INDEX
BACK BOTTOM
NEXT






๕. การทำตัวให้เป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบ



อังคารที่ ๑๑ เมษายน ๑๙๖๑


              ผม มาถึงบ้านของดอนฮวนเช้ามืดของวันอาทิตย์ที่ ๕ เมษายน
           "อรุณสวัสดิ์ ดอนฮวน" ผมกล่าวคำทักทาย "ผมดีใจที่ได้มาเยี่ยมคุณอีก!"
           แกมองมายังผมแล้วเปล่งเสียงหัวเราะออกมาเบา ๆ ขณะที่ผมจอดรถ แกเดินเข้ามาหาแล้วดึงประตูรถให้เปิดออกในระหว่างที่ผมรวบรวมเอาถุงใส่อาหารที่ผมซื้อมาฝากแก
           เราเดินไปที่ตัวบ้านและนั่งลงข้างประตู

           ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมรู้ตัวดีว่าผมมาทำอะไรที่นี่ สามเดือนทีเดียวที่ผมรอคอยอย่างจดจ่อที่จะกลับมาสู่ "สมรภูมิ" แห่งนี้อีก ราวกับว่าระเบิดเวลาที่ติดไว้กับตัวผมระเบิดขึ้น และทันใดนั้นเองผมก็จำได้ถึงบางสิ่งที่เหนือธรรมดา ผมจำได้อีกว่า ครั้งหนึ่งผมเคยอดทนและมีความสามารถมากทีเดียว

            ก่อนที่ดอนฮวนจะพูดอะไรออกมา ผมป้อนคำถามที่รุมเร้าอยู่ในใจของผมเข้าใส่แกทันที สามเดือนทีเดียวที่ผมหมกมุ่นครุ่นคิดเกี่ยวกับปัญหาความทรงจำเรื่องเหยี่ยวเผือกตัวนั้น ดอนฮวนทราบเรื่องนี้ได้อย่างไรในเมื่อผมลืมเรื่องนี้ไปแล้ว
            แกหัวเราะและไม่ตอบคำถาม ผมอ้อนวอนให้แกตอบ
            "ไม่เห็นมีอะไรนี่" แกตอบในลักษณะที่ชวนให้อยากติดตามเหมือนเคย "ใคร ๆ ก็อาจจะบอกได้ว่าคุณเป็นคนแปลก คุณเป็นคนทื่อ ๆ ก็เท่านั้นเองแหละ"
            ผมรู้ว่าแกกำลังจะทำให้ผมควบคุมตัวเองไว้ไม่ได้แล้วแกจะต้อนเข้ามุมง่าย ๆ ผมไม่อยากอยู่ในสภาวะเช่นนั้นเลย
            "เป็นไปได้หรือที่จะเห็นความตายของเรา ดอนฮวน" ผมถาม พยายามที่จะให้วนเวียนอยู่กับเรื่องเดิม
            "แน่นอน แกตอบพร้อมกับหัวเราะ "ความตายอยู่กับเราที่นี่แหละ"
            "คุณรู้ได้อย่างไรล่ะ?"
            "ผมเป็นคนอายุมากแล้ว จากวัยที่ล่วงเลยไป คุณเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง"
            "ผมรู้จักคนแก่มากมาย แต่คนเหล่านั้นไม่เคยเรียนรู้เรื่องนี้ คุณรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?"
            "พูดอย่างนี้ก็แล้วกันว่า ผมเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างเพราะผมไม่มีประวัติส่วนตัว และผมไม่มีความรู้สึกว่าตัวเองสำคัญกว่าสิ่งอื่น ๆ และเพราะว่าความตายของผมนั่งอยู่กับผมที่นี่" แกเหยียดแขนซ้ายออกไปแล้วกระดิกนิ้วเหมือนกับว่ากำลังแตะอะไรอยู่จริง ๆ
            ผมหัวเราะ ผมรู้ว่าแกจะพาผมไปสู่จุดไหน เจ้าปีศาจแก่ตัวนี้กำลังจะเล่นงานผมอีกแล้ว บางทีอาจจะเล่นงานด้วยความรู้สึกว่าตัวเองสำคัญของผมนั่นเอง แต่คราวนี้ผมไม่สนใจ ความทรงจำที่ว่า ครั้งหนึ่งผมมีความอดทนอย่างยิ่งเกิดขึ้น นั่นทำให้มีความปลาบปลื้มที่แปลกประหลาดอยู่เงียบ ๆ สิ่งนี้เข้ามาขับไล่ความหงุดหงิด ความรู้สึกที่ทนไม่ได้ในตัวของดอนฮวนออกไป ความรู้สึกที่เกิดขึ้นใหม่คือความประหลาดในพฤติกรรมของแก

            "ถามจริง ๆเถอะ คุณเป็นใคร?" ผมถาม
            ดูแกจะประหลาดใจมาก แกเบิกตาโตแล้วกระพริบตาเหมือนกับนก คือปิดเปลือกตาเหมือนกับบานที่ปิดเปิด มันเลื่อนลงมาแล้วดึงขึ้นไป ส่วนดวงตานั้นเพ่งมองอยู่ที่จุด ๆ หนึ่ง การหยั่งเชิงของแกทำให้ผมกลัวและผมต้องถอยออกมา ดอนฮวนหัวเราะด้วยเสียงที่ปล่อยเต็มที่เหมือนกับเด็ก
            "สำหรับคุณ ผมก็คือ ฮวน มาธุส และผมพร้อมที่จะรับใช้คุณเสมอ" แกพูดออกมาด้วยท่าทางที่แสร้งทำเป็นสุภาพ
            ดังนั้นผมจึงป้อนอีกคำถามหนึ่งที่คุกรุ่นอยู่ในใจของผม
            "คุณทำอะไรกับผมในวันแรกที่เราพบกัน ดอนฮวน?"
            ผมหมายถึงการจ้องมองของแกในวันนั้น
            "ผมรึ ไม่ได้ทำอะไรนี่" แกตอบด้วยเสียงที่แสดงความบริสุทธิ์อย่างเต็มที่
            ผมบรรยายให้แกทราบถึงอาการที่เกิดขึ้น ขณะที่แกมองมายังผม มันช่างปั่นป่วนสับสนอย่างที่สุดที่การมองนั้นทำให้ผมไม่มีปากจะพูด
            ดอนฮวนหัวเราะจนน้ำตาไหลลงมาตามแก้ม อีกครั้งหนึ่งละที่ความเกลียดท่วมท้นขึ้นมา ผมคิดว่า ผมมีความจริงจังและพินิจพิจารณาเป็นอย่างดีแล้ว แต่แกช่างเป็น "อินเดียนแดง" เสียจริงในบุคคลิกหยาบ ๆ ของแก
            เห็นได้ชัดว่าแกทราบความรู้สึกของผมและแกหยุดหัวเราะทันที

            หลังจากรีรออยู่นานผมก็บอกกับแกว่า เสียงหัวเราะของแกรบกวนผมมาก ทั้งนี้ก็เพราะผมจริงจังมากที่จะเข้าใจว่าอะไรเกิดขึ้นกับผม
            "ไม่เห็นจะมีอะไรต้องเข้าใจ" แกตอบโดยไม่รู้สึกกังวลแต่อย่างใด
            ผมให้ข้อสังเกตกับแกถึงเหตุการณ์วิสามัญหลายอย่างที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันมานับตั้งแต่ผมพบแก เริ่มต้นจากการมองที่ลึกลับ การจำเหยี่ยวเผือกได้ และการเห็นเงาบนก้อนหินซึ่งแกบอกว่าเป็นความตายของผม
            "คุณทำสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้กับผมทำไม? ดอนฮวน" ผมถาม
            คำถามของผมไม่มีลักษณะชวนทะเลาะ ผมเพียงแต่สงสัยว่าทำไมมันจึงเป็นผม
            "คุณขอร้องให้ผมบอกคุณในสิ่งที่ผมรู้เกี่ยวกับสมุนไพรนี่นา" แกพูด
            ผมจับน้ำเสียงที่เยาะเย้ยได้ ดูราวกับแกเย้าผมเล่น
            "แต่สิ่งที่คุณบอกผมจนถึงบัดนี้ไม่เห็นเกี่ยวกับสมุนไพรเอาเลย"
            คำตอบของแกคือ ผมต้องใช้เวลาบ้างในการเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้

            ผมรู้สึกว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่จะมาโต้คารมกับดอนฮวน ตอนนี้ผมรู้ว่าข้อสังเกตง่าย ๆ และเหลวไหลที่ผมเสนอขึ้นมานั้นเป็นเรื่องโง่เขลามาก เมื่ออยู่ที่บ้านผมสัญญาไว้กับตัวเองว่าจะไม่หัวเสียหรือรำคาญในตัวของดอนฮวน แต่พอเผชิญหน้ากับแกจริง ๆ เข้าขณะที่แกยั่วผม ผมก็ฉุนเฉียวขึ้นมาอีก ผมรู้ว่าไม่มีทางที่ผมจะมีปฏิกิริยาตอบโต้กับแกได้เลย และนี่ทำให้ผมโกรธ

            "ตอนนี้ขอให้คิดถึงความตายของคุณ" แกพูดขึ้นมาในทันใด "ดังนั้น จริง ๆ แล้ว คุณไม่มีเวลาสำหรับความคิดหรือหมกมุ่นในอารมณ์ที่ไร้สาระ ไม่มีใครเลยที่มีเวลาที่มีเวลาสำหรับเรื่องชนิดนี้
            "คุณอยากทราบไม่ใช่หรือว่า ผมทำอะไรกับคุณในวันแรกที่เราพบกัน ผมเห็นคุณ ผมเห็นว่าคุณคิดว่าคุณกำลังโกหกผมอยู่ แต่คุณโกหกไม่ได้จริง ๆ"
            ผมบอกว่า คำอธิบายของแกทำให้ผมสับสนยิ่งขึ้น แกตอบว่า นั่นเป็นเหตุผลที่แกไม่ต้องการคำอธิบายการกระทำของแก และคำแธิบายทั้งหลายไม่จำเป็นเลย             แกพูดว่า สิ่งที่มีความหมายเพียงประการเดียวคือ กระทำลงไป ทำแทนที่จะพูด "

            แกลากเสื่อฟางออกมาแล้วนอนลงไป เอาหัวหนุนห่อของ แกนอนอย่างสบายแล้วบอกกับผมว่า ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ผมต้องทำถ้าหากต้องการที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับสมุนไพร
            "คุณผิดพลาดในตัวคุณ เมื่อผมเห็นคุณ และนั่นเป็นความผิดพลาดของคุณในขณะนี้ คือคุณไม่อยากรับผิดชอบในสิ่งที่คุณทำ" ดอนฮวนพูดช้า ๆ             ราวกับว่าจะให้เวลาผมทำความเข้าใจในสิ่งที่แกพูด "เมื่อคุณบอกกับผมในเรื่องต่าง ๆ ที่สถานีขนส่งนั้น คุณรู้ดีว่ามันเป็นเรื่องโกหก ทำไมคุณถึงโกหก"
            ผมอธิบายว่า จุดมุ่งหมายของผมในตอนนั้นก็คือ "ผู้บอกข้อมูลที่ถูกต้อง" สำหรับงานค้นคว้าของผม

            ดอนฮวนยิ้มแล้วฮัมทำนองเพลงพื้นเมืองเม็กซิกัน
            " เมื่อใครก็ตามตกลงใจที่จะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด เขาต้องทำมันจนถึงที่สุด " แกพูด " และเขาต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ทำลงไป ไม่ว่าสิ่งที่เขาทำนั้นเป็นอะไรก็แล้วแต่ เขาต้องทราบเป็นเบื้องแรกว่าเขาทำสิ่งนั้นทำไม และต่อมาเขาต้องทำสิ่งนั้นต่อไปด้วยการกระทำที่ไม่มีข้อสงสัยหรือเสียใจใด ๆ อีก "
            แกสำรวจดูผม ผมไม่รู้ว่าจะพูดอะไรออกไป ในที่สุดผมก็เสี่ยงที่จะออกความเห็นซึ่งเกือบจะเป็นคำคัดค้าน
            "และนั่นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ !"
            แกถามว่า ทำไมล่ะ ผมตอบว่า บางทีเป็นเรื่องของอุดมคติเท่านั้นเองกระมังที่เราคิดว่าควรจะทำสิ่งนี้ พอทำเข้าจริง ๆ เราก็ไม่มีทางพ้นไปจากความสงสัยหรือความเศร้าเสียใจได้เลย"
            "มีสิ มีแน่ ๆ เลย" แกตอบด้วยความมั่นใจ
            "ดูที่ผมก็แล้วกัน" แกพูด "ผมไม่มีความสงสัยหรือเศร้าเสียใจในสิ่งใด ทุกสิ่งที่ผมทำลงไปเป็นข้อตกลงใจของผมและเป็นความรับผิดชอบของผมด้วย ยกตัวอย่างในสิ่งที่ง่ายที่สุดที่ผมทำคือ พาคุณออกเดินในทะเลทราย การทำเช่นนี้อาจหมายถึงความตายของผม ความตายกำลังล่าผมอยู่ ดังนั้นผมจึงไม่มีช่องทางให้กับความสงสัยหรือเสียใจอีก หากว่าผมจะต้องตายจากการพาคุณออกเดินในทะเลทรายแล้ว ผมก็ต้องตายเท่านั้น
"ในทางตรงข้าม คุณรู้สึกเอาว่าคุณจะไม่ตาย และ ข้อตัดสินของคนที่จะไม่ตายนั้นอาจยกเลิกได้หรือมีความเสียใจ หรือ สงสัย นี่แน่ะสหายรัก ในโลกที่มีความตายเป็นผู้ล่านี้ ไม่มีเวลาสำหรับความสลดใจหรือสงสัยใด ๆ อีก มีแต่เวลาในการตัดสินใจเท่านั้น "
            ผมแย้งขึ้นมาด้วยความจริงใจว่า ในความเห็นของผม นั่นเป็นโลกที่ไม่จริงเพราะเหตุที่ว่า มันถูกสร้างขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผลโดยการใช้รูปแบบของพฤติกรรมอันเป็นอุดมคติแล้วบอกว่านั่นเป็นวิถีทางที่ชีวิตควรจะดำเนินไป

            ผมเล่าเรื่องราวของพ่อของผมให้ดอนฮวนฟัง พ่อของผมอบรมโดยตลอดถึงความมหัศจรรย์ของการมีจิตใจที่แจ่มใสในร่างกายที่สมบูรณ์ และพร่ำสอนถึงว่าคนหนุ่มควรจะฝึกฝนร่างกายของตนอย่างแข็งขันและด้วยการแข่งขันชิงชัยในการเล่นกีฬาอย่างไรบ้าง พ่อยังหนุ่มมาก เมื่อผมอายุ ๘ ขวบนั้นแกมีอายุ ๒๗ ปีเท่านั้น
           
ตามปกติแล้วในช่วงฤดูร้อนแกถือเป็นกฎทีเดียวที่จะออกจากเมืองที่แกเป็นครูสอนในโรงเรียนแห่งหนึ่งเพื่อจะใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งเดือนที่ฟาร์มของปู่และย่าที่ผมพักอยู่ด้วย และเดือนนั้นจะเป็นเดือนที่ผมตกนรก ผมบอกกับดอนฮวนถึงตัวอย่างหนึ่งที่เกี่ยวกับความประพฤติของพ่อ ที่ผมคิดว่าอาจจะนำมาอ้างถึงในสถานการณ์ที่เราคุยกันอยู่

            เกือบจะในทันทีที่พ่อมาถึงฟาร์ม แกจะเร่งให้ผมออกเดินทางไกลไปกับแกเพื่อว่าเราจะพูดถึงสิ่งต่าง ๆ ขณะที่เราเดินไปด้วยกันนั้นแกก็จะกะโครงการไว้สำหรับเราในการที่จะออกไปว่ายน้ำทุกวันในเวลาหกโมงเช้า ในตอนกลางคืนพ่อก็จะตั้งนาฬิกาปลุกไว้เวลา ๕.๓๐ น. เพื่อว่าจะได้มีเวลาเพียงพอ เพราะว่าเราจะต้องอยู่ในน้ำเวลาหกโมงตรง และเมื่อเวลานาฬิกาปลุกขึ้นมาจริง ๆ ในตอนเช้ามืด พ่อก็จะลุกขึ้นจากที่นอน สวมแว่นเดินไปที่หน้าต่างแล้วมองออกไปข้างนอก

            ผมจำได้แม้แต่คำพูดที่แกพูดกับตัวเอง
"อืมม…หมอกลงจัดไปหน่อยวันนี้ ฟังนะ พ่อจะนอนต่ออีกสัก ๕ นาที ๕ นาทีเท่านั้นแหละ ตกลงนะ ไม่เกิน ๕ นาทีหรอกน่า ! พ่อเพียงอยากจะเหยียดเนื้อเหยียดตัวเพื่อจะตื่นให้เต็มตาเท่านั้น"
            และแกก็จะหลับต่อไปอีกจนกระทั่งสิบโมงเช้าหรือเที่ยงเป็นประจำ

            ผมบอกกับดอนฮวนว่า สิ่งที่รบกวนจิตใจของผมมากก็คือการที่พ่อปฏิเสธที่จะยกเลิกความตั้งใจเดิมที่เห็นได้ชัดแจ้งอยู่แล้วว่าเป็นเรื่องเหลวทั้งเพ พ่อจะกล่าวซ้ำ ๆ เป็นกิจวัตรทุกเช้า จนในที่สุดผมทำให้แกเจ็บใจด้วยการไม่ตั้งนาฬิกาปลุก
            "นั่นไม่ใช่การตกลงใจที่ไม่จริง" ดอนฮวนพูดออกมา แกเข้าข้างพ่อของผมอย่างเห็นได้ชัด "แกไม่ทราบว่าจะลุกออกจากที่นอนได้อย่างไรเท่านั้นเอง"
            "จะอย่างไรก็ตามเถอะ" ผมพูด "ผมเอือมกับความตั้งใจที่ไม่จริงจังเสมอไปแหละ"
            "ถ้าอย่างนั้น อะไรล่ะที่เป็นข้อตกลงที่จริงจัง" แกถามออกมาพร้อมกับยิ้ม
            "พ่ออาจจะบอกกับตัวเองว่า แกออกไปว่ายน้ำในเวลาหกโมงเช้าไม่ได้ แต่บางทีแกอาจไปได้ในเวลาบ่ายสามโมง"
            "ข้อตกลงใจของคุณทำร้ายจิตใจมาก" ดอนฮวนพูดด้วยท่าทางที่ขึงขังจริงจังมาก
            ผมคิดว่าจับความรู้สึกเศร้าในน้ำเสียงของแกได้ เรานั่งเงียบอยู่นาน ความฉุนเฉียวที่เกิดขึ้นหายไป และผมคิดถึงพ่อ
            "แกไม่อยากออกไปว่ายน้ำในเวลาบ่ายสามโมง คุณไม่เห็นความจริงในข้อนี้หรือ" ดอนฮวนบอก

            คำพูดของแกทำให้ผมโพล่งออกมา ผมบอกแกว่า พ่อของผมอ่อนแอ และโลกของแกเป็นโลกของการกระทำในอุดมคติซึ่งไม่อาจทำได้จริง ผมเกือบจะตะโกนถ้อยคำเหล่านี้ออกไป
            ดอนฮวนไม่พูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว แกสั่นหัวช้า ๆ เป็นจังหวะ ผมรู้สึกสลดใจอย่างรุนแรง การนำเรื่องของพ่อมาคิดทำให้เกิดความรู้สึกกัดกร่อนเข้าไปเสมอ

            "คุณคิดว่าคุณเป็นคนที่เข้มแข็งกว่าใช่ไหม" แกถามด้วยน้ำเสียงธรรมดา ๆ
            ผมตอบว่าใช่ ผมเล่าถึงความรู้สึกปั่นป่วนสับสนที่พ่อทำให้เกิดขึ้นอีกด้วย แต่ดอนฮวนพูดขัดขึ้นมา
            "แกเลวทรามกับคุณหรือเปล่า"
            "เปล่า"
            "แกมีใจคับแคบกับคุณหรือ"
            "เปล่า"
            "แกทำทุกสิ่งที่แกทำได้หรือเปล่าล่ะ"
            "ทำ"
            "ถ้าอย่างนั้น อะไรล่ะที่ผิดพลาดไปในตัวพ่อของคุณ"
            ผมตะโกนออกมาอีกว่า แกอ่อนแอ แต่ผมยั้งตัวเองไว้ได้และลดเสียงลง ผมรู้สึกตัวเองเป็นตัวตลกอยู่บ้างเมื่อถูกสอบถามจากดอนฮวน
            "คุณถามในเรื่องเหล่านี้เพื่ออะไร" ผมถาม "เข้าใจว่าเราจะพูดกันถึงเรื่องเกี่ยวกับสมุนไพรเสียอีก"
            ผมรู้สึกหัวหมุนและเหี่ยวแห้งใจยิ่งกว่าเดิม ผมบอกกับแกว่าไม่ใช่ธุระของแก และคุณสมบัติของแกยังห่างไกลมากที่จะมาตัดสินพฤติกรรมของพ่อของผม นั่นทำให้ดอนฮวนหัวเราะออกมาเต็มเสียง
            "เมื่อคุณโกรธ คุณรู้สึกว่าตัวเองถูกต้องเสมอไป ใช่หรือไม่ล่ะ"
แกถามแล้วหรุบเปลือกตาเหมือนนก

            แกพูดถูก ผมมีแนวโน้มว่าตัวเองถูกต้องแล้วที่จะโกรธ
            "ถ้าอย่างนั้นอย่าพูดกันถึงเรื่องของพ่อของผมเลย" ผมพูด แล้วแกล้งทำเหมือนว่าอยู่ในอารมณ์ที่ร่าเริง "เราคุยกันเรื่องสมุนไพรดีกว่า"
            "ไม่หรอก เราจะคุยกันในเรื่องพ่อของคุณ" แกยืนกระต่ายขาเดียว "นี่เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับวันนี้ ถ้าหากคุณคิดว่าคุณเข้มแข็งกว่าพ่อของคุณแล้ว ทำไมคุณไม่ออกไปว่ายน้ำในเวลาหกโมงเช้าเสียเองล่ะ"
            ผมบอกกับดอนฮวนว่า ผมไม่เชื่อว่าพ่ออยากให้ผมออกไปว่ายน้ำในตอนเช้าจริง ๆ ผมคิดอยู่เสมอว่าการว่ายน้ำในเวลาหกโมงเช้าเป็นเรื่องของพ่อ ไม่ใช่ของผม
            "มันเป็นเรื่องของคุณด้วยนับตั้งแต่ตอนที่คุณรับเอาความคิดของแก" ดอนฮวนพูดสวนออกมา
            ผมบอกว่า ผมไม่เคยยอมรับความคิดนี้ และผมรู้ดีว่าพ่อไม่เคยจริงจังกับตัวของแกเอง             ดอนฮวนถามขึ้นมาอย่างจริงจังว่าแล้วทำไมผมถึงไม่แสดงความเห็นของผมออกมาในตอนนั้น
            "คุณไม่พูดกับพ่อของคุณในเรื่องอย่างนี้หรอก" ผมตอบด้วยคำแก้ตัวที่อ่อนมาก
            "อ้าวทำไมล่ะ"
            "เราไม่พูดเรื่องอย่างนี้ในบ้านของเรา เท่านั้นเอง"
            "คุณเคยทำสิ่งที่เลวกว่านี้ในบ้านของคุณ" แกประกาศออกมาราวกับว่าเป็นผู้พิพากษานั่งบัลลังก์ " มีสิ่งเดียวที่คุณไม่เคยทำ คือขัดเกลาวิญญาณของคุณเอง "
          มีพลังทำลายชนิดหนึ่งในคำพูดของดอนฮวนซึ่งสะท้อนก้องอยู่ในจิตใจของผม มันทำให้คำป้องกันตัวของผมไม่มีความหมายเอาเลย ผมไม่อาจถกเถียงกับแกได้อีกต่อไป ผมจึงหาที่พึ่งจากการจดบันทึก

            ผมพยายามที่จะอธิบายด้วยเหตุผลที่อ่อนมากเป็นครั้งสุดท้าย ผมบอกว่า เท่าที่ผ่านมา ผมพบคนชนิดเดียวกับพ่อหลายคน คนเหล่านั้นก็เหมือนกับพ่อของผม คือผูกมัดผมไว้ด้วยโครงการของพวกเขา และตามแบบฉบับ ผมจะถูกปล่อยให้เฝ้าโยงโครงการอยู่อย่างนั้น
            "คุณกำลังบ่น" แกพูดออกมาเบา ๆ "คุณคร่ำครวญอยู่ตลอดชีวิตของคุณเพราะว่าคุณไม่ได้ทำตัวให้มีความรับผิดชอบในข้อตกลงของคุณเอง ถ้าหากคุณมีความรับผิดชอบในความคิดของพ่อของคุณที่จะออกไปว่ายน้ำในเวลาหกโมงเช้า คุณน่าจะออกไปว่ายน้ำ ว่ายมันคนเดียวถ้าจำเป็น หรือไม่คุณน่าจะบอกกับพ่อของคุณให้ลงนรกไปเสียขณะที่แกจะอ้าปากพูดในเรื่องนี้ตั้งแต่แรก แต่คุณก็ไม่พูดอะไรออกมาเลย ดังนั้นคุณเองก็เป็นคนอ่อนแอเหมือนกับพ่อของคุณนะแหละ"
            " การที่จะรับผิดชอบต่อข้อตกลงใจของตนหมายถึงว่า คุณพร้อมที่จะตายเพื่อข้อตกลงอันนั้น "
            "เดี๋ยว เดี๋ยวก่อน !" ผมพูดออกมา "คุณกำลังจะเบนเรื่องนี้ไปอีกทางหนึ่ง"
            แกไม่ยอมให้ผมพูดจนจบ ผมกำลังจะบอกกับแกว่า ผมยกเอาเรื่องของพ่อมาพูดถึงเพียงเพื่อเป็นตัวอย่างของลักษณะการกระทำที่ไม่จริง และไม่มีใครที่อยู่ในสภาวะจิตปกติอยากจะทำเรื่องบ้า ๆ เช่นนั้น
            " ไม่สำคัญเลยว่าข้อตกลงใจนั้นจะเป็นอะไร " แกพูด " ไม่มีอะไรที่มีความจริงจังมากหรือจริงจังน้อยกว่าอีกสิ่งหนึ่ง คุณไม่เห็นหรือว่า ในโลกที่ความตายเป็นผู้ล่านี้ ไม่มีข้อตกลงใจที่เล็กน้อยหรือข้อตัดสินใจที่ยิ่งใหญ่ มีแต่ข้อตัดสินใจที่เรากระทำเบื้องหน้าความตายซึ่งเราหลีกเลี่ยงไม่ได้เท่านั้น "

            ผมพูดไม่ออก เวลาคงผ่านไปแล้วสักหนึ่งชั่วโมงกระมัง ดอนฮวนนอนไม่กระดุกกระดิกบนเสื่อ แกไม่ได้นอนหลับ
            "ทำไมคุณจึงบอกเรื่องเหล่านี้กับผมล่ะ ดอนฮวน" ผมถาม "คุณทำเช่นนี้กับผมทำไม"
            "คุณมาหาผม" แกพูด "ไม่หรอก ไม่ใช่เช่นนั้น คุณถูกนำมาหาผมต่างหาก และผมแนะท่าให้กับคุณ"
            "ขอโทษ คุณว่าอะไรนะ"
            "คุณน่าจะแนะท่าให้กับพ่อของคุณโดยการออกไปว่ายน้ำ แต่คุณก็ไม่ทำ บางทีอาจเป็นเพราะคุณยังเด็กเกินไปก็ได้ ผมมีชีวิตอยู่มานานกว่าคุณ ผมไม่มีอะไรค้างคาอยู่ในใจ ไม่มีอะไรที่จะรีบร้อนในชีวิต ดังนั้นผมจึงสามารถที่จะแนะท่าให้กับคุณบ้างตามสมควร"

            ในตอนบ่ายเราออกเดิน ผมเดินตามแกได้ทันโดยไม่ลำบากนัก และรู้สึกอัศจรรย์ใจอยู่ไม่วายในเรื่องเรี่ยวแรงอันมหาศาลของแก ดอนฮวนเดินได้อย่างคล่องแคล่วและด้วยย่างก้าวที่สม่ำเสมอ ขณะที่ผมเดินตามติดแกไปนั้นผมเปรียบเสมือนเด็กเล็ก ๆ เราเดินไปทางทิศตะวันออก ผมสังเกตว่าแกไม่อยากจะพูดในขณะที่เดิน ถ้าผมพูดกับแกแกก็จะหยุดเดินเพื่อตอบคำถาม
            พอเดินมาได้ราวสองชั่วโมงเรามาถึงเนินเขาแห่งหนึ่ง ดอนฮวนนั่งลงแล้วทำท่าให้ผมนั่งข้างตัวแก แกประกาศออกมาอย่างขึงขังแกมตลกว่า แกจะเล่านิทานให้ผมฟัง

            แกเล่าว่า…กาลครั้งหนึ่ง มีชายหนุ่มคนหนึ่งเป็นชาวอินเดียนแดงที่สิ้นเนื้อประดาตัวและมาอาศัยอยู่ปนกับคนผิวขาวในเมืองแห่งหนึ่ง เขาไม่มีบ้าน ไม่มีญาติพี่น้องและไม่มีเพื่อน เขาเข้ามาในเมืองเพื่อเผชิญโชค แต่สิ่งที่เขาพบคือความทุกข์ยากและความปวดร้าวเท่านั้น เขาหาเงินได้ไม่กี่สตางค์เป็นครั้งคราวด้วยการทำงานหนักเหมือนลา เงินที่ได้มาเกือบไม่พอซื้อขนมปังสักชิ้น ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วเขาคงต้องนั่งลงขอทานหรือไม่ก็ต้องขโมยเขากินอย่างแน่นอน

            ดอนฮวนเล่าต่อว่า.. วันหนึ่งชายหนุ่มไปที่ตลาด เขาเดินกลับไปกลับมาตามถนนด้วยความงงงวย ตาของเขาลุกเมื่อมองเห็นของดี ๆ วางขายอยู่ที่นั่น ชายหนุ่มคลั่งจนมองไม่เห็นว่าตัวเองเดินอยู่ที่ไหน ในที่สุดก็เหยียบลงบนกระจาดแล้วล้มทับลงไปที่ชายแก่คนหนึ่ง

          ชายแก่คนนั้นหาบน้ำเต้า 1 ลูกโตมาสี่ลูก แกเพิ่งนั่งลงพักเพื่อกินอาหาร…
           ดอนฮวนยิ้มเหมือนกับจะรู้ทันแล้วเล่าต่อไปว่า…ชายแก่รู้สึกว่า เป็นเรื่องที่แปลกเอามาก ๆ ที่ชายหนุ่มเอาหัวทิ่มลงมาที่แก แกไม่โกรธที่ถูกรบกวนแต่ตะลึงที่เห็นชายหนุ่มล้มทับแก แต่ชายหนุ่มกลับโกรธมากและสั่งให้ชายแก่หลีกทางไป เขาไม่เข้าใจว่าสาเหตุที่ตัวเขาเองและชายแก่มาเจอกันได้นั้นเพราะอะไรกันแน่ และเขาก็ไม่ได้ดูด้วยว่าทางที่เขาเดินกับทางที่ชายแก่นั่งอยู่ไม่ใช่ทางเดียวกัน

            ดอนฮวนทำเสียงล้อเลียนการเคลื่อนไหวของคนที่ไล่เก็บเอาของที่กลิ้งหนีไป แกบอกว่า น้ำเต้าของตาแก่คว่ำลงและกลิ้งไปตามท้องถนน            
           ชายหนุ่มเมื่อมองเห็นน้ำเต้าเหล่านั้นก็คิดขึ้นมาได้ว่าเขาพบอาหารสำหรับวันนี้แล้ว เขาพยุงชายแก่ให้ลุกขึ้น แล้วเสนอตัวที่จะช่วยชายแก่แบกน้ำเต้าที่หนักมากเหล่านั้นไปให้ ชายแก่บอกว่าแกกำลังจะกลับบ้านที่อยู่บนภูเขา ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มก็ยังรบเร้าที่จะไปกับแก อย่างน้อยที่สุดสักพักหนึ่งก็ยังดี

            ชายแก่เดินไปตามทางที่มุ่งไปสู่ภูเขา ขณะที่เดินไปนั้น แกแบ่งอาหารที่แกซื้อมาจากตลาดให้กับชายหนุ่มส่วนหนึ่ง ชายหนุ่มกินอาหารนั้นจนอิ่ม และเมื่ออิ่มเต็มที่แล้วเขาก็รู้สึกว่าน้ำเต้าที่แบกมานั้นช่างหนักเสียนี่กระไร เขาต้องกอดมันไว้แน่น

            ดอนฮวนลืมตาขึ้น ยิ้มยิงฟันอย่างน่าเกลียดแล้วเล่าต่อไป.. ชายหนุ่มถามออกมาว่า "ตาใส่อะไรไว้ในน้ำเต้าเหล่านี้ล่ะ" ชายแก่ไม่ตอบแต่แกบอกกับชายหนุ่มว่า แกกำลังจะชี้ให้ชายหนุ่มดูสหายหรือเพื่อนที่จะมายกความโศกเศร้าทั้งหลายที่เขามีออกไป และจะมาแนะนำสั่งสอนชายหนุ่มเกี่ยวกับดำเนินชีวิตในโลก
            ดอนฮวนทำท่าทางด้วยมือทั้งสองข้างเหมือนกับว่าเป็นผู้วิเศษแล้วเล่าต่อ…. ชายแก่เรียกเอากวางที่สวยที่สุดเท่าที่ชายหนุ่มเคยเห็นออกมา กวางตัวนั้นเชื่องมาก มันเดินมาที่ชายหนุ่มแล้วเดินวนรอบตัวเขา ผิวของมันเป็นมันเลื่อมระยับและส่องประกาย ชายหนุ่มถึงกับตะลึงและเริ่มรู้สึกขึ้นมาในทันทีนั้นว่ามันคือ "กวางผีสิง" นั่นเอง ต่อมาชายแก่บอกกับเขาว่า ถ้าหากเขามีความประสงค์ที่จะมีเพื่อนตัวที่เห็นอยู่นั้น และต้องการสติปัญญาจากมันแล้ว เขาต้องวางน้ำเต้าเหล่านั้นลงเสียก่อน

           อาการยิ้มแสยะที่ดอนฮวนแสดงออกมาชี้ให้เห็นถึงความโลภ แกบอกว่า ความโลภอันน่าเกลียดของชายหนุ่มถูกกระทบเมื่อได้ยินคำขอร้องนั้น
            นัยน์ตาของดอนฮวนหรี่ลงเหมือนตาของปีศาจขณะที่แกออกเสียงของชายหนุ่มที่ถามออกมาว่า "ตาใส่อะไรไว้ในน้ำเต้าลูกโตทั้งสี่ลูกนี้ล่ะ" ดอนฮวนพูดว่า ชายแก่ตอบอย่างอารมณ์เย็นว่า มี "ปีโนเล่" 2 และน้ำในน้ำเต้าเหล่านั้น
           ดอนฮวนหยุดเล่า แกเดินไปรอบ ๆ เป็นวงกลมสองครั้ง ผมไม่ทราบว่าแกทำเช่นนั้นทำไม แต่ก็เห็นได้ชัดว่านั้นเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องที่เล่า วงกลมดูจะเป็นเจตนาของชายหนุ่มคนนั้น
            ดอนฮวนบอกว่า แน่นอนละ ชายหนุ่มไม่เชื่อคำพูดของชายแก่เลย เขาเดาว่า ชายแก่คนนี้ซึ่งเห็นอยู่แล้วว่าเป็นพ่อมดต้องการที่จะเอาน้ำเต้าเหล่านี้ให้กับ"กวางผีสิง"ตัวนี้แล้ว น้ำเต้าเหล่านี้ต้องเต็มไปด้วยพลังมหาศาลอย่างแน่นอน 3

           ดอนฮวนทำหน้าตาบิดเบี้ยวแล้วแสยะยิ้มอีกครั้งพลางเล่าต่อไปว่า…. ชายหนุ่มประกาศออกมาว่า เขาต้องการน้ำเต้าเหล่านี้ แกหยุดเล่าไปนานซึ่งดูเหมือนว่า เรื่องจบลงแล้ว

            แกนิ่งอยู่อย่างนั้น แต่ผมก็แน่ใจว่าแกต้องการให้ผมถามออกมา ผมจึงถามว่า
            "เกิดอะไรขึ้นกับชายหนุ่มคนนั้นล่ะ"
            "เขาก็แบกเอาน้ำเต้าไปนะสิ" แกตอบพร้อมกับยิ้มด้วยความพอใจ

            แกหยุดเล่าอีกนาน ผมหัวเราะ รู้สึกว่านี่คงจะเป็น "การเล่าเรื่องแบบอินเดียนแดง" อย่างแท้จริง นัยน์ของดอนฮวนแวววาวขณะที่แกยิ้มกับผม มีลักษณะที่ไร้เดียงสาในตัวของแก แกหัวเราะเบา ๆ แล้วถามผมว่า "คุณไม่อยากทราบอะไรเกี่ยวกับน้ำเต้าเหล่านั้นบ้างหรือ"
            "แน่นอน ผมอยากรู้เหมือนกัน ผมคิดว่านั่นเป็นตอนจบของเรื่อง ใช่หรือเปล่า"
            "โอ ไม่ใช่หรอก" แกบอก มีแววซุกซนในดวงตาของแก "ชายหนุ่มแบกเอาน้ำเต้าเหล่านั้นวิ่งไปยังที่เปลี่ยวแห่งหนึ่งแล้วเปิดฝาน้ำเต้าเหล่านั้นออก"
            "เขาพบอะไรล่ะ" ผมถาม
            ดอนฮวนชำเลืองดูผม ผมรู้ว่า แกคงทราบดีถึงการเล่นเอาเถิดที่มีอยู่ในสมองของผม แกสั่นหัวแล้วหัวเราะคัก ๆ ออกมา
            "เอาละ" ผมกระตุ้นให้แกพูดออกมา "น้ำเต้าเหล่านั้นไม่มีอะไรอยู่เลยใช่ไหม"
            "มีสิ มีอาหารและน้ำเท่านั้นเอง" แกตอบ "และด้วยความโกรธ ชายหนุ่มฟาดน้ำเต้าเหล่านั้นกับก้อนหิน"

            ผมบอกว่า การกระทำของชายหนุ่มเป็นเรื่องธรรมดา ใครก็ตามตกอยู่ในสภาวะเช่นนั้นก็น่าจะทำอย่างเดียวกันมิใช่หรือ
            แต่คำตอบของดอนฮวนมีว่า ชายหนุ่มเป็นคนโง่ เขาไม่รู้ว่าตัวเองแสวงหาอะไร เขาไม่ทราบว่า "พลัง" คืออะไร ดังนั้นเขาจึงบอกไม่ได้ว่าเขาพบพลังแล้วหรือยัง เขาไม่รับผิดชอบในการตัดสินใจของตน ดังนั้นเขาจึงโกรธความโง่เซอะของตัวเอง เขาหวังในสิ่งหนึ่งแต่กลับได้รับอีกสิ่งหนึ่ง
            ดอนฮวนเดาขึ้นมาว่าถ้าผมเป็นชายหนุ่มคนนั้น หรือผมทำตามสิ่งที่ผมคิดแล้ว ในที่สุดผมต้องโกรธและเศร้าเสียใจ จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า ช่วงชีวิตที่เหลืออยู่ของผม ผมจะเสียใจในสิ่งที่ผมสูญเสียไปอย่างแน่นอน
            ดอนฮวนย้อนมาอธิบายการกระทำของชายแก่ แกเลี้ยงชายหนุ่มอย่างเต็มคราบเพื่อจะให้ชายหนุ่ม "กระเดือกจนพุงกาง" ดังนั้น เมื่อชายหนุ่มพบว่าน้ำเต้าเหล่านั้นบรรจุแต่อาหารไว้เท่านั้น เขาก็ทุบมันทิ้งด้วยความโกรธ
            " ถ้าชายหนุ่มรู้สึกตัวดีถึงสิ่งที่เขาตัดสินใจลงไปและมีความรับผิดชอบในข้อตัดสินใจอันนั้น" ดอนฮวนพูด "เขาน่าจะเก็บอาหารนั้นไว้ และบางทีนะ เขาอาจจะรู้ชัดแจ้งขึ้นมาว่า อาหารก็คือพลังเหมือนกัน "

 


1น้ำเต้า ชาวอินเดียนแดงหรือชาวเม็กซิกันจะใส่อาหารหรือน้ำในลูกน้ำเต้าแห้งที่ควัดเอาเนื้อในออกแล้ว
2 ปิโนเล่ (Pinole) เป็นชื่ออาหารชนิดหนึ่ง
3 พลัง เป็นของดีที่ชาวอินเดียนแดงพากันแสวงหา เหมือนกับเหล็กไหล หรือ เขี้ยวหมูตันในบ้านเรา


TOP BOTTOM





๖. การทำตัวให้เป็นพราน



ศุกร์ที่ ๒๓ มิถุนายน ๑๙๖๑


              เมื่อ ผมนั่งลง ผมพุ่งคำถามเข้าใส่ดอนฮวนในทันที แกไม่ตอบและโบกมือด้วยความเบื่อหน่ายเพื่อให้ผมเงียบลง ดูแกจะตกอยู่ในอารมณ์ที่เคร่งเครียดเป็นพิเศษ
              “ผมคิดอยู่ว่า คุณไม่เปลี่ยนแปลงเอาเลยนับตั้งแต่คุณพยายามจะเรียนรู้เกี่ยวกับสมุนไพร” แกบอกด้วยน้ำเสียงตำหนิ

              แกเริ่มอ้างถึงการเปลี่ยนแปลงบุคคลิกทั้งหมดที่แกแนะให้ผมทำด้วยเสียงอันดัง ผมบอกกับแกว่า ผมพิจารณาในเรื่องนี้อย่างถี่ถ้วนแล้ว และเห็นว่า ผมทำไม่ได้ เพราะแต่ละเรื่องที่แกแนะตรงกันข้ามกับธรรมชาติที่แท้จริงของผม แกบอกว่า เพียงการพิจารณาเท่านั้นไม่เป็นการเพียงพอ และไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตามที่แกพูดกับผมไม่ได้พูดกันเล่น ๆ เท่านั้น ผมกล่าวยืนยันขึ้นมาอีกว่า แม้ผมจะปรับวิถีชีวิตส่วนตัวของผมให้สอดคล้องกับแนวทางของแกได้เพียงเล็กน้อยก็ตามที แต่ผมก็มีความจริงใจที่จะเรียนรู้ในเรื่องสมุนไพรอย่างแท้จริง

              หลังจากที่ได้เงียบไปนานด้วยความอึดอัด ผมกล้าถามแกว่า “คุณจะสอนผมเรื่องการใช้เปโยติหรือเปล่า? ดอนฮวน”
              แกบอกว่า ความตั้งใจอย่างเดียวไม่เพียงพอ การที่จะศึกษาเกี่ยวกับเปโยติ (แกเรียกมันว่า เมสคาลิโตเป็นครั้งแรก)* มันเป็นเรื่องที่ต้องจริงจังมาก ดูเหมือนว่าไม่มีอะไรที่จะต้องพูดกันอีกในเรื่องนี้

              อย่างไรก็ตาม ในตอนหัวค่ำของวันนั้นดอนฮวนทดสอบผมอย่างหนึ่ง แกมีปัญหาแต่ไม่บอกเงื่อนงำที่จะนำมาแก้ปัญหานั้น ปัญหาก็คือ ให้หาบริเวณหรือจุดที่ ดี จากบริเวณหน้าประตูบ้านที่แกนั่งคุยกับผมอยู่บ่อย ๆ บริเวณแห่งนั้นจะเป็นจุดที่ทำให้ผมมีความสุขและสดชื่นอย่างแท้จริง ช่วงกลางคืน ขณะที่ผมหา”บริเวณ” ดังกล่าวด้วยการกลิ้งตัวไปมาบนพื้น ผมมองเห็นการเปลี่ยนสีบนพื้นตรงจุดที่มืดที่สุดและสกปรกด้วยสองครั้ง

              การเสาะหาจุดดังกล่าวทำให้ผมเหนื่อยมากและหลับไปตรงจุดแห่งหนึ่งที่ผมเห็นการเปลี่ยนสี ดอนฮวนปลุกผมขึ้นมาในตอนเช้าแล้วบอกว่าผมทำได้สำเร็จเพราะผมไม่เพียงพบบริเวณที่ดีเท่านั้น แต่ยังพบบริเวณตรงกันข้ามคือจุดที่เป็นปฏิปักษ์หรือจุดที่เป็นศัตรูอีกด้วย และสีที่ผมมองเห็นนั้นก็สัมพันธ์กับคุณลักษณะของจุดทั้งสองนี้ด้วย


เสาร์ที่ ๒๔ มิถุนายน ๑๙๖๑


              เราเดินเข้าไปในป่าละเมาะตั้งแต่เช้ามืด ขณะเดินอยู่นั้นดอนฮวนอธิบายว่า การหาบริเวณที่ “ดี” หรือที่เป็น “ปฏิปักษ์” นั้นเป็นความจำเป็นอย่างหนึ่งที่สำคัญมากสำหรับผู้ที่มาอยู่ในป่าเขา ผมอยากจะเบนหัวข้อสนทนามาเป็นเรื่องของเปโยติ แต่ดอนฮวนปฏิเสธออกมาตรง ๆ ที่จะพูดถึงเรื่องนี้ แกเตือนผมว่า ขออย่าได้เอ่ยถึงเรื่องนี้ขึ้นมาอีกนอกจากแกจะพูดถึงมันขึ้นมา

              เรานั่งพักใต้เงาของต้นไม้สูงต้นหนึ่งในแถบที่มีต้นไม้หนาแน่น พุมไม้เตี้ย ๆ ที่ขึ้นอยู่รอบตัวของเราไม่ถึงกับแห้งเหี่ยวเสียทีเดียวนัก วันนั้นร้อนอบอ้าวและแมลงวันเฝ้าไต่ตอมตัวผม แต่ดูเหมือนมันไม่ไปรบกวนดอนฮวนเอาเสียเลย ผมสงสัยว่าคงจะเป็นเพราะแกไม่ใส่ใจกับพวกมัน แต่เมื่อผมสังเกตดู แมลงวันไม่บินไปจับที่หน้าของดอนฮวนเลย

              "ในบางคราว ถือเป็นเรื่องจำเป็นมากที่จะต้องหาจุดที่ดีให้ได้โดยรวดเร็วในที่ดล่ง” ดอนฮวนพูดต่อไป “หรือเราอาจมีความจำเป็นที่จะเลือกในทันมีว่า จุดที่คุณนั่งพักนั้นเป็นจุดที่ดีหรือเลว ในคราวที่เรานั่งพักข้างเนินเขาแห่งหนึ่งและคุณโกรธผมมาก คุณอารมณ์เสียด้วย ที่ตรงนั้นเป็นปฏิปักษ์กับคุณ อีกาตัวเล็ก ๆ ร้องเตือนคุณแล้ว จำได้ไหมล่ะ”

              ผมจำได้ว่า แกชี้ให้ผมเห็นโดยบอกให้ผมเลี่ยงจากบริเวณแห่งนั้นในอนาคต ผมยังจำได้ดีว่า ผมโกรธมากเพราะแกไม่ยอมให้ผมหัวเราะ
              “ผมคิดว่าอีกาตัวที่บินข้ามหัวเราไปนั้นเป็นลางเฉพาะของผมคนเดียว” แกพูด “ผมน่าจะไม่สงสัยว่า อีกาก็เป็นเพื่อนที่ดีของคุณด้วยเช่นกัน”
              “คุณพูดถึงอะไรดอนฮวน?”
              “อีกาถือเป็นลางอย่างหนึ่ง” แกพูดต่อ “ถ้าคุณทราบในเรื่องที่เกี่ยวกับอีกา คุณจะเลี้ยงจากที่ตรงนั้นเหมือนกับที่คุณเลี่ยงจากกาฬโรคเลยทีเดียว แต่อีกาไม่ได้บินมาเพื่อเราเสมอไป ดังัน้นคุณต้องเรียนรู้ถึงการหาจุดที่ดีเพื่อตั้งแคมป์หรือที่นั่งพักด้วยตัวคุณเอง”

              แกหยุดพูดอยู่นาน ทันใดนั้นแกหันมาทางผมแล้วบอกว่าการที่จะหาจุดที่ดีสำหรับพักนั้นสิ่งที่ผมต้องทำก็คือ การมองไขว้สายตา แกมองมาทางผมด้วยสายตาที่แสดงว่ารู้ดี และด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจแกบอกอีกว่า ขณะที่ผมกลิ้งตัวบนพื้นบริเวณหน้าบ้านของแกผมก็ทำอย่างนี้ ดังนั้นผมจึงพบจุดทั้งสองรวมทั้งสีของจุดทั้งสองนั้นด้วย แกบอกให้ผมรู้อีกว่าแกประทับใจในความพยายามจนสำเร็จของผมมาก

              “ผมไม่ทราบเลยจริง ๆ ว่าผมทำอะไรลงไป” ผมพูด
              “คุณต้องมองไขว้สายตา” แกพูดอย่างมั่นใจ “นั่นคือเทคนิคในเรื่องนี้ คุณต้องทำเช่นนี้แม้ว่าคุณจะจำไม่ได้แล้ว”

              ต่อมาดอนฮวนอธิบายถึงวิธีมองซึ่งแกบอกว่าต้องใช้เวลาหลายปีจึงจะทำได้ดี เทคนิคการมองนั้นคือ การบังคับนัยน์ตาอย่างค่อยเป็นค่อยไปให้มองเห็นภาพที่ดูอยู่นั้นแยกจากกัน การมองที่ไม่เห็นภาพเป็นหนึ่งทำให้เกิดการรับรู้ดลกในลักษณะที่เป็นคู่ ตามแนวคิดของดอนฮวน การเห็นโลกในลักษณะที่เป็นคู่ทำให้เรามีโอกาสในการตัดสินการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม ซึ่งโดยปกติแล้วการมองอย่างธรรมดาไม่อาจเห็นเช่นนี้ได้

              แกคะยั้นคะยอให้ผมทำดู แกรับรองกับผมว่าการทำเช่นนี้ไม่มีอันตรายต่อสายตาแต่อย่างใด แกแนะว่าผมควรจะเริ่มด้วยการกวาดตามองในระยะใกล้ด้วยหางตา แกชี้ไปยังพุ่มไม้พุ่มโตแล้วแสดงให้ผมดูว่าควรจะทำอย่างไร ผมเกิดความรู้สึกที่ประหลาดมากเมื่อเห็นตาของดอนฮวนชำเลืองออกไปอย่างรวดเร็วแทบไม่น่าเชื่อยังต้นไม้ต้นนั้น นัยน์ตาของแกทำให้ผมนึกถึงตาของสัตว์ที่กำลังหนีภัย คือมองตรง ๆไม่ได้

              เราเดินต่อไปอีกราวหนึ่งชั่วโมงขณะที่ผมพยายามที่จะไม่เพ่งสายตาไปสู่จุดใดจุดหนึ่งโดยเฉพาะลงไป ต่อมาดอนฮวนบอกให้แยกสิ่งที่มองดูอยู่นั้นโดยให้เห็นด้วยตาแต่ละข้าง เมื่อทำไปได้ประมาณหนึ่งชั่วโมง ผมปวดตาอย่างรุนแรงจนต้องหยุด

              “คุณคิดว่า คุณจะบอกที่ ๆ เหมาะสมสำหรับพักเดินด้วยตัวของคุณเองได้หรือยัง” แกถาม

              ผมไม่ทราบเลยว่า อะไรคือข้อตัดสินว่าเป็น “บริเวณที่เหมาะสม” ดอนฮวนอธิบายต่อไปอย่างอดทนว่า การมองด้วยการชำเลืองอย่างรวดเร็วทำให้ตาสามารถจับภาพตรงที่ผิดปกติออกไปได้
              “เช่นผิดปกติอย่างไรล่ะ?”
              “มันไม่เชิงจะเป็นภาพ” แกบอก “มันเป็นความรู้สึกมากกว่า ถ้าคุณมองไปที่พุ่มไม้ ต้นไม้หรือก้อนหินตรงที่คุณจะพัก ตาของคุณจะบอกได้เองถึงความรู้สึกที่ว่า ตรงนั้นเป็นที่ที่ดีที่สุดสำหรับการพักหรือเปล่า”

              ผมเร่งเร้าให้แกอธิบายถึงความรู้สึกชนิดนั้นอีก แต่แกไม่อธิบายหรือไม่อยากอธิบายก็เป็นได้ แกบอกว่าผมน่าจะฝึกดูดดยชี้จุดที่ต้องการแล้วแกอาจจะบอกกับผมได้ว่า ตาของผมใช้การได้หรือยัง

              ชั่วแวบหนึ่งที่ผมเห็นสิ่งหนึ่งซึ่งคงจะเป็นก้อนกรวดที่สะท้อนแสงออกมา ถ้าผมเพ่งดูจะไม่เห็นแสงนี้ แต่ถ้าผมกวาดตามองไปอย่างรวดเร็ว ผมจะเห็นประกายชนิดหนึ่งส่องแววออกมา ผมชี้ที่ตรงนั้นให้ดอนฮวนดู มันอยู่ตรงกลางของที่โล่ง ไม่มีร่มเงา ไม่มีพุ่มไม้ ดอนฮวนหัวเราะก้องแล้วถามว่า ทำไมผมจึงเลือกเอาที่ตรงนั้น ผมบอกวาผมเห็นแสงประกายส่องออกมา
              “ผมไม่สนใจกับสิ่งที่คุณมองเห็นหรอก” แกพูด “คุณอาจมองเห็นช้างก็ได้ แต่ที่สำคัญคือคุณรู้สึกอย่างไรกับที่ตรงนั้นมากกว่า”

              ผมไม่รู้สึกอะไรเลย ดอนฮวนมองที่ผมด้วยสายตาที่มีปริศนาแล้วพูดว่า แกอยากจะขอบใจผมแล้วนั่งลงพักกับผมที่จุดนั้นแต่แกจะไปนั่งที่อื่นขณะที่ผมทดสอบจุดที่ผมเลือก

              ผมนั่งลงที่นั่น ดอนฮวนมองดูผมด้วยความใคร่รู้จากที่อีกแห่งหนึ่งห่างออกไปประมาณ ๓๐ - ๔๐ ฟุต ไม่กี่นาทีต่อมาแกหัวเราะออกมาอย่างดัง เสียงหัวเราะของแกนั่นเองทำให้ผมหงุดหงิด มันทำให้ผมควบคุมตัวเองไว้ไม่ได้ ผมรู้สึกว่าดอนฮวนกำลังหัวเราะเยาะผมอยู่ ผมโกรธขึ้นมา ผมเริ่มถามตัวเองถึงสาเหตุที่มานั่งอยู่ที่นี่ ความพยายามทั้งหมดที่ผมทำลงไปอันเนื่องมาจากดอนฮวนต้องผิดพลาดอย่างแน่นอน ผมรู้สึกเหมือนกับว่าเป็นลูกไก่อยู่ในกำมือของแก

              ทันใดนั้น ดอนฮวนพุ่งมาทางผมด้วยการวิ่งเต็มฝีเท้าแล้วจับแขนผมลากออกไปไกลถึงสิบหรือสิบสองฟุต แกฉุดให้ผมยืนขึ้นแล้วเช็ดเหงื่อออกจากหน้าผาก ผมเห็นว่าแกวิ่งเต็มฝีเท้าจริง ๆ แกเอามือตบที่ไหล่ของผมแล้วบอกว่าผมเลือกที่ผิด ดังนั้นแกต้องช่วยผมอย่างรีบด่วนจริง ๆ เพราะแกเห็นว่า จุดที่ผมนั่งอยู่นั้นจะกลืนเอาความรู้สึกทั้งหมดของผม ผมหัวเราะออกมา ภาพที่ดอนฮวนจู่โจมเข้ามาหาผมนั้นน่าขำมาก แกวิ่งเหมือนกับคนหนุ่ม และเท้าทั้งสองของแกเคลื่อนไปราวกับว่าจะยึดดินร่วนสีแดงในทะเลทรายไว้ให้แน่นเพื่อดันลำตัวให้พุ่งมาทางผม ผมเห็นแกหัวเราะเยาะผม แต่ประเดี๋ยวเดียวต่อมาแกกลับลากผมออกไป

              ครู่ต่อมาแกเร้าให้ผมหาที่ที่เหมาะสมต่อ เราเดินต่อไป แต่ผมก็ไม่เห็นหรือไม่ “รู้สึก” อะไรเอาเลย บางทีถ้าผมรู้สึกผ่อนคลายลงไปมากกว่านี้ ผมอาจจะเห็นหรือรู้สึกในบางสิ่งบางอย่างก็ได้ อย่างไรก็ตาม ผมก็ไม่โกรธดอนฮวนอีกต่อไป ในที่สุดแกชี้ไปที่ก้อนหินบางก้อน และเราหยุดเดิน

              “อย่าเพิ่งหมดหวัง” แกปลอบ “มันต้องใช้เวลานานกว่าจะฝึกสายตาได้อย่างถูกต้อง”
              ผมไม่พูด ผมไม่ได้ผิดหวังในสิ่งที่ผมไม่เข้าใจเอาเลย แต่กระนั้นก็ตาม ผมต้องยอมรับว่าตั้งแต่ผมพบกับดอนฮวน ผมโกรธมากถึงสามครั้ง และขณะที่ผมนั่งตรงจุดที่แกบอกว่าไม่ดีนั้น ผมรู้สึกปั่นป่วนมากแทบจะป่วยลงไปทีเดียว

              “เคล็ดในเรื่องนี้ก็คือ คุณต้องรู้สึกให้ได้ด้วยตา” แกพูด “ข้อขัดข้องของคุณในขณะนี้ก็คือ คุณไม่รู้ว่าจะรู้สึกอย่างไร แต่ถึงจะอย่างไรก็ตามเถอะ มันจะเกิดกับคุณเองจากการฝึกฝน”
              “บางทีนะดอนฮวน คุณน่าจะบอกกับผมได้ว่าผมจะรู้สึกอย่างไร”
              “ไม่ได้หรอก”
              “ทำไมล่ะ”
              “ไม่มีใครบอกกับคุณได้หรอกว่าคุณน่าจะรู้สึกอย่างไร มันไม่ใช่ความร้อน ไม่ใช่แสง ไม่ใช่แสงที่วูบวาบออกมา ไม่ใช่สี มันเป็นสิ่งอื่น”
              “คุณอธิบายได้ไหมล่ะ”
              “ไม่ได้หรอก สิ่งที่ผมทำได้คือบอกกับคุณถึงวิธีการ เมื่อคุณเรียนรู้ถึงการแยกภาพที่เห็นออกจากกันได้และมองเห็นทุกสิ่งเป็นสองภาพแล้ว คุณต้องเพ่งความสนใจไปที่ช่องในระหว่างภาพทั้งสองนั้น ในบริเวณนั้น”
              “ความผิดปกติชนิดไหนล่ะ”
              “นั่นไม่สำคัญหรอก ความรู้สึกที่คุณได้รับสำคัญกว่า และทุกคนก็รู้สึกได้ต่างกันไป วันนี้คุณมองเห็นแสงแวบออกมา แต่นั่นไม่มีความหมายอะไรเพราะไม่มีความรู้สึกร่วมอยู่ด้วย ผมบอกไม่ได้หรอกว่าคุณควรจะรู้สึกอย่างไรบ้าง คุณต้องศึกษาจากตัวของคุณเอง”

              เราพักในความเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ดอนฮวนเอาหมวกปิดที่หน้าไม่กระดุกกระดิกราวกับว่าแกหลับไป ผมหมกมุ่นอยู่กับการจดบันทึกจนกระทั่งดอนฮวนไหวตัวขึ้นมาอย่างกระทันหันจนผมสะดุ้งสุดตัว แกลุกขึ้นนั่งในทันทีแล้วหันมาเผชิญหน้ากับผมพร้อมกับย่นหน้าผาก

              “คุณมีหัวในทางการเป็นพราน” แกพูดออกมา “และการเป็นพรานคือสิ่งที่คุณควรศึกษาเรียนรู้การล่าเอาไว้ เราจะไม่พูดกันในเรื่องเกี่ยวกับสมุนไพรอีกต่อไป”

              เราใช้เวลาที่เหลือของวันนั้นเดินไปในทิศทางต่าง ๆ พร้อมกันนั้นดอนฮวนได้บรรยายรายละเอียดแทบไม่น่าเชื่อเกี่ยวกับงูกะปะ มันทำรังอย่างไร เคลื่อนไหวอย่างไร นิสัยของมันในฤดูต่าง ๆ และพฤติกรรมพิเศษของมัน จากนั้นแกกลับมาอธิบายอย่างละเอียดในแต่ละหัวข้อ ในที่สุดแกจับงูกะปะตัวโตได้ตัวหนึ่งแล้วฆ่ามัน แกตัดหัวของมันออก ทำความสะอาดตับไตไส้พุง ถลกหนังแล้วย่างงูตัวนั้น การเคลื่อนไหวของแกน่าดูและทำอย่างชำนาญมาก น่าเพลิดเพลินที่ได้อยู่กับแก ผมฟังแกพูดและดูแกทำลงไปเหมือนกับว่าถูกสะกดจิต ความใส่ใจของผมเป็นไปอย่างสมบูรณ์จนสิ่งอื่น ๆ หายไปจากความรับรู้หมดสิ้น

              การกินเนื้องูเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาเลยสำหรับการกินอยู่โดยทั่วไป ผมรู้สึกว่าจะอาเจียนออกมาให้ได้ มันรู้สึกปั่นป่วนอย่างร้ายกาจ แม้เนื้องูจะอร่อยมากก็ตามแต่ท้องของผมดูจะเป็นอวัยวะที่มีอิสระออกไป ผมเกือบจะกลืนไม่ลง ผมคิดว่าดอนฮวนน่าจะหัวใจวายเนื่องจากการหัวเราะอย่างหนัก

              ต่อมาเรานั่งพักอย่างสบายภายใต้เงาของก้อนหิน ผมจดบันทึก และจากเรื่องราวที่ได้รับฟังมานั้นทำให้ผมทราบว่าดอนฮวนให้ความรู้เกี่ยวกับ งูกะปะมากมายแทบไม่น่าเชื่อ

              “วิญญาณของนักล่ากลับมาหาคุณแล้ว” ดอนฮวนพูดขึ้นมาอย่างกระทันหัน หน้าตาของแกแสดงถึงความจริงจังมาก “ตอนนี้คุณติดเบ็ดแล้วละ”
              “อะไรนะ” ผมอยากให้แกขยายคำพูดที่ว่า “ติดเบ็ด” แต่แกหัวเราะแล้วพูดประโยคนั้นซ้ำอีก
              “ผมติดเบ็ดได้อย่างไร” ผมเร่งเอาคำตอบ
              “พรานจะต้องล่าเสมอไป” แกพูด “ ผมเองก็เป็นพราน”
              “คุณหมายถึงว่า คุณล่าเพื่อจะมีชีวิตอยู่ใช่ไหม”
              “ผมล่าเพื่ออยู่ ผมสามารถดำรงอยู่บนผืนแผ่นดินนี้ ตรงไหนก็ได้” แกทำท่าด้วยศีรษะอันบ่งถึงบริเวณทั้งหมด “การเป็นพรานได้นั้นหมายถึงการที่คุณต้องรู้มากทีเดียว” แกพูดต่อ “มันหมายถึงการที่คุณเห็นโลกในลักษณะที่ต่างออกไป การที่จะเป็นพรานได้นั้น คุณจะต้องมีดุลยภาพอย่างสมบูรณ์กับสิ่งอื่น ๆ ทุกสิ่ง มิฉะนั้นแล้วการล่าจะเป็นงานประจำซ้ำซากไร้ความหมาย ยกตัวอย่างเช่นในวันนี้เราฆ่างูตัวนั้น ผมต้องขอโทษมันที่ต้องตัดชีวิตของมันโดยฉับพลันและแน่นอน ผมทำในสิ่งที่ผมทราบดีว่า สักวันหนึ่ง ชีวิตผมก็จะต้องถูกตัดออกในลักษณะที่ใกล้เคียงกันนี้ คือถูกตัดออกโดยฉับพลันและแน่นอน ดังนั้นทั้งหมดนี้ เราและงูอยู่ในระดับเดียวกัน งูตัวหนึ่งทำให้เราอิ่มในวันนี้”
              “เมื่อผมล่าสัตว์ ผมไม่เคยคิดถึงดุลยภาพที่คุณพูดถึง” ผมพูด
              “นั่นไม่จริงหรอก เพราะคุณไม่เพียงแต่ล่าสัตว์มาได้เท่านั้น ครอบครัวของคุณกินเนื้อสัตว์เหล่านั้นด้วย”

              คำพูดของดอนฮวนทำให้รู้สึกว่ามีคนร่วมด้วย แน่นอนแกพูดถูก หลายครั้งที่ผมแบ่งเนื้อสัตว์ที่ได้มาโดยบังเอิญนั้นให้กับคนอื่นในครอบครัวด้วย ผมรีรออยู่ชั่วครู่แล้วถามออกมาว่า
              “คุณรู้ได้อย่างไรล่ะ ดอนฮวน”
              “มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ผมรู้ขึ้นมาเฉย ๆ ผมเองก็บอกคุณไม่ได้ว่าผมรู้ขึ้นมาได้อย่างไร” แกตอบ

              ผมบอกกับแกว่า ลุงและป้าของผมจะเรียกบ่งลงไปเลยว่านกที่ผมล่ามาได้นั้นเป็น ‘ไก่ฟ้า’
              ดอนฮวนบอกว่าแกจินตนาการเอาได้อย่างง่ายดายว่า ลุงและป้าของผมจะเรียกนกนางแอ่นว่า ‘ไก่ฟ้าเล็ก’ แล้วแกเพิ่มตัวอย่างว่าทั้งสองคนนั้นจะเคี้ยวไก่ฟ้าเล็กอย่างไร การเคลื่อนไหวขากรรไกรของแก ทำให้ผมเห็นว่าแกกำลังเคี้ยวนกอยู่ทั้งตัว เคี้ยวทั้งกระดูกและส่วนอื่น ๆ
              “ผมมีความรู้สึกจริงจังขึ้นมาว่า คุณมีแววในการล่าสัตว์” แกประกาศออกมา “ไม่ทุกคนหรอกที่พยายามหาแล้วพบสีและจุดที่ต้องการในขณะเดียวกัน”

              การเป็นพรานฟังดูเข้าทีและโรแมนติคไม่น้อย แต่มันน่าตลกในเมื่อผมไม่สนใจในการล่าสัตว์เป็นพิเศษแต่อย่างใด
              “คุณไม่จำเป็นต้องสนใจในการล่าหรือชอบที่จะล่าสัตว์” แกไขข้อข้องใจที่ผมพ่นออกไป “คุณมีแนวโน้มอยู่แล้วตามธรรมชาติ ผมคิดว่าพรานที่ดีที่สุดไม่เคยชอบการล่าสัตว์ แต่เขาล่าได้ดีเท่านั้นเอง”

              ผมทราบดีว่าดอนฮวนสามารถอ้างเหตุผลไปทางใดก็ได้ แต่ถึงอย่างนั้นแกคงยืนยันว่าแกไม่ชอบพูดเอาเลย
              “นั่นก็เหมือนกับการที่ผมบอกคุณเกี่ยวกับพรานนั่นเอง” แกพูด “ผมไม่จำเป็นจะต้องชอบพูด
              ผมเพียงแต่มีความสามารถเฉพาะในทางนี้และผมทำมันได้ดีเท่านั้น” ผมเห็นความมีปัญญาอันฉับไวของแกเป็นเรื่องน่าขันจริง ๆ

              “ พรานต้องเป็นคนที่รัดกุมเป็นพิเศษ ” แกพูดต่อ “ พรานให้โอกาสกับโชคเพียงเล็กน้อย ผมพยายามโดยตลอดในการที่จะโน้มน้าวคุณว่า คุณต้องเรียนรู้การที่จะมีชีวิตอยู่ในลักษณะที่ต่างออกไป จนบัดนี้ผมยังไม่พบความสำเร็จในความพยายามนั้น แต่ตอนนี้มันต่างออกไป ผมเรียกเอาวิญญาณนักล่าของคุณกลับมา บางทีนะ จากสิ่งนี้คุณจะเปลี่ยนแปลงได้”

              ผมค้านว่าผมไม่อยากเป็นนายพรานหรอก ผมเตือนแกให้ระลึกถึงว่า นับแต่เริ่มแรกผมเพียงแต่อยากให้แกบอกผมเกี่ยวกับพืชสมุนไพร แต่แกทำให้ผมเฉออกไปไกลจากจุดมุ่งหมายเดิม จนกระทั่งผมเองก็ไม่อาจระลึกได้อย่างชัดแจ้งอีกต่อไปว่า ผมต้องการเรียนรู้ในเรื่องสมุนไพรต่อไปอีกหรือไม่
              “ก็ดีแล้วนี่” แกพูด “ดีจริง ๆ แหละ ถ้าคุณไม่มีภาพพจน์ที่ชัดแจ้งว่าคุณต้องการอะไรอย่างแท้จริงแล้วคุณอาจจะเป็นคนถ่อมตัวยิ่งขึ้น”
              “เอาอย่างนี้ดีกว่า สำหรับจุดมุ่งหมายของคุณนั้น มันไม่สำคัญจริงจังอะไรหรอกว่าคุณจะเรียนเกี่ยวกับสมุนไพรหรือเกี่ยวกับการล่าสัตว์ คุณบอกผมเองว่า คุณสนใจในทุกสิ่งทุกอย่างที่คนอื่นบอกกับคุณไม่ใช่หรือ?”

              ผมเคยพูดเช่นั้นจริง ๆ กับแกตอนที่ผมพยายามที่จะให้คำจำกัดความของขอบเขตและเนื้อหาของวิชามานุษยวิทยา เพื่อว่าดอนฮวนจะเป็นตัวอย่างข้อมูลที่ผมต้องการ
              แกหัวเราะหึ ๆ ในสถานการณ์เช่นนี้เห็นได้ชัดว่าแกควบคุมเอาไว้

              “ ผมเองก็เป็นพราน ” แกพูดราวกับว่าแกอ่านความคิดของผมออก “ ผมปล่อยโอกาสไว้กับโชคเพียงนิดเดียวเท่านั้น บางที่ผมควรจะบอกกับคุณว่า ผมเรียนรู้การที่จะเป็นพรานมาเหมือนกัน ผมหาได้มีชีวิตอย่างที่เป็นอยู่เดี๋ยวนี้ ช่วงหนึ่งในชีวิตของผม ผมต้องเปลี่ยนแปลง และตอนนี้ผมชี้ทางให้กับคุณ ผมแนะนำคุณ ผมทราบว่าผมพูดอะไรอยู่ มีคนบางคนสอนผมในเรื่องเหล่านี้ ผมไม่ได้คิดเอาเองหรอก”
              “คุณหมายถึงว่า คุณมีครูใช่ไหมดอนฮวน?”
              “พูดได้ว่า มีคนบางคนสอนให้ผมรู้จักล่าในลักษณะที่ผมอยากจะสอนคุณอยู่เดี๋ยวนี้” แกพูดออกมาแล้วเปลี่ยนเรื่องอย่างรวดเร็ว

              “ผมคิดว่า กาลครั้งหนึ่งการล่าเป็นการกระทำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดชนิดหนึ่งของมนุษย์” แกพูด “ พรานทุกคนเป็นผู้ที่มีพลังมหาศาล ความจริงแล้วพรานต้องมีพลังเป็นจุดเริ่ม เพื่อว่าจะมีความอดทนต่อชีวิตที่เคร่งครัดเช่นนั้น ” ทันใดนั้นผมเกิความสงสัยขึ้นมาหรือว่าดอนฮวนอ้างถึงกาลเวลาก่อนหน้าที่จะมีการยึดครองของพวกผิวขาวกระมัง ผมเริ่มหยั่งดูท่าที
              “เวลาที่คุณพูดถึงนั่นเมื่อไหร่กันแน่?”
              “ก็กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว”
              “เมื่อไหร่ล่ะ? ‘กาลครั้งหนึ่ง’ หมายถึงอะไร?”
              “มันก็หมายถึงกาลครั้งหนึ่งนะสิ หรือไม่ก็หมายถึงวันนี้ เดี๋ยวนี้ ไม่สำคัญหรอกว่าเมื่อไหร่ ครั้งหนึ่งทุกคนทราบดีว่าชีวิตนายพรานนั้นเป็นชีวิตที่เยี่ยมยอดที่สุด แต่เดี๋ยวนี้ไม่ทุกคนหรอกที่ทราบเกี่ยวกับเรื่องนี้ มีคนจำนวนหนึ่งเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้ดี ผมรู้และสักวันหนึ่งคุณก็จะรู้ พอทราบความหมายที่ผมพูดหรือยังล่ะ?”
              “ชาวอินเดียนแดงเผ่ายาคีรู้สึกเกี่ยวกับพวกพรานอย่างนี้หรือเปล่า นี่คือสิ่งที่ผมอยากรู้”
              “ไม่จำเป็นหรอก”
              “แล้วพวกปีม่าล่ะ?”
              “ก็ไม่ทุกคน แต่บางคนรู้”

              ผมเอ่ยชื่อชาวอินเดียนแดงเผ่าอื่นที่อยู่ใกล้เคียง ผมต้องการให้ดอนฮวนบอกออกมาให้ชัดว่า การล่าเป็นความรู้สึกร่วมกันและปฏิบัติร่วมกันเฉพาะในชนเผ่าใดเผ่าหนึ่ง แต่แกเลี่ยงที่จะตอบคำถามของผมตรง ๆ ดังนั้นผมจึงเปลี่ยนหัวข้อของการสนทนา
              “คุณทำสิ่งเหล่านี้กับผมทำไมล่ะดอนฮวน?”
              แกถอดหมวกออกแล้วเกาหัวในลักษณะที่แกล้งทำเป็นงง

              “ผมกำลัง ‘แนะท่า’ ให้กับคุณ” แกพูดเบา ๆ “คนอื่นก็แนะท่าในลักษณะเดียวกันนี้ให้กับคุณด้วย และสักวันหนึ่ง คุณเองก็จะแนะท่าให้กับคนอื่น ๆ เช่นกัน บอกได้ว่ามันเป็นคราวที่ผมกระทำกับคุณ วันหนึ่งผมพบว่าหากผมต้องการเป็นพรานที่มีค่าควรแก่การที่จะเคารพตัวเองได้ ผมต้องเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผม ผมเคยคร่ำครวญ เคยบ่นมามาก ผมมีเหตุผลเพียงพอที่จะรู้สึกว่าตัวเองถูกคดโกง ผมเป็นชาวอินเดียนแดง และชาวอินเดียนแดงถูกเหยียดหยามเหมือนกับสุนัข ไม่มีอะไรอีกแล้วที่จะมาผ่อนคลายความรู้สึกเช่นนั้น ดังนั้นสิ่งเดียวที่ผมเหลืออยู่คือความทุกข์ แต่แล้วโชคได้ช่วยผมไว้ คน ๆ หนึ่งสอนให้ผมรู้สึกการล่าและผมรู้สึกชัดแจ้งขึ้นมาว่า วิถีชีวิตที่ผมดำเนินอยู่นั้นไม่มีค่าควรแก่การมีชีวิตอยู่ต่อไป…ดังนั้นผมจึงเปลี่ยนแปลงมันเสีย ”
              “แต่ผมมีความสุขกับชีวิตของผมนี่นะดอนฮวน ทำไมผมต้องเปลี่ยนมันล่ะ?”
              แกเริ่มร้องเพลงเม็กซิกันค่อย ๆ แล้วออกเสียงเอื้อนทำนอง ศีรษะของแกผงกขึ้น ๆ ลง ๆ ตามจังหวะเพลง
              “คุณคิดว่า ผมกับคุณเป็นคนที่เท่าเทียมกันหรือเปล่า?” แกถามออกมาด้วยเสียงที่แหลมชัด

              คำถามของแกดังขึ้นในขณะที่ผมเผลอ ผมได้ยินเสียงก้องกังวานที่แปลกมากในรูหูราวกับว่าแกตะโกนถ้อยคำเหล่านั้นออกมา แต่ดอนฮวนไม่ได้ตะโกน ถึงอย่างนั้นก็มีเสียงคล้ายโลหะกระทบกันในน้ำเสียงที่แกพูดออกมาดังก้องอยู่ในหูของผม

              ผมแยงหูด้วยปลายนิ้วก้อยมือซ้าย ผมคันหูอยู่ตลอดเวลาและผมมีวิธีแยงหูเป็นจังหวะขยุก ๆ ด้วยนิ้วก้อยของมือทั้งสองข้าง การแยงหูนั้นถึงกับทำให้แขนไหวไปมาได้
              ดอนฮวนมองดูท่าแยงหูของผมด้วยความสนเท่ห์

              “เอาละ…เราเป็นคนที่เท่าเทียมกันหรือเปล่าล่ะ?”
              “แน่นอน เราเป็นคนที่เท่าเทียมกัน”
              ผมรู้สึกว่าถ่อมตัวลงมาได้เอง ผมรู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่ออกไปยังดอนฮวน ถึงแม้ว่าหลายครั้งที่เดียวผมไม่ทราบว่าจะจัดการอย่างไรกับแก อย่างไรก็ตาม ผมยังยึดถืออะไรไว้ในใจแม้ว่าผมจะไม่พูดออกมา ผมยังยึดอยู่ในความเชื่อที่ว่าผมเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย เป็นชาวตะวันตกที่มีอารยะแล้ว ย่อมเหนือกว่าคนอินเดียนแดงมาก

              “ไม่หรอก” แกพูด “เราไม่ใช่คนที่เท่าเทียมกัน”
              “อ้าวทำไมล่ะ แน่นอนที่สุดเลยว่าเราเท่าเทียมกัน” ผมแย้ง
              “ไม่หรอก” แกพูดเบา ๆ “เราไม่ใช่คนที่เท่าเทียมกันเลย ผมเป็นพราน เป็นนักรบ ส่วนคุณเป็นแมงดา”

              ผมอ้าปากค้าง ผมแทบจะไม่เชื่อเลยว่า ดอนฮวนได้พูดถ้อยคำเหล่านั้นออกมา ผมปล่อยสมุดบันทึกให้ร่วงลงไปแล้วจ้องดูแก ไม่มีคำพูดหลุดออกมาแม้แต่คำเดียว แน่นอนผมโกรธแกมาก

              แกมองที่ผมด้วยสายตาที่สงบมั่นคง ผมเลี่ยงการจ้องมองของแก แลต่อมาแกเริ่มพูดออกมา แกพูดชัดถ้อยชัดคำ ถ้อยคำเหล่านั้นหลุดออกมาเรียบ ๆ และเย็นชา แกบอกว่าผมกำลังเกาะคนอื่นอยู่ ผมไม่ได้ชิงชัยในการสู้รบเพื่อตัวเอง แต่อิงอยู่กับการสู้รบของคนอื่นที่ผมไม่รู้จัก นั่นก็คือผมไม่ต้องการที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับสมุนไพร ไม่ต้องการเรียนรู้ที่จะเป็นพราน ไม่ต้องการที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับอะไรเลย และโลกที่เฉียบขาดในการกระทำ เฉียบขาดในความรู้สึก และการตัดสินใจของแกนั้นมีประสิทธิภาพเหลือที่จะกล่าว เหนือกว่าความโง่เง่าเซ่อซึมกระทือซึ่งผมเรียกมันว่า ‘ชีวิตของผม’ อย่างมากมาย

              เมื่อแกพูดจบผมถึงกับหมดความรู้สึก ดอนฮวนพูดโดยไม่มีลักษณะชวนทะเลาะหรือพูดโดยปราศจากความยั้งคิด แต่พูดออกมาด้วยพลัง แต่กระนั้นก็มีความสงบราบเรียบที่ผมเองก็ไม่อาจแม้จะโกรธได้อีกต่อ

              เราเงียบอยู่เช่นนั้น ผมรู้สึกอายและคิดไม่ออกว่าจะพูดอะไรขึ้นมาอีก ผมคอยให้แกเป็นผู้ทำลายความเงียบ หลายชั่วโมงผ่านไป ดอนฮวนไม่ไหวกายยิ่งขึ้นโดยลำดับจนกระทั่งร่างกายของแกแข็งทื่ออย่างประหลาดและน่ากลัว เงาร่างของแกเลือนไปแทบจะมองไม่เห็นเพราะเป็นเวลาใกล้ค่ำ และในที่สุดเมื่อความมืดครอบคลุมเข้ามารอบตัวเรา ดอนฮวนดูจะถูกดูดกลืนหายไปเข้าไปในความดำมืดของก้อนหิน สภาวะอันนิ่งงันของแกนั้นเด็ดขาดราวกับว่าแกไม่ปรากฎอีกต่อไป

              เที่ยงคืนแล้วเมื่อผมทราบชัดในที่สุดว่า ดอนฮวนอาจจะอยู่ในสภาวะนิ่งงันที่นั่นกับป่าเขาและก้อนหินเหล่านั้นได้นานตลอดไปหากว่าแกต้องการ โลกแห่งความเฉียบขาดในการกระทำ เฉียบขาดในความรู้สึกและในการตัดสินใจของแกเหนือกว่าผมอย่างแท้จริง

              ผมยื่นมือไปสัมผัสที่แขนของแกเงียบ ๆ และน้ำตาได้เอ่อท้นขึ้นมาในดวงตาของผม


*เมสคาลิโต (Mescalito) เป็นชื่อของเทพเจ้าของชาวอินเดียนแดงองค์หนึ่ง การเสพปุ่มของต้นตะบองเพชรที่ชื่อเปโยติจะทำให้เมาแล้วมองเห็นโลกในอีกลักษณะหนึ่ง และชาวอินเดียนแดงเชื่อว่าการเสพเปโยติเป็นการเปิดประตูให้เข้าไปสัมพันธ์กับเมสคาลิโตเทพเจ้าแห่งการรู้แจ้ง ดังนั้นเปโยติจึงมีชื่อเรียกอีกว่า เมสคาลิโต การเสพเปโยติเป็นเรื่องทำกันลับ ๆ และต้องมีหมอผีคือผู้รู้แจ้งหรือหมอสมุนไพรมาควบคุมในเรื่องนี้ด้วย ผู้ที่จะเข้าร่วมเสพสมุนไพรเปโยติจะต้องเป็นบุคคลที่เลือกแล้วและการทำเช่นนี้ต้องมีจุดมุ่งหมายพิเศษด้วย ชาวอินเดียนแดงเชื่อในเรื่องนี้มากและถือเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ด้วย จนเกิดมีชาวอินเดียนแดงกลุ่มหนึ่งที่ถือลัทธิเปโยติ



INDEX BACK TOP NEXT

HOME