หยุดโลก : บทเรียนจากดอนฮวน

THE JOUNEY TO IXTLAN :
LESSONS OF DON JUAN

ผู้แต่ง :Carlos Castaneda ๑๙๗๑
ผู้แปล : พยับแดด ๒๕๒๖



CARLOS CASTANEDA


              เกือบยี่สิบปีมาแล้ว เพื่อนที่เคยติดต่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันนานหลายปี ได้ยุติความสัมพันธ์กับผมไปอย่างฉับพลันโดยไม่ทราบสาเหตุ

              เมื่อคิดทบทวนไตร่ตรองในภายหลัง เหตุผลอาจเป็นเพราะเธอคงมาถึงจุดของความเบื่อหน่ายเต็มที ที่ผมเวียนวนอยู่แต่ใน 'โลกของความคิด' ที่ซ้ำซากไม่เปลี่ยนแปลง คิดว่าตัวเองรู้อะไรต่ออะไรมากมาย เฝ้าแต่ประดิษฐ์ประดอยถ้อยคำหรู ๆ สาไถยโอ้อวดอัตตา และคอยหลบเลี่ยง
ความรับผิดชอบ โดยไม่ยอมลงมือกระทำสิ่งใดจริงจังลงไป

            ก่อนจะจบสิ้นความสัมพันธ์อันมีมายาวนานนั้น เธอส่งหนังสือเล่มหนึ่งให้ผมเป็นอนุสรณ์ชิ้นสุดท้ายและบอกเพียงว่าเอาไว้อ่านสนุก ๆ ซึ่งผมต้องใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่าที่จะตระหนักว่า เธอได้ 'แนะท่า' ในการ 'หยุดโลก' ให้ผมแล้ว และการที่ผมจะเข้าถึงมันได้ผมจำต้องเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ก้าวเข้ามาอยู่ใน 'โลกของการกระทำ' เสียก่อน

              มีบางสิ่งที่จิตใจอันซึมเซาไม่อาจมองเห็นหรือเข้าใจได้ผ่านความรู้จากการจดจำหรือการนึกคิดไตร่ตรองด้วยตรรกะ ก่อนหน้านั้นผมมักรู้สึกขุ่นเคืองท่านอาจารย์กัมมัฏฐานที่ตอกย้ำผมครั้งแล้วครั้งเล่า " 'จิต' ของคุณมัน 'โง่' มันถึงไม่ยอมเห็นอะไรเลย ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร เล่าเรียนเขียนอ่านมามากน้อยแค่ไหน นั่นไม่สำคัญ มันเป็นเพียงความรู้ของโลกภายนอกที่จำมาเท่านั้น แต่จิตของคุณมันยัง 'โง่' อยู่นั่นเอง " ตอนนั้นผมไม่สามารถเข้าใจว่าสิ่งที่ท่านอาจารย์พูดมันหมายถึงอะไร ผมจึงได้แต่รู้สึกขุ่นข้องเก็บกดเอาไว้ในใจเรื่อยมา

            แน่นอน หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่ Best Seller ที่จริงมันอยู่ในหมวดหนังสือประเภท'ขายไม่ออก' ด้วยซ้ำ เพราะครั้งหลังเมื่อพบในร้านขายหนังสือเก่า ผมเจอมันซ้อนอยู่กับพื้นตั้งใหญ่ ผมซื้อเก็บเอาไว้หลายเล่ม คิดว่าวันหนึ่งอาจจะได้แบ่งปันให้เพื่อนคนอื่น ๆ เช่นเดียวกับที่ผมเคยได้รับจากเพื่อนผู้เป็นเสมือนครูคนหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้คาดหวังให้ใครจะเข้าใจ เข้าถึง หรือสนุก กับมันแค่ไหน เพราะเนื้อหาของมันเป็นเรื่องของการลงมือกระทำ ที่ต้อง "ประจักษ์" ด้วยตัวเอง แต่สำหรับผู้ที่เคยผ่านวิถีแห่งการแสวงหามาบ้างสักครั้งในชีวิต ผมคิดว่าหนังสือเล่มนี้มีพลังที่คมชัดที่จะเปิดประตูการรับรู้อย่างใหม่ขึ้นมาได้หากจิตของเราเปิดกว้างพอ

            บางส่วนในคำนำของหนังสือของ คาสตาเนด้า ในภาคภาษาไทยเล่มถัดมาชื่อว่า "วิถีแห่งพลัง" แปลโดย ภัควดี วีระภาสพงษ์ พาดพิงถึงหนังสือ "หยุดโลก" เอาไว้ว่า

                 "......งานเขียนของคาสตาเนด้า ๒ เล่มแรก ซึ่งเป็นวิทยานิพนธ์ที่เขาทำส่งให้มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียจนได้รับปริญญาเอกในสาขามานุษยวิทยานั้น เน้นความสำคัญของประสบการณ์ที่ได้มาจากการเสพสมุนไพรหลอนจิตของอินเดียนแดง ตัวคาสตาเนด้าเองนั้นก็เข้าใจผิดคิดว่าสมุนไพรหลอนจิตคือแก่นสำคัญในการเข้าโลกของหมอผี ในภายหลังเขาได้มาทำความเข้าใจกับคำสอนของดอนฮวนใหม่ และตระหนักว่าสมุนไพรหลอนจิตเป็นเพียงแค่อุปกรณ์การสอนอย่างหนึ่งของดอนฮวนเท่านั้น หาใช่หัวใจหลักไม่ คาสตาเนด้าจึงเขียนหนังสือขึ้นมาอีกเล่มหนึ่ง เป็นเล่มที่ ๓ เพื่อแก้ความเข้าใจผิดนี้เสียใหม่ นั่นคืองานเขียนอันลือลั่นเรื่อง Journey to Ixtlan:/ Lesson of Don Juan ซึ่ง "พยับแดด" แปลไว้เป็นภาษาไทยในชื่อ หยุดโลก : บทเรียนจากดอนฮวน (ดังนั้น ในกรณีของคาสตาเนด้า ความจริงที่น่าขบขัน ทว่าสอดรับกับสภาพการณ์ของตัวเขาก็คือ คุณวุฒิทางความรู้ของโลกตะวันตกระดับสูงสุดที่เขาได้รับคือปริญญาเอกนั้น มีพื้นฐานอยู่บนความเข้าใจผิด...)"

            หนังสือเล่มหลังนี้ให้คำอธิบายเพิ่มเติมในรายละเอียดเกี่ยวกับวิถีแห่งพลังและขยายขอบเขตความเข้าใจในการรับรู้ให้สูงขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง จากขั้นตอนการแตกทำลายความจริงขั้นสมมุติหรือคำบรรยายโลกในระบบภาษาของหมอผีและ "เห็น" ถึงความจริงขั้นปรมัตถ์ใน "หยุดโลก" มาสู่การผนวกสิ่งทั้งสองเข้าด้วยกันด้วยปัญญาความรู้แจ้งอันเป็นความจริงขั้นอริยสัจจะ

            แต่อย่างไรก็ดี สำหรับตัวผมแล้ว "หยุดโลก" ก็ยังนับเป็นหนังสือที่มีคุณูปการอย่างสำคัญในการเปลี่ยนแปลงชีวิตของผมเองอยู่เสมอ

            ความจริงแท้นั้นเป็นสากล ไม่ว่ามันจะถูกปิดทับไว้ด้วยชื่อเรียกตามบัญญัติภาษา จารีตประเพณี หรือลัทธิศาสนาใด ๆ ต่อเมื่อใดที่ "เห็น" เนื้อแท้ของมันแล้วก็ไม่มีอะไรต่างกัน เว้นเสียแต่เราจะถูกครอบงำและยึดมั่นอยู่กับ"คำอธิบายโลก" ของแต่ละสังคมวัฒนธรรมเท่านั้น





คำนำเสนอ

            ในปี ๑๙๖๑ นักมานุษยวิทยาหนุ่ม คาร์ลอสคาสตาเนด้า จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส ได้เดินทางไปยังชุมชนของชาวอินเดียนแดงในทะเลทรายทางภาคใต้แถวมณฑลอะริโซน่าของอเมริกาและมลรัฐโซโนร่าของเม็กซิโกเพื่อหาข้อมูลสำหรับวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท ในหัวข้อที่เกี่ยวกับสมุนไพร
             สมุนไพรที่คาสตาเนด้าสนใจเป็นพิเศษคือปุ่มของกระบองเพชรชนิดหนึ่งมีชื่อเรียกว่าเปโยติ ต้นกระบองเพชรชนิดนี้เมื่อเสพเข้าไปแล้วจะเป็นยาหลอนประสาททำให้เมา และเป็นที่เชื่อกันในหมู่ของชาวอินเดียนแดงว่าขณะที่เมาเปโยตินั้น ประตูแห่งการรับรู้ชนิดใหม่จะเปิดออก ทำให้ผู้เสพก้าวเข้าสู่ความหลุดพ้น ดังนั้นเปโยติจึงเป็นสมุนไพรที่จะมาเปิดประตูเพื่อเข้าสู่การตรัสรู้
              ชาวอินเดียนแดงพากันปกปิดสมุนไพรชนิดนี้ไว้เป็นความลับ บางกลุ่มถึงกับนับถือว่าเปโยติเป็นเทพเจ้า และเรียกตัวเองว่าผู้ถือลัทธิเปโยติ

             คาสตาเนด้าพยายามเสาะหาผู้ที่อาจให้ข้อมูลเกี่ยวกับสมุนไพรชนิดนี้ ในที่สุดเขาได้รับการแนะนำให้รู้จักกับบรูโจ หรือหมอผี หมอเวทมนตร์หรือผู้รู้แจ้งชาวอินเดียนแดงเผ่ายาคี(Yaqui)คนหนึ่ง ในตอนหลังคาสตาเนด้าเรียกชายแก่อายุประมาณ ๗๐ ปีคนนี้โดยชื่อสมมุติว่าดอนฮวน (Don Juan - Don เป็นคำนำหน้าชื่อเพื่อแสดงความเคารพนับถือในภาษาสเปน)
             ดอนฮวนอยู่ตัวคนเดียวไม่มีครอบครัว มีชีวิตค่อนข้างลึกลับแม้แต่กับชาวอินเดียนแดงด้วยกันเอง เป็นที่ยอมรับว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญเกียวกับสมุนไพร และเป็นบรูโจคนหนึ่งในจำนวนไม่กี่คนในถิ่นทะเลทรายแถบนั้น

             เมื่อพบกับดอนฮวนเป็นครั้งแรก คาสตาเนด้าคุยเขื่องในเรื่องของสมุนไพรที่ได้เล่าเรียนมาในมหาวิทยาลัย แต่ต้องหุบปากลงโดยฉับพลันจากการมองของชายแก่คู่สนทนา การจ้องมองของดอนฮวนทำให้ความคิดอันมีเล่ห์เหลี่ยมของคาสตาเนด้าหยุดลง
              จากประสบการณ์ที่ประหลาดมากนี้เอง ที่ทำให้คาสตาเนด้ากลับมาดอนฮวนอีก และการมาพบในครั้งหลัง ๆ ยิ่งทำให้คาสตาเนด้าประทับใจในบุคลิก ความรอบรู้และความเป็นอยู่ของดอนฮวนมากยิ่งขึ้น ในที่สุดคาสตาเนด้าถึงกับยอมเป็นศิษย์ฝึกฝนเพื่อจะเป็นหมอผีภายใต้การแนะนำของดอนฮวนโดยแทบจะลืมจุดมุ่งหมายเดิมคือมาหาข้อมูลเกี่ยวกับสมุนไพรหมดสิ้น คาสตาเนด้าจึงเป็นคนผิวขาวคนแรกที่ได้รับการถ่ายทอดศาสตร์อันลึกลับนี้ และนั่นย่อมหมายถึงการต่อสู้เพื่อเปรียบเทียบคุณค่าอารยธรรมตะวันตกกับอารยธรรมแห่งการตรัสรู้ของคนผิวเหลืองชาวอินเดียนแดง ที่ถูกฝ่ายแรกเหยียบย่ำทำลายอีกด้วย

             บทบาทและวิธีการที่ดอนฮวนนำมาใช้เพื่อฝึกฝนคาสตาเนด้าน่าสนใจมาก คาสตาเนด้าต้องเสพสมุนไพรสวงจิตแล้วมองเห็นโลกในอีกลักษณะหนึ่ง ทั้งนี้เพื่อทำลายทัศนะเดิมที่เขามีต่อโลก เขาต้องเร่ร่อนไปในทะเลทรายกับดอนฮวน ทำกับดักสัตว์ พบกับสิ่งลึกลับ เอาตัวเป็นเหยื่อล่อสิงโตทะเลทราย เผชิญกับสิ่งที่เขาไม่รู้มาก่อน ฯลฯ
              ดอนฮวนทำให้เกิดสถานการณ์ต่าง ๆ ขึ้นมาเพื่อสอนคาสตาเนด้าให้เป็นหมอผี คาสตาเนด้าฝึกฝนอยู่ใต้การแนะนำของดอนฮวนเป็นเวลา ๑๐ ปี และเขาได้เขียนหนังสือต่อเนื่องกันออกมา ๓ เล่ม เรียบเรียงขึ้นจากบันทึกที่เขาจดเอาไว้ตลอดเวลาที่เร่ร่อนไปกับดอนฮวน สองเล่มแรกเป็นรายงานที่เกี่ยวกับกับประสบการณ์ในการเสพสมุนไพรลวงจิต หนังสือเล่มที่สามเป็นคำสอนของดอนฮวนเกี่ยวกับการ "หยุดโลก" คาสตาเนด้าเขียนหนังสือออกมาอีกสองเล่มหลังจากนั้นซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการ "เห็น" เป็นประสบการณ์ของคาสตาเนด้าเองหลังจากจบการฝึกฝนตามวิธีการของดอนฮวนแล้ว

             วิทยานิพนธ์อันประกอบกันเข้าเป็นหนังสือสามเล่มแรกที่เสนอต่อมหาวิทยาลัยลอสแอนเจลิส ทำให้คาสตาเนด้าได้รับปริญญาเอกในสาขาวิชามานุษยวิทยา และเมื่อพิมพ์ออกมาเป็นเล่มก็ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในฐานะที่เป็นหนังสือคู่มือที่อาจนำมาใช้สอบสวน เรียนรู้และทำความเข้าใจโลกและชีวิต โดยเฉพาะหนังสือเล่มที่สามซึ่งคาสตาเนด้าได้แก้ไขความเข้าใจผิดที่ได้เสนอไว้ในหนังสือสองเล่มแรก หนังสือเล่มที่สามถือว่าเป็นสรุปคำสอนที่ถูกต้องที่สุดของ ดอนฮวน และเรื่องราวที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้เป็นคำแปลจากหนังสือเล่มนี้

             ข้าพเจ้าเพียรแปลเรื่องนี้ขึ้นเนื่องจากเห็นว่าเป็นเรื่องที่มีสาระ นักศึกษารุ่นใหญ่ทางพุทธศาสนาหลายท่านบอกว่าดอนฮวนพูดเหมือนกับพระอาจารย์เซ็นบางรูปในประเทศจีนและญี่ปุ่น เมื่อได้อ่านเรื่องนี้โดยตลอดแล้วย่อมจะเห็นจริงกับคำกล่าวนี้ ยิ่งไปกว่านั้นการนำเสนอเรื่องราวที่เกิดขึ้นชวนให้น่าติดตาม ไม่น่าเบื่อเหมือนกับหนังสือปรัชญาและศาสนาโดยทั่วไป สิ่งที่ดอนฮวนทำขึ้นเพื่อหลอกล่อให้คาสตาเนด้าเรียนรู้ในสิ่งใหม่นั้นน่าตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลา และเรื่องนี้อาจจะมองในฐานะที่เป็นคำสอนที่นำไปสู่สภาวะรู้แจ้งอันสูงสุดในชีวิต เป็นเรื่องราวที่แปลกประหลาดลึกลับของผู้คนในอีกวัฒนธรรมหนึ่ง เป็นภาพสัญญลักขณ์เหนือจริงที่ต้องแปลความ หรือเป็นเรื่องธรรมชาติอ่านเอาสนุกสำหรับผู้ไม่ต้องการจะคิดมากอีกด้วย

             คำแปลที่ข้าพเจ้าเสนอออกมานี้ พยายามรักษาต้นฉบับเดิมให้ใกล้เคียงที่สุด มีคำหลายคำที่ฟังดูแปร่งหูไปบ้าง คำเหล่านี้ใช้ในระบบคำสอนในวิชาหมอผี เรื่องทั้งหมดนี้จริงเท่าที่คาสตาเนด้าจำได้และบันทึกเอาไว้ ซึ่งอาจจะไม่ใช่คำพูดของดอนฮวนทั้งหมด ส่วนความผิดพลาดในคำแปลซึ่งคงมีอยู่มากเป็นความอ่อนภาษาของผู้แปลเองและหวังว่าผู้รู้จะกรุณาแจ้งให้ทราบ แต่โดยส่วนรวมของเรื่องทั้งหมดก็หวังว่าผู้อ่านจะได้รับประโยชน์ไม่มากก็น้อย

             "พยับแดด" ๒๕๒๖





คำนำ
คาลอส คาสตาเนด้า






             ในวันเสาร์ที่ ๒๒ เมษายน ๑๙๗๑ ผมเดินทางไปยังมลรัฐโซโนร่า ประเทศเม็กซิโก เพื่อพบกับ ฮวน มาธุส หมอผีชาวอินเดียนแดงเผ่ายาคี ผู้ซึ่งผมติดต่อเกี่ยวข้องด้วยตั้งแต่ปี ๑๙๖๑ ผมคาดว่าการมาเยี่ยมเยียนในครั้งนี้ คงไม่แตกต่างจากการที่ผมมาพบกับแกนับสิบ ๆ ครั้ง ตลอดเวลาสิบปีที่ผมเป็นศิษย์ของหมอผีคนนี้ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้นและวันต่อ ๆ มามีความสำคัญมากเป็นพิเศษสำหรับผม และในครั้งนี้เองที่การเป็นศิษย์ฝึกฝนที่จะเป็นหมอผีของผมสิ้นสุดลง นี่มิใช่การที่ผมผละไปโดยพลการ แต่เป็นการยุติสภาพความเป็นศิษย์ลงอย่างแท้จริง

              ผมได้เสนอเรื่องราวของผมในหนังสือสองเล่มก่อนหน้านี้ คือ :- คำสอนของดอนฮวน (The Teaching of Don Juan) และ โลกที่ต่างออกไป (A Separate Reality) ข้อสรุปเบื้องต้นของผมในหนังสือสองเล่มนี้คือ จุดที่เห็นได้ชัดในการเรียนรู้ที่จะเป็นหมอผี อยู่ตรงการตกอยู่ในสภาวะของความจริงอันมิใช่ความจริงอย่างธรรมดา ซึ่งทำให้เกิดขึ้นได้จากการเสพสมุนไพรลวงจิตบางชนิด ในข้อนี้ ดอนฮวน เป็นผู้เชี่ยวชาญในการใช้สมุนไพรลวงจิต ๓ ชนิดคือ Datura Inoxia ที่เรียกกันโดยทั่วไปว่าหญ้าจิมสัน, Lophophora williamsi หรือเป็นที่รู้กันในนามเปโยติ, และเห็ดที่เสพเข้าไปแล้วเมาชนิดหนึ่งในตระกูล (genus) Phylocybe.

              ความรับรู้ต่อโลกอันเป็นผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่ได้เสพสมุนไพรลวงจิตเหล่านี้ พิลึกพิลั่นมหัศจรรย์และประทับใจมาก จนผมต้องสรุปว่า สภาวจิตที่ตกอยู่ในอาการมึนเมาเช่นนั้นเป็นทางเดียวที่จะใช้สื่อสารและเรียนรู้ถึงสิ่งที่ดอนฮวนพยายามสอนผมอยู่ แต่ข้อสรุปข้างต้นของผมเป็นข้อสรุปที่ผิดพลาด ! และด้วยเจตนาในอันที่จะขจัดความเข้าใจผิดประการต่าง ๆ ที่มีในหนังสือที่ผมเขียนเกี่ยวกับดอนฮวน ผมจึงอยากจะทำให้ปัญหาบางประเด็นชัดแจ้งขึ้นมาในตอนนี้ เท่าที่ได้เสนอออกไปแล้ว

              ผมไม่เคยใช้ความพยายามที่จะยัดเยียดให้ดอนฮวนเข้าไปเกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรมของแก ความจริงที่ดอนฮวนบอกว่าแกเป็นอินเดียนแดงเผ่ายาคี ก็ไม่ได้หมายความว่าความรู้ในวิชาหมอผีเป็นที่รู้จักหรือฝึกฝนกันอยู่โดยทั่วไปในหมู่อินเดียนแดงเผ่ายาคีแต่อย่างใดทั้งสิ้น

              ส่วนคำสนทนาที่ผมแลดอนฮวนพูดคุยกัน ตลอดเวลาที่ผมฝึกฝนในเรื่องนี้ใช้ภาษาสเปน และเพราะเหตุที่ดอนฮวนพูดภาษานี้ได้เป็นอย่างดี จึงทำให้ผมสามารถรับการถ่ายทอดคำอธิบายอันซับซ้อนในระบบความเชื่อของแกได้
                ผมตั้งชื่อการฝึกฝนชนิดนี้โดยกล่าวถึงระบบว่าเป็นหมอผี และกล่าวถึงดอนฮวนว่าเป็นหมอผีอีกเช่นกัน เพราะนี่เป็นการแยกระบบที่ดอนฮวนใช้อยู่
                ในเมื่อผมสามารถที่จะบันทึกเรื่องราวเกือบทั้งหมดที่ดอนฮวนพูด นับตั้งแต่สมัยแรกที่ผมเข้ามาเป็นศิษย์ รวมทั้งทุกสิ่งทุกอย่างที่แกพูดในสมัยหลัง ผมจึงรวบรวมบันทึกทั้งหมดที่ได้จากสภาพที่เกิดขึ้นจริงไว้ได้อย่างมากมาย
                การที่จะเสนอบันทึกเหล่านี้ออกมาให้น่าอ่าน และในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาไว้ซึ่งความน่าตื่นเต้นในคำสอนของดอนฮวน ผมจึงต้องลำดับเรียบเรียงขึ้นมาใหม่ แต่บันทึกส่วนที่ผมคัดออกไปนั้น ก็เชื่อได้ว่ามิใช่ข้อมูลที่ตรงกับหัวข้อที่ผมจะเสนอออกมา งานเขียนที่เกี่ยวข้องกับดอนฮวนนี้ ผมก็จำกัดความพยายามของตัวเองเพียงการมองดอนฮวนในฐานะที่เป็นหมอผี และการที่จะได้มาซึ่ง สมาชิกภาพ ในความรู้ที่แกมีอยู่เท่านั้น สำหรับจุดมุ่งหมายในการเสนอข้อโต้แย้งของผมนั้น

              ผมจำต้องอธิบายแนวคิดพื้นฐานในวิชาหมอผีที่ดอนฮวนแสดงไว้กับผมเสียก่อนเป็นลำดับแรก ดอนฮวนบอกว่า สำหรับหมอผี โลกดังที่เป็นอยู่ในชีวิตประจำวันของเรานี้ หรือโลกที่อยู่ข้างนอก ไม่จริง ดังที่เราเคยเชื่อมาก่อน หมอผีเชื่อว่า สิ่งที่บอกว่าเป็น ความจริง หรือโลกที่เราทุกคนทราบกันดีนี้เป็นเพียง คำบรรยายโลก เท่านั้น
                เพื่อที่จะทำให้แนวคิดดังกล่าวน่าเชื่อขึ้นมา ดอนฮวนเพียรใช้ความพยายามเท่าที่มีมาโน้มน้าวให้ผมเห็นตามด้วยจริง ๆ ว่าสิ่งที่ผมยึดอยู่ในใจว่าที่เห็นอยู่นี้เป็นโลกนั้น เป็นเพียงคำบรรยายโลก และผมถูกขังไว้ด้วยคำบรรยายชนิดนี้นับตั้งแต่ผมเกิดทีเดียว
              ดอนฮวนชี้ให้เห็นว่า คนทุกคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับเด็กจะเป็นครูผู้มาพรรณนาโลกให้เด็กได้รับรู้ จนกระทั่งถึงวันหนึ่ง เด็กก็จะรู้จักโลกในลักษณะที่ได้รับทราบจากคำบรรยายนั้น ดอนฮวนบอกว่า เราจำช่วงที่เรารับรู้อย่างประหลาดนั้นไม่ได้ เพราะว่าไม่มีใครเลยที่มีสิ่งที่นำมาอ้างเพื่อเปรียบเทียบระหว่างโลกที่รับรู้อยู่นั้นกับความจริงอย่างอื่นอีก นับตั้งแต่นั้น เด็กคนนั้นก็จะเป็น สมาชิก คนหนึ่งของโลก เด็กรู้จักคำบรรยายโลก และ สมาชิกภาพ ของเด็กจะเป็นไปอย่างเต็มที่ เมื่อเขาสามารถแปลความสิ่งที่รับรู้ได้อย่างเหมาะสมลงรอยกับคำบรรยายในสิ่งนั้นและสอดคล้องกับมันด้วย

              ดังนั้น สำหรับดอนฮวน ความจริงในชีวิตของเราในแต่ละวัน ประกอบด้วยกระแสไหลไปอย่างต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุดของการแปลความสิ่งที่รับรู้ ซึ่งพวกเรา-เราแต่ละคนผู้มีส่วนใน สมาชิกภาพ อันนี้ได้เรียนรู้ที่จะแปลความออกมาในลักษณะเดียวกัน แนวคิดที่ว่า การแปลความสิ่งที่รับรู้ประกอบกันเข้าเป็นโลกนั้น ไหลต่อเนื่องเป็นกระแสก็สอดคล้องกับความจริงที่เกิดอยู่ คือ การแปลความเหล่านั้นดำเนินไปโดยไม่ถูกขัดจังหวะ และน้อยครั้งหรือเกือบจะไม่มีครั้งใดที่เราจะหยุดตั้งปัญหาเพื่อสอบสวนในเรื่องนี้ ความจริงแล้ว ความจริงของโลกอย่างที่เราทราบกัน เรายอมรับโดยไม่มีการใคร่ครวญว่าถูกต้องแล้ว จนทำให้แนวคิดพื้นฐานของหมอผีที่ว่า ความจริงอย่างของเราเป็นเพียงคำบรรยายโลกลักษณะหนึ่งเท่านั้นเกือบจะไม่ถูกนำมาวิเคราะห์หาข้อเท็จจริงอย่างจริงจังแต่อย่างใด

             นับเป็นโชคดี เพราะในกรณีของการฝึกฝนที่จะเป็นหมอผีของผม ดอนฮวนไม่สนใจเลยว่าผมจะใส่ใจอย่างจริงจังในแนวคิดที่แกเสนอมาให้พิสูจน์ แต่แกรุดไปข้างหน้าเพื่อทำให้ปัญหาที่แกเสนอนั้นแจ่มแจ้งขึ้นมา แม้ว่าผมจะคัดค้าน แสดงความไม่เชื่อ หรือไม่เข้าใจในสิ่งที่แกพูดออกมาเลย ดังนั้น ในฐานะที่เป็นครูในวิชาหมอผี ดอนฮวนเพียรพยายามบรรยายโลกในแนวใหม่ให้ผมได้รับรู้ นับตั้งแต่เราได้สนทนากันเป็นครั้งแรก
                 ความยุ่งยากของผมที่จะทำความเข้าใจแนวคิดและวิธีการของแกงอกเงยขึ้นมาจากข้อเท็จจริงที่ว่า คำบรรยายโลกแนวใหม่ของดอนฮวนแต่ละหน่วย แตกต่างและลงรอยกันไม่ได้เลยกับคำบรรยายเดิมที่ผมรู้จักดี คำยืนยันของดอนฮวนคือ แกสอนให้ผม "เห็น" ในลักษณะที่เป็นตรงกันข้ามกับ "การดู" อย่างธรรมดาได้อย่างไร และ "การหยุดโลก" เป็นก้าวแรกที่จะนำไปสู่ "การเห็น" ชนิดนั้น

              หลายปีทีเดียวที่ผมถือว่าแนวคิดเรื่อง "การหยุดโลก" เป็นเพียงคำอุปมาอุปไมยที่เป็นปริศนาเท่านั้น ไม่ได้มีความหมายอะไรอย่างจริงจัง แต่เมื่อได้สนทนากันอย่างไม่มีพิธีรีตองในสมัยก่อนที่จะสิ้นสุดชีวิตการเป็นศิษย์ของผม ที่ผมรู้ชัดขึ้นมาอย่างเต็มเปี่ยมในขอบเขตและความสำคัญของเรื่องนี้ว่า มันเป็นแนวคิดหลักความรู้ในวิชาหมอผีของดอนฮวนทีเดียว ผมกับดอนฮวนพูดคุยถึงเรื่องราวต่างๆ ในลักษณะเป็นกันเองไม่มีขอบเขตรูปแบบของหัวข้อสนทนาแต่อย่างใดทั้งสิ้น

              ผมเลยเล่าให้แกฟังถึงเรื่องราวของเพื่อนของผมคนหนึ่ง ที่มีปัญหาเกี่ยวกับลูกชายวัย ๙ ขวบของเขา เด็กคนนี้อยู่กับแม่ ๔ ปี ต่อมาย้ายมาอยู่กับเพื่อนคนนี้ ปัญหาอยู่ที่จะจัดการกับเด็กอย่างไรดี เท่าที่ได้รับทราบจากเพื่อน ลูกของเขาไม่เหมาะที่จะเข้าโรงเรียน เด็กขาดสมาธิในการเรียนและไม่สนใจในสิ่งใดทั้งสิ้น แกมีความประพฤติรุนแรงชอบทำลายและมักจะหนีออกจากบ้าน              
              "เพื่อนของคุณมีปัญหาจริง ๆแหละ" ดอนฮวน พูดพร้อมกับหัวเราะ
              ผมอยากจะเล่าถึงความประพฤติอัน "เลวร้าย"ของเด็กต่อไปอีก แต่ดอนฮวนพูดขัดขึ้นมา "ไม่จำเป็นที่จะมานินทาเด็กที่น่าสงสารคนนนั้นอีก" แกพูด "คุณและผม ไม่จำเป็นที่จะตัดสินการกระทำของแกในความคิดของเราว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้"
              ท่าทางของดอนฮวนเปลี่ยนไปอย่างกระทันหัน และน้ำเสียงของแกหนักแน่น แต่ต่อมาแกยิ้ม
              "เพื่อนของผมจะทำอย่างไรล่ะ? ผมถาม
              "สิ่งเลวร้ายที่สุดที่เพื่อนของคุณทำลงไปคือ บีบบังคับให้เด็กเห็นด้วยกับเขา" ดอนฮวนบอก
              "คุณหมายความว่าอย่างไร ดอนฮวน?"
              "ผมหมายถึงว่า เมื่อเด็กไม่ประพฤติตัวในลักษณะที่พ่อของแกต้องการ เขาก็ไม่ควรเฆี่ยนตีหรือทำให้เด็กหวาดกลัวขึ้นมา"             
               "แล้วเขาจะสอนลูกของเขาได้อย่างไร ถ้าเขาไม่เข้มงวดกับเด็ก?"
              "เพื่อนของคุณควรจะให้คนอื่นเฆี่ยนเด็ก"
              "เขาไม่ยอมให้ใครแตะต้องลูกชายของเขาหรอก!" ผมบอกและรู้สึกแปลกใจในคำแนะนำของแกมาก
              "เพื่อนของคุณไม่ใช่นักรบ" ดอนฮวนพูด "ถ้าเขาเป็นนักรบ เขาจะรู้ว่าสิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่มนุษย์ทำลงไป คือจัดการกับผู้อื่นทื่อ ๆ"
             "แล้วนักรบทำอย่างไรล่ะ?"
              "นักรบกระทำสิ่งต่าง ๆอย่างมียุทธวิธี"
              "ผมก็ยังไม่เข้าใจอีกนะแหละ"
              "ผมหมายถึงว่า ถ้าเพื่อนของคุณเป็นนักรบ เขาก็จะช่วยให้ลูกชายของเขา หยุดโลก เสีย"
              "เพื่อนของผมจะทำได้อย่างไรล่ะ?"
              "เขาจำเป็นต้องมีพลังส่วนตัว และต้องเป็นหมอผีด้วย"
              "แต่เขาก็ไม่ได้เป็นอะไรเลย"
              "ถ้าอย่างนั้นเขาก็ต้องใช้เครื่องมือธรรมดา ๆนี่เองมาช่วยทำให้ลูกชายของเขาเปลี่ยนแนวคิดที่แกมีต่อโลก มันไม่ใช่การ หยุดโลก แต่ผลที่ออกมาเหมือนกัน"

              ผมขอให้แกอธิบายข้อความที่กล่าวออกมา
              "ถ้าผมเป็นเพื่อนของคุณ" ดอนฮวนกล่าวแนะนำ "ผมจะเริ่มด้วยการไปว่าจ้างคนอีกคนหนึ่งมาตีเจ้าหนูนั่น ผมจะไปที่แหล่งมั่วสุมของคนจรจัด แล้วจ้างชายที่หน้าตาน่าเกลียดที่สุดเท่าที่ผมจะหาได้มาคนหนึ่ง"
              "มาทำให้เด็กกลัวหรือ?"
              "คุณน่ะโง่ ไม่เพียงมาทำให้เด็กกลัวเท่านั้น เจ้าหนูนั่นจะต้องถูกทำให้ หยุด และการที่พ่อของแกเฆี่ยนตีแก จะไม่ทำให้เกิดผลเช่นนั้น -             
               "ถ้าคุณต้องการ หยุด เพื่อนมนุษย์ คุณต้องอยู่ภายนอกวงที่จะมาบีบพวกเขาเสมอไป หากทำเช่นนี้ คุณจะเป็นผู้กำกับว่าจะบีบอย่างไร"              
              ความคิดนี้วิตถารอยู่ไม่น้อย แต่ผมคิดว่าเป็นไปได้อยู่มาก ดอนฮวนเอามือซ้ายเท้าคาง ส่วนมือขวาที่วางอยู่บนลังไม้เตี้ย ๆ ที่ใช้เป็นโต๊ะนั้นยันอยู่กับอก แกหลับตาแต่ลูกตาของแกกลิ้งไปมา ผมรู้สึกเหมือนกับว่าแกกำลังมองผ่านหนังตามาทางผม ความคิดนี้ทำให้ผมกลัวขึ้นมา

              "บอกผมอีกต่อไปหน่อยว่าเพื่อนของผมจะทำอย่างไรกับลูกชายของเขาอีก?"
              "บอกให้เขาไปที่ย่านของคนจรจัด แล้วสรรหาชายที่หน้าตาน่าเกลียดที่สุดมาให้ได้คนหนึ่ง" แกบอก "บอกเพื่อนของคุณด้วยว่า เลือกเอาคนมี่หนุ่มหน่อย คนที่ยังมีเรี่ยวแรงเหลืออยู่บ้าง"
              ต่อมาดอนฮวนคิดวางแผนการณ์ที่แปลกประหลาดมากขึ้นมา ผมต้องแนะนำเพื่อนของผมว่า เขาต้องให้ชายคนนั้นแกะรอยตามเขาไปหรือคอยเขาอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่งตอนที่เขากับลูกชายเดินไปด้วยกัน ชายคนนั้นจะต้องแสดงบทบาทที่เตรียมไว้แล้วเป็นการล่วงหน้าที่จะแก้ความประพฤติไม่ดีของเด็ก คือต้องกระโดดออกมาจากที่ซ่อน ฉวยเอาตัวเด็กมาแล้วตีอย่างไม่ไว้หน้า
              "หลังจากที่ชายคนนั้นทำให้เด็กตกใจมากแล้ว เพื่อนของคุณต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่ง เพื่อปลอบให้เด็กมีความมั่นใจเหมือนเดิม ถ้าเพื่อนของคุณทำอย่างนี้สัก ๓-๔ ครั้ง ผมมั่นใจให้คำมั่นใจกับคุณได้เลยว่า เด็กจะรู้สึกต่อทุกสิ่งทุกอย่างในลักษณะที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง แกจะเปลี่ยนแปลงทัศนะเดิม ๆที่แกมีต่อโลก"
              "ถ้าความตกใจทำให้เด็กเสียไปเลยล่ะ?"
              "ความตกใจไม่เคยทำอันตรายใคร สิ่งที่มาทำอันตรายวิญญาณคือ การยอมให้ผู้อื่นเกาะแน่นอยู่บนหลังไม่ยอมลง แล้วเฆี่ยนตีหรือสั่งการให้คุณทำสิ่งนั้น อย่าทำสิ่งนี้
              "เมื่อเด็กระงับสติอารมณ์ได้แล้ว คุณต้องแนะให้เพื่อนของคุณทำอีกสิ่งหนึ่งเป็นครั้งสุดท้าย เขาต้องหาทางไปที่ศพของเด็ก อาจจะเป็นที่โรงพยาบาลหรือที่คลีนิคของหมอ เขาต้องพาลูกชายไปที่นั่นแล้วให้แกดูเด็กที่ตายนั้น ให้แกเอามือซ้ายแตะที่ศพตรงไหนก็ได้นอกจากบริเวณท้องน้อย เมื่อเด็กทำเช่นนี้แล้ว แกจะเปลี่ยนแปลงใหม่หมด โลกจะไม่เหมือนเดิมสำหรับแกอีกต่อไป"

              ถึงตอนนี้ ผมทราบชัดแจ้งขึ้นมาว่า ตลอดเวลาหลายปีที่เรามีความสัมพันธ์กัน ดอนฮวนใช้ยุทธวิธีเดียวกันกับที่แกบอกให้ผมแนะนำเพื่อนเพื่อใช้กับลูกชายของเขากับผมด้วย แม้จะอยู่ในระดับที่แตกต่างกันออกไปบ้าง ผมถามดอนฮวนในเรื่องนี้ แกบอกว่าแกใช้ความพยายามตลอดมาที่จะสอนผมให้ 'หยุดโลก' ให้ได้ด้วยวิธีการต่าง ๆ
              "แต่คุณยังหยุดไม่ได้เลย" แกพูดพร้อมกับยิ้ม "วิธีการไหนก็ดูจะไม่เกิดผลเพราะคุณเป็นคนรั้นเอามาก ๆ ถ้าคุณรั้นน้อยกว่านี้สักหน่อย บางทีตอนนี้คุณก็น่าจะ หยุดโลก ได้แล้วด้วยกลวิธีต่างๆ ที่ผมสอนคุณ"
              "กลวิธีไหนอีกล่ะ ดอนฮวน?"
              "ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมบอกให้คุณทำเป็นกลวิธีที่จะทำให้ หยุดโลก ทั้งสิ้น"

             สองสามเดือนผ่านไป หลังจากที่ได้สนทนากันในครั้งนั้น ดอนฮวนก็สำเร็จกิจที่แกต้องทำในอันที่จะสอนให้ผม 'หยุดโลก' เหตุการณ์สำคัญที่อุบัติขึ้นในชีวิตของผมในคราวนั้นเร่งให้ผมตรวจดูบันทึกที่จดไว้ตลอดเวลา ๑๐ ปีที่ผ่านมาอีกครั้งหนึ่ง เมื่ออ่านดูแล้ว ผมก็ทราบชัดว่าข้อสรุปเดิมที่ให้ไว้เกี่ยวกับบทบาทของสมุนไพรลวงจิตนั้นผิดพลาดไปเสียแล้ว สมุนไพรเหล่านั้นไม่ได้ทำหน้าที่สำคัญที่สุดเพื่อก่อให้เกิดคำบรรยายที่หมอผีมีต่อโลก แต่อาจจะพูดได้ว่า สมุนไพรลวงจิตเป็นเพียงสิ่งที่มาเชื่อมประสานคำบรรยายโลกของหมอผีซึ่งผมรับรู้มันไม่ได้เลย
                 ความดื้อรั้นของผมที่ยึดแน่นอยู่กับการแปลความสิ่งที่รับรู้อยู่โดยทั่ว ๆไปนั้น ทำให้ผมเกือบจะบอดใบ้ต่อจุดมุ่งหมายประการต่าง ๆของดอนฮวน ดังนั้น การที่ผมไม่ไวพอที่จะรับรู้นี่เองที่ทำให้ผมนำสิ่งที่ดอนฮวนสอนมาใช้อย่างเชื่องช้า
              จากการตรวจดูบันทึกใหม่หมดอีกครั้งหนึ่ง ทำให้ผมทราบว่า ดอนฮวน ได้ให้คำบรรยายโลกในแนวใหม่ซึ่งแกเรียกว่า "กลวิธีในการหยุดโลก" กับผมอย่างมากมายนับตั้งแต่เราติดต่อสัมพันธ์กันมา ผมปัดเรื่องเหล่านี้ออกไปในหนังสือสองเล่มแรก เพราะไม่เกี่ยวข้องกับการใช้สมุนไพรลวงจิต แต่ในเล่มนี้ผมนำเรื่องราวเหล่านี้ออกมาเสนอเป็นคำสอนของดอนฮวนอย่างเต็มรูปใหม่ทั้งหมด และคำสอนเหล่านี้มีอยู่ ๑๗ บทในภาคแรก ส่วนสามบทสุดท้ายเป็นบันทึกที่ครอบคลุมเรื่องราวอันเป็นจุดสุดท้ายในการ "หยุดโลก" ของผม
              เมื่อกล่าวโดยสรุป ผมอาจจะบอกได้ว่า ในสมัยแรกที่ผมเริ่มฝึกฝนในวิชาหมอผีนั้น มีความจริงชนิดหนึ่งหรือพูดอีกอย่างหนึ่งคือ มีคำบรรยายโลกอย่างของหมอผีซึ่งผมไม่รู้มาก่อนเลย ดอนฮวน ในฐานะที่เป็นหมอผีและเป็นครูด้วยได้สอนคำบรรยายใหม่นี้ให้ผม ดังนั้นตลอดเวลา ๑๐ ปีของการเป็นศิษย์ ผมต้องฝึกฝนทำให้เกิดความจริงส่วนที่ไม่รู้จักมาก่อนนั้นด้วยการคลี่คำบรรายาของมันออก พร้อมกับเพิ่มเติมส่วนที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ ตามเวลาที่ล่วงไป และจุดสุดท้ายของการฝึกฝนก็หมายความว่า ผมได้เรียนรู้คำบรรยายโลกชนิดใหม่นั้นว่าเชื่อได้ และเป็นจริงอย่างนั้น ดังนั้น ผมจึงสามารถที่จะล้วงเอาความรับรู้ใหม่ออกมาให้สอดคล้องกับคำบรรยายโลกชนิดใหม่นั้นด้วย พูดอีกนัยหนึ่ง ผมได้เข้าร่วมใน สมาชิกภาพ ของโลกชนิดนั้นแล้ว
              ดอนฮวน กล่าวออกมาว่าการจะเข้าถึง "การเห็น" เราต้อง "หยุดโลก" ให้ได้เสียก่อน "การหยุดโลก" จึงเป็นการแสดงออกอย่างเหมาะเจาะของสภาวะของความรู้สึกตัวทั่วพร้อมที่ความจริงในชีวิตประจำวันถูกทำให้เปลี่ยนแปลงไป เพราะกระแสของการแปลความซึ่งปกติแล้วจะไหลไปเรื่อย ๆ * ถูกทำให้หยุดลงโดยสภาพแวดล้อมชุดใหม่ที่แตกต่างออกไปจากประแสของการแปลความเดิม ที่ว่าสภาพแวดล้อมชุดใหม่ที่แตกต่างจากกระแสของการแปลความเดิมคือคำบรรยายโลกของหมอผีนั่นเอง เงื่อนไขล่วงหน้าของดอนฮวนที่จะทำให้ "หยุดโลก" คือ เราต้องเชื่อก่อน พูดอีกนัยหนึ่ง เราต้องเรียนรู้ถึงคำบรรยายโลกในแนวใหม่โดยตลอด เพื่อใช้เป็นกับดักทำลายแนวบรรยายโลกในแนวเดิม และการทำเช่นนี้จะทำให้ความมั่นใจอย่างฝังหัวชนิดเดิม ๆ ซึ่งเราทุกคนมีส่วนร่วมรับรู้แตกทำลายลง จนถึงกับว่าความเป็นไปได้ในสภาวะรับรู้อย่างใหม่ หรือความจริงของโลกชนิดใหม่นั้นไม่เป็นที่สงสัยคลางแคลงใจอีกต่อไป

              หลังจาก "หยุดโลก" ได้แล้ว ก้าวต่อไปคือ "การเห็น" ที่กล่าวเช่นนี้ ดอนฮวนหมายถึงสิ่งที่ผมอยากจะแยกประเภทออกมาว่าเป็น "การสนองตอบต่อคำเชิญชวนที่รับรู้ได้ต่อโลกที่อยู่นอกคำบรรยายซึ่งเราเรียนรู้แล้ว" และเรียกว่ามันเป็นความจริงชนิดหนึ่งนั่นเอง สิ่งที่ผมเสนอมาให้พิจารณาก็คือ ขั้นตอนทั้งหมดนี้จะเป็นที่เข้าใจได้ เมื่อเสนอออกมาในลักษณะที่เป็นคำบรรยายที่ดอนฮวนเพียรพยายามที่จะมอบให้กับผมตั้งแต่เริ่มแรก ดังนั้นผมจึงให้คำสอนของแกเป็นเสมือนประตูที่จะนำเข้าสู่สิ่งนั้น และด้วยเหตุนี้เอง ผมจึงคงถ้อยคำเดิมของดอนฮวนไว้ เพื่อให้มันบอกกล่าวถึงสิ่งต่าง ๆ ออกมาเอง

คาลอส คาสตาเนด้า ๑๙๗๒
* สันตติ การสืบต่อ

INDEX
HOME