INDEX
BACK BOTTOM
NEXT





๙. การต่อสู้ครั้งสุดท้ายบนผืนโลก


จันทร์ ๒๔ กรกฎาคม ๑๙๖๑

              นราวเที่ยงวัน หลังจากที่เราเร่ร่อนไปในทะเลทรายหลายชั่วโมง ดอนฮวนเลือกเอาที่ร่มแห่งหนึ่งเป็นที่พัก พอนั่งลงแกก็เริ่มพูด แกบอกว่าผมเรียนรู้ไม่ใช่น้อยในเรื่องการล่าสัตว์ แต่ผมก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากมายดังที่แกหวัง

           "การรู้จักการทำกับดักหรือรู้ว่าจะวางกับอย่างไรเหล่านี้ไม่เพียงพอหรอก" แกพูด "พรานต้องมีชีวิตอย่างพราน เพื่อจะได้นำเอาสิ่งที่ดีที่สุดในตัวของเขาออกมาใช้ นับเป็นโชคร้ายที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ช้า บางคราวอาจใช้เวลาเป็นปีสำหรับคนบางคน เพียงเพื่อจะโน้มใจให้เชื่อถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลง ตัวผมเองก็ใช้เวลาเป็นหลายปี บางทีผมอาจจะไม่มีพรสวรรค์ในการล่า ในส่วนที่เกี่ยวกับตัวผม ผมคิดว่าสิ่งที่ยากที่สุดคือความอยากที่จะเปลี่ยนแปลงขึ้นมานั่นเอง"

           ผมให้ความมั่นใจกับแกว่า ผมเข้าใจในสิ่งที่แกพูด ความจริงนับตั้งแต่แกเริ่มสอนผมมาเกี่ยวกับว่าจะล่าสัตว์อย่างไร ผมเองก็เริ่มมองย้อนเข้าไปพิจารณาการกระทำทั้งหลายของผมด้วยเช่นกัน
           บางทีการค้นพบที่น่าตื่นเต้นมากสำหรับผมคือ ผมชอบแนวทางของแก ผมชอบดอนฮวนในฐานะที่เป็นมนุษย์คนหนึ่ง มีบางสิ่งที่หนักแน่นมั่นคงในการกระทำของแก ลักษณะที่แกควบคุมตัวเองนั้นไม่ทำให้เกิดความสงสัยได้เลยถึงความเป็นผู้เยี่ยมยอด แม้จะเป็นเช่นนั้นแกก็ไม่เคยใช้ความได้เปรียบในข้อนี้เรียกร้องเอาอะไรจากผมเลย

              ความสนใจของแกที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผมนั้น ผมรู้สึกว่าเป็นเหมือนกับคำแนะนำที่ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์สำหรับตัวของแก หรือบางทีก็เหมือนกับจะเป็นข้อสังเกตที่ถูกต้องมีเหตุผลในส่วนที่เป็นความล้มเหลวของผม แกทำให้ผมสำนึกขึ้นมามากในความล้มเหลว แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม ผมก็ยังมองไม่เห็นว่าวิถีทางของแกจะแก้ไขอะไรได้
          ผมยังเชื่ออยู่อย่างแน่นแฟ้นว่าจากแนวทางที่ผมอยากจะทำในชีวิตของตัวเองนั้น วิถีทางของดอนฮวนน่าจะทำให้เกิดความทุกข์และความยากลำบากประการต่าง ๆ ดังนั้นทางของแกจึงเป็นทางตันสำหรับผม อย่างไรก็ตาม ผมยอมรับนับถือในความเยี่ยมยอดของแกซึ่งแสดงออกมาในรูปของความงามและความเฉียบขาด

              "ผมตกลงใจที่จะเปลี่ยนยุทธวิธี" แกพูด
              ผมขอให้แกอธิบาย คำพูดของแกคลุมเครือ และผมไม่สนใจว่าแกพาดพิงถึงผมหรือเปล่า
              "พรานที่ดีเปลี่ยนวิถีทางของเขาบ่อยครั้งตามที่เขาต้องการ" แกพูด "คุณทราบในเรื่องนี้อยู่แล้ว"
              "คุณกำลังคิดถึงอะไรอีก ดอนฮวน"
              "พรานต้องรู้ไม่เพียงแต่นิสัยของสัตว์ที่เขาล่าเท่านั้น แต่พรานต้องรู้อีกว่า มีพลังบนพื้นโลกนี้ที่นำทางให้กับมนุษย์ สัตว์ และสิ่งอื่น ๆ ที่มีชีวิต"

              แกหยุดพูด ผมคอยฟัง แต่ดอนฮวนดูจะหมดสิ่งที่แกอยากจะพูดออกมา
              "พลังชนิดไหนล่ะที่คุณพูดถึง"
              "พลังที่นำทางให้กับชีวิตและความตายของเรา"
              แกหยุดพูด และคงลำบากในการตกลงใจที่จะพูดอะไรออกมา แกถูมือ สั่นหัวแล้วทำขากรรไกรยื่นออกมา

              แกทำสัญญาณให้ผมเงียบถึงสองครั้ง เมื่อผมจะขอให้แกอธิบายคำพูดที่เป็นปริศนานั้น
              "คุณไม่สามารถหยุดตัวเองได้ง่าย ๆ " แกพูดออกมาในที่สุด "ผมทราบว่าคุณเป็นคนรั้น นั่นก็ไม่สำคัญหรอก ยิ่งรั้นเท่าไหร่ยิ่งดี เมื่อคุณเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ในที่สุด"
              "ผมพยายามอย่างดีที่สุดแล้ว" ผมพูด
              "ไม่จริงหรอก ผมไม่เห็นด้วย คุณไม่ได้พยายามอย่างดีที่สุดเลย คุณเพียงแต่พูดมันออกมาเพราะมันฟังดูแล้วดีสำหรับคุณ ความจริงคุณพูดอย่างนี้แหละกับทุกสิ่งที่คุณทำ คุณทำดีที่สุดมาแล้วหลายสิบปีโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น จะต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่งเพื่อแก้ไขในสิ่งนี้ "

              ผมรู้สึกเหมือนกับทุกครั้งว่า ถูกบีบให้ป้องกันตัวเอง ก็เหมือนอย่างที่เคยทำมาแล้ว ดอนฮวนกระทบจุดอ่อนแอที่สุดของผม และผมจำได้ดีอีกเหมือนกันว่า ทุกครั้งที่ผมปกป้องตัวเองจากคำวิจารณ์ของแก ผมก็จะรู้สึกตัวเองเป็นไอ้โง่ในที่สุด ดังนั้นผมจึงหยุดแก้ตัวในระหว่างคำพูดที่ยังจะยืดยาวต่อไปนั้น

              ดอนฮวนสำรวจดูผมด้วยความแปลกใจแล้วหัวเราะออกมา แกพูดด้วยน้ำเสียงที่มีเมตตาว่า แกเคยบอกกับผมแล้วว่าทุกคนเป็นไอ้โง่ ผมเองก็หาใช่บุคคลที่อยู่ในข่ายอันควรถูกยกเว้นไม่
              " คุณรู้สึกถูกผลักดันที่จะอธิบายการกระทำของคุณเสมอไป ราวกับว่าคุณเป็นคนคนเดียวในโลกที่ถูกกลั่นแกล้ง " แกพูดออกมา " มันเป็นความรู้สึกเก่า ๆ ที่เห็นว่า ตัวเองสำคัญ คุณมีเรื่องเช่นนี้มาก และคุณมีประวัติส่วนตัวมากมายด้วย พูดอีกนัยหนึ่ง คุณไม่ทำให้ตัวเองรู้จักที่จะรับผิดชอบในการกระทำของตน คุณไม่ใช้ความตายให้เป็นผู้แนะนำ และเหนือสิ่งอื่นใด คุณเป็นผู้ที่ใครหยั่งรู้ได้อย่างง่ายดาย พูดอีกอย่างหนึ่ง ชีวิตของคุณยังยุ่งเหยิงเหมือนกับที่เคยเป็นมาก่อนที่ผมจะพบกับคุณ"

              อีกครั้งที่ความรู้สึกทะนงตนเอ่อท้นขึ้นมา ผมอยากจะเถียง แต่ดอนฮวนทำอาการให้ผมเงียบ
              "คุณต้องทำตัวให้เป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบในการอยู่ในโลกอันลึกลับมหัศจรรย์นี้" แกพูด " คุณรู้ไหมว่า เราอยู่ในโลกอันลึกลับมหัศจรรย์"
              ผมผงกหัวรับ
              "เราไม่ได้พูดในสิ่งเดียวกันเลย" แกบอก "สำหรับคุณโลกนี้ลึกลับมหัศจรรย์ เพราะถ้าหากคุณไม่เบื่อโลกคุณก็ขัดแย้งกับโลก แต่สำหรับผม โลกเป็นสิ่งลึกลับมหัศจรรย์เพราะมันใหญ่โตมโหฬาร น่ากลัว ลึกลับและไม่อาจหยั่งถึงได้
              "ความสนใจของผมอยู่ที่จะโน้มน้าวให้คุณเชื่อว่า คุณต้องทำตัวให้เป็นผู้มีความรับผิดชอบในการอยู่ที่นี่ อยู่ในโลกอันน่ามหัศจรรย์นี้ ในทะเลทรายอันสวยงามนี้ และอยู่ในยุคสมัยอันน่าพิศวงนี้ด้วย ผมอยากจะโน้มน้าวคุณว่า คุณต้องเรียนรู้ที่จะทำให้การกระทำทุกชนิดมีความหมายขึ้นมา เพราะเหตุว่าคุณจะอยู่ในโลกนี้ชั่วระยะเวลาอันสั้น สั้นนิดเดียวเท่านั้นที่จะได้ทัศนาความมหัศจรรย์ของมัน "

              ผมยืนกรานว่า การเบื่อโลกหรือขัดแย้งกับโลกคือเงื่อนไขที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับมนุษย์
              " ถ้าอย่างนั้น จงเปลี่ยนแปลงมันเสีย " แกพูดอย่างไม่มีน้ำเสียง " ถ้าคุณไม่ต่อสู้กับสิ่งท้าทายอันนี้ คุณก็เหมือนกับคนที่ตายแล้ว "
              ดอนฮวนบอกให้ผมบอกตรง ๆ ถึงประเด็นหรือเรื่องที่ผมเคยคิดผูกพันมาก่อน ผมบอกว่า ศิลป ผมอยากเป็นศิลปิน หลายปีที่ผมใช้ความพยายามในเรื่องนี้ แต่ผมก็ยังจำได้อย่างปวดร้าวในความล้มเหลวของผม

              "คุณไม่เคยรับผิดชอบในการอยู่ในโลกอันไม่อาจหยั่งได้นี้" แกพูดอย่างปรักปรำ "ดังนั้นคุณจึงเป็นศิลปินไม่ได้ บางทีนะ คุณเป็นพรานไม่ได้ด้วย"
              "นี่เป็นการกระทำที่ดีที่สุดของผมแล้ว ดอนฮวน"
              "ไม่หรอก คุณไม่รู้หรอกว่า ที่ดีที่สุดของคุณเป็นอย่างไร"
              "ผมทำในสิ่งที่ผมสามารถทำได้"
              "ผิดอีก คุณสามารถทำได้ดีกว่านี้ มีเรื่องง่าย ๆ ที่คุณคิดผิดไป คือคุณคิดว่าคุณยังมีเวลาอยู่มากมาย"

              แกหยุดพูดแล้วมองมาทางผมเหมือนกับจะคอยดูปฏิกิริยาของผม
              "คุณคิดว่าคุณมีเวลามากมาย" แกย้ำ
              "เวลามากมายเพื่อทำอะไร ดอนฮวน"
              "คุณคิดว่าชีวิตของคุณจะอยู่ยงยืดยาวตลอดไป"
              "เปล่า ผมไม่ได้คิดอย่างนั้น"
              " ถ้าคุณไม่คิดว่าชีวิตของคุณจะอยู่ยงคงทนตลอดไปแล้ว คุณคอยอะไรอยู่ล่ะ ทำไมรีรอที่จะเปลี่ยนแปลงเล่า "
              "คุณเห็นชัดอยู่อย่างนั้นหรือว่าผมไม่อยากเปลี่ยนแปลง"
              "ใช่ ผมเห็นอย่างนั้น ผมเองก็เหมือนกับคุณนั่นแหละ คือไม่อยากเปลี่ยนแปลง ผมเบื่อชีวิตของผม เบื่อชีวิตเหมือนกับคุณ แต่ในขณะนี้ผมมีชีวิตอยู่ไม่เพียงพอเสียแล้ว"

              ผมยืนกรานอย่างรุนแรงกับแกว่า ข้อเร่งรัดของแกที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของผมนั้นน่ากลัวและเด็ดขาดจนเกินไป ผมบอกว่าในระดับหนึ่งผมเห็นด้วยกับแก เพียงแต่ความจริงข้อหนึ่งที่ว่าแกเป็นผู้รู้ดีอยู่แล้วมาสั่งให้ผมเปลี่ยนแปลงไปตามนั้น ทำให้สถานการณ์ยากเกินกว่าที่ผมจะทำได้
              "คุณไม่มีเวลาที่จะเล่นอยู่กับเรื่องนี้หรอก คุณน่ะคือไอ้โง่" แกพูดอย่างรุนแรง " ไม่ว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่ในขณะนี้ นี่อาจเป็นการกระทำครั้งสุดท้ายของคุณบนพื้นโลก มันอาจเป็นการต่อสู่ครั้งสุดท้ายของคุณ ไม่มีพลังใดมาให้คำรับรองกับคุณได้ว่า คุณจะมีชีวิตยืนนานออกไปแม้นาทีเดียว "
              "ผมรู้" ผมพูดออกมาด้วยความโกรธ
              "ไม่หรอก คุณไม่รู้ ถ้าคุณรู้คุณก็จะเป็นพราน"

              ผมเถียงว่าผมรู้ดีถึงความตายที่จะมาถึง แต่มันก็ไม่มีประโยชน์ที่จะพูดหรือคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ในเมื่อผมไม่อาจทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดเพื่อเลี่ยงไปจากมันได้
              ดอนฮวนหัวเราะ แกพูดว่าผมก็เหมือนกับตัวตลกที่ทำอะไรตามตารางเวลาซ้ำ ๆ ซาก ๆ
              "ถ้าหากว่า นี่คือการต่อสู้ครั้งสุดท้ายของคุณบนโลกนี้ ผมอยากจะบอกกับคุณว่า คุณเป็นไอ้โง่บัดซบ" แกพูดอย่างสงบ " คุณทำลายการกระทำครั้งสุดท้ายบนโลกนี้ด้วยอารมณ์หมกมุ่นไร้สาระ"

              เราเงียบกันไปชั่วครู่ ความคิดของผมวิ่งไม่เป็นส่ำ แน่นอน ดอนฮวนพูดถูกแล้ว
              " คุณไม่มีเวลา เพื่อนรัก คุณไม่มีเวลาจริง ๆ เราทุกคนไม่มีเวลาเอาเลย " แกพูด
              "ผมเห็นด้วย ดอนฮวน แต่ว่า…."
              "อย่าเพียงแต่เห็นด้วยกับผม" แกพูดสอดขึ้นมา "แทนที่จะเห็นด้วยอย่างง่ายดาย ทำมันลงไปสิ เผชิญกับสิ่งที่มาท้าทายแล้วเปลี่ยนตัวเองเสีย"
              "เปลี่ยนทันทีอย่างนั้นหรือ"
              "ใช่ การเปลี่ยนแปลงที่ผมกำลังพูดถึงอยู่นี้ไม่ได้เกิดขึ้นตามลำดับ มันเกิดโดยฉับพลัน แต่คุณไม่ได้เตรียมตัวสำหรับการกระทำโดยฉับพลันที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยตลอดนั่นเลย"

              ผมคิดว่าแกกำลังพูดในสิ่งที่เป็นตรงข้ามกัน ผมอธิบายว่าถ้าหากผมเตรียมตัวเพื่อการเปลี่ยนแปลง แน่นอนที่สุด ผมต้องเปลี่ยนไปโดยลำดับ
              "คุณยังไม่เปลี่ยนแปลงเอาเลย" แกพูด "นี่คือเหตุที่คุณเชื่อว่าคุณกำลังเปลี่ยนแปลงทีละเล็กละน้อย ถึงกระนั้นก็ตาม บางทีคุณจะแปลกใจว่า วันหนึ่งคุณเปลี่ยนแปลงโดยฉับพลัน ไม่มีการบอกเตือนเป็นการล่วงหน้าแต่อย่างใดทั้งสิ้น ผมรู้ว่ามันเป็นเช่นนี้ ดังนั้นผมจึงไม่หมดกำลังใจที่จะโน้มน้าวให้คุณเชื่อ"

              ผมไม่อาจดื้อเถียงได้อีกต่อไป ผมไม่แน่ใจว่าผมอยากจะพูดอะไรออกมาจริง ๆ เมื่อหยุดไปครู่หนึ่งดอนฮวนอธิบายในเรื่องนี้ต่อไป

              "บางทีผมน่าจะพูดในอีกลักษณะหนึ่งที่ต่างออกไป" แกพูด "สิ่งที่ผมแนะนำให้คุณทำก็คือ ให้สังเกตว่าเราไม่มีความมั่นใจได้เลยว่าชีวิตของเราจะดำเนินไปไม่มีที่สิ้นสุด ผมพูดจบไปหยก ๆ ว่า การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในทันทีทันใดและอย่างไม่คาดคิดมาก่อน และความตายก็เช่นเดียวกัน คุณคิดว่าเราจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร"
              ผมคิดว่าแกถามเพื่อเร้าความสนใจเท่านั้น แต่แกพยักหน้าให้ผมตอบ
              "ก็อยู่อย่างมีความสุขเท่าที่จะมีได้" ผมตอบ
              "ถูกต้อง! แต่คุณเคยเห็นคนที่มีความสุขหรือเปล่าล่ะ"

              ความรู้สึกแรกที่ผมอยากจะพูดออกมาคือ รู้จักสิ ผมคิดว่าผมอาจอ้างเอาคนหลายคนที่ผมรู้จักมาเป็นตัวอย่าง แต่ความคิดต่อมาบอกว่า ความพยายามของผมน่าจะไม่มีความหมายทำให้ตัวเองพ้นจากข้อกล่าวแย้งไปได้เลย
              "ผมรู้จัก" ดอนฮวนพูด " มีคนบางคนที่ระมัดระวังมากในการกระทำของตน ความสุขของเขาอยู่ที่การกระทำสิ่งหนึ่งลงไปด้วยความรู้ชัดว่าเขาไม่มีเวลาพอ ดังนั้นการกระทำของเขามีพลังที่ประหลาดมาก การกระทำของเขามีสำนึกของ…"
              ดูแกจะหาคำพูดไม่ได้ แกเกาหัวแล้วยิ้ม ต่อมาแกลุกขึ้นอย่างกระทันหันราวกับว่าได้พูดไปโดยตลอดแล้ว                             ผมอ้อนวอนให้แกพูดจนจบ แกนั่งลงแล้วห่อริมฝีปาก

              " การกระทำนั้นมีพลัง " แกบอก " โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้ทำรู้ว่า การกระทำนั้นเป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้ายของเขา มันเป็นความสุขที่เกิดขึ้นอย่างประหลาด เมื่อได้ทำสิ่งที่รู้อยู่เต็มเปี่ยมว่า ไม่ว่าคุณทำอะไรอยู่ก็ตามที เป็นการทำครั้งสุดท้ายบนโลกนี้ ผมขอแนะนำว่าคุณต้องพินิจดูชีวิตของคุณ และให้การกระทำของคุณทำลงด้วยความรู้สึกชนิดน ี้"

              ผมไม่เห็นด้วยกับแก สำหรับผม ความสุขคือการคาดล่วงหน้าว่าจะมีการสืบต่อในการกระทำของผมไปเรื่อย ๆ และผมสามารถที่จะทำสิ่งนั้นต่อไปตามความต้องการ ไม่ว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นเป็นอะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระทำที่ผมทำแล้วมีความสุข
              ผมบอกกับแกว่าความไม่เห็นด้วยของผมไม่ใช่เป็นเรื่องธรรมดา แต่เกิดจากความเห็นชัดว่า ทั้งโลกและตัวผมมีการสืบต่อที่สามารถกำหนดได้ *(การกระทำของคนทั่วไปเป็นเรื่องของอดีต สามารถทำซ้ำในปัจจุบันและคิดจะทำต่อไปได้อีกในอนาคต เช่น การเสพกามทำให้มีความสุข ความสุขนั้นก็เป็นความจำและความคิดที่จะได้เสพอีก และมีการเสพกามซ้ำอีก ดังนั้นจึงเป็นการกระทำที่สืบต่อซ้ำซากจำเจและประกอบด้วยกาละ คืออดีต ปัจจุบัน และอนาคต แต่การกระทำในความหมายของดอนฮวนเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่เกี่ยวกับประสบการณ์ในอดีต เป็นการกระทำครั้งเดียวในขณะนั้นเสมอไป)

              ดอนฮวนคงรู้สึกขำในความพยายามที่จะมีเหตุผลของผม แกหัวเราะ สั่นศีรษะ เกาหัว และเมื่อผมพูดถึง "การสืบต่อที่สามารถกำหนดได้" แกเหวี่ยงหมวกลงกับพื้นแล้วกระโดดเหยียบ
              "คุณไม่มีเวลาหรอกเพื่อนรัก" แกพูด "นี่เป็นโชคร้ายของมนุษย์ ไม่มีใครเลยที่มีเวลาพอ และการสืบต่อของคุณนั่นไม่มีความหมายเลยในโลกอันพิลึกพิลั่นและมหัศจรรย์นี้"
              "การสืบต่อที่คุณพูดถึงทำให้คุณขี้ขลาดเท่านั้นเอง" แกพูด "และการกระทำของคุณไม่อาจมีไหวพริบ มีพลัง มีกำลังมหาศาล ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะปรากฏในการกระทำของผู้ที่รู้ชัดว่า เขากำลังชิงชัยในการสู้รบครั้งสุดท้ายบนโลกนี้ พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ การสืบต่อของคุณจะไม่ทำให้คุณมีความสุขหรือมีพลังขึ้นมา"

              ผมยอมรับว่าผมกลัว เมื่อคิดว่าจะต้องตาย ผมจึงกล่าวโทษดอนฮวนที่ใส่ใจในเรื่องความตายและพูดถึงเรื่องนี้ไม่มีหยุด ทำให้ผมหวาดกลัวความตายแทบจะทนไม่ได้"
              "แต่เราทุกคนก็ต้องตาย" แกพูด
              แกชี้ไปที่เทือกเขาที่ห่างออกไป
              "แน่นอนที่สุดว่า มีอะไรสิ่งหนึ่งคอยผมอยู่ที่นั่น และผมจะเข้าไปร่วมกับมันอย่างแน่นอน แต่บางทีคุณคงเป็นบุคคลพิเศษ และความตายไม่ได้คอยคุณอยู่เลย"
              แกหัวเราะในท่าทางที่แสดงความสิ้นหวังของผม
              "ผมไม่อยากคิดถึงเรื่องนี้เอาเลย ดอนฮวน"
              "ทำไมล่ะ"
              "คิดไปก็ไม่มีความหมายอะไร ถ้าหากว่ามันอยู่ที่นั่นและกำลังคอยผมอยู่แล้ว ทำไมผมจะต้องกังวลกับมันล่ะ"
              "ผมไม่ได้พูดว่าคุณต้องไปกังวลกับมันนี่นะ"
              "ถ้าอย่างนั้นผมควรจะทำอย่างไรล่ะ"
              "ใช้มันสิ จงเพ่งความใส่ใจของคุณที่ช่วงต่อระหว่างคุณและความตายของคุณโดยไม่มีความเสียใจ ความเศร้าสลด หรือมีความกังวลใจอะไรทั้งสิ้น จงเพ่งความใส่ใจในข้อเท็จจริงที่ว่า คุณไม่มีเวลาพอ แล้วปล่อยให้การกระทำของคุณเลื่อนลอยไปเรื่อย ๆ จงให้การกระทำของคุณเป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้ายบนพื้นโลก ด้วยเงื่อนไขเหล่านี้เท่านั้น การกระทำของคุณจึงจะมีพลังที่ถูกต้อง ไม่เช่นนั้นแล้วการกระทำของคุณก็จะเป็นการกระทำของคนขี้ขลาด "

              "มันเลวร้ายนักหรือที่จะเป็นคนขี้ขลาด"
              "ไม่หรอก มันไม่ใช่เลวร้ายอะไรหากว่าคุณจะเป็นผู้ที่มีชีวิตยืนยาวอยู่ได้ตลอดไป แต่ถ้าหากคุณจะต้องตายก็ไม่มีเวลาสำหรับความขี้ขลาด ทั้งนี้ก็เพราะความขี้ขลาดทำให้คุณไขว่คว้าหาสิ่งที่เกิดขึ้นในความคิดของคุณเท่านั้น มันทำให้คุณระงับลงไปได้บ้างในบางขณะที่ทุกสิ่งสงบลงชั่วคราว แต่หลังจากนั้น โลกอันพิลึกพิลั่นนี้จะอ้าปากของมันเข้ามาหาคุณ เหมือนกับที่มันอ้าปากเขมือบเราทุกคน และคุณจะรู้ชักแจ้งขึ้นมาว่า วิถีทางที่คุณมั่นใจเป็นอย่างยิ่งนั้นหาได้เป็นทางที่มั่นใจได้เลย การเป็นคนขี้ขลาดจะกั้นเราไว้จากการสำรวจตรวจสอบ และทำลายโชคดีของเราในฐานะที่เกิดมาเป็นมนุษย ์"

              "การมีชีวิตอยู่กับความคิดที่เกี่ยวกับความตายอยู่ตลอดเวลานั้นไม่ใช่ชีวิตอย่างที่เป็นอยู่จริง ๆ เลยดอนฮวน"
              "ความตายของเรากำลังคอยเราอยู่ และการกระทำที่เราทำอยู่ในขณะนี้อาจเป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้ายบนพื้นโลก" ดอนฮวนกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม "ผมเรียกว่าการต่อสู้ เพราะมันเป็นการดิ้นรน คนส่วนใหญ่ทำกรรมหนึ่งแล้วเลื่อนไปสู่อีกกรรมหนึ่งโดยไม่มีการต่อสู้ดิ้นรนหรือแม้แต่คิด
              "ในทางตรงข้าม พรานจะกำหนดการกระทำทุกอย่าง และเนื่องจากว่าพรานรู้ชัดถึงความตายของตัว เขาจึงก้าวไปข้างหน้าอย่างสุขุมรอบคอบราวกับว่าการกระทำทุกชนิดเป็นการสู้รบครั้งสุดท้าย
              "คนโง่เท่านั้นที่ไม่อาจสังเกตเห็นข้อได้เปรียบที่พรานมีเหนือมนุษย์คนอื่น พรานทำการต่อสู้ครั้งสุดท้ายของเขาด้วยความใส่ใจเต็มที่ ย่อมเป็นธรรมดาที่การต่อสู้ครั้งสุดท้ายบนพื้นโลกจะต้องเป็นการกระทำที่ดีที่สุดของพราน มันเป็นความสุขที่ได้ทำเช่นนั้น และมันทำให้ความขลาดกลัวของเขาอ่อนกำลังลง "
              "คุณพูดถูก" ผมยอมรับ "แต่มันยากเหมือนกันที่จะยอมรับ"
              "คงหลายปีทีเดียวก่อนที่คุณจะเชื่อ และต่อมาอีกหลายปีคุณจึงจะทำตามนี้ ผมเพียงแต่หวังว่าคุณจะมีเวลาเหลืออยู่บ้าง"
              "ผมรู้สึกหวาดผวาเมื่อคุณพูดอย่างนี้"

              ดอนฮวนสำรวจดูผมด้วยหน้าตาที่แสดงออกถึงความเอาจริงเอาจัง
              "ผมเคยบอกกับคุณแล้ว นี่คือโลกที่ลึกลับมหัศจรรย์" แกพูด "พลังที่นำทางให้กับมนุษย์นั้นไม่อาจทำนายได้และพิลึกกึกกือ แต่กระนั้นก็ตาม ความงามของมันควรค่าแก่การทัศนา"
              "มีสิ่งหนึ่งอย่างนั้นหรือ ที่มานำทางให้กับเรา" ผมถาม
              "แน่นอน พลังนำเราอยู่"
              "คุณอธิบายมันได้ไหมล่ะ"
              "ไม่ได้หรอก นอกจากเรียกมันว่า กำลัง วิญญาณ อากาศ ลม หรืออะไรทำนองนั้นแหละ"

              ผมอยากถามแกต่อไป แต่ก่อนที่ผมจะพูดอะไรออกมาแกผลุดลุกขึ้น ผมจ้องดูแกอย่างตื่นตะลึง ดอนฮวนลุกขึ้นด้วยการไหวตัวเพียงครั้งเดียว ร่างของแกพุ่งขึ้นไปและยืนอยู่บนขาทั้งสองข้าง
              ผมกำลังครุ่นคิดถึงว่า น่าจะใช้ความชำนาญเป็นอย่างมากจึงลุกขึ้นได้รวดเร็วเช่นนั้น ขณะที่ดอนฮวนออกคำสั่งกร้าว ๆ ให้ผมออกล่ากระต่าย ฆ่ามันแล้วย่างก่อนจะถึงเวลาย่ำค่ำ
แกมองดูท้องฟ้าแล้วว่า ผมคงมีเวลาพอ

              ผมเริ่มออกเดินโดยอัตโนมัติไปตามทางที่ผมเคยเดินมานับสิบครั้ง ดอนฮวนเดินตามไปข้าง ๆ และสังเกตการเคลื่อนไหวของผมอย่างพินิจพิจารณา ผมรู้สึกสงบมากและเคลื่อนตัวไปอย่างระมัดระวัง ผมไม่รู้สึกลำบากเลยในการจับกระต่ายตัวผู้ได้ตัวหนึ่ง
              "ฆ่ามันเสีย" ดอนฮวนสั่งด้วยเสียงอันดัง
              ผมสอดมือเข้าไปในกับเพื่อจับกระต่ายตัวนั้น ผมจับหูมันได้และกำลังจะดึงมันออกมา แต่ความรู้สึกสยดสยองพุ่งขึ้นมาโดยฉับพลัน นับตั้งแต่ดอนฮวนสอนในเรื่องการล่าสัตว์ ผมเพิ่งรู้สึกขึ้นมาในตอนนี้เองว่าแกไม่เคยสอนให้ผมฆ่าสัตว์เลย นับเป็นสิบครั้งที่เราเร่ร่อนไปในทะเลทราย ดอนฮวนฆ่ากระต่ายตัวหนึ่ง นกกระทาสองตัว และงูกะปะอีกตัวหนึ่งเท่านั้น

              ผมปล่อยหูกระต่ายออก แล้วมองมายังดอนฮวน
              "ผมฆ่ามันไม่ได้หรอก" ผมพูด
              "ทำไมล่ะ"
              "ผมไม่เคยทำ"
              "แต่คุณเคยฆ่านกและสัตว์อื่น ๆ มานับร้อยตัว"
              "นั่นผมฆ่าด้วยปืน ไม่ใช่ด้วยมือเปล่า"
              "มันจะแตกต่างอะไรกันนักหนา เวลาของกระต่ายตัวนี้หมดลงแล้ว"
              น้ำเสียงของแกทำให้ผมตะลึง มันช่างมีอำนาจ รู้ชัดแจ้งจนผมเองไม่มีข้อสงสัยอยู่ในใจเลยถึงการที่แกรู้ว่าเวลาของกระต่ายตัวนี้หมดแล้ว
              "ฆ่ามันเสีย" แกสั่ง สายตาที่แกมองมานั้นมีแววดุดัน
              "ผมทำไม่ได้หรอก"

              ดอนฮวนตะโกนใส่ผมว่า กระต่ายตัวนี้ต้องตาย แกบอกว่าการท่องเที่ยวไปในทะเลทรายอันสวยงามนี้ของมันสิ้นสุดลงแล้ว ไม่ใช่กงการอะไรของผมที่จะกั้นกระแสอันนี้ เพราะพลังหรือวิญญาณที่นำทางให้กับกระต่ายได้ชี้กระต่ายตัวนี้ให้เข้ามาติดกับของผมในเวลาหัวค่ำพอดี
              ความสับสนและความคิดมากมายไหลเข้ามา ราวกับว่าสิ่งเหล่านี้รอคอยอยู่แล้วจากข้างนอก ผมรู้สึกชัดแจ้งและปวดร้าวในโศกนาฏกรรมที่กระต่ายตัวนี้หลงเข้ามาติดกับของผม ชั่วเวลาสองสามวินาทีที่จิตของผมกระหวัดวูบเข้าไปรู้สึกถึงสภาวะวิกฤติในชีวิต หลายครั้งทีเดียวที่ผมเป็นกระต่ายตัวนี้

              ผมมองดูมัน และมันจ้องตอบผม มันเอาหลังยันซี่กรงของกับดัก ห่อตัวอยู่เงียบ ๆ ไม่เคลื่อนไหว เราแลกเปลี่ยนการชำเลืองที่เศร้าสลดไปหากันและกัน ผมคิดว่า การชำเลืองนั้นเป็นความสิ้นหวังอันเงียบงันซึ่งผนึกเอาการมีส่วนร่วมในชะตากรรมส่วนที่เป็นของผมเข้าไปด้วย
              "ให้มันลงนรกไปเสีย" ผมร้องออกมาอย่างดัง "ผมจะไม่ฆ่าอะไร ปล่อยกระต่ายตัวนี้ให้เป็นอิสระ"

              อารมณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงทำให้ตัวผมสั่น มือของผมสั่นขณะที่พยายามจับหูของกระต่าย มันหลบอย่างรวดเร็วและผมคว้าพลาด ผมพยายามอีกครั้งและล้วงเข้าไปในกรงดัก ผมรู้สึกสิ้นหวัง มีอาการคลื่นเหียน จึงเตะที่กรงทันทีเพื่อพังกรงออกแล้วปล่อยกระต่ายตัวนั้นไป
              แต่กรงนั้นแข็งอย่างไม่น่าเชื่อ จึงไม่พังง่าย ๆ อย่างที่ผมคิด ความสิ้นหวังของผมถีบตัวสูงขึ้นทุกที จนกลายเป็นความโกรธแทบทนไม่ได้ ผมกระทืบกรงนั้นด้วยเท้าขวาสุดแรงเกิด ไม้ซี่กรงหักเสียงดัง ผมดึงกระต่ายออกมา ผมโล่งใจไปได้ชั่วครู่ ซึ่งความรู้สึกนั้นแตกป่นลงไปในขณะต่อมา กระต่ายตัวนั้นอ่อนปวกเปียกห้อยอยู่กับมือของผม มันตายเสียแล้ว

              ผมนั่งลงข้างก้อนหินก้อนหนึ่ง รู้สึกปวดหัวอย่างรุนแรง ดอนฮวนวางมือบนหัวของผมแล้วพูดกรอกเข้าไปในหูว่า ผมต้องถลกหนังกระต่ายตัวนี้แล้วย่างมันให้สุกก่อนเวลาย่ำค่ำจะผ่านพ้นไป
              ผมอยากอาเจียร ดอนฮวนพูดกับผมด้วยความอดทนอย่างมากราวกับว่าแกกำลังพูดกับเด็ก ๆ แกบอกว่าพลังที่นำทางให้กับสัตว์และมนุษย์ทั้งหลายได้นำเอากระต่ายตัวนี้มาให้ผมในลักษณะเดียวกับที่มันจะนำผมไปสู่ความตาย แกพูดว่า ความตายของกระต่ายตัวนี้เป็นของกำนัลสำหรับผม และความตายของผมก็จะเป็นสำหรับบางคนเช่นเดียวกัน
              ผมรู้สึกวิงเวียน เหตุการณ์ธรรมดาในวันนี้ขยี้ผม ผมพยายามคิดว่ามันเป็นเรื่องของกระต่ายตัวนี้เท่านั้น แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ผมไม่สามารถสลัดความรู้สึกที่ว่า ตัวเองก็จะตกอยู่ในภาวะอย่างเดียวกันนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

              ดอนฮวนบอกว่าผมต้องกินเนื้อมันบ้างแม้สักคำหนึ่งก็ยังดี เพื่อทำให้การที่ผมพบกับมันมีผลขึ้นมา
              "ผมกลืนไม่ลงหรอก" ผมค้านออกมาอย่างอ่อนระโหย
              " พวกเราเป็นเพียงกากเดนเท่านั้นในกำมือของพลัง " แกตะคอกเข้าใส่ผม " ดังนั้น จงเลิกให้ความสำคัญกับตัวเองเสียที แล้วใช้ของกำนัลที่ได้รับมานี้อย่างถูกต้อง "

              ผมหยิบกระต่ายขึ้นมา ตัวของมันยังอุ่นอยู่
              ดอนฮวนโน้มกายลงมา กระซิบเข้าไปในหูของผมว่า
              "กับดักของคุณเป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้ายของมันบนโลกนี้ ผมขอบอกกับคุณว่า มันไม่มีเวลาเหลืออีกต่อไปที่จะท่องเที่ยวในทะเลทรายอันสวยมหัศจรรย์นี้"




TOP BOTTOM





๑๐. การยอมให้พลังเข้าถึงตัว


พฤหัส ๑๗ สิงหาคม ๑๙๖๑

              ขณะ ที่ก้าวลงจากรถ ผมเริ่มบ่นกับดอนฮวนว่าผมไม่สบาย
"นั่งลง นั่งลงก่อนสิ" แกพูดเบา ๆ และแทบจะจูงมือผมไปที่ระเบียงบ้าน แกยิ้มแล้วเอามือตบหลังของผม


              สองอาทิตย์ก่อนหน้านี้คือวันที่ ๔ สิงหาคม ดอนฮวนได้เปลี่ยนยุทธวิธีกับผมดังที่แกเคยพูดเอาไว้ โดยให้ผมเสพปุ่มของต้นกระบองเพชรเปโยติ ขณะเมาจนได้ที่นั้น ผมเล่นกับหมาตัวหนึ่งที่อยู่ในบ้านที่เรามาร่วมเสพสมุนไพรนั่นเอง ดอนฮวนแปลปฏิกิริยาที่ผมเล่นกับหมาตัวนั้นว่าเป็นเหตุการณ์พิเศษมาก แกยืนยันกับผมว่า ในขณะที่ผมตกอยู่ในอำนาจของพลังนั้น โลกของการกระทำอย่างธรรมดาไม่ปรากฏ และไม่มีสิ่งใดที่ผมจะบอกว่าเป็นสิ่งที่รู้จัก หมาตัวนั้นก็ไม่ใช่หมาโดยทั่วไปอีก แต่เป็นอวตารของเมสคาลิโต พลังของเทพเจ้าที่มีอยู่ในสมุนไพรของเปโยติ
              ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่ได้เสพสมุนไพรดังกล่าวคือ รู้สึกเหนื่อยอ่อน เหี่ยวแห้งใจ บวกกับความฝันที่ชัดมากและมีการละเมอเพ้อพกในเวลาหลับ
              "เครื่องเขียนของคุณอยู่ที่ไหน" ดอนฮวนถามขณะที่ผมนั่งที่ระเบียงหน้าบ้าน
              ผมทิ้งสมุดบันทึกไว้ที่รถยนต์ ดอนฮวนเดินกลับไปที่รถแล้วดึงเอากระเป๋าเอกสารของผมออกมาอย่างระมัดระวัง และนำมันมาวางไว้ข้างตัวของผม
              แกถามว่า ผมชอบถือกระเป่าเครื่องเขียนขณะที่กำลังเดินใช่หรือเปล่า ผมตอบว่าใช่
              "นั่นนะบ้าแล้ว" แกพูด "ผมบอกคุณแล้วว่าอย่าถืออะไรไว้ในมือขณะที่เดินอยู่ หาเครื่องหลังสิ"

              ผมหัวเราะ ความคิดที่จะเอาสมุดบันทึกใส่เครื่องหลังนั้นน่าขำมาก ผมบอกแกว่าตามปกติผมสวมสูท และถ้าเอาเครื่องหลังทับไปบนสูทน่าจะเป็นภาพที่ตลกมากทีเดียว
              "สวมเสื้อคลุมทับเครื่องหลังอีกทีสิ" แกแนะ "คงดีไม่น้อยที่คนอื่น ๆ คิดว่าคุณหลังค่อมแทนที่จะปล่อยให้ร่างกายพิกลพิการจากการถือของเหล่านี้"
              แกเร่งให้ผมเอาสมุดบันทึกออกมาเขียน ดูแกตั้งใจอย่างมากที่จะทำให้ผมสบายใจ
              ผมบ่นกับแกอีกครั้งถึงความไม่สบายกายและความรู้สึกไม่เป็นสุขที่เกิดขึ้นกับผม
แกหัวเราะแล้วบอกว่า ผมเริ่มที่จะเรียนรู้

              เราคุยกันอยู่นาน แกบอกว่า นอกจากเมสคาลิโตจะยอมให้ผมเล่นด้วยแล้ว ยังเจาะจงให้เป็น "คนที่เลือกสรรแล้ว" อีกด้วย และแม้ว่าแกจะงงเอามาก ๆ ในลางที่เกิดขึ้น เพราะผมไม่ได้เป็นชาวอินเดียนแดงแกก็ประสิทธิ์ประสาทความรู้อันลึกลับนี้ให้กับผม แกบอกว่า ตัวแกเองก็เคยมี "ผู้อุปการะ" ที่มาถ่ายทอดความรู้ว่าจะเป็น "ผู้รู้แจ้ง" อย่างไรให้ด้วย *(ผู้รู้แจ้ง - man of Knowledge หมายถึงหมอผีซึ่งตรัสรู้แล้ว เป็นลำดับสุดท้ายตามวิถีทางพัฒนาตัวเองตามแนวแห่งการรู้แจ้ง ลำดับของผู้รู้แจ้งตามคติของชาวอินเดียนแดงในเรื่องนี้ คือ พราน นักรบ และ ผู้รู้แจ้ง)

              ผมรู้สึกว่าจะต้องมีอะไรน่ากลัวเกิดขึ้นกับผมอีกอย่างแน่นอน ข้อบ่งชี้ว่าผมเป็นคนถูกเลือกสรรแล้วบวกกับวิถีทางอันประหลาดไม่เหมือนใครของดอนฮวน และผลอันพิลึกพิลั่นของการเสพเปโยติเหล่านี้ ทำให้ผมหวาดกลัวแทบจะทนไม่ได้และไม่ทราบว่าจะตัดสินใจอย่างไรดี แต่ดอนฮวนไม่สนใจในความรู้สึกของผมเลย แกแนะนำว่า ผมควรคิดถึงแต่ความมหัศจรรย์ที่เมสคาลิโตเล่นกับผมเท่านั้น
              "อย่าไปคิดถึงเรื่องอื่น" แกบอก "เรื่องอื่น ๆ คุณจะรู้ได้เอง"

              แกลุกขึ้น เอามือตบที่หัวของผมเบา ๆ แล้วพูดว่า "ผมกำลังจะสอนคุณถึงการเป็นนักรบ เหมือนกับที่ผมสอนให้รู้จักการล่ามาแล้ว แต่ผมก็อยากจะเตือนคุณว่า การเรียนรู้ว่าจะล่าสัตว์อย่างไรนั้นไม่ได้ทำให้คุณเป็นพรานขึ้นมา เช่นเดียวกับการเรียนรู้เรื่องการเป็นนักรบก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะเป็นนักรบขึ้นมาได้"
              ผมรู้สึกหงุดหงิดและไม่สบายเนื้อตัวจนเกือบจะเป็นความฉุนเฉียว ผมบ่นถึงความฝันที่เห็นชัดและการละเมอเพ้อพกต่าง ๆ แกดูจะเครียดไปชั่วครู่แล้วนั่งลง
              "ความฝันเหล่านั้นน่าขนลุก" ผมพูด
              "ความฝันของคุณชวนให้ขนลุกเสมอไปแหละน่า" แกพูดสวนกลับมา
              "ผมอยากจะบอกกับคุณว่า ระยะนี้มันน่าขนลุกกว่าเดิม"
              "อย่าไปใส่ใจกับมัน มันเป็นเพียงความฝันเท่านั้น ก็เหมือนกับความฝันของคนที่ชอบฝันทั่ว ๆ ไปนั่นแหละ ดังนั้นจึงไม่มีประโยชน์อะไรหรือจะมากังวลหรือพูดถึงเรื่องนี้"
              "แต่มันรบกวนผมมาก ดอนฮวน จะมีอะไรมาหยุดความฝันเหล่านี้ได้ไหมล่ะ"
              "ไม่หรอก ให้มันผ่านไป" แกบอก "แต่ตอนนี้เป็นเวลาที่คุณต้องยอมให้พลังเข้าถึงตัวได้ และคุณต้องเริ่มต้นด้วย การฝัน "
น้ำเสียงที่แกกล่าวคำว่า "การฝัน" นั้น ทำให้ผมเห็นว่าดอนฮวนใช้คำนี้ในความหมายที่ต่างออกไป ผมคิดคำถามเหมาะที่จะมาเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ดอนฮวนพูดต่อไป

              "ผมไม่เคยพูดกับคุณเกี่ยวกับ 'การฝัน' เพราะตอนนั้นผมสนใจจะสอนให้คุณเป็นพราน" แกบอก "พรานไม่ใส่ใจที่จะใช้พลัง ดังนั้นความฝันของพรานจึงเป็นความฝันธรรมดาเท่านั้น ความฝันเหล่านั้นอาจจะชัดมาก แต่มันก็ยังไม่ใช่ 'การฝัน'"
              "ในทางตรงข้าม นักรบแสวงหาพลัง และทางที่จะเข้าไปสู่พลังทางหนึ่งก็คือ 'การฝัน' คุณอาจจะพูดได้ว่า ความแตกต่างระหว่างพรานและนักรบคือ นักรบกำลังเดินไปหาพลัง ส่วนพรานไม่รู้เรื่องนี้เลย หรือรู้ก็เพียงเล็กน้อย"
              " ข้อตัดสินว่า ใครสามารถเป็นนักรบหรือใครเป็นพรานได้นั้น ไม่ได้อยู่ในอำนาจของเราเลย ข้อตัดสินนั้นอยู่ในอาณาจักรของพลังที่มานำทางให้กับมนุษย์ เพราะเหตุนี้เองการที่คุณเล่นกับเมสคาลิโตจึงเป็นลางที่สำคัญมาก พลังนำคุณมาหาผม พลังนำคุณมาที่สถานีขนส่ง จำได้ไหม ตัวตลกตัวหนึ่งนำคุณมาหาผม มันเป็นลางที่สมบูรณ์แบบจริง ๆ ที่ตัวตลกชี้มาที่ตัวคุณ ดังนั้น ผมจึงสอนคุณให้เป็นพราน และต่อมาก็มีลางดีอีก คือเมสคาลิโตเล่นกับคุณ คุณเข้าใจสิ่งที่ผมพูดไหมล่ะ"

              เหตุผลอันพิลึกพิลั่นของแกครอบงำผมอย่างเต็มที่ คำพูดของแกทำให้เกิดภาพพจน์ในลักษณะที่ตัวของผมอยู่ใต้อำนาจของสิ่งหนึ่งที่น่าหวาดกลัวและลึกลับ มันเป็นอะไรก็ไม่รู้ ผมเองก็ไม่ได้แสวงหาและไม่ทราบเอาเลยว่ามีอยู่จริงแม้ในความฝันที่บ้าที่สุด
              "คุณจะแนะให้ผมทำอะไรอีกล่ะ ดอนฮวน" ผมถาม
              "จงเป็นผู้ที่พลังเข้าถึงได้ และให้จัดการกับความฝันของคุณ" แกตอบ "คุณเรียกมันว่าเป็นความฝันเพราะคุณไม่มีพลัง นักรบเป็นผู้แสวงหาพลัง นักรบจะไม่เรียกความฝันว่าเป็นความฝัน แต่เรียกมันว่าเป็นความจริงชนิดหนึ่ง"
              "คุณหมายถึงว่า นักรบบอกว่าความฝันเป็นความจริงอย่างนั้นหรือ"

              "เขาไม่ได้บอกว่าอะไรเป็นอะไรอีก สิ่งที่คุณเรียกว่าความฝันนั้นเป็นความจริงสำหรับนักรบ คุณต้องเข้าใจว่านักรบไม่ใช่คนโง่ นักรบคือพรานผู้ล่าพลัง-เป็นพรานที่สมบูรณ์แบบที่สุด นักรบไม่มัวเมาหรือบ้า ๆ บอ ๆ เขาไม่มีทั้งเวลาหรือข้อกำหนดใด ๆ มาหลอกลวงหรือโกหกตัวของเขาเอง หรือก้าวไปข้างหน้าอย่างผิดพลาด เกณฑ์การวัดสูงมากสำหรับเรื่องนี้ เกณฑ์วัดนี้คือชีวิตที่ปรับเป็นระเบียบแล้วของนักรบ ซึ่งจะต้องใช้เวลานานในการที่จะทำให้กระชับและสมบูรณ์แบบ นักรบจะไม่ทิ้งคุณสมบัติอันนี้ไปเพราะเหตุว่าคาดการณ์ผิดอย่างโง่เง่าเห็นสิ่งนี้เป็นอีกสิ่งหนึ่ง
"ความฝัน เป็นความจริงสำหรับนักรบ เพราะว่าในการฝันนั้นเขาสามารถทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดลงไปได้ เขาอาจเลือกหรือปฏิเสธ และนักรบอาจเลือกจากรายละเอียดมากมายในการฝันส่วนที่จะไปสู่พลัง จากนั้นเขาจะจัดการกับพลังตามความเหมาะสมหรือนำมันมาใช้ ในขณะที่ความฝันธรรมดาเราไม่อาจทำอะไรได้ตามที่เราต้องการ"

              "ถ้าอย่างนั้น คุณหมายความว่า การฝัน เป็นความจริง อย่างนั้นสิดอนฮวน"
              "แน่นอน การฝัน เป็นความจริง"
              "จริงเหมือนกับที่เรากำลังคุยกันอยู่เดี๋ยวนี้อย่างนั้นหรือ"
              "ถ้าหากคุณอยากจะเปรียบเทียบกับสิ่งต่าง ๆ ผมก็อาจบอกกับคุณได้ว่า มันจริงเสียยิ่งกว่าการที่เรากำลังพูดกันอยู่เดี๋ยวนี้เสียอีก ใน การฝัน คุณมีพลัง คุณสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ ได้ คุณจะประสบความจริงนับไม่ถ้วนที่ถูกปิดบังซ่อนเร้นอยู่ และคุณสามารถควบคุมอะไรก็ได้ตามที่คุณต้องการ"

              การอ้างเหตุผลต่าง ๆ ของดอนฮวน ทำให้ผมเข้าใจในระดับหนึ่งเท่านั้น การที่ดอนฮวนชอบความคิดที่ว่าเราสามารถทำอะไรก็ได้ในความฝันนั้นผมก็เข้าใจได้ไม่ยากนัก แต่ผมก็ไม่ได้ถือว่ามันเป็นเรื่องจริงจังอะไรนัก การก้าวกระโดดออกไปในครั้งนี้ออกจะไกลไปหน่อย
              เรามองดูกันและกันชั่วครู่ คำพูดของดอนฮวนออกจะบ้ามาก แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม เท่าที่ผมรู้จักแกดี ดอนฮวนเป็นมนุษย์ที่มีสุขภาพจิตเป็นปกติที่สุดเท่าที่ผมเคยพบมา
              ผมบอกกับแกว่า ผมไม่เชื่อที่แกบอกว่าความฝันเป็นความจริง แกหัวเราะหึ ๆ ราวกับแกทราบดีสภาวะที่ผมเข้าไม่ได้นั้นเป็นอย่างดี ดังนั้นแกลุกขึ้นไม่พูดอะไรอีก แล้วเดินเข้าไปในบ้าน

              ผมนั่งซึมกระทืออยู่นาน จนดอนฮวนร้องเรียกมาจากหลังบ้าน แกทำข้าวโพดต้มและยื่นส่งมาให้ผมถ้วยหนึ่ง
              ผมถามถึงเวลาที่เราตื่น ผมอยากจะทราบว่าแกเรียกเวลาที่เราไม่หลับว่าอย่างไรเป็นพิเศษหรือเปล่า แต่ดอนฮวนไม่เข้าใจหรือไม่ก็ไม่อยากตอบ
              "คุณเรียกการกระทำนี้ว่าอย่างไร การกระทำที่เรากำลังทำอยู่เดี๋ยวนี้"               ผมถามในความหมายสิ่งที่เราทำอยู่นี้เป็นความจริงชนิดที่เป็นตรงข้ามกับความฝัน
              "ผมก็เรียกมันว่า การกิน" แกพูดแล้วกลั้นหัวเราะ
              "ผมเรียกมันว่า ความจริง" ผมพูด "เพราะการกินของเราเกิดขึ้นจริง ๆ "
              "การฝัน ก็เกิดขึ้นจริง ๆ เหมือนกัน" แกตอบพร้อมกับหัวเราะคิก ๆ ออกมา "และการล่าสัตว์ การเดิน และการหัวเราะก็เกิดขึ้นจริง ๆ "

              ผมไม่อาจดื้อเถียงอีกต่อไป แต่กระนั้นก็ตามถึงแม้ว่าผมพยายามจะออกไปให้เลยความคับแคบของตัวเองแล้วก็ตามที ผมไม่อาจยอมรับความคิดของดอนฮวนได้ แกดูจะพอใจในความหมดหวังของผมมาก
              เมื่อเรารับประทานอาหารเสร็จ ดอนฮวนพูดขึ้นมาลอย ๆ ว่า เราจะออกเดิน แต่คราวนี้จะไม่เร่ร่อนไปในทะเลทรายดังที่เราเคยทำมาแล้ว

              "คราวนี้จะต่างออกไป" แกบอก "เราจะไปตามสถานที่ของพลัง คุณกำลังจะเรียนรู้เรื่องการให้พลังเข้าถึงตัวได้อย่างไร"
ผมแสดงความสับสนออกมา ผมบอกว่ายังไม่พร้อมที่จะเผชิญกับสิ่งที่แกพูดถึง
              "เอาเถอะน่า คุณกำลังหมกมุ่นอยู่กับความกลัวที่ไร้สาระ" แกพูดเสียงต่ำแล้วเอามือมาตบที่หลังของผมพร้อมกับยิ้มอย่างมีเมตตา               "ผมพอใจกับวิญญาณของความเป็นนักล่าของคุณ คุณชอบที่เร่ร่อนไปกับผมในทะเลทรายอันสวยงามนี้ สายเกินไปเสียแล้วที่คุณจะถอนตัวออกไป"

              แกเดินออกไปยังป่าพุ่มไม้เตี้ย แกทำท่าด้วยศีรษะให้ผมเดินตาม ผมน่าจะเดินไปที่รถแล้วขับหนีไป แต่ผมเองก็ชอบที่จะเร่ร่อนไปในทะเลทรายอันสวยงามนี้กับแก ผมชอบความรู้สึกที่เกิดขึ้น ซึ่งมันเกิดขึ้นเมื่อผมเดินไปกับดอนฮวนเท่านั้น มันเป็นความรู้สึกว่า ทะเลทรายนี้พิลึกพิลั่น ลึกลับ แต่กระนั้นก็สวยงามเหมือนกับที่ดอนฮวนเคยพูดเอาไว้ ผมติดเบ็ดเสียแล้ว
              แกพาผมเดินไปที่ภูเขาทางทิศตะวันออกซึ่งอยู่ไกลมาก วันนั้นอากาศร้อน แต่ถึงจะร้อนซึ่งตามปกติแล้วผมจะทนไม่ได้เอาเลยนั้นผมกลับไม่สนใจแม้แต่นิดเดียว
เราเดินลึกไกลเข้าไปในโตรกเขา จนในที่สุดดอนฮวนหยุดเดินและนั่งลงภายใต้เงาของก้อนหินใหญ่ ผมดึงเอาขนมปังกรอบออกมาจากเครื่องหลัง แต่ดอนฮวนบอกว่าอย่างเพิ่งสนใจในเรื่องกิน

              แกแนะว่า ให้ผมนั่งในที่เด่นสะดุดตา แกชี้ไปที่ก้อนหินใหญ่รูปเกือบกลมที่อยู่ห่างออกไปประมาณ ๑๐-๑๕ ฟุต แล้วพยุงให้ผมขึ้นไปที่ยอดของหินก้อนนั้น ผมคิดว่าแกจะปีนขึ้นมานั่งด้วยแต่แกไม่ทำ แกปีนขึ้นมาไม่สูงนักแล้วยื่นเนื้อแห้งสองสามชิ้นให้กับผม แกบอกผมด้วยท่าทางเอาจริงเอาจังมากว่า เนื้อนี้เป็นเนื้อประจุพลัง ผมควรจะเคี้ยวช้า ๆ และไม่ควรให้ผสมกับอาหารอย่างอื่น
ต่อมาแกเดินกลับไปยังเงาหินที่เดิมแล้วนั่งเอาหลังพิงกำแพงหิน แกนั่งอย่างผ่อนคลายเหมือนกับว่าจะหลับไป ดอนฮวนนั่งอยู่ในท่านั้นจนผมกินเนื้อหมด แกยืดตัวตรงแล้วเอียงคอไปทางขวา เงี่ยหูลงฟังเสียงอะไรบางอย่างอย่างตั้งใจ แกชำเลืองมาทางผมสองสามครั้งแล้วยืนขึ้นในทันทีพร้อมกับกวาดสายตาไปรอบ ๆ อย่างที่พรานทำ
              ผมนั่งตัวแข็งโดยอัตโนมัติ ทำได้เพียงกวาดสายตาเพื่อตามดูสิ่งที่ดอนฮวนมองอยู่ แกเดินเข้าไปเบื้องหลังหินก้อนหนึ่งอย่างระมัดระวังตัว ราวกับว่าแกหลบสัตว์ชนิดหนึ่งเข้ามาในบริเวณนั้น ผมมองเห็นในขณะต่อมาด้วยว่าเราอยู่ในแนวโค้งเหมือนกับอ่าวที่เว้าเข้ามาของโตรก ไม่มีน้ำ มีหินทรายก้อนโต ๆ กระจายอยู่โดยรอบ

              ดอนฮวนโผล่หน้าออกมาหลังก้อนหินนั้นแล้วยิ้มกับผม แกเหยียดแขนออก อ้าปากหาว แล้วเดินมาที่ก้อนหินที่ผมนั่งอยู่ ความเครียดของผมคลายลง ผมทรุดตัวลงนั่ง
              "เกิดอะไรขึ้นหรือ ดอนฮวน" ผมกระซิบถาม
แกตอบด้วยการร้องแหกปากตะโกนออกมาว่า ไม่มีอะไรแถวนี้ที่จะต้องกังวล
ผมรู้สึกกระตุกที่ท้องในทันที คำตอบของแกไม่น่าตะโกนออกมา และผมก็ไม่คาดคิดมาก่อนว่าแกจะทำเช่นนั้น นอกจากว่าแกจะมีเหตุผลเฉพาะลงไป

              ผมทำท่าว่าจะเลื่อนตัวลงมาจากก้อนหิน แต่ดอนฮวนตะโกนขึ้นมาอีกว่าให้ผมอยู่ที่เดิม
              "คุณกำลังทำอะไร ดอนฮวน" ผมถาม
แกนั่งลงและซ่อนตัวอยู่ในระหว่างหินสองก้อนที่อยู่ตรงฐานของหินที่ผมนั่งอยู่ ต่อมาแกพูดด้วยเสียงอันดังว่า แกกำลังมองไปรอบ ๆ เพราะแกคิดว่าได้ยินเสียงอะไรอย่างหนึ่ง
              ผมถามว่าแกได้ยินเสียงสัตว์ตัวโตหรือ แกเอามือมาป้องที่หูแล้วตะโกนออกมาว่า แกไม่ได้ยินที่ผมพูดและผมควรจะตะโกนออกมาด้วย
              ผมรู้สึกหงุดหงิดที่ต้องแหกปากร้อง แต่ดอนฮวนก็แหย่ผมออกมาด้วยเสียงอันดังว่าให้ผมร้องออกมา ผมตะโกนออกไปว่า ผมอยากรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น แกตะโกนออกมาว่า ไม่มีอะไรเลยแถวนี้ แกแหกปากตะโกนต่อว่า ผมเห็นอะไรบ้างไหม จากยอดของก้อนหินที่ผมนั่งอยู่ ผมร้องว่า ไม่มีหรอก ต่อมาแกบอกให้ผมบอกถึงรายละเอียดของภาพที่เห็นทางด้านทิศใต้

              เราตะโกนกลับไปกลับมาอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นดอนฮวนทำสัญญาณให้ผมไต่ลงมา ผมเดินไปหาแก แกกระซิบที่หูของผมว่า ผมจำเป็นต้องตะโกนเพื่อให้การปรากฏตัวของเราเป็นที่สังเกตได้ เพราะผมต้องให้พลังของรูน้ำในที่แห่งนี้เข้าถึงตัวได้

              ผมมองไปรอบ ๆ แต่ก็มองไม่เห็นว่ามีรูน้ำที่ไหน ดอนฮวนบอกว่าเรายืนอยู่เหนือรูน้ำทีเดียว
              "มีน้ำอยู่ที่นี่" แกกระซิบ "และมีพลังด้วย มีวิญญาณอยู่ตรงนี้และเรากำลังล่อให้มันออกมา บางทีมันอาจตามคุณไปก็ได้"
              ผมอยากจะทราบเพิ่มเติมถึงวิญญาณที่แกพูดถึง แต่แกยืนยันให้มีการเงียบเสียงลงจริง ๆ แกแนะให้ผมอยู่อย่างนิ่งที่สุดไม่ให้มีเสียงอะไรออกมา ไม่กระดุกกระดิกหรือทำให้เป็นที่สังเกตเห็นการปรากฏกายของเรา

              สำหรับดอนฮวนนับเป็นเรื่องง่ายมากที่จะนั่งไม่กระดุกกระดิกนับเป็นชั่วโมง แต่สำหรับผมการทำเช่นนี้เป็นความทรมาน ขาทั้งสองข้างชา กระดูกสันหลังปวดร้าว กล้ามเนื้อตึงแถวบริเวณคอและช่วงไหล่ ร่างกายของผมตาย ผมไม่สบายมากขณะที่ดอนฮวนลุกขึ้นในที่สุด แกดีดตัวยืนขึ้นมาแล้วยื่นมือมาดึงให้ผมลุกยืน
              ขณะที่ผมยืดแข้งยืดขาอยู่นั้น ผมรู้สึกว่าเป็นเรื่องแทบไม่น่าเชื่อ ที่ดอนฮวนดีดตัวลุดขึ้นมาหลังจากที่นั่งไม่กระดุกกระดิกเลยหลายชั่วโมง ส่วนผมต้องใช้เวลาอีกครู่หนึ่งในการทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวพอที่จะออกเดินทางต่อไปได้

              ดอนฮวนมุ่งหน้ากลับบ้าน แกเดินช้ามาก และเดินห่างออกไปสามก้าวเพื่อให้ผมสังเกตและทำตามแกได้ถูก แกวกออกจากทางที่เคยเดินและข้ามทางเส้นนั้นไป ๆ มา ๆ ๓-๔ ครั้งในทิศทางต่าง ๆ และเมื่อเรามาถึงบ้านก็เป็นเวลาบ่ายมากแล้ว
ผมพยายามที่จะถามแกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แกบอกว่าคำพูดไม่จำเป็นสำหรับผมอีกในตอนนี้ ให้งดคำถามต่างๆ ไว้จนกว่าเราจะอยู่ในสถานที่ของพลัง

              ผมอยากรู้แทบตายว่าที่แกบอกเช่นนั้นหมายถึงอะไรแน่ ผมพยายามกระซิบถาม แต่แกเตือนผมด้วยสายตาที่มองอย่างชาเย็นว่า เรื่องที่แกพูดไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ
              เรานั่งอยู่ที่ระเบียงบ้านหลายชั่วโมง ผมจดบันทึก ดอนฮวนยื่นเอาเนื้อแห้งประจุพลังให้กับผมเป็นครั้งครว จนในที่สุดก็มืดจนเขียนหนังสือไม่ได้ ผมพยายาที่จะคิดถึงความก้าวหน้าใหม่ ๆ ในเรื่องเหล่านี้ แต่ส่วนหนึ่งในตัวของผมปฏิเสธที่จะคิด และในที่สุดผมก็หลับไป

             
เสาร์ที่ ๑๙ สิงหาคม ๑๙๖๑

              เช้าของเมื่อวาน ผมกับดอนฮวนขับรถเข้าไปในเมืองเพื่อรีบประทานอาหารที่ภัตตาคารแห่งหนึ่ง แกแนะนำไม่ให้ผมเปลี่ยนอาหารในทันทีทันใด
              "ร่างกายของคุณไม่ชินกับเนื้อประจุพลัง" แกบอก "คุณอาจจะไม่สบายหากคุณไม่กินอาหารที่คุณชอบ"
              ดอนฮวนเองก็รับประทานเสียเต็มคราบ เมื่อผมล้อแกในเรื่องนี้ แกบอกเพียงว่า ร่างกายของแกชอบอาหารทุกอย่าง
              ในเวลาราวเที่ยงวันเราเดินไปยังโตรกผาแหล่งน้ำที่เดิม เราเริ่มทำตัวให้วิญญาณสังเกตได้ด้วย "การพูดเสียงดัง" และต่อมาบังคับตัวเองให้เงียบอีกหลายชั่วโมง

              เราออกจากที่นั่น แต่แทนที่จะมุ่งตรงเพื่อกลับบ้าน ดอนฮวนกลับเดินไปอีกทางหนึ่งซึ่งเป็นภูเขา เรามาถึงเนินเขาที่ไม่สูงนัก และต่อมาเราก็ปีนขึ้นไปยังยอดเขาสูง ตรงยอดเขาดอนฮวนเลือกเอาที่โล่งไม่มีร่มไม้เป็นที่นั่งพัก แกบอกผมว่า เราต้องคอยจนถึงเวลาย่ำค่ำและผมต้องทำตัวให้เป็นปกติที่สุด ซึ่งหมายรวมถึงให้ถามอะไรก็ได้ที่ผมอยากทราบด้วย
              "ผมรู้ว่าวิญญาณซุกซ่อนอยู่แถว ๆ นั้น"
              "ตรงไหนล่ะ"
              "แถวพุ่มไม้นั่นแหละ"
              "มันเป็นวิญญาณชนิดไหนกันล่ะ"
              แกมองมาทางผมด้วยสีหน้าแสดงความขบขันแล้วย้อนถามว่า "วิญญาณมีกี่ชนิดกันละคุณ"
              เราทั้งสองหัวเราะออกมา ผมถามออกไปด้วยใจที่ไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัวเอาเลย

              "มันจะออกมาในตอนหัวค่ำ" แกพูด "เราเพียงแต่คอยเท่านั้น"
              ผมเงียบไป และไม่มีอะไรจะถามออกมาจริง ๆ
              "นี่เป็นเวลาที่เราต้องคุยกันต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ" แกบอก "เสียงของมนุษย์ดึงดูดพวกวิญญาณ มีตัวหนึ่งละที่ซ่อนอยู่ที่นั่น เรากำลังจะทำตัวให้เป็นที่เข้าถึงได้สำหรับเจ้าตัวนี้ ดังนั้นเราจึงต้องคุยกัน"

              ผมรู้สึกทึ่มและว่างเปล่าไม่มีอะไรจะพูด ผมคิดไม่ออกว่าจะพูดอะไรออกมา ดอนฮวนหัวเราะแล้วเอามือตบหลังของผม
              "คุณนี่แย่จริง ๆ" แกพูด "เมื่อจำเป็นต้องพูด คุณกลับไม่มีลิ้นเสียนี่ เร็ว รีบทำให้เหงือกของคุณได้ออกกำลังเสียบ้าง"
              แกทำตลกบ้า ๆ แสดงท่าให้ปุ่มเหงือกทำงานโดยการอ้าปากและหุบปากอย่างรวดเร็ว
              "มีหลายสิ่งหลายอย่างที่จะต้องคุยกันในสถานที่ของพลังเท่านั้น" แกพูดต่อไป "ผมพาคุณมาที่นี่ เพราะนี่เป็นการลองเผชิญดูเป็นครั้งแรกสำหรับคุณ ที่นี่เป็นที่ของพลัง และในสถานที่เช่นนี้ เราจะพูดกันแต่เรื่องของพลังเท่านั้น"
              "ผมไม่ทราบเลยว่า พลังคืออะไร"
              " พลังคือสิ่งหนึ่งที่นักรบเข้าจัดการ " แกพูด " แรกทีเดียว เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อเอาเลย ยากที่จะเข้าถึง ยากแม้แต่จะนำมาคิด นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณในขณะนี้ ต่อมาพลังจะเป็นเรื่องจริงจังขึ้นมา คุณอาจจะมีมันก็ได้ หรือคุณไม่รู้ชัดเลยว่ามันมีอยู่จริง แต่คุณก็ทราบว่ามีสิ่งหนึ่งอยู่ที่นั่น มีสิ่งหนึ่งที่คุณไม่เคยสังเกตมาก่อน
ต่อมาอีก พลังจะปรากฏออกมาในฐานะที่เป็นสิ่งหนึ่งซึ่งควบคุมไม่ได้ที่เข้ามาสู่ตัวของคุณ ผมเองก็บอกไม่ได้ว่ามันเข้ามาได้อย่างไร หรือมันเป็นอะไร
พลังไม่ได้เป็นอะไรเลย แต่มันก็ทำให้เกิดสิ่งพิศวงต่อหน้าต่อตาของคุณ และในลำดับสุดท้าย พลังเป็นสิ่ง ๆ หนึ่งที่คุณมีในตัวของคุณ มันเป็นสิ่งที่ควบคุมการกระทำของคุณ แต่กระนั้นก็เชื่อคำสั่งของคุณด้วย
"

              เราเงียบไปครู่หนึ่ง ดอนฮวนถามผมว่าเข้าใจหรือไม่ ผมรู้สึกขำที่ตอบว่าเข้าใจ ดูเหมือนว่าแกมองเห็นความหมดหวังของผมเหมือนกันจึงหัวเราะหึ ๆ ออกมา
              "ผมจะสอนคุณตรงนี้เลย ถึงบันไดขั้นแรกที่จะเข้าสู่พลัง" แกพูดออกมาเหมือนกับแกให้ผมเขียนตามคำตอบ "ผมจะสอนคุณเรื่อง 'การตั้งความฝัน'"
              แกมองมาทางผมแล้วถามอีกครั้งว่าผมเข้าใจสิ่งที่แกพูดหรือเปล่า ผมไม่เข้าใจเลย ผมเกือบจะไม่รู้เรื่องว่าแกพูดอะไรเอาเลย แกอธิบายว่า 'การตั้งความฝัน' หมายถึงการควบคุมสภาวะความเป็นไปต่าง ๆ ในความฝันอย่างเฉียบขาดรัดกุมเหมือนกับที่เราเลือกทำสิ่งต่าง ๆ ขณะอยู่ในทะเลทรายแห่งนี้ เช่นเลือกที่จะปีนภูเขาหรือพักอยู่ในที่ร่มตรงโตรกเขาที่เป็นแหล่งน้ำ

              "คุณต้องเริ่มต้นที่สิ่งง่าย ๆ ก่อน" แกบอก "คืนนี้เมื่อคุณฝัน จงมองไปที่มือคุณ"
              ผมหัวเราะออกมาดัง ๆ น้ำเสียงที่แกพูดจริงจังมากราวกับว่าแกกำลังบอกให้ผมทำสิ่งธรรมดา ๆ
              "คุณหัวเราะทำไม" แกถามด้วยความประหลาดใจ
              "ผมจะมองดูที่มือได้อย่างไรในความฝัน ดอนฮวน"
              "ง่ายมาก เพ่งสายตาไปที่มือเหมือนอย่างนี้ไง"
              แกโน้มศีรษะไปข้างหน้าจ้องดูมือทั้งสองของแกพร้อมกับอ้าปาก ท่าดูของแกตลกมากจนผมหัวเราะออกมา
              "พูดจริงเถอะ ดอนฮวน คุณคิดว่าผมจะทำได้จริง ๆ หรือ"
              "ก็ทำในลักษณะที่ผมบอกคุณนี้ไง" แกพูดสวนออกมา "แน่นอนคุณอาจจะมองดูอะไรก็ได้ที่คุณชอบ เช่น หัวแม่เท้าของคุณ ท้องน้อยของคุณ หรืออะไรของคุณนั่นก็ได้ ผมพูดถึงมือของคุณเพราะมันง่ายที่สุดที่จะมองดู อย่างคิดว่ามันเป็นเรื่องตลก 'การฝัน' เป็นเรื่องสำคัญมากเท่า ๆ กับ 'การเห็น' หรือการตาย หรือสิ่งอื่น ๆ ในโลกที่พิลึกพิลั่นนี้
              "ให้คิดถึงเรื่องนี้ในฐานะเป็นสิ่งที่ทำสนุก ๆ จงจินตนาการถึงสิ่งต่างๆ ที่คุณไม่คาดว่าจะเข้าถึงได้ คนผู้ล่าพลังนั้นเกือบจะไม่มีขอบเขตใน การฝัน ของเขา"

              ผมขอให้แกบอกวิธีการอื่นอีก
              "ไม่มีวิธีการอื่นหรอก" แกพูด "ให้มองดูที่มือของคุณเท่านั้น"
              "น่าจะมีอะไรอื่นอีก ที่คุณอาจบอกกับผมได้" ผมคะยั้นคะยอ
              ดอนฮวนสั่นหัว หรี่ตาแล้วชำเลืองมาที่ผมหลายครั้ง

              "เราแต่ละคนต่างกัน" แกพูดออกมาในที่สุด "สิ่งที่คุณเรียกว่าวิธีการอาจจะเป็นสิ่งที่ผมทำเมื่อเรียนรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง เราไม่เหมือนกันหรอก ไม่เหมือนกันเลยแม้แต่นิดเดียว"
              "บางที่อะไรก็ได้ที่คุณพูดออกมา อาจช่วยผมได้บ้างในเรื่องนี้"
              "มันน่าจะง่ายกว่าที่จะดูที่มือคุณเท่านั้น"
              ดูเหมือนแกกำลังเสาะหาคำพูด แกเงยศีรษะขึ้น ๆ ลง ๆ
              "ทุกครั้งที่คุณมองสิ่งหนึ่งสิ่งใดในความฝัน มันจะเปลี่ยนรูปร่างไป" แกพูดหลังจากที่เงียบไปนาน "อุบายที่จะเรียนรู้ 'การตั้งความฝัน' เห็นอยู่ชัดแล้วว่า ไม่ใช่เพียงมองดูสิ่ง ๆ นั้นเพียงอย่างเดียว แต่ให้สิ่งนั้นคงอยู่ได้ การฝัน เป็นจริงขึ้นมาก็ต่อเมื่อคุณเห็นภาพนั้นคงอยู่ได้สำเร็จ ต่อจากนั้นจะไม่มีความแตกต่างระหว่างสิ่ง"

              ผมสารภาพว่า ถึงแม้ผมจะเข้าใจสิ่งที่แกพูดมา แต่ผมไม่อาจยอมรับแนวทางของแกได้ ผมเสนอตัวอย่างที่ว่า ในโลกที่เจริญแล้วนั้นมีคนจำนวนมากมายที่หลงและไม่สามารถเห็นความแตกต่างระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกของความจริงและในโลกแห่งความเพ้อฝัน ผมบอกว่า คนเหล่านี้เป็นคนพิการทางจิตอย่างไม่ต้องสงสัย และความอึดอัดของผมเพิ่มพูนขึ้นทุกทีที่แกแนะให้ผมทำเหมือนคนที่มีสติไม่สมประกอบเหล่านั้น

              ผมอธิบายอยู่นาน ดอนฮวนทำท่าสิ้นหวังอย่างน่าขัน แกเอามือทาบที่แก้มแล้วถอนหายใจออกมาดัง ๆ
              " ให้โลกที่เจริญแล้วของคุณอยู่ในที่ที่มันเคยอยู่นั่นแหละ " แกพูด "ให้มันเป็นอย่างนั้นแหละ! ไม่มีใครขอให้คุณทำอย่างคนบ้า ผมบอกคุณแล้วว่า นักรบต้องสมบูรณ์แบบเพื่อจะได้จัดการกับพลัง-ที่เขาล่า คุณรู้ได้อย่างไรว่า นักรบไม่สามารถมองเห็นความแตกต่างของสิ่งต่างๆ
              " ในทางตรงข้าม คุณรู้ว่าโลกที่แท้จริงคืออย่างไรนั่นแหละเพื่อนรัก อาจจะโง่งมงายและตายลงในเวลาไหนไม่อาจบอกได้ หากคุณอิงอยู่กับความเก่งกาจที่จะบอกว่าสิ่งนี้จริงแต่อีกสิ่งหนึ่งไม่จริง "

              ผมยังไม่ได้บอกถึงสิ่งที่อยู่ในใจของผมจริง ๆ ทุกครั้งที่ผมค้านออกมานั้น ผมเพียงบอกถึงความสับสนแทบจะทนไม่ได้ในสภาวะที่ผมไม่มีทางเข้าถึงได้เลย
              "ผมไม่ได้พยายามที่จะทำให้คุณไม่สบายหรือบ้า ๆ บอ ๆ" ดอนฮวนพูดต่อ "คุณอาจเป็นคนบ้าได้โดยไม่ต้องให้ผมช่วย แต่พลังชนิดหนึ่งนำทางให้กับเรานำคุณมาหาผม และผมใช้ความพยายามที่จะสอนคุณให้เปลี่ยนวิถีชีวิตที่โง่เขลา แล้วหันมาดำเนินชีวิตที่สะอาดแข็งแรงของพราน
              "ต่อมาพลังชนิดเดียวกันนั้นนำคุณอีกครั้งและบอกผมว่า คุณควรจะเรียนรู้ถึงการมีชีวิตที่บริสุทธิ์ไม่แปดเปื้อนของนักรบ ก็เห็นอยู่ชัด ๆ ว่าคุณไม่สามารถใช้ชีวิตดังกล่าวแล้วนั้น แต่ใครเล่าจะทราบได้ เราเองก็ลึกลับพิลึกพิลั่นและไม่อาจหยั่งถึงได้เหมือนกับโลกนั่นแหละ ดังนั้น ใครเล่าจะบอกได้ว่าคุณสามารถที่จะเป็นอะไร "
              น้ำเสียงของแกมีแววเศร้า ผมอยากจะขอโทษแต่แกพูดต่อไป
              "คุณจะไม่ดูที่มือก็ได้เหมือนกัน" แกพูด "อย่างที่ผมบอกแล้ว ดูอะไรก็ได้ แต่คิดไว้ล่วงหน้าแล้วหามันในความฝันของคุณ ผมบอกให้ใช้มือ เพราะมืออยู่ที่เดิมตลอดไป
              "เมื่อมันเปลี่ยนรูปร่าง คุณต้องเลื่อนสายตาไปดูสิ่งอื่นแล้วต่อมาก็จ้องดูที่มืออีก แบบฝึกหัดนี้ต้องใช้เวลาเพื่อจะทำได้อย่างถูกต้อง"

              ผมหมกมุ่นอยู่กับการจดบันทึกจนไม่ได้สังเกตว่าจวนจะค่ำแล้ว ดวงอาทิตย์ลับหายไปจากขอบฟ้า ท้องฟ้ามีเมฆมากและจวนจะถึงย่ำค่ำแล้ว ดอนฮวนลุกขึ้นยืนแล้วมองไปทางทิศใต้แวบหนึ่ง
              "ไปกันเถอะ" แกพูด "เราต้องเดินไปทางทิศใต้จนกว่าวิญญาณของรูน้ำปรากฏตัวของมันออกมา"

              เราเดินไปประมาณครึ่งชั่วโมง ภูมิประเทศเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัดและเรามาถึงที่โล่ง มีเนินเขารูปกลมซึ่งพุ่มไม้เตี้ยที่ขึ้นอยู่ถูกไฟไหม้ เนินลูกนั้นจึงดูเหมือนกับคนหัวล้าน
              เราเดินตรงไปที่นั่น ผมคิดว่า ดอนฮวนจะปีนขึ้นไปตามเนินเขาซึ่งไม่ชันนัก แต่แกหยุดเดินและยืนในท่าระวังตัวอย่างเต็มที่ ร่างกายของแกดูจะเกร็งแข็งเป็นแท่งเดียวและตัวแกสั่นชั่วประเดี๋ยวหนึ่ง ต่อมาแกคลายกล้ามเนื้อแล้วยืนอย่างปวกเปียก ผมบอกไม่ได้ว่าร่างกายของแกยืดตรงอยู่ได้อย่างไรในเมื่อกล้ามเนื้อคลายตัวออกในลักษณะเช่นนั้น
              ทันใดนั้นลมแรงพัดมากระแทกตัวผมวูบหนึ่ง ร่างของดอนฮวนหันไปทางทิศตะวันตกที่ลมพัดมานั้น แกไม่ได้ใช้กล้ามเนื้อเพื่อหันตัว อย่างน้อยที่สุดแกไม่ได้ใช้กล้ามเนื้อในลักษณะเดียวกับที่ผมใช้เมื่อหันตัว ร่างกายของแกเหมือนถูกดึงจากภายนอก เหมือนกับว่าใครคนหนึ่งมาจับตัวแกให้หันไปทางทิศนั้น

              ผมจ้องดูดอนฮวนเขม็ง แกมองมาทางผมทางหางตา สีหน้าของแกแสดงถึงการตกลงใจหรือมีจุดมุ่งหมาย อวัยวะทุกส่วนในตัวของแกเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ และผมจ้องมองดูแกด้วยความประหลาดใจ เท่าที่ผมจำได้ ในสถานการณ์อื่นผมไม่เคยเห็นความใส่ใจจดจ่อเช่นนี้
              ทันใดนั้นร่างของดอนฮวนสั่นเหมือนกับว่าถูกสาดด้วยน้ำแข็ง แกกระตุกขึ้นมาครั้งหนึ่ง ต่อมาแกเริ่มออกเดินเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
              ผมเดินตามแกไป เราเดินเลียบไปตามเชิงเขาหัวโล้นด้านทิศตะวันออกจนมาถึงส่วนกลางของเขาลูกนั้น ดอนฮวนหยุดเดินแล้วหันไปทางทิศตะวันตก

              จากจุดที่เรายืนอยู่ ยอดของเนินเขาไม่กลมและเตียนมากนักเหมือนกับที่ได้เห็นจากที่ไกล มีถ้ำหรือรูอยู่ติดกับยอดเนิน ผมจ้องดูที่รูนั้นเพราะว่าดอนฮวนก็จ้องดูที่นั่นเหมือนกัน ลมพัดมาอีกวูบหนึ่งทำให้ผมเย็นเยียบไปตามกระดูกสันหลัง ดอนฮวนหันไปทางทิศใต้แล้วกวาดตามองสิ่งแวดล้อมโดยรอบ
              "นั่นไง" แกกระซิบออกมาแล้วชี้ไปที่สิ่งหนึ่งบนพื้นดิน
              ผมเพ่งดู ห่างออกไปประมาณ ๒๐ ฟุตมีสิ่งหนึ่งอยู่บนพื้นดิน มันมีสีน้ำตาลอ่อน และขณะที่ผมจ้องดูอยู่นั้น ตัวของมันสั่นขึ้นมา ผมตั้งใจดู สิ่งนั้นเกือบจะกลมและขดตัวอยู่ ดูแล้วก็เหมือนกับหมานอนขดอยู่
              "นั่นอะไรดอนฮวน" ผมกระซิบถาม
              "ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน" แกกระซิบตอบขณะที่เพ่งดูสิ่งนั้น "คุณมองดูแล้วมันเหมือนอะไรล่ะ"
              ผมบอกแกว่า มันเหมือนหมา
              "โตเกินไปที่จะเป็นหมา" แกพูดตามจริง

              ผมขยับเข้าไปอีกสองก้าวแต่ดอนฮวนยังผมไว้ ผมจ้องดูสิ่งนั้น มันเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งอย่างแน่นอน ซึ่งถ้าไม่นอนหลับอยู่ก็ตายไปแล้ว ผมเกือบจะมองเห็นหัวของมัน หูของมันแหลมเหมือนหูหมาป่า ในขณะต่อมาผมแน่ใจว่า นั่นคือสัตว์ที่ขดตัว ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นลูกวัวสีน้ำตาล               ผมกระซิบบอกดอนฮวน แกตอบว่ามันเล็กเกินไปที่จะเป็นลูกวัว อีกอย่างหนึ่งหูของมันแหลม
              ร่างของสัตว์ตัวนั้นสั่นขึ้นมาอีกครั้งทำให้ผมทราบว่ามันยังมีชีวิต มันกำลังหายใจอยู่จริง ๆ แต่ดูมันจะหายใจอย่างไม่เป็นจังหวะจะโคน การหายใจของมันกระโชกสั่นอย่างไม่สม่ำเสมอ ผมรู้ขึ้นมาในทันใดนั้นว่าอะไรเกิดขึ้น
              "มันเป็นสัตว์กำลังจะตาย" ผมกระซิบบอกดอนฮวน
              "คุณพูดถูก" แกกระซิบตอบ" แต่มันเป็นสัตว์ชนิดไหนล่ะ"

              ผมมองเห็นไม่ชัดถึงลักษณะที่เฉพาะลงไป ดอนฮวนก้าวเข้าไปอย่างระมัดระวังอีกสองก้าว ผมก้าวตาม ขณะนั้นมืดมากแล้ว และเราต้องก้าวเข้าไปอีกสองก้าวจึงมองเห็นมัน
              "ระวังให้ดี" แกกระซิบ "ถ้ามันเป็นสัตว์ที่กำลังจะตายมันอาจจะใช้พลังสุดท้ายที่มันมีกระโจนเข้าใส่เราได้"

              สัตว์ตัวนั้นหรืออะไรก็แล้วแต่จะคุดคู้อยู่กับขาหลัง ลมหายใจของมันไม่เป็นส่ำ ตัวของมันลอยขึ้นจากพื้น ผมได้ยินเสียงร้องหวีดหวิวออกมาและเจ้าสัตว์ตัวนั้นเหยียดขาออก กรงเล็บของมันเกินกว่าที่บอกว่าน่ากลัว มันน่ารังเกียจอย่างที่สุดเมื่อเหยียดออก แล้วมันกลิ้งตัวไปข้าง ๆ แล้วพลิกตัวหงายขึ้น
              ผมได้ยินเสียงคำรามน่าสะพรึงกลัวพร้อมกับเสียงตะโกนของดอนฮวน
              "หนีเร็ว!"

              และนั่นคือสิ่งที่ผมทำลงไปจริง ๆ ผมตะกายขึ้นไปสู่ยอดเขาด้วยความเร็วและคล่องแคล่วแทบไม่น่าเชื่อ แต่พอวิ่งไปได้สักครึ่งทางผมหันกลับมาดู ดอนฮวนยังยืนอยู่ที่เดิม แกโบกมือให้ผมกลับลงมา ผมวิ่งลงเนินไปหาแก
              "มีอะไรเกิดขึ้นรึ" ผมถอนหายใจแทบไม่ทัน
              เราเคลื่อนตัวเข้าไปยังสัตว์ตัวนั้นอย่างระมัดระวัง มันนอนเหยียดยาวอยู่ และขณะที่ผมเดินใกล้เข้าไปนั้น ผมเกือบจะตะโกนออกมาด้วยความตกใจ ผมเห็นว่ามันยังไม่ตายสนิททีเดียว ร่างของมันยังสั่นอยู่ ขาของมันที่เหยียดขึ้นไปนั้นสั่นอย่างแรง มันกำลังหายใจพะงาบ ๆ เป็นครั้งสุดท้าย

              ผมเดินนำหน้าดอนฮวน การกระตุกที่เกิดขึ้นอีกครั้งย้ายตัวของมัน และผมมองเห็นหัวของสัตว์ตัวนั้น ผมหันมาทางดอนฮวนด้วยความตกใจกลัว ดูจากรูปร่างของมัน สัตว์ตัวนี้ต้องเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม แต่มันกลับมีจงอยปากเหมือนนก!
ผมจ้องดูมันด้วยความเกลียดกลัวจริง ๆ ผมไม่อยากเชื่อ ผมตะลึงไม่อาจแม้จะเปล่งคำพูดออกมา ตั้งแต่เกิดมาผมก็ไม่เคยเห็นอะไรในลักษณะนี้มาก่อน มีสิ่งหนึ่งที่ไม่อาจเข้าใจได้อยู่เบื้องหน้าของผม ผมอยากให้ดอนฮวนพูดถึงสัตว์พิลึกกึกกือตัวนี้ แต่ผมทำได้เพียงพูดงึมงำไม่เป็นภาษากับแก
              ดอนฮวนจ้องดูผม ผมชำเลืองดูแกแล้วมองไปที่สัตว์ตัวนั้น และต่อมามีสิ่งหนึ่งในตัวของผมเข้ามาจัดโลกให้ถูกต้อง ผมรู้ขึ้นมาเองในทันใดนั้นว่าสัตว์ตัวนั้นคืออะไร ผมเดินไปหามันแล้วหยิบมันขึ้นมา สิ่งนั้นคือกิ่งไม้ใหญ่กิ่งหนึ่ง มันเป็นกิ่งไม้ที่ถูกไฟไหม้และคงจะเป็นลมที่พัดเอาขยะมาปะไว้กับกิ่งไม้นี้ ดังนั้นมันจึงมีรูปร่างเหมือนกับสัตว์ตัวกลมโต สีของขยะไหม้ไฟทำให้มันมีสีน้ำตาลอ่อนตัดกับสีของพุ่มไม้โดยรอบ

              ผมหัวเราะให้กับความเขลาของตัวเองแล้วอธิบายให้ดอนฮวนฟังอย่างตื่นเต้นว่า ลมพัดเข้าไปในกิ่งไม้จึงทำให้มันมองดูเหมือนกับสัตว์ที่มีชีวิต ผมคิดว่าดอนฮวนคงพอใจในคำอธิบายที่มาไขความลึกลับที่เกิดขึ้น แต่แกหันกลับแล้วเดินขึ้นไปสู่ยอดเนิน ผมเดินตาม ดอนฮวนคลานเข้าไปในหลืบที่มองดูเหมือนถ้ำ มันไม่ใช่รู แต่เป็นส่วนเว้าเข้าไปไม่ลึกนักมองดูแล้วเหมือนถ้ำ
              ดอนฮวนหากิ่งไม้เล็ก ๆ มากวาดเอาสิ่งสกปรกที่สุมอยู่ที่ก้นหลืบนั้นออกไป
              "เราต้องไล่พวกเห็บออกไป" แกบอก
              แกทำท่าบอกให้ผมนั่งลง ทำตัวให้สบายเพราะเราจะพักที่นี่ในคืนนี้

              "สิ่งที่คุณทำไม่ใช่ชัยชนะอะไร" แกพูด "คุณสูญเสียพลังที่สวยงามไป พลังที่พัดเอาชีวิตเข้าไปสู่กิ่งไม้แห้งกิ่งนั้น"
แกบอกว่า ชัยชนะที่แท้จริงของผมน่าจะเป็นการปล่อยวางและตามพลังนั้นไปจนโลกนี้ไม่ปรากฏ ดูแกจะไม่โกรธผมหรือผิดหวังในการกระทำของผมแต่อย่างใด แกพูดซ้ำแล้วซ้ำอีกว่านี่เป็นเพียงการเริ่มต้น และต้องใช้เวลาบ้างในการควบคุมพลัง แกเอามือมาตบที่ไหล่ของผมแล้วพูดตลก ๆ ว่า เมื่อตอนเช้านี้ผมเป็นคนที่ทราบดีว่าอะไรจริงและอะไรไม่จริงเสียด้วย
              ผมรู้สึกอาย ผมขอโทษที่แนวโน้มของผมเป็นไปในทางที่แน่ใจในวิถีทางของตัวเองเสมอไป
              "นั่นไม่สำคัญหรอก" แกพูด "กิ่งไม้กิ่งนั้นเป็นสัตว์จริง ๆ และมันมีชีวิตอยู่จริงในขณะที่พลังสัมผัสกับมัน ในเมื่อสิ่งที่ทำให้มันมีชีวิตคือพลัง อุบายในเรื่องนี้ซึ่งก็เหมือนกับอุบายในเรื่อง การฝัน คือจ้องดูมันเข้าไว้ เข้าใจสิ่งที่ผมพูดไหมล่ะ"

              ผมอยากจะถามถึงสิ่งอื่น แต่ดอนฮวนให้ผมเงียบ แกแนะว่าเราต้องอยู่ในความเงียบจริงแต่ให้ตื่นอยู่ตลอดทั้งคืน และแกคนเดียวเท่านั้นที่พูดได้อีกชั่วขณะหนึ่ง
              แกบอกว่าวิญญาณที่เราเห็นนั้นรู้จักเสียงของแกดี และอาจเงียบลงได้ด้วยเสียงนี้ จากนั้นมันจะผละไป แกอธิบายว่า การให้พลังเข้าถึงตัวนั้น จะมีเสียงที่เกิดอันตรายสาหัสได้ พลังเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดอันตรายถึงตายได้ การทำตัวให้พลังเข้าถึงต้องทำอย่างมีระบบ และทำด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างดีด้วย

              การทำอย่างเป็นระบบดังกล่าว ก็มี การทำให้ตัวของเราเป็นที่สังเกตเห็นได้ชัดแจ้งด้วยการพูดเสียงดังหรือวิธีอื่นที่ทำให้เกิดเสียงอึกทึก ต่อมาก็ให้ความเงียบจริง ๆ และนาน
           การควบคุมในการทำให้เกิดเสียงดังและการอยู่เงียบ ๆ เป็นวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งของนักรบ ดอนฮวนบอกว่า ถ้าผมทำถูกต้อง ผมน่าจะดูสัตว์ตัวนั้นให้นานออกไปอีกครู่หนึ่ง การอยู่ในสภาวะที่ควบคุมตัวเองไว้ให้ได้ ไม่เสียสติหรือเป็นบ้าไปเลยเพราะตกอกตกใจหรือหวาดกลัว ผมน่าฟันฝ่าไปได้ถึงการ 'หยุดโลก' แล้ว
            แกชี้ให้เห็นว่า หลังจากที่ผมหนีตายวิ่งขึ้นไปสู่ยอดเนินนั้น ผมอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่จะ 'หยุดโลก' สิ่งที่ผสมอยู่ในความรู้สึกดังกล่าวมีความกลัว ความตื่นตะลึง พลังและความตาย แกบอกว่าในสภาวะเช่นนั้น ยากจริง ๆ ที่จะทำให้เกิดได้ซ้ำอีก
           ผมกระซิบที่หูของแกว่า "'หยุดโลก' ที่คุณพูดถึงนั้นหมายถึงอะไร"
           แกมองดูผมอย่างดุดันก่อนที่จะกล่าวตอบว่า 'หยุดโลก' เป็นเทคนิคที่คนผู้ล่าพลังฝึกฝนอยู่ และเทคนิคอันนี้มีคุณตรงที่ โลกที่เรารู้อยู่นี้แตกทำลายลง




INDEX BACK TOP NEXT

HOME