเจ้านอนหลับอยู่ถ้าฟังข่าว จักหื้อเหมือนว่าวเมื่อยามลม วิชาพรหมเคยแสร้งเชื่อ ได้ทุกเมื่อทันใจ จักไปสงสัยว่ากลัวบ่ออก

ไหว้เจ้าบอกตามมี แต่เดิมทีก็บ่หนีกว่า หวังว่าท่านจักโปรดปรานี
เอาออกด้วยดีด้วยง่าย จิ่งบ่เต้นป่ายหนีหาย หมายตัดใจตายเป็นข้าเจ้า ต่อเท้าเถ้าช่วยถ้าเอาการ ไปอยู่สัณฐานเมืองอื่น เต็มร้อยรื่นพลันเคย ใจบ่เสยติดข้อง บ่เคยอยู่ห้องโกศัย หมายบ่ไปไหนต่อเท้าเถ้า หมายจักเอาเมืองแพร่เจ้าเป็นโลงผี ก็บ่มีไผช่วยปรานีคึดออก หื้อพ้นจากฅอกวังใน จักรอฟังไปแถมสักเล็กสักหน้อย หลอนตัดทิ้งจ้อย เหมือนก่อนออนหลังข้าเจ้าทึงบ่อยู่ ขอสั่งทังพ่อเจ้าและแม่นาย คุณท่านหลายมีมาก คันเถิงเมื่ออดกลั้นอาหาร ไปขอรับทานบ่เหือด บ่จ่มฟ้องเดือดขัดใจ ของกินใดน้อยมาก เซาะไซ้ฝากทำมาทุกเยื่อง อันเป็นเครื่องของกิน บ่ขัดขินจ่มฟ้อง เจ้าพี่น้องชุในโรง คุณนั้นโยงต่างเกล้า จักขอไต่เต้าพรากลาหนี ก็บ่มีสังจักปรานีส้ายตอบ

สิบนิ้วนอบไหว้สา ม่อนวันทาน้อมเกศ ตั้งใจเจตน์เอาบุญ มีคำทูลฝากไว้บอก จักยกย้ายออกเสียเมือง ดั่งเจ้าศรีวิชัยเรืองยศยิ่ง ท่านได้ลุกแล่นจิ่งได้อุปถัมภ์ หมายบ่หื้อติดขำฅ้างฅอก หมายจักง้างออกหื้อสบายใจ หมายบ่หื้อไปไหนต่างแฅว่น หมายจักหื้อลุกแล่นราชการ หื้ออยู่สถานเมืองแพร่ ลวดบ่สมแก่คำนึกแก่หัวใจ จิ่งพาหื้อหวิดการเจ้า เทียวออกเข้าหลายที คุณท่านมีหลายมาก ข้าเจ้าหากสาธุการ ตกทุกข์ผลาญบ่ทอด เป็นเจ้าตนยอดบุญ ข้าพิทูลน้อมกราบ ก็บ่รู้ลาภดั่งหัวใจ จักไปเยียะสันใดการท่านบ่โปรด เต็มว่าจักกริ้วโกรธก็หนูเคียดหื้อกองหลัว มือทูลหัวนบน้อมไหว้ เต็มว่าเจ้าคึดออกบ่ได้ก็หากมีคุณ ยอพิทูลน้อมสั่ง

เชิญเจ้าอย่าไปฟั่งตกใจ จักไปสงสัยว่ากลัวบ่พ้น คันว่าข้าเจ้าหนีออกจากธานี ก็จักหื้ออยู่สวัสดีทุกฅ่ำเช้า หื้อติดตามจากนามะศักดิ์เจ้า หื้อเป็นที่รักแก่เวลา ในมนุสสาก็หื้อมีสีเนหา หื้อเจ้ามีทีฆาเที่ยงเท้า ร้อยขวบเข้าปลายซาววัสสา ฝูงโรคาเก้าสิบหกโกฐาก จุ่งหื้อคล้อยคลาดจากกาเย หื้อสมคำฅะเนเจ้าทุกสิ่ง หื้อมีมิตรมิ่งแก้วและสหาย หื้อมีช้างม้างัวฅวายหลายมวลมาก ก็อย่าหื้อกินหญ้าพรากไกลกัน หื้อทวยกันมวลหมู่ พร้อมสะสู่เต็มถุน หื้อเจ้ามั่งมูลชุวันชุมื้อ หื้อเจ้ามีเงินล้านตื้อและฅำแสน หื้อเจ้ามีเล้มแก้วแหวนและเสื้อผ้าอย่าถ่อยช้าและบกบาง เข้าเปลือกวางใส่เล้า ก็จุ่งหื้อเที่ยงเท้าเต็มถุน จุ่งหื้อมีขุนนางและขุนใช้ ทังไพร่ฝ้าและปัจจาจุ่งสนุกใจหูตาทุกสิ่ง ใจหลิ่งน้อมวาทา แม่นเจ้าจะเยียะนาและไร่ เยียะเข้าเชื้อใส่หลายบุง จุ่งกอสูงและงวงใหญ่มาก จุ่งหื้อได้ร้อยมากมามือ หื้อเจ้าอยู่ในหอห้อง ทังพี่น้องหน่อพิงเพา ทังลูกหลานเลาใหญ่แหน้ว ทังเจ้าหน่อแก้วและบัวระกต อย่าหื้อขดฟุ้งเฟื่อง หื้อเหมือนเนื่องพรถวาย สุขสบายต่อเท้าเถ้า ม่อนขอสั่งเจ้าลาไปก่อนแหละ ฯ

อกพุทโธธัมโม พรหมมอยดำพ่อร้าง
หลัวะโซ่เชือกช้าง กองไว้ที่นอนห่าง ฯ

บน ค่าวสี่บท HOME

         
             ฅ่าวพรปีใหม่ หรือ คำจ่ม อันมีฅวามหมายถึงการบ่นพรรณนาฅวามคับแค้นใจนี้ พญาพรหมฯหรือหนานพรหมินทร์แต่งขึ้นในคอกเมืองแพร่ สาเหตุที่ต้องถูกคุมขัง ย้อนเจ้าผู้ครองนครแพร่ทรงพิโรธที่ไปติดพันกับนางสนมของพระองค์ มีกำหนดจะประหารชีวิตในวันเสาร์ เดือน ๔ แรม ๕ ค่ำ แต่เจ้าราชวงษาทูลขอระงับไว้ก่อนค่อยประหารหลังวันปีใหม่หรีอสงกรานต์ เพราะต้องการหื้อหนานพรหมินทร์แต่งพรปีใหม่ถวายเสียก่อน
           พระบุญยงน้องชายเมื่อรู้ข่าว จึงฟั่งเทียวทางมาเมืองแพร่เอาคาถาสะเดาะโส้ตรวนมาหื้อ หนานพรหมินทร์จิ่งสามารถหลบหนีจากการคุมขังไปได้ พร้อมทั้งเขียนคำจ่มติดฝาคอกไว้
ลงท้ายด้วยโคลงว่า

อกพุทโธธัมโม พรหม มอยดำพ่อร้าง
หลัวะโซ่เชือกช้าง กองไว้ที่นอนห่าง ฯ

ข้อมูลจากคำนำ"ฅ่าวสี่บท"
โดย พระมหานรินทร์ นรินโท
เจ้าอาวาสวัดไทยลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา

http://www.panya.org