|
เกือบยี่สิบปีมาแล้ว เพื่อนที่เคยติดต่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันนานหลายปี
ได้ยุติความสัมพันธ์กับผมไปอย่างฉับพลันโดยไม่ทราบสาเหตุ
เมื่อคิดทบทวนไตร่ตรองในภายหลัง เหตุผลอาจเป็นเพราะเธอคงมาถึงจุดของความเบื่อหน่ายเต็มที
ที่ผมเวียนวนอยู่แต่ใน 'โลกของความคิด' ที่ซ้ำซากไม่เปลี่ยนแปลง คิดว่าตัวเองรู้อะไรต่ออะไรมากมาย
เฝ้าแต่ประดิษฐ์ประดอยถ้อยคำหรู ๆ สาไถยโอ้อวดอัตตา และคอยหลบเลี่ยงความรับผิดชอบ
โดยไม่ยอมลงมือกระทำสิ่งใดจริงจังลงไป ก่อนจะจบสิ้นความสัมพันธ์อันมีมายาวนานนั้น
เธอส่งหนังสือเล่มหนึ่งให้ผมเป็นอนุสรณ์ชิ้นสุดท้ายและบอกเพียงว่าเอาไว้อ่านสนุก
ๆ ซึ่งผมต้องใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่าที่จะตระหนักว่า เธอได้ 'แนะท่า' ในการ 'หยุดโลก'
ให้ผมแล้ว และการที่ผมจะเข้าถึงมันได้ผมจำต้องเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ก้าวเข้ามาอยู่ใน
'โลกของการกระทำ' เสียก่อน
มีบางสิ่งที่จิตใจอันซึมเซาไม่อาจมองเห็นหรือเข้าใจได้ผ่านความรู้จากการจดจำหรือการนึกคิดไตร่ตรองด้วยตรรกะ
ก่อนหน้านั้นผมมักรู้สึกขุ่นเคืองท่านอาจารย์กัมมัฏฐานที่ตอกย้ำผมครั้งแล้วครั้งเล่า
" 'จิต' ของคุณมัน 'โง่' มันถึงไม่ยอมเห็นอะไรเลย ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร เล่าเรียนเขียนอ่านมามากน้อยแค่ไหน
นั่นไม่สำคัญ มันเป็นเพียงความรู้ของโลกภายนอกที่จำมาเท่านั้น แต่จิตของคุณมันยัง
'โง่' อยู่นั่นเอง " ตอนนั้นผมไม่สามารถเข้าใจว่าสิ่งที่ท่านอาจารย์พูดมันหมายถึงอะไร
ผมจึงได้แต่รู้สึกขุ่นข้องเก็บกดเอาไว้ในใจเรื่อยมา แน่นอน
หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่ Best Seller ที่จริงมันอยู่ในหมวดหนังสือประเภท'ขายไม่ออก'
ด้วยซ้ำ เพราะครั้งหลังเมื่อพบในร้านขายหนังสือเก่า ผมเจอมันซ้อนอยู่กับพื้นตั้งใหญ่
ผมซื้อเก็บเอาไว้หลายเล่ม คิดว่าวันหนึ่งอาจจะได้แบ่งปันให้เพื่อนคนอื่น ๆ เช่นเดียวกับที่ผมเคยได้รับจากเพื่อนผู้เป็นเสมือนครูคนหนึ่ง
แต่ก็ไม่ได้คาดหวังให้ใครจะเข้าใจ เข้าถึง หรือสนุก กับมันแค่ไหน เพราะเนื้อหาของมันเป็นเรื่องของการลงมือกระทำ
ที่ต้อง "ประจักษ์" ด้วยตัวเอง แต่สำหรับผู้ที่เคยผ่านวิถีแห่งการแสวงหามาบ้างสักครั้งในชีวิต
ผมคิดว่าหนังสือเล่มนี้มีพลังที่คมชัดที่จะเปิดประตูการรับรู้อย่างใหม่ขึ้นมาได้หากจิตของเราเปิดกว้างพอ
บางส่วนในคำนำของหนังสือของ
คาสตาเนด้า ในภาคภาษาไทยเล่มถัดมาชื่อว่า "วิถีแห่งพลัง" แปลโดย ภัควดี
วีระภาสพงษ์ พาดพิงถึงหนังสือ "หยุดโลก" เอาไว้ว่า
"......งานเขียนของคาสตาเนด้า ๒ เล่มแรก ซึ่งเป็นวิทยานิพนธ์ที่เขาทำส่งให้มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียจนได้รับปริญญาเอกในสาขามานุษยวิทยานั้น
เน้นความสำคัญของประสบการณ์ที่ได้มาจากการเสพสมุนไพรหลอนจิตของอินเดียนแดง ตัวคาสตาเนด้าเองนั้นก็เข้าใจผิดคิดว่าสมุนไพรหลอนจิตคือแก่นสำคัญในการเข้าโลกของหมอผี
ในภายหลังเขาได้มาทำความเข้าใจกับคำสอนของดอนฮวนใหม่ และตระหนักว่าสมุนไพรหลอนจิตเป็นเพียงแค่อุปกรณ์การสอนอย่างหนึ่งของดอนฮวนเท่านั้น
หาใช่หัวใจหลักไม่ คาสตาเนด้าจึงเขียนหนังสือขึ้นมาอีกเล่มหนึ่ง เป็นเล่มที่ ๓ เพื่อแก้ความเข้าใจผิดนี้เสียใหม่
นั่นคืองานเขียนอันลือลั่นเรื่อง Journey to Ixtlan:/ Lesson of Don Juan
ซึ่ง "พยับแดด" แปลไว้เป็นภาษาไทยในชื่อ หยุดโลก : บทเรียนจากดอนฮวน
(ดังนั้น ในกรณีของคาสตาเนด้า ความจริงที่น่าขบขัน ทว่าสอดรับกับสภาพการณ์ของตัวเขาก็คือ
คุณวุฒิทางความรู้ของโลกตะวันตกระดับสูงสุดที่เขาได้รับคือปริญญาเอกนั้น มีพื้นฐานอยู่บนความเข้าใจผิด...)"
หนังสือเล่มหลังนี้ให้คำอธิบายเพิ่มเติมในรายละเอียดเกี่ยวกับวิถีแห่งพลังและขยายขอบเขตความเข้าใจในการรับรู้ให้สูงขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง
จากขั้นตอนการแตกทำลายความจริงขั้นสมมุติหรือคำบรรยายโลกในระบบภาษาของหมอผีและ "เห็น"
ถึงความจริงขั้นปรมัตถ์ใน "หยุดโลก" มาสู่การผนวกสิ่งทั้งสองเข้าด้วยกันด้วยปัญญาความรู้แจ้งอันเป็นความจริงขั้นอริยสัจจะ
แต่อย่างไรก็ดี
สำหรับตัวผมแล้ว "หยุดโลก" ก็ยังนับเป็นหนังสือที่มีคุณูปการอย่างสำคัญในการเปลี่ยนแปลงชีวิตของผมเองอยู่เสมอ
ความจริงแท้นั้นเป็นสากล
ไม่ว่ามันจะถูกปิดทับไว้ด้วยชื่อเรียกตามบัญญัติภาษา จารีตประเพณี หรือลัทธิศาสนาใด
ๆ ต่อเมื่อใดที่ "เห็น" เนื้อแท้ของมันแล้วก็ไม่มีอะไรต่างกัน เว้นเสียแต่เราจะถูกครอบงำและยึดมั่นอยู่กับ"คำอธิบายโลก"
ของแต่ละสังคมวัฒนธรรมเท่านั้น |