อารัมภกถา
ผู้อ่านที่คาดหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเกษตรเท่านั้น
คงจะรู้สึกประหลาดใจที่พบว่าหนังสือเล่มนี้ยังมีเนื้อหาที่เกี่ยวกับอาหารสุขภาพ คุณค่าทางวัฒนธรรม
ตลอดจนข้อจำกัดของความรู้ของมนุษย์อีกด้วย ส่วนท่านที่อ่านเพราะได้รับคำบอกเล่าว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับปรัชญา
ก็คงจะรู้สึกประหลาดใจที่พบว่า หนังสือเล่มนี้เต็มไปด้วยความรู้ทางภาคปฏิบัติเกี่ยวกับการปลูกข้าว
ธัญพืชฤดูหนาว ส้ม และพืชผักสวนครัวในไร่นาของญี่ปุ่น
นี้เป็นความคาดหวังโดยปกติวิสัย เพราะว่าเราคุ้นเคยที่จะคาดหวังบุคคลในลักษณะของผู้เชี่ยวชาญ
และหนังสือที่มีเนื้อหาเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่งดังที่เราต้องการ จากหนังสือ ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว
หนังสือเล่มนี้มีคุณค่าต่อเราเพราะมันเป็นทั้งคู่มือการปฏิบัติและมีเนื้อหาทางปรัชญาในขณะเดียวกัน
เป็นหนังสือเกี่ยวกับการเกษตรที่จำเป็นและให้แรงบันดาลใจ ด้วยเหตุที่ว่ามันมิใช่เพียงเรื่องราวที่เกี่ยวกับการเกษตรเท่านั้น
ผู้อ่านที่มีความรู้ย่อมจะตระหนักได้ว่า
เทคนิควิธีการของฟูกูโอกะไม่อาจนำมาใช้ได้โดยตรงกับไร่นาส่วนใหญ่ในประเทศสหรัฐอเมริกา
แต่ก็ไม่ถูกต้องหากสรุปว่าความรู้ภาคปฏิบัติในหนังสือนี้เป็นสิ่งที่ไม่มีคุณค่าสำหรับเราเพียงเพราะเหตุผลดังกล่าว
สิ่งเหล่านี้ควรค่าแก่การใส่ใจ ด้วยเหตุที่ว่ามันได้เสนอตัวอย่างอันวิเศษว่ามีอะไรที่เราสามารถทำได้บ้าง
เมื่อผืนดิน สภาพอากาศและพืชพันธ์ได้รับการพินิจพิจารณาด้วยความสนอกสนใจ ด้วยสายตาแห่งความเข้าใจ
และด้วยการเกี่ยวข้องอย่างถูกต้องเหมาะสม หนังสือเล่มนี้มีคุณค่าเพราะได้ให้คำแนะนำที่น่าใคร่ครวญ
และเสริมสร้างแรงบันดาลใจแก่เรา เกษตรกรคนใดก็ตามหากได้อ่านหนังสือเล่มนี้ย่อมจะพบว่า
ความคิดของเขาถูกโน้มนำครั้งแล้วครั้งเล่าจากหน้าหนังสือสู่ไร่นาของตน และจากจุดนั้น
จะก่อให้เกิดจุดเชื่อมต่อกับระบบทั้งหมดของการเกษตรกรรมในอเมริกา
ฟูกูโอกะก็เช่นเดียวกับอีกหลาย ๆ คนในประเทศนี้ ที่มีความเข้าใจล้ำหน้ากว่าคนส่วนใหญ่ที่แลเห็นว่า
เราไม่สามารถแยกด้านใดด้านหนึ่งของชีวิตออกจากด้านอื่น ๆ เมื่อเราเปลี่ยนแปลงวิถีการเพาะปลูกธัญญาหารของเรา
เท่ากับเราเปลี่ยนแปลงลักษณะอาหาร เปลี่ยนแปลงลักษณะสังคม และเปลี่ยนแปลงค่านิยมของเราไปด้วย
ดังนั้นหนังสือเล่มนี้จึงเป็นหนังสือที่ให้ความใส่ใจต่อเรื่องราวความสัมพันธ์ ต่อสิ่งที่เป็นเหตุเป็นผล
และต่อความรับผิดชอบในสิ่งที่แต่ละคนรู้
สำหรับผู้ที่คุ้นเคยกับงานเขียนทางด้านเกษตรกรรมอินทรีย์ (Organic Farming) คงจะแลเห็นความคล้ายคลึงระหว่างงานของฟูกูโอกะกับงานของเซอร์อัลเบิร์ต
โฮวาร์ด ซึ่งเป็นผู้วางรากฐานศาสตร์แห่งเกษตรอินทรีย์ในโลกตะวันตก เช่นเดียวกับโฮวาร์ด
ฟูกูโอกะก็เริ่มต้นด้วยการเป็นนักวิทยาศาสตร์ในห้องทดลอง และเริ่มมองเห็นข้อจำกัดของห้องทดลองในเวลาต่อมา
โฮวาร์ดได้นำงานของเขาออกจากห้องทดลองมาสู่ไร่นา และเมื่อเขาได้ตระหนักว่าความรับผิดชอบทำให้เขาต้องเริ่มต้นทำตามความเห็นของเขาก่อนที่จะนำเสนอสิ่งนี้ต่อผู้อื่น
นี้ทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไป ฟูกูโอกะก็ทำในสิ่งเดียวกัน "ในท้ายที่สุดผมได้ตัดสินใจที่จะทำให้ความคิดของผมปรากฏเป็นรูปร่างขึ้น
โดยการนำมันมาสู่การปฏิบัติ เพื่อที่จะตัดสินว่าความเข้าใจของผมถูกหรือผิด ผมตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตด้วยการทำการเกษตร.....และนี่คือวิถีทางที่ผมเลือกเดิน"
เขายังกล่าวอีกว่า "แทนที่จะพูดอธิบายเป็นร้อย ๆ ครั้ง สู้ลงมือทำตามความเชื่อจะมิเป็นวิธีที่ดีกว่าหรือ"
เมื่อผู้เชี่ยวชาญตัดสินใจที่จะทำตามความเชื่อของตัวเองและเริ่มทำในสิ่งที่เขาพูด
เขาได้ทำลายกำแพงแห่งความเป็นผู้เชี่ยวชาญของเขาลง เรายอมรับฟังเขาอย่างที่เราไม่เคยทำมาก่อน
นั่นเพราะว่าเขาพูดด้วยหลักฐานซึ่งไม่ใช่จากความรู้เพียงอย่างเดียว เป็นหลักฐานที่ได้จากความรู้และประสบการณ์ร่วมกัน
เมื่อฟูกูโอกะพูดถึงเกษตรกรรมแบบ
"ไม่กระทำ" (do-nothing) ชาวตะวันตกอาจระลึกได้ถึงข้อความในเซนต์ แมทธิว ๖:๒๖: ที่ว่า
"จงดูนกที่บินอยู่บนฟ้าสิ มันไม่ต้องหว่าน ทั้งไม่ต้องเก็บเกี่ยว หรือเก็บสะะสมไว้ในยุ้งฉางแต่กระนั้นพระบิดาบนสวรรค์ก็ประทานอาหารให้มันจนเพียงพอ"
ข้าพเจ้ายกตัวอย่างทั้งสองนี้เพื่อจะเตือนให้เราระลึกถึงสถานะอันเหมาะสมของเราในบรรดาสิ่งทั้งหลาย
เรามิใช่เป็นผู้สร้างโลกหรือตัวเราเอง เรามีชีวิตอยู่ด้วยการใช้ชีวิต หาใช่สร้างชีวิตไม่
แต่แน่นอนล่ะ เกษตรกรไม่อาจทำการเกษตรโดยไม่ทำงาน เช่นเดียวกับนกที่ไม่อาจมีอาหารโดยไม่ออกหากิน
นี่เป็นข้อเท็จจริงที่ฟูกูโอกะยอมรับอย่างมีอารมณ์ขันว่า "ผมประกาศสนับสนุนเกษตรกรรมแบบ
"ไม่กระทำ" และมีคนจำนวนมากมาที่นี่โดยคิดว่าเขาจะได้พบกับดินแดนในฝัน (Utopia) ที่ซึ่งเขาสามารถมีชีวิตอยู่โดยไม่ต้องทำอะไรแม้แต่เพียงการลุกขึ้นจากเตียง
คนเหล่านี้ต้องพบกับความประหลาดใจอย่างยิ่ง" ประเด็นโต้แย้งในที่นี้ไม่ใช่การคัดค้านการทำงาน
แต่เป็นการคัดค้านงานที่ไม่จำเป็น บางครั้งคนเราทำงานเกินจำเป็นเพื่อให้ได้สิ่งที่เขาปรารถนา
และบางสิ่งที่เขาปรารถนาก็เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นสำหรับเขา และ "การไม่กระทำ" นี้ยังเป็นปฏิกิริยาของสามัญสำนึกที่ตอบโต้อำนาจของผู้เชี่ยวชาญ
ปฏิกิริยานี้ก็คือ "ลองไม่ทำสิ่งนี้ดูสิ ลองไม่ทำสิ่งนั้นดูสิ" นั่นคือวิธีคิดของผม
นี่เป็นอาการต่อต้านของเด็ก และคนแก่บางคนที่มีความไม่ไว้วางใจต่อ "ความสมัยใหม่ที่ซับซ้อน"
ที่มุ่งรุดไปข้างหน้าโดยปราศจากการตั้งคำถามว่า "เพื่ออะไร"
ฟูกูโอกะเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่สงสัยในวิทยาศาสตร์หรือดังที่มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นวิทยาศาสตร์
นี่มิได้หมายความว่าเขาเป็นพวกไม่ปฏิบัติจริงหรือดูถูกในความรู้ แต่ทว่า ความลังเลสงสัยของเขาเกิดจากการปฏิบัติจริง
และจากสิ่งที่เขารู้ ฟูกูโอกะก็เป็นเช่นเดียวกับ เซอร์ อัลเบิร์ต โฮวาร์ดที่กล่าวตำหนิความรู้ที่เป็นส่วน
ๆ ของบรรดาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางทั้งหลาย เช่นเดียวกับโฮวาร์ด เขาต้องการที่จะสืบค้นเรื่องราวที่เขาเกี่ยวข้องอยูในลักษณะที่เป็นองค์รวมของสิ่งนั้น
(Wholeness) และเขาไม่ลืมว่าความเป็นองค์รวมนั้นรวมถึงสิ่งที่เขารู้ และสิ่งที่เขาไม่รู้อยู่ด้วย
สิ่งที่เขาหวาดเกรงเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ประยุกต์สมัยใหม่ก็คือ ความรู้สึกดูถูกในสิ่งที่เป็นรหัสยนัย
ความสมัครใจที่จะลดส่วนของชีวิตมาสู่สิ่งที่สามารถรู้ได้และมีสมมติฐานว่าสิ่งที่ไม่รู้สามารถละเลยได้โดยไมมีผลเสียแต่อย่างไร
เขากล่าวว่า "ธรรมชาติที่ถูกรับรู้โดยอาศัยความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นธรรมชาติที่ได้ถูกทำลายไปแล้ว
เปรียบเหมือนภูตผีที่มีแต่โครงกระดูก แต่ปราศจากวิญญาณ" ข้อความดังกล่าวช่างคล้ายคลึงกับน้ำเสียงที่แสดงความไม่วางใจในแบบฉบับแห่งวัฒนธรรมของเรา
ซึ่งเขียนขึ้นโดยเวิร์ดสเวิธ :
ความฉลาดอันอยู่ไม่สุขของเรา
ได้ทำลายรูปทรงแห่งความงามของสรรพสิ่ง
เรากระทำฆาตกรรมด้วยการผ่าทุกสิ่งออกศึกษา
วิธีการของฟูกูโอกะเป็นวิทยาศาสตร์ที่เริ่มต้นและสิ้นสุดลงด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน
ด้วยความตระหนักรู้ว่า สิ่งที่มนุษย์เข้าใจได้ ย่อมมีน้อยกว่าสิ่งที่มีอยู่จริง ดูเหมือนสิ่งที่เขาต้องการจะกล่าวก็คือ
หาใช่ความรู้ไม่ แต่เป็นความรื่นรมย์ต่างหากที่ให้ความรู้สัมผัสกับความเป็นหนึ่งของสรรพสิ่ง
ซึ่งจะปรากฏขึ้นก็แต่ในขณะแห่งการไม่ยึดมั่นเท่านั้น เราสามารถพบข้อความที่ยืนยันความจริงข้อนี้ได้ในพระคัมภีร์
และในบทกวีของ วิลเลียม เบลก :
ผู้ซึ่งติดยึดอยู่กับความรื่นรมย์
ได้ทำลายปีกแห่งชีวิต
แต่ผู้ซึ่งจุมพิตความรื่นรมย์ขณะที่มันบินจากไป
จะมีชีวิตสถิตในนิรันดรภาพแห่งแสงอรุณ
ความงดงามเช่นนี้แหละคือต้นธารแห่งปรีชาญาณ (insight) ในทางเกษตรกรรมของฟูกูโอกะ
"เมื่อใดก็ตามที่บุคคลประจักษ์แก่ใจในความจริงที่ว่า ความรื่นรมย์และความสุขจะมลายหายไปเมื่อพยายามจะครอบครองมันไว้
เมื่อนั้นสาระของเกษตรกรรมธรรมชาติก็จะเป็นที่เข้าใจได้"
และเกษตรกรรม "ธรรมชาติ" ซึ่งมีความอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นต้นกำเนิดและเป็นจุดสิ้นสุดนี้เอง
ที่มีความเป็นมนุษย์และความเมตตากรุณาในทุกหนทุกแห่ง มนุษย์จะทำงานได้ดีที่สุดเมื่อเขาทำเพื่อความดีงามของมนุษย์ไม่ใช่เพื่อ
"ผลผลิตที่สูงขึ้น" หรือเพื่อ "เพิ่มประสิทธิภาพ" ซึ่งเป็นเป้าหมายในการดำเนินงานของเกษตรกรรมแบบอุตสาหกรรม
ฟูกูโอกะกล่าวว่า "เป้าหมายสูงสุดของเกษตรกรรมไม่ใช่การเพาะปลูกพืชผล แต่คือการบ่มเพาะความสมบูรณ์แห่งความเป็นมนุษย์"
เขาได้กล่าวถึงเกษตรกรรมในฐานะที่เป็นมรรควิถีว่า "การอยู่ที่นี่ ดูแลทุ่งนาเล็ก
ๆ ด้วยความรู้สึกที่เป็นอิสระในแต่ละวันทุก ๆ วัน นี้คือวิถีดั้งเดิมของเกษตรกรรม"
งานเกษตรกรรมซึ่งมีความสมบูรณ์เป็นหนึ่งเดียวจะหล่อเลี้ยงบุคคลทั้งร่างกายและวิญญาณ
เรามิได้มีชีวิตอยู่ด้วยอาหารเพียงอย่างเดียว
เวนเดล แบร์รี่