INDEX
BACK BOTTOM
NEXT





๓. การสูญเสียความรู้สึกว่าตัวเองมีความสำคัญ



                  ผม ได้เล่าถึงการที่ผมได้มีโอกาสพบปะกับดอนฮวนทั้งสองครั้งกับเพื่อนคนที่แนะนำให้เราทั้งสองรู้จักกัน เพื่อนคนนนั้นมีความเห็นว่าผมจะเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์
                  ผมเล่าให้เขาฟังถึงรายละเอียดและขอบเขตของเรื่องที่เราพูดคุยกัน เขาบอกว่าผมพูดเกินความเป็นจริง และทำให้ตาแกคร่ำครึที่โง่เขลากลายเป็นคนพิเศษขึ้นมา

                  สำหรับผม ยากนักที่จะพูดเกินเลยไปในเรื่องของชายชราที่มีลักษณะประหลาดมากคนนี้ ผมรู้สึกขึ้นมาอย่างแท้จริงว่า คำวิจารณ์ของแกเกี่ยวกับบุคคลิกของผมนั้นบั่นทอนความชอบของผมที่มีต่อแกเป็นอย่างมาก แต่กระนั้นก็ตาม ผมต้องยอมรับว่าคำวิจารณ์เหล่านั้นเป็นเรื่องสมควร มีความคมคายและถูกต้องตามที่พูดออกมาทีเดียว

                  ปมยุ่งยากของความลังเลไม่แน่ใจของผมในขณะนี้ก็คือผมไม่สู้จะเต็มใจยอมรับว่า ดอนฮวนสามารถที่จะทำลายทัศนะเดิม ๆ ที่ผมมีต่อโลกนี้ได้ และไม่อยากเชื่อด้วยว่า ผมเห็นด้วยกับคำพูดของเพื่อนคนนั้นที่ว่า "อินเดียนแก่คนนั้นเป็นคนที่บ้า ๆ บอ ๆ คนหนึ่งเท่านั้น"
                  ผมรู้สึกว่าต้องไปหาดอนฮวนอีกสักครั้งหนึ่งก่อนที่ผมจะตัดสินใจให้เด็ดขาดลงไป

พุธที่ ๒๘ ธันวาคม ๑๙๖๐

                  ทันทีที่ผมมาถึงบ้านของแก ดอนฮวนพาผมเดินผ่าเข้าไปในดงพุ่มไม้เตี้ย ๆ ในทะเลทราย แกไม่มองดูแม้แต่ถุงใส่ของชำที่ผมซื้อมาฝาก ดูราวกับว่าแกกำลังคอยผมอยู่

                  เราเดินอยู่นานหลายชั่วโมง ดอนฮวนไม่ได้เก็บสมุนไพรหรือบอกผมเกี่ยวกับต้นพืชเหล่านั้นเลย แต่อย่างไรก็ตาม แกสอนผมถึง "การเดินที่ถูกวิธี" แกบอกว่า ผมต้องงอนิ้วมือเข้ามาเล็กน้อยขณะที่เดิน เพื่อว่าผมจะได้ใส่ใจในทางเดินและสิ่งที่อยู่รอบตัว แกบอกว่าท่าเดินของผมตามปกตินั้นทำให้เหนื่อยง่าย เราต้องไม่ถืออะไรไว้ในมือเลย และถ้ามีสิ่งของไปด้วยก็ควรใช้เครื่องหลัง หรือย่ามก็ได้ ดอนฮวนให้ความเห็นว่า การบิดมือในลักษณะพิเศษดังกล่าวจะทำให้เดินได้ทนกว่าเดิม และมีความรู้สึกตัวสูงด้วย

                  ผมไม่ทราบจะเถียงไปเพื่ออะไรจึงงอนิ้วมือในลักษณะที่แกบอกและตั้งใจเดินต่อไป ความรู้สึกตัวของผมก็ไม่แตกต่างไปกว่าเดิม และความอดทนก็ไม่ดีขึ้นด้วย

                  เราเริ่มออกเดินกันในตอนเช้าและหยุดพักในราวเที่ยงวัน ผมเหงื่อตกจึงหมายจะดื่มน้ำจากกระติกแต่ดอนฮวนห้ามผมไว้ แกบอกว่าผมจะรู้สึกสบายขึ้นหากผมจิบน้ำทีละนิดเท่านั้น แกเด็ดเอาใบไม้จากพุ่มไม้สีเหลืองเตี้ย ๆ แล้วใส่ปากเคี้ยว แกเอามาให้ผมด้วยและแนะว่ามันวิเศษมาก ถ้าหากผมเคี้ยวช้า ๆ ความกระหายน้ำจะหายไป ความกระหายน้ำไม่ได้หายไปจริงอย่างที่พูด แต่ผมก็ไม่ได้รู้สึกหงุดหงิดแต่อย่างใด

                  ดอนฮวนดูจะอ่านความคิดของผมออกจึงอธิบายว่า ที่ผมไม่รู้สึกถึงประโยชน์ของ "การเดินที่ถูกวิธี" หรือประโยชน์ของการเคี้ยวใบไม้ชนิดนี้ เพราผมยังเป็นคนหนุ่มและแข็งแรง ร่างกายของผมไม่รู้สึกในสิ่งใดเพราะมันค่อนข้างโง่ แกหัวเราะออกมา

                  ผมไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะหัวเราะ นั่นยิ่งทำให้ดอนฮวนขบขันยิ่งขึ้น แกแก้คำพูดที่พูดออกไปแล้วว่าร่างกายของผมไม่ถึงกับโง่หรอก แต่มันยังเฉื่อยอยู่

                  ขณะนั้นอีกาตัวโตบินผ่านศีรษะของเราไปพร้อมกับร้องออกมา มันทำให้ผมสะดุ้งและหัวเราะขึ้นมา ผมคิดว่าโอกาสเช่นนั้นควรแก่การหัวเราะ
                  แต่สิ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจอย่างสูงสุดก็คือดอนฮวนเขย่าแขนของผมอย่างแรง พลางบอกให้ผมเงียบเสียงลง สีหน้าของแกเครียดและจริงจังมาก "นั่นมันไม่ใช่เรื่องตลก" แกกล่าวออกมาอย่างเคร่งเครียด ราวกับว่าผมเข้าใจในสิ่งที่แกกำลังพูดอยู่

                  ผมขอคำอธิบาย ผมบอกกับแกว่า การที่แกโกรธที่ผมหัวเราะอีกานั้นไม่ถูกกาละเทศะเอาเสียเลย ในเมื่อเราหัวเราะหม้อต้มกาแฟมาแล้ว
                  "สิ่งที่คุณเห็นนั้นไม่ได้เป็นเพียงอีกา" แกร้องออกมา
                  "แต่ผมก็มองเห็นมันด้วยตา มันก็เป็นอีกานี่นะ" ผมยืนยัน
                  "คุณไม่เห็นอะไรหรอก คุณนะไอ้โง่" แกพูดออกมาด้วยน้ำเสียงกระด้าง

                  ความหยาบคายของแกไม่มีเหตุผลที่สมควรเอาเลย ผมบอกแกว่าผมไม่ชอบทำให้คนอื่นโกรธหรอก บางทีน่าจะเป็นการดีถ้าผมจะผละไปเสีย ในเมื่อแกดูจะไม่มีอารมณ์ที่จะมีเพื่อนร่วมทางเอาเสียเลย

                  แกหัวเราะลั่นขึ้นมาเหมือนกับว่าผมเป็นตัวตลกมาแสดงให้แกดู ความหงุดหงิดไม่สบายใจของผมเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ
                  "คุณเป็นคนรุนแรงมาก" แกตั้งข้อสังเกตขึ้นมาลอย ๆ "คุณยึดถือในตัวของคุณเองเป็นอย่างมาก"
                  "คุณก็ทำอย่าางเดียวกันไม่ใช่หรือ?" ผมสอดขึ้นมา "คุณก็ยึดถือตัวของคุณเองขณะที่คุณโกรธผม"
                  แกบอกว่า การที่จะโกรธผมนั้นเป็นสิ่งที่อยู่ห่างจากจิตใจของแกอย่างที่สุด แกมองมายังผมด้วยสายตาที่ทิ่มแทง

                  "สิ่งที่คุณเห็นไม่ได้เป็นคำเห็นพ้องจากโลก" แกพูด "อีกาที่กำลังบินอยู่หรือร้องออกมาไม่เคยเป็นคำรับรอง แต่มันเป็นลาง!"
                  "เป็นลางเกี่ยวกับอะไรล่ะ?"
                  "มันเป็นเครื่องทำนายเกี่ยวกับตัวของคุณ" แกตอบออกมาอย่างคลุมเครือ
                  ขณะนั้นลมพากิ่งไม้แห้งตรงมาที่เท้าของเรา
                  "นี่เป็นคำรับรอง!" แกอุทานพร้อมกับมองมาทางผมด้วยดวงตาเป็นประกาย แกหัวเราะออกมาเต็มเสียง

                  ผมรู้สึกว่าแกกำลังยั่วผมอยู่ ด้วยการสร้างกฎเกณฑ์ประหลาด ๆ ขึ้นมาเองขณะที่เราไปด้วยกัน ดังนั้นมันเป็นเรื่องถูกที่แกจะหัวเราะ แต่นั่นไม่ใช่เรื่องของผมหรอก ความหงุดหงิดของผมงอกเงยขึ้นมาอีก และผมบอกกับดอนฮวนในสิ่งที่ผมคิด แกไม่ได้ฉุนเฉียวหรือมีความขุ่นเคืองแต่อย่างใด แกหัวเราะ

                  เสียงหัวเราะของแกทำให้ผมโกรธและหงุดหงิดยิ่งขึ้น ผมคิดว่าดอนฮวนจงใจที่จะเหยียดหยามผม ผมตัดสินใจในทันทีว่า ผมขอเลิก "งานค้นคว้า" ของผมดีกว่า
                  ผมลุกขึ้นพร้อมกับพูดออกมาว่าผมจะเดินกลับละ เพราะผมต้องเดินทางไปลอสแอนเจลิส

                  "นั่งลง !" แกบังคับ
                  "คุณแสดงความโกรธออกมาเหมือนกับยายเพิ้ง ตอนนี้คุณยังไปไม่ได้ เรื่องมันยังไม่จบเลย" ผมเกลียดแก
ผมคิดว่าแกเป็นคนที่น่าเหยียดหยามอย่างที่สุด

                  ดอนฮวนครวญเพลงพื้นเมืองเม็กซิกันบ้า ๆ บอ ๆออกมา แกร้องเลียนแบบนักร้องที่มีชื่อเสียง แต่แกให้เสียงบางพยางค์ยาวออกไปและบางพยางค์สั้นทำให้มันเป็นเพลงที่ฟังแล้วน่าขันมาก ฟังดูแล้วตลกจนหัวเราะออกมาในที่สุด
                  "นั่นไงล่ะ คุณหัวเราะกับเพลงบ้า ๆ บอ ๆ" แกพูดออกมา "แต่นักร้องที่ร้องออกมาในลักษณะนี้และคนที่จ่ายเงินเพื่อฟังเพลงนี้จะไม่หัวเราะ พวกเขาคิดว่ามันเป็นเรื่องจริงจังเอามาก ๆ"
                  "คุณหมายความว่าอย่างไร" ผมถาม
                  ผมคิดว่าแกตั้งใจที่จะกุเรื่องขึ้นมาอีก เพื่อจะบอกกับผมว่าที่ผมหัวเราะอีกานั้นไม่มีความจริงจังเหมือนกับที่ผมไม่จริงจังกับเพลงที่แกร้อง แต่ดอนฮวนก็ทำให้ผมผิดคาดอีกครั้ง แกบอกว่าผมก็เหมือนกับนักร้องคนนั้นและคนที่ชอบฟังเพลงของเขา คนพวกนี้ยึดถือในตัวเองและจริงจังอย่างมากมายในเรื่องเหลวไหล ชนิดที่คนที่อยู่ในสภาวะจิตที่เป็นปกติจะไม่เอาใจใส่เลยแม้แต่นิดเดียว

                  ต่อมาแกกล่าวย้ำถึงเรื่องทั้งหมดที่แกเคยพูดถึงในเรื่อง "การเรียนรู้เรื่องสมุนไพร" เหมือนกับจะรื้อฟื้นความทรงจำของผม แกเน้นลงไปอีกว่า ถ้าผมต้องการที่จะเรียนรู้ในเรื่องนี้ ผมต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผมเกือบทั้งหมด

                  "คุณยึดถือตัวเองเอามาก ๆ" แกพูดช้า ๆ "คุณคิดว่าคุณเป็นคนสำคัุญที่สุด สิ่งนี้ต้องเปลี่ยนแปลง! คุณมีความสำคัญเหลือล้นจนกระทั่ง คุณรู้สึกว่ามีเหตุผลสมควรที่จะหงุดหงิดกับทุกสิ่งทุกอย่าง คุณมีความสำคัญเสียเหลือเกินจนกระทั่งคุณพร้อมที่จะผละหนีไปถ้าหากสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่สอดคล้องเป็นไปตามที่คุณต้องการ ผมเข้าใจว่า นั่นคือสิ่งที่คุณคิดว่าเป็นเครื่องแสดงถึงบุคคลิกภาพของคุณนะสิ นั่นมันเรื่องเหลวไหล! คุณเป็นคนอ่อนแอและยึดมั่นในตัวเองมาก"

                  ผมพยายามหาเหตุผลมาคัดค้าน แต่ดอนฮวนไม่ยอมง่าย ๆ แกชี้ให้เห็นว่าตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมา ผมไม่เคยทำอะไรได้สำเร็จเพราะเหตุอันเนื่องมาจากความรู้สึกที่ว่า ตัวมีความสำคัญเกินส่วนที่ผมยึดอยู่

                  ผมรู้สึกตกตลึงในความมั่นใจที่แกกล้ากล่าวถ้อยคำเหล่านี้ออกมา แน่นอนละ สิ่งที่แกพูดมานั้นถูกต้อง และนั่นไม่เพียงจะทำให้ผมโกรธเพียงอย่างเดียว ผมรู้สึกว่าตนถูกคุกคามด้วย
                  "ความรู้สึกที่ว่าตนเท่านั้นที่สำคัญที่สุด เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะต้องละเช่นเดียวกับประวัติส่วนตัว" แกพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เอาจริงเอาจัง

                  แน่นอนผมไม่ต้องการที่จะถกเถียง เห็นได้ชัดอยู่แล้วว่าผมอยู่ในสภาวะที่เสียเปรียบเป็นอย่างมาก ดอนฮวนจะไม่เดินกลับบ้านจนกว่าแกจะพร้อมและผมเองก็ไม่รู้ทาง ผมจำต้องอยู่กับแก แกไหวตัวอย่างฉับพลันและประหลาดใจมาก แกทำเหมือนว่ากำลังสูดดมอากาศที่อยู่รอบ ๆ หัวของแกสั่นเล็กน้อยเป็นจังหวะ ดูแกจะอยู่ในสภาพที่ตื่นตัวอย่างผิดธรรมดา แกหันหน้าแล้วจ้องดูผมด้วยสายตาที่ตื่นตระหนกและมีแววใคร่รู้ แกกวาดสายตาขึ้น ๆ ลง ๆตามตัวของผมแล้วผลุดลุกขึ้นและออกเดินอย่างรวดเร็ว

                  แกเดินเร็วมากจนเกือบจะเป็นวิ่ง ผมตามแกไปติด ๆ ดอนฮวนเดินด้วยก้าวที่รีบร้อนเป็นเวลาเกือบหนึ่งชั่วโมง ในที่สุดแกหยุดเดินข้างเนินเขาหินแล้วเรานั่งลงใต้พุ่มไม้เตี้ย ๆ การเดินอย่างเร็วทำให้ผมเหนื่อยมาก แม้ว่านั่นทำให้อารมณ์ของผมดีขึ้นก็ตาม การที่เปลี่ยนอารมณ์ไปเป็นเรื่องที่ค่อนข้างแปลก ผมมีความรู้สึกรื่นเริง แต่ตอนที่เริ่มออกเดินหลังจากที่ได้ถกเถียงกันนั้น ผมโมโหดอนฮวนมาก
                  "พิลึกจริง" ผมบอก "แต่ผมก็รู้สึกดีขึ้นจริง ๆ"

                  ผมได้ยินเสียงร้องของอีกาห่างออกไป ดอนฮวนยกนิ้วขึ้นมาที่หูขวาแล้วยิ้มออกมา
                  "นั่นเป็นลาง" แกบอก
                  ก้อนหินก้อนเล็ก ๆกลิ้งลงมาตามเนินเขา และทำให้เกิดเสียงดังโครมเมื่อมันชนกับพุ่มไม้ ดอนฮวนหัวเราะออกมาดังลั่นและชี้มือไปยังทิศทางที่เกิดเสียง
                  "นั่นเป็นคำเห็นด้วย"

                  หลังจากนั้นแกถามผมว่า ผมพร้อมหรือยังที่จะพูดกันถึงเรื่องการให้ความสำคัญกับตัวเอง ผมหัวเราะ ความรู้สึกโกรธเคืองดูจะอยู่ห่างไกลออกไปมากจนผมไม่รู้เอาเลยว่า ผมฉุนเฉียวในตัวของดอนฮวนมากมายอย่างไรบ้าง

                  "ผมไม่เข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับผมเลย" ผมบอก "ผมโกรธมาก แต่ทำไมเดี๋ยวนี้ผมไม่โกรธอีกต่อไป"
                  "โลกที่อยู่รอบ ๆ ตัวเราเป็นสิ่งลึกลับมหัศจรรย์มาก" แกพูด "มันจะไม่ยอมเปิดเผยความลับออกมาง่าย ๆ"

                  ผมชอบคำพูดที่เป็นปริศนาของแก มันมีความลึกลับและท้าทาย ผมไม่อาจบอกชัดลงไปได้ว่ามันมีความหมายซ่อนเร้นอยู่หรือไม่ หรือเป็นเพียงคำพูดธรรมดา ๆเท่านั้น
                  "ถ้าหากว่าคุณมีโอกาสกลับมาที่ทะเลทรายนี้อีก" แกพูด "จงหยุดให้ห่างจากภูเขาหินที่เรานั่งพักกันในวันนี้ หนีมันไปเหมือนกับหนีกาฬโรค"
                  "อ้าว ทำไมล่ะ มีเหตุผลอะไรหรือ?"
                  "มันยังไม่ถึงเวลาที่จะมาอธิบาย" แกบอก "ขณะนี้เรายังผูกพันอยู่กับการสูญเสียความรู้สึกที่ว่าตัวเองมีความสำคัญ ตราบใดที่คุณรู้สึกว่า คุณเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในโลก คุณจะไม่รู้สึกซาบซึ้งต่อสิ่งที่อยู่รอบ ๆ ตัวของคุณ คุณจะเป็นเหมือนกับม้าที่มีบังตา สิ่งทั้งหมดที่คุณเห็นคือตัวของคุณที่แยกตัวเองออกมาจากทุกสิ่งทุกอย่าง " แกสำรวจดูผมชั่วครู่

                  "ผมจะพูดกับเพื่อนตัวเล็ก ๆ ของผมที่อยู่ที่นี่" แกพูดพร้อมกับชี้ไปที่พืชต้นเล็ก ๆ แกคุกเข่าลงเบื้องหน้าต้นไม้เล็ก ๆ ต้นนั้นแล้วใช้มือโอบประคองและพูดกับมัน ตอนแรกผมไม่เข้าใจสิ่งที่แกพูด ต่อมาแกเปลี่ยนภาษา แกพูดกับต้นไม้เป็นภาษาสเปน แกพล่ามคำพูดไร้สาระนั้นอยู่ครู่หนึ่งแล้วลุกขึ้น
                  "ไม่สำคัญหรอกว่าคุณจะพูดกับต้นไม้เรื่องอะไร" แกพูด "คุณอาจคิดสร้างคำต่าง ๆขึ้นมา สิ่งสำคัญคือความรู้สึกว่าชอบมันและปฏิบัติตัวต่อมันเหมือนกับคนที่เท่าเทียมกัน"

                  ดอนฮวนอธิบายว่า คนที่เก็บสมุนไพรต้องขอโทษพืชทุกครั้งเมื่อเขาเก็บมัน และเขาต้องให้คำรับรองแก่พืชว่า สักวันหนึ่งร่างกายของเขาก็จะมาเป็นปุ๋ยสำหรับพืชด้วย
                  "ดังนั้น จากทั้งหมดที่พูดมานี้ พืชและตัวเรามีความเท่าเทียมกัน" แกบอก "ไม่ใช่พืช หรือตัวเราฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีความสำคัญกว่า"

                  "มาสิ มาพูดกับต้นไม้เล็ก ๆนี่" แกยุผม "จงบอกกับมันว่าคุณไม่มีความรู้สึกว่าตัวเองสำคัญอีกแล้ว"
                  ผมทำได้เพียงคุกเข่าลงเบื้องหน้าพืชต้นนั้น แต่บังคับตัวเองให้พูดกับมันไม่ได้ ผมรู้สึกขำจึงหัวเราะออกมา ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่รู้สึกโกรธแต่อย่างใด

                  ดอนฮวนตบที่ไหล่ของผมแล้วบอกว่า ดีแล้ว อย่างน้อยที่สุด ผมก็ควบคุมตัวเองไว้ได้
                  "นับแต่นี้เป็นต้นไป จงพูดกับพืชต้นเล็ก ๆเหล่านั้น" แกพูด "พูดกับมัน จนกระทั่งว่าคุณสูญเสียความรู้สึกที่ว่าตัวเองมีความสำคัญ จงพูดกับมันจนกระทั่งว่าคุณอาจทำได้ต่อหน้าคนอื่น"
                  "จงไปที่เนินเขาลูกโน้น แล้วฝึกคนเดียว"

                  ผมถามว่าถ้าผมพูดในใจกับพืชจะได้ไหม แกหัวเราะแล้วเอามือมาเคาะเบา ๆ ที่หัวของผม "ไม่ได้หรอก" แกตอบ
                  "คุณต้องพูดกับมันดัง ๆ ชัดถ้อยชัดคำ ถ้าหากว่าคุณต้องการให้พืชตอบคุณ"

                  ผมเดินไปที่บริเวณดังกล่าวพลางหัวเราะกับตัวเองในความแปลกประหลาดของดอนฮวน ผมพยายามที่จะพูดกับพืชเหมือนกัน แต่ความรู้สึกขำมีมากกว่า

                  หลังจากคิดว่าได้นั่งอยู่นานพอสมควรแล้ว ผมก็กลับมาหาดอนฮวน ผมแน่ใจว่า แกรู้ดีที่ผมไม่ได้พูดกับพืชแต่อย่างใด
                  "จงตั้งใจดูผมสิ" แกบอก "ผมจะพูดกับเพื่อนตัวนิด ๆของผม"
                  แกคุกเข่าลงหน้าต้นไม้เล็ก ๆ เวลาผ่านไปหลายนาทีขณะที่แกเคลื่อนไหวและบิดตัวไปมาพร้อมกับพูดและหัวเราะ ผมคิดว่าแกถ้าจะไม่ปกติเสียแล้ว
                  "พืชต้นเล็ก ๆนี้ให้ผมบอกกับคุณว่า หล่อนใช้กินได้" แกพูดออกมาพร้อมลุกขึ้นจากท่าคุกเข่า "เธอยังพูดอีกว่า กินเธอเพียงกำมือเดียวจะทำให้ร่างกายมีสุขภาพดี และเจ้าหล่อนยังบอกอีกว่า มีพวกเธออีกกลุ่มหนึ่งขึ้นที่โน่น" ดอนฮวนชี้ไปยังเนินเขาห่างออกไปประมาณร้อยหลา "ไปเถอะ ไปหาพวกมัน"

                  ผมหัวเราะการแสดงของแก ผมมั่นใจว่าเราจะพบพืชชนิดนี้ เพราะดอนฮวนเป็นผู้เชี่ยวชาญภูมิประเทศแถบนั้น และรู้ดีว่าตรงไหนจะมีพืชชนิดกินได้หรือเป็นยาขึ้นอยู่บ้าง

                  ขณะที่เราเดินไปยังบริเวณดังกล่าว ดอนฮวนบอกกับผมไปพลางว่า ผมควรจะสังเกตพืชชนิดนี้เพราะมันเป็นทั้งอาหารและยาด้วย ผมถามกึ่งล้อเลียนว่า พืชต้นนั้นคงบอกกับแกอีกละสิ
                  แกหยุดเดินแล้วสำรวจดูผมด้วยความไม่อยากจะเชื่อ แกโคลงศีรษะไปมา
                  "อา !" แกอุทานออกมาพร้อมกับหัวเราะ "ความฉลาดของคุณ ทำให้คุณเขลายิ่งกว่าที่ผมจะคิดไปถึงเสียอีก พืชเล็ก ๆ ต้นนั้นจะบอกผมตอนนี้ได้อย่างไรในสิ่งที่ผมรู้แล้วตลอดชีวิต"

                  แกอธิบายถึงคุณสมบัติประการต่างๆ ของพืชชนิดนั้นอีกด้วย และเล่าว่ามันเพิ่งบอกกับแกเดี๋ยวนี้เองว่ามีเพื่อนของมันขึ้นอยู่ในบริเวณที่แกชี้ให้ผมดู และมันไม่ขัดข้องเลยถ้าแกจะบอกเรื่องนี้กับผม
                  เมื่อเรามาถึงเนินเขาแห่งนั้น ผมก็พบกับพืชชนิดนั้นขึ้นอยู่หนาแน่น ผมอยากจะหัวเราะ แต่ดอนฮวนก็ไม่ให้เวลาผมได้หัวเราะ แกอยากให่ผมขอบคุณต้นไม้เล็ก ๆกลุ่มนั้น

                  ผมรู้สึกมีตัวตนขึ้นมาอย่างรุนแรงและผมทำไม่ได้ ดอนฮวนยิ้มอย่างปลอบโยนแล้วกล่าวถ้อยคำที่เป็นปริศนาขึ้นมาอีก แกพูดอย่างนั้นซ้ำอยู่ถึงสามสี่ครั้งราวกับว่าจะให้เวลาผมหาความหมายของมัน


                  "โลกรอบ ๆตัวเราเป็นสิ่งลึกลับ" แกพูด "และมนุษย์ก็ไม่ได้ดีไปกว่าสิ่งอื่นใด ถ้าหากพืชต้นเล็ก ๆ เอื้อเฟื้อต่อเรา เราต้องขอบคุณเธอ ไม่เช่นนั้นแล้ว บางทีนะ เธออาจจะไม่ยอมให้เราออกจากที่นี่ไปก็ได้"
                  ท่าทางที่แกมองมาทางผมขณะที่แกพูดทำให้ผมรู้สึกเย็นวาบ ผมรีบโน้มตัวลงเหนือพุ่มไม้กลุ่มนั้นแล้วพูดว่า "ขอบคุณครับ" ด้วยเสียงอันดัง
                  ดอนฮวนหัวเราะในลักษณะที่คุมเอาไว้และไม่ดังนัก

                  เราออกเดินต่อไปอีกประมาณหนึ่งชั่วโมงแล้วจึงเริ่มเดินกลับบ้าน ตอนหนึ่งผมเดินตามแกไม่ทัน และแกต้องหยุดคอย ดอนฮวนตรวจดูนิ้วมือของผมเพื่อดูว่าผมงอมันเข้าไปหรือว่าผมไม่ได้งอนิ้ว แกจึงบอกเชิงบังคับว่า เมื่อใดก็ตามที่ผมออกเดินไปกับแก ผมต้องสังเกตและทำตามท่าทางที่แกเดิน หรือไม่เช่นนั้นก็อย่าตามแกมาจะดีกว่า
                  "ผมไม่อาจหยุดคอยคุณราวกับว่าคุณเป็นเด็ก ๆ"
                  แกพูดออกมาด้วยน้ำเสียงต่อว่า คำพูดของแกทำให้ผมตลึงและละอายมาก เป็นไปได้อย่างไรที่ชายแก่อายุเท่านี้เดินเก่งกว่าผมมาก และแกต้องหยุดคอยเพื่อให้ผมตามทัน ผมงอนิ้วเข้าไป และแปลกอะไรเช่นนั้น ผมสามารถเดินทันก้าวอันรวดเร็วของดอนฮวนโดยไม่ต้องใช้ความพยายามแม่แต่น้อย ในบางครั้งผมรู้สึกว่า มือทั้งสองของผมถูกดึงไปข้างหน้า

                  ผมรู้สึกตื่นตัวเต็มที่ และมีความสุขมากที่ได้เดินอย่างไร้จุดหมายกับชายชราที่แปลกประหลาดชาวอินเดียนแดง ผมเริ่มพูดและถามครั้งแล้วครั้งเล่าว่า แกจะชี้ให้ผมดูสมุนไพรเปโยติได้ไหม แกมองมาทางผมแต่ไม่พูดออกมาแม้แต่คำเดียว



TOP BOTTOM




๔. ความตายคือผู้ที่จะมาตักเตือน

 

พุธที่ ๒๕ มกราคม ๑๙๖๑


                "สักวันหนึ่งนะ ดอนฮวน คุณจะสอนผมในเรื่องของสมุนไพรเปโยติหรือเปล่า?" ผมถาม
                 แกไม่ตอบ และเหมือนกับที่แกเคยทำกับผมมาก่อน คือมองดูผมราวกับว่าผมสติวิปลาสไปแล้ว
                 ผมเอ่ยถึงเรื่องนี้กับดอนฮวนในการคุยกันในเรื่องทั่ว ๆ ไปหลายครั้ง ทุกครั้งแกจะย่นหน้าและสั่นหัว นั่นไม่ใช่อาการที่แสดงว่ารับหรือปฏิเสธ แต่ดูจะเป็นการแสดงออกถึงความสิ้นหวังและไม่เชื่อเอาเลย

                 ดอนฮวนผลุดลุกขึ้นอย่างกระทันหัน เรานั่งกันอยู่ที่พื้นดินหน้าบ้านของแก การโยกศีรษะที่เกือบไม่เป็นที่สังเกตนั้นถือเป็นการเชื้อเชิญให้ผมตามไป เราเดินลัดไปตามป่าละเมาะในทะเลทรายทางทิศใต้
                 แกกล่าวซ้ำแล้วซ้ำอีกขณะที่เดินไปด้วยกันว่า ผมต้องสำนึกถึงความไร้สาระของการให้ความสำคัญกับตัวเองและประวัติส่วนตัวของผม

                 "เพื่อน ๆ ของคุณ" แกพูดออกมา "พวกที่รู้จักคุณมานานนั่นนะ คุณต้องหลีกหนีพวกเขาไปเสีย" ผมคิดว่า แกถ้าจะบ้าเสียแล้ว และข้อเร่งรัดของแกนั้นบ้าอย่างที่สุด แต่ผมก็ไม่พูดอะไรออกมา
                 ดอนฮวนจ้องดูผมแล้วหัวเราะ หลังจากที่ได้เดินมาเป็นเวลานาน เราหยุดพัก ผมกำลังจะนั่งลง แต่ดอนฮวนสั่งให้ผมเดินต่อไปอีกราว ๒๐ หลาแล้วให้ผมพูดด้วยเสียงอันดังกับพืชกระจุกหนึ่งที่นั่น ผมรู้สึกหมดกำลังและหวาดวิตกมาก
                 ความต้องการพิลึกพิลั่นของดอนฮวนเกินกว่าที่ผมจะทนได้ ดังนั้นผมจึงบอกกับแกว่า ผมพูดกับพืชไม่ได้หรอกเพราะผมรู้สึกขำ ดังนั้นข้อสังเกตของแกจึงมีว่า ความรู้สึกที่ผมเห็นว่าตัวเองสำคัญนั้นยังมีมาก แกคงตัดสินใจอย่างฉับพลันแล้วพูดว่า ผมไม่ควรจะพูดกับพืชจนกว่าผมจะรู้สึกสบายใจและทำได้เองตามธรรมชาติ
                 "คุณอยากจะเรียนรู้เกี่ยวกับพืชสมุนไพรแต่คุณกลับไม่อยากจะทำอะไรเอาเสียเลย" แกพูดปรักปรำ "แล้วอะไรล่ะ ที่คุณพยายามที่จะทำอยู่จริง ๆ"

                 ผมให้คำอธิบายว่า ผมต้องการข้อมูลเกี่ยวกับการใช้สมุนไพรเท่านั้น ดังนั้นผมจึงขอร้องให้แกบอกข้อมูลเหล่านี้ ผมถึงกับเสนอที่จะจ่ายเงินค่าตอบแทนเวลาและความยุ่งยากของแก
                 "คุณรับเอาเงินนั่นก็แล้วกัน" ผมเสนอ "ในลักษณะเช่นนี้เราทั้งสองฝ่ายจะมีความรู้สึกดีต่อกันขึ้นมาได้ และจากนั้นผมอาจจะถามคุณได้ในสิ่งที่ผมต้องการ เพราะคุณทำงานให้ผม และผมก็จ่ายเงินให้กับคุณ คุณคิดอย่างไรล่ะ?"

                 แกมองมาทางผมอย่างเหยียดหยาม แล้วทำเสียงน่าเกลียดออกมาจากปากด้วยการทำให้ริมฝีปากล่างและลิ้นสั่นสะเทือนด้วยการสูดลมเข้าไปอย่างแรง

                 "นั่นคือสิ่งที่ผมคิดละ" แกตอบ และหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งที่เห็นความประหลาดใจอย่างยิ่งซึ่งคงปรากฏออกมาทางใบหน้าของผม

                 เห็นได้ชัดแจ้งแล้วว่า ดอนฮวนไม่ใช่คนที่ผมจะเข้าต่อเชิงด้วยง่าย ๆ ในวัยขนาดนั้นแกยังแข็งแรงและว่องไวอย่างไม่น่าเชื่อ ผมเคยคิดว่า ในวัยชราเช่นนี้แกคงเป็น "ผู้บอกข้อมูล"ที่สมบูรณ์แบบ ผมเคยเชื่อว่าคนแก่เป็นผู้ให้ข้อมูลในเรื่องต่าง ๆ ได้ดีที่สุด เพราะคนชราอ่อนแอในการทำสิ่งต่าง ๆ ยกเว้นการคุย
                 แต่ตรงข้าม ดอนฮวนกลับเป็นบุคคลที่ก่อให้เกิดความทุกข์ได้มาก ผมรู้สึกว่าแกเป็นคนที่จะบังคับควบคุมไม่ได้ง่าย ๆ และมีอันตรายเอาด้วย เพื่อนคนที่แนะนำให้เรารู้จักกันพูดถูกแล้ว ดอนฮวนเป็นชายแก่ชาวอินเดียนแดงที่ผิดธรรมดาแม้ว่าแกจะไม่ปิดปากเงียบอยู่ตลอดเวลาดังที่เพื่อนคนนั้นบอกไว้ แต่แกก็ร้ายกาจมากอยู่ดี แกเป็นคนบ้าที่สุด
                 ผมรู้สึกสงสัยและกลัวมากเหมือนกับที่เคยรู้สึกมาก่อนแล้วซึ่งผมรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความรู้สึกเช่นนี้อีก ความจริงผมก็ไม่มีความลำบากใจอะไรในการที่จะบอกกับตัวเองว่าผมอยากพบกับดอนฮวน ความคิดจึงผุดขึ้นมาว่า จะอย่างไรก็แล้วแต่ บางทีผมเองก็บ้าอยู่ไม่ใช่น้อยเมื่อรู้ตัวว่าชอบอยู่กับชายแก่คนนี้ ความเห็นของแกที่บอกกับผมว่า ความรู้สึกว่าตัวเองมีความสำคัญคืออุปสรรคอย่างหนึ่ง ความคิดนี้ฝังอยู่ในใจของผมขึ้นมาจริง ๆ
                 แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม เรื่องนี้ก็เป็นเพียงเรื่องคิด ๆ เอาเท่านั้นสำหรับผม และขณะใดก็ตามที่ผมพบกับพฤติกรรมที่ประหลาด ๆ ของแก ผมจะหวาดกลัวและอยากผละหนีไป
                 ผมบอกแกว่า ผมแน่ใจว่าเราทั้งสองแตกต่างกันมากจนเป็นไปไม่ได้เลยที่จะร่วมงานกัน


                 "คนหนึ่งคนใดในระหว่างเราทั้งสองต้องเปลี่ยนแปลง" แกพูดพลางจ้องไปที่พื้นดิน
                 "และคุณก็ทราบดีแล้วว่าคนนั้นคือใคร"
                 แกเริ่มครวญเพลงพื้นเมืองเม็กซิกันแล้วผงกหัวขึ้นมาอย่างกระทันหัน จ้องมาทางผม ดวงตาของแกมีแววดุร้ายและลุกโพลง
                 ผมอยากจะเบือนหน้าหนีหรือไม่ก็หลับตา แต่ด้วยความประหลาดใจอย่างสูงสุด ผมไม่อาจละสายตาไปจากการจ้องของแกได้เลย

                 แกสั่งให้ผมบอกกับแกว่า ผมเห็นอะไรหรือเปล่าในตาของแก ผมบอกว่าผมไม่เห็นอะไร แต่แกคงเร่งเร้าให้ผมบอกกับแกว่านัยน์ตาของแกทำให้ผมรู้สึกถึงอะไรบ้าง

                 ผมพยายามที่จะทำให้แกเข้าใจว่า มีสิ่งเดียวเท่านั้นที่นัยน์ตาของแกทำให้ผมรู้สึก นั่นคือความอึดอัด และการที่แกจ้องมองผมนั้นทำให้ผมรู้สึกไม่สบายด้วย
                 ดอนฮวนไม่ยอมง่าย ๆ แกจ้องเขม็งอยู่อย่างนั้น มันไม่ใช่การมองอย่างข่มขู่หรือเหยียดหยาม แต่ดูจะเป็นการมองที่มีแววลึกลับและทำให้อึดอัดมาก

                 แกถามผมว่า แกทำให้ผมได้ระลึกถึงนกตัวหนึ่งหรือเปล่า
                 "นกหรือ?" ผมอุทานออกมา

                 แกหัวเราะคิก ๆ ออกมาเหมือนเด็ก แล้วเลื่อนสายตาออกไปจากตัวผม
                 "ใช่แล้ว" แกพูดค่อย ๆ "นกตัวหนึ่ง นกที่น่าขำมาก!"
                 แกจ้องเขม็งมาที่ผมอีกแล้วสั่งให้รำลึกขึ้นมาให้ได้
                 แกพูดด้วยความมั่นใจเป็นพิเศษว่า "รู้ดี" ว่าผมเคยมองในลักษณะนี้มาก่อน


                 ขณะนั้นผมคิดขึ้นมาว่า ชายแก่คนนี้กระตุ้นผมขึ้นมาทุกคราวที่แกอ้าปากพูดโดยที่ผมไม่มีความต้องการโดยบริสุทธิ์ใจเอาเลย ผมจ้องกลับไปเพื่อแสดงให้เห็นชัดว่าท้าทาย แต่แทนที่แกจะโกรธแกกลับหัวเราะ แกตบตะโพกแล้วร้องลั่นเหมือนกับว่าแกกำลังขี่ม้าป่า ต่อมาแกเอาจริงเอาจังขึ้นมาอีก
                 แกบอกกับผมว่า นี่เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวด ผมต้องหยุดสู้รบกับแก แล้วพยายามจำนกที่น่าขันที่แกพูดถึงให้ได้

                 "จงมองเข้าไปในตาผม" แกสั่ง นัยน์ตาของแกมีแววดุร้ายเป็นพิเศษ ความรู้สึกชนิดหนึ่งซ่อนอยู่ในดวงตานั้นซึ่งทำให้ผมระลึกขึ้นมาได้จริง ๆ แต่ผมก็ยังไม่แน่ใจว่าสิ่งนั้นคืออะไรกันแน่ ผมตรึกตรองอยู่ชั่วครู่
                 และในทันใดนั้นผมทราบขึ้นมาได้เอง มันไม่ใช่รูปลักษณะของนัยน์ตาหรือศีรษะของแกหรอกที่ทำให้ผมรู้ แต่เป็นแววตาอันดุร้ายเย็นชาในการจ้องมองของแกนั่นเอง มันทำให้ผมระลึกได้ถึงดวงตาที่จ้องลงมาของเหยี่ยวตัวหนึ่ง

                 ชั่วขณะที่ผมจำได้นั้น ดอนฮวนทำชายตามาทางผม และจิตของผมสับสนไปชั่วแวบหนึ่ง
                 ผมคิดว่ามองเห็นรูปร่างของเหยี่ยวตัวนั้นแทนที่จะเห็นตัวของดอนฮวน ภาพนั้นแวบเข้ามาและผมก็ยังสับสนเอามาก ๆ เกินกว่าจะมาใส่ใจดูอย่างจริงจัง

                 ผมบอกกับดอนฮวนด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นว่า ผมสาบานได้เลยว่าผมเห็นรูปนกเหยี่ยวที่ใบหน้าของแก แกหัวเราะก้องขึ้นมาอีกครั้ง ผมมองเห็นแววตาที่มองลงมาของอีเหยี่ยว


                 ผมเคยล่าเหยี่ยวเมื่อผมยังเป็นเด็ก และปู่ของผมบอกว่าการที่ผมทำเช่นนั้นผมเป็นเด็กดี อีเหยี่ยวเป็นศัตรูของลูกไก่และปู่มีฟาร์มลูกไก่เล็กฮอร์น การยิงเหยี่ยวจึงไม่เพียงเป็นสิ่งที่ควรกระทำ แต่เป็นการกระทำที่ "ถูกต้อง" ด้วย
                 ผมลืมเรื่องนี้ไปแล้ว แต่ในช่วงหนึ่งแววตาของอีเหยี่ยวหลอกหลอนผมอยู่หลายปี แต่นั่นก็เป็นอดีตที่ผ่านมานานซึ่งผมคิดว่าลบออกไปจากความทรงจำเสียแล้ว


                 "ผมเคยล่าเหยี่ยว" ผมบอก
                 "ผมทราบแล้ว" ดอนฮวนตอบอย่างกับรู้จริง ๆ
                 น้ำเสียงของแกมีความมั่นใจจนผมต้องหัวเราะออกมา ผมคิดว่าแกเป็นคนที่น่าทึ่งคนหนึ่ง แกมีประสาทที่สัมผัสได้เป็นพิเศษราวกับว่า แกรู้ว่าผมเคยล่าเหยี่ยว ผมรู้สึกเหยียดหยามแกมาก

                 "ทำไมคุณโกรธขึ้นมาล่ะ?" แกถามออกมาด้วยน้ำเสียงที่มีความห่วงใยอย่างแท้จริง ผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเพราะสาเหตุอะไร
                 แกเริ่มหยั่งดูผมในลักษณะที่แปลกมาก แกขอให้ผมมองดูผมอีกครั้งหนึ่งแล้วบอกกับแกถึง "นกที่น่าขัน" ตัวที่แกทำให้ผมระลึกขึ้นมาได้ตัวนั้น

                 ผมสู้รบกับแก และด้วยความรู้สึกที่เหยียดหยาม ผมบอกกับแกว่าผมไม่มีอะไรจะพูดออกมาอีก แต่ขณะต่อมาผมกลับทนไม่ได้ที่ถามแกว่าทำไมแกจึงทราบว่าผมเคยล่าเหยี่ยว แต่แทนที่แกจะตอบคำถามของผม แกกลับออกความเห็นถึงความประพฤติของผม

                 แกพูดว่า ผมเป็นคนรุนแรงมากชนิดที่จะ "น้ำลายฟูมปาก" ด้วยความโกรธแม้เพียงแต่มองเห็นหมวกหล่นลงมาจากหัว ผมค้านว่านั่นไม่จริงเลย ผมคิดว่าตัวเองเป็นคนที่ออกจะอ่อนโยน ง่าย ๆ ตามสบาย จึงเป็นความผิดของแกเองที่บีบผมด้วยถ้อยคำและการกระทำชนิดที่คาดไม่ถึง นี่ทำให้ผมควบคุมตัวเองไม่ได้

                 "แต่ทำไมถึงต้องโกรธ?" แกถาม
                 ผมเปิดเผยถึงเหตุของความรู้สึกและปฏิกิริยาที่แสดงออกมา
                 ความจริงผมไม่น่าจะโกรธดอนฮวน แต่แกเร่งเร้าให้ผมมอง เข้าไปที่นัยน์ตาของแกอีกครั้งแล้วให้บอกแกเกี่ยวกับ "นกเหยี่ยวที่แปลกประหลาด" ตัวนั้น
                 แกเปลี่ยนคำ แกพูดในตอนแรกว่า "นกที่น่าขำมาก" ต่อมาแกใช้คำว่า "นกเหยี่ยวที่แปลกประหลาด" การเปลี่ยนคำเป็นการเปลี่ยนอารมณ์ของผมด้วย ผมรู้สึกเศร้าขึ้นมาทันที


                 ดอนฮวนหรี่ตาจนกระทั่งดูเหมือนกับจะแง้มออกเป็นช่องสองช่อง แล้วพูดด้วยเสียงที่แกล้งแสดงเกินจริงว่า แก "เห็น" อีเหยี่ยวที่แปลกประหลาดมากตัวนั้น แกพูดประโยคนี้ซ้ำ ๆ ถึงสามครั้งราวกับว่าแกมองเห็นมันอยู่เบื้องหน้าจริง ๆ
                 "คุณจำมันไม่ได้หรือ?" แกบอก ผมจำเรื่องที่แกกล่าวออกมาไม่ได้เลย
                 "มีอะไรล่ะที่พิเศษออกไปเกี่ยวกับเหยี่ยวตัวนั้น" ผมถาม
                 "คุณต้องบอกผมเอง" แกตอบ

                 ผมยืนกรานว่า ผมไม่มีทางรู้ในสิ่งที่แกพูดถึงได้เลย ดังนั้นผมจึงบอกอะไรกับแกไม่ได้
                 "อย่ารบกับผม!" แกบอก "จงสู้รบกับความซึมกะทือและความจำของคุณเอง"

                 ผมพยายามอย่างจริงจังที่จะรู้ในสิ่งที่แกพูดถึงให้ได้อยู่ครู่หนึ่ง แต่ผมก็จำอะไรไม่ได้เลย
                 "มีอยู่ช่วงหนึ่งละ ที่คุณเห็นนกมากมาย" แกบอกเหมือนกับจะแนะทาง


                 ผมบอกกับแกว่า ถ้าเช่นนั้นผมน่าจะไม่มีความลำบากอะไรในการรื้อฟื้นความทรงจำถึงนกที่น่าขบขันทั้งหลายที่ผมล่า แกมองมายังผมด้วยสายตาที่มีคำถามราวกับว่าแกได้บอกเงื่อนสุดท้ายให้กับผมแล้ว


                 "ผมเคยล่านกมามาก" ผมบอก "แต่ถึงอย่างนั้นผมก็จำเรื่องนี้ไม่ได้"
                 "นกตัวนี้พิเศษมาก" แกบอกเกือบจะเป็นกระซิบ "มันเป็นนกเหยี่ยว"

                 ผมครุ่นคิดที่จะมองให้เห็นภาพที่ดอนฮวนพยายามจะให้เห็น หรือว่าแกกำลังหยอกเย้าผมเล่นกระมัง แกจริงจังในเรื่องนี้หรือเปล่า

                 หลังจากที่ได้ทิ้งช่วงครู่หนึ่ง ดอนฮวนเร่งเร้าให้พยายามรื้อฟื้นเรื่องนี้ขึ้นมาให้ได้อีกครั้ง ผมรู้สึกว่าไม่มีประโยชน์อะไรอีกแล้วที่จะหยุดยั้งความพยายามของแกในเรื่องนี้ มีสิ่งเดียวที่ผมทำได้คือร่วมแสดงไปกับแกเท่านั้น

                 "คุณกำลังพูดถึงอีเหยี่ยวที่ผมเคยล่าใช่ไหม?"
                 "ใช่" แกกระซิบออกมาขณะที่หลับตา
                 "ถ้าอย่างนั้น เรื่องนี้เกิดขึ้นขณะที่ผมเป็นเด็กใช่หรือเปล่า?"
                 "ใช่"
                 "แต่คุณก็บอกว่า คุณเห็นเหยี่ยวอยู่ข้างหน้าของคุณในขณะนี้"
                 "ผมเห็นมันอยู่จริง ๆ"
                 "คุณพยายามจะทำอะไรกับผมละนี่ ดอนฮวน?"
                 "ผมพยายามที่จะทำให้คุณจำขึ้นมาให้ได้"
                 "อะไรนะ? เพื่ออะไรล่ะ?"


                 "นกเหยี่ยวไวเหมือนกับแสง" แกพูดพร้อมกับมองตรงเข้ามาที่นัยน์ตาของผม ผมรู้สึกราวกับว่าหัวใจจะหยุดเต้น
                 "เอาละ มองมาที่ผม" แกบอก ผมไม่มอง ผมได้ยินเสียงของแกแผ่ว ๆ ความทรงจำยิ่งใหญ่บางชนิดอุบัติขึ้นมาชัดแจ้งและ เหยี่ยวเผือก ตัวนั้น!


                เรื่องทั้งหมดเริ่มจากการที่ปู่ของผมโกรธมาก สาเหตุเนื่องมาจากลูกไก่เล็กฮอร์นของแกหายไปอย่างสม่ำเสมอโดยไม่ทราบสาเหตุ ปู่เรียกคนมาและเฝ้าดูอย่างระมัดระวังด้วยตัวเอง หลายวันผ่านไป จากการที่ได้เฝ้าสังเกตอย่างสม่ำเสมอ ในที่สุดเราเห็นนกตัวโตสีขาวบินหนีไปพร้อมกับลูกไก่ในกรงเล็บ
                 นกตัวนั้นเร็วมากและเห็นได้ชัดว่ามันรู้ทางหนีทีไล่เป็นอย่างดี มันโฉบลงมาจากต้นไม้ต้นหนึ่ง ขยุ้มเอาลูกไก่แล้วบินออกไปทางช่องในระหว่างทุ่งเลี้ยงวัว มันเร็วมากจนปู่เกือบจะไม่เห็น แต่ผมเห็นมันชัดและรู้ว่ามันเป็นเหยี่ยว ปู่จึงบอกว่าถ้าเช่นนั้นนกตัวนี้คือเหยี่ยวเผือกนั่นเอง

                 เราเริ่มรณรงค์กับเหยี่ยวเผือกฉลาดตัวนั้น สองครั้งที่ผมคิดว่าได้ตัวของมันแล้ว มันถึงกับทิ้งลูกไก่ลงมาแต่มันก็หนีไปได้ มันเร็วมากสำหรับผมและฉลาดมากด้วย เหยี่ยวเผือกไม่มาล่าเหยื่อที่ฟาร์มของปู่อีก

                 ผมน่าจะลืมนกตัวนี้หากปู่ไม่เร่งเร้าให้ผมล่ามันให้ได้ เป็นเวลาถึงสองเดือนที่ผมตามเจ้าเหยี่ยวเผือกทั่วทั้งหุบเขาที่เราอาศัย ผมเรียนรู้นิสัยของมันและทราบได้เลยถึงทิศทางที่มันจะออกบิน แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม ความรวดเร็วของมัน ความกระทันหันขณะที่มันปรากฏตัวให้เห็นทำให้งง ผมอาจคุยได้ว่าทุกครั้งที่เราพบกัน ผมขัดขวางไม่ให้มันจับเหยื่อ แต่ผมเองก็ไม่อาจเอาตัวมันมาได้เหมือนกัน

                 ในช่วงสองเดือนที่ผมทำสงครามประหลาดนี้กับเจ้าเหยี่ยวเผือก ผมเข้าใกล้ตัวของมันได้เพียงครั้งเดียว วันนั้นผมตามมันไปทั้งวันจนเหนื่อย ผมนั่งลงพักแล้วหลับไปใต้ต้นยูคาลิปตัส
                 เสียงร้องของเหยี่ยวปลุกให้ผมตื่นขึ้น ผมลืมตาโดยไม่เคลื่อนไหวส่วนใด ๆ ของร่างกายผมเห็นนกสีขาวจับอยู่บนกิ่งที่สูงที่สุดของต้นยูคาลิปตัส มันคือเหยี่ยวเผือกตัวนั้น การล่าจะสิ้นสุดลงแล้ว
                 การยิงทำได้ลำบากมาก ผมนอนราบอยู่กับพื้น ส่วนมันหันด้านหลังให้กับผม ลมพัดมาวูบหนึ่งและผมใช้เสียงลมเพื่อซ่อนเสียงที่ผมยกปืนไรเฟิล.๒๒ ลำกล้องยาวขึ้นมาประทับเล็ง ผมอยากจะคอยจนกว่ามันจะหันมาหรือเริ่มบิน เพื่อว่าผมจะไม่ยิงพลาด แต่มันก็ไม่ขยับเขยื้อน เพื่อที่จะยิงได้แม่นยำขึ้นผมจำต้องเคลื่อนไหว แต่มันเร็วมากเกินกว่าที่จะยอมให้ผมทำเช่นนั้น ผมคิดว่าทางเลือกที่ดีที่สุดของผมคือคอย และผมคอยอยู่เป็นเวลานาน นานไม่มีที่สิ้นสุด
                 มีสิ่งหนึ่งกระทบใจผม คงเนื่องมาจากการรอคอยที่ยาวนานหรือเป็นเพราะความเปล่าเปลี่ยวของสถานที่ก็เป็นได้ ผมรู้สึกเย็นเยียบไปตามกระดูกสันหลัง และโดยที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อน ผมลุกขึ้นแล้วเดินจากไป ผมไม่ทำแม้แต่จะมองกลับมาดูว่าเหยี่ยวตัวนั้นบินหนีไปหรือยัง


                 ผมไม่เคยให้ความสำคัญใด ๆ ต่อการที่ได้เดินจากเหยี่ยวตัวนั้นไปในตอนสุดท้าย อย่างไรก็ตาม มันเป็นเรื่องที่แปลกมากที่ผมไม่ยิงมัน ผมเคยยิงเหยี่ยวมาหลายสิบตัวก่อนที่จะเกิดเรื่องนี้ และในฟาร์มที่ผมเติบโตขึ้นมานั้น การยิงนกหรือล่าสัตว์ถือเป็นธรรมดา

                 ขณะที่ผมเล่าเรื่องของเหยี่ยวเผือก ดอนฮวนรับฟังอย่างตั้งใจ
                 "คุณรู้เรื่องเหยี่ยวเผือกตัวนี้ได้อย่างไร ดอนฮวน?" ผมถามออกมาเมื่อเล่าจบ
                 "ผมเห็นมันนะสิ" แกตอบ
                 "เห็นที่ไหน"
                 "ตรงนี้แหละ เห็นตรงหน้าของคุณ"
                 ผมไม่มีอารมณ์ที่อยากจะถกเถียงอีกต่อไป
                 "ทั้งหมดนี้หมายถึงอะไร?" ผมถาม


                 แกบอกว่า นกสีขาวนั้นคือลางชนิดหนึ่ง และการไม่ยิงมันเป็นการกระทำที่ถูกต้อง
                 "ความตายของคุณได้มาเตือนคุณบ้างแล้ว" แกพูดออกมาด้วยน้ำเสียงบ่งถึงความลึกลับ "และมันเข้าในลักษณะที่เป็นความเย็นเยียบเสมอไปแหละ"
                 "คุณพูดถึงอะไร?" ผมถามออกมาด้วยความกลัว คำพูดที่น่าหวาดเสียวของแกทำให้ผมประสาทเสียขึ้นมาได้จริง ๆ


                 "คุณรู้เรื่องเกี่ยวกับนกมากทีเดียว" แกพูด "คุณฆ่ามันมามาก รู้ด้วยว่าจะรอคอยอย่างไร คุณคอยอย่างอดทนนับเป็นชั่วโมง ผมรู้ดี และเห็นมันด้วย"

                 คำพูดของดอนฮวนทำให้ผมเกิดความรู้สึกสับสน ผมคิดว่าสิ่งมารบกวนผมมากที่สุดในส่วนที่เกี่ยวกับดอนฮวนก็คือความมั่นใจของแก ผมทนไม่ได้เลยในความมั่นใจชนิดที่แจ่มชัดลงไปในเรื่องสำคัญ ๆ ใจชีวิตของผม ซึ่งแม้แต่ตัวของผมเองไม่มีความมั่นใจเอาเลย

                 ผมรู้สึกเหี่ยวแห้งใจจนผมรู้สึกมองไม่เห็นตอนที่ดอนฮวนโน้มตัวมาทางผม จนกระทั่งแกกระซิบอะไรบางอย่างที่หูของผม ตอนแรกผมไม่เข้าใจ แกกระซิบอีกครั้ง แกบอกให้ผมหันไปมองอย่างผาด ๆ ตรงก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่งทางซ้ายมือ
                 แกบอกว่าความตายของผมอยู่ที่นั่น มันกำลังมองมา และถ้าผมหันไปดูขณะที่แกให้สัญญาณผมก็จะเห็นตัวความตาย แกให้สัญญาณด้วยหางตา ผมหันไปดู
                 ผมคิดว่าผมเห็นการเคลื่อนไหวแวบหนึ่งเหนือหินก้อนนั้น ความเย็นยะเยียบวิ่งผ่านร่างของผม กล้ามเนื้อตรงท้องน้อยหดเข้ามาโดยไม่ตั้งใจ ผมรู้สึกถึงการกระแทกเข้ามาและการกระตุกอย่างแรง หลังจากนั้นอีกขณะหนึ่งความรู้สึกตัวตามปกติจึงกลับมา และผมกล่าวแก้ตัวว่าที่ผมรู้สึกว่ามองเห็นเงาวูบหนึ่งนั้นเป็นภาพลวงตาเกิดจากการเอี้ยวศีรษะไปดูอย่างกระทันหัน

                 "ความตายเป็นสหายของเราตลอดไป" ดอนฮวนพูดออกมาด้วยท่าทางจริงจัง
                 "มันอยู่ทางซ้ายมือของเราตลอดเวลา ความตายเฝ้าคุณอยู่ขณะที่คุณรอคอยเหยี่ยวเผือกตัวนั้น ความตายกระซิบที่หูของคุณ และคุณรู้สึกถึงความเย็นยะเยียบอย่างที่คุณรู้สึกในวันนี้ ความตายกำลังเฝ้าดูคุณอยู่เสมอไป มันเฝ้าคุณไม่ห่างไปไหนจนกระทั่งวันนี้ มันจะยื่นมือของมันออกมาแตะที่ตัวของคุณ"

                 แกยื่นมือออกมาแตะเบา ๆ ที่ไหล่ของผมพร้อมทำเสียงจุ๊ปากด้วยลิ้น ผลกระทบที่เกิดขึ้นทารุณมาก ผมไม่สบายเข้าไปจนถึงในกระเพาะลำไส้
                 "คุณคือเด็กที่ออกล่าและรู้จักรอคอยอย่างอดทนเหมือนกับที่ความตายกำลังคอยคุณอยู่ คุณรู้ดีว่าความตายอยู่ทางซ้ายมือในลักษณะเดียวกันกับที่คุณเฝ้าอยู่ทางซ้ายมือของเหยี่ยวเผือกตัวนั้น" คำพูดของแกมีพลังประหลาดชนิดที่จะเหวี่ยงผมจมลงสู่ความกลัวอันไม่มีเหตุผล สิ่งที่มาคุ้มครองเพียงอย่างเดียวคือบังคับตัวเองให้เขียนทุกสิ่งที่ดอนฮวนพูดออกมา

                 " เราจะเห็นตัวเองมีความสำคัญได้อย่างไร ในเมื่อเรารู้ว่าความตายกำลังล่าเราอยู่? " แกถาม ผมรู้สึกว่าแกไม่ได้ต้องการคำตอบ อย่างไรก็ตามผมก็ไม่น่าจะต้องพูดอะไรออกไป ความรู้สึกชนิดใหม่เกาะกุมผมเอาไว้

                 " สิ่งหนึ่งที่คุณต้องทำเมื่อคุณไม่มีน้ำอดน้ำทน " แกพูดต่อไป " คือ หันหน้าไปทางซ้ายมือแล้วขอคำแนะนำจากความตายของคุณ ความคับแคบจำนวนมหึมาจะมลายไปหากความตายกวักมือเรียกคุณ หรือเมื่อคุณมองเห็นมันแวบหนึ่ง หรือแม้เพียงคุณมีความรู้สึกว่าสหายของคุณอยู่ที่นั่น กำลังเฝ้าดูคุณอย ู่"

                 แกโน้มตัวลงมาทางผมอีกครั้งแล้วกระซิบที่หูของผมว่า หากผมหันไปทางซ้ายอย่างเร็วเมื่อแกให้สัญญาณแล้ว ผมจะเห็นความตายของผมที่หินก้อนนั้นอีก
                 ผมบอกแกว่าผมเชื่อ และแกไม่จำเป็นต้องบีบคั้นผมในเรื่องนี้เพราะผมกลัวแล้ว
                 แกหัวเราะออกมาเต็มเสียง แกบอกว่า ความตายยังไม่บีบเราเท่าที่ควรหรอก ผมแย้งแกว่า การอยู่กับความตายนั้นไม่มีความหมายสำหรับผม เพราะความคิดเช่นนี้ทำให้ผมอึดอัดและหวาดกลัวเท่านั้นเอง

                 "คุณน่ะมีแต่เรื่องเหลวไหล!" แกร้องบอกออกมา " ความตายคือผู้ที่มาแนะนำตักเตือนที่ฉลาดที่สุดเพียงผู้เดียวที่เรามี คราวใดที่คุณเกิดความรู้สึกชนิดที่เป็นอยู่เสมอว่า ทุกสิ่งทุกอย่างไม่อยู่กับร่องกับรอย หรือคุณกำลังถูกทำลายให้ย่อยยับลงไป ก็จงหันไปหาความตายแล้วถามว่า มันจะเป็นเช่นนั้นจริงหรือ? ความตายจะบอกกับคุณว่าคุณคิดผิดไปแล้ว ไม่มีอะไรเลยที่จะเกิดขึ้นเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาจริง ๆ ที่ยิ่งไปกว่าสัมผัสของความตาย ความตายของคุณจะบอกกับคุณอีกว่า ' ฉันยังไม่ได้ยื่นมือมาสัมผัสคุณเลย '" แกสั่นหัวและดูจะคอยคำตอบจากผม

                 ผมไม่มีคำพูดที่จะพูดออกมา ความคิดของผมวิ่งโครมคราม ดอนฮวนได้ฟาดฟันอัตตาของผมให้ทรุดลงไป และความรู้สึกหยุมหยิมไร้สาระที่ผมแสดงออกกับดอนฮวนเป็นสิ่งเลวร้ายเมื่อผมคิดถึงความตาย

                 ผมรู้ว่าดอนอวนทราบดีถึงการที่ผมเปลี่ยนความรู้สึกไป แกจึงเปลี่ยนกระแสความรู้สึกให้เป็นชอบขึ้นมาด้วย แกยิ้ม แล้วครวญเพลงทำนองเม็กซิกันออกมา
                 "ใช่แล้ว" แกพูดออกมาค่อย ๆ หลังจากที่เงียบไปนาน
                 " เราคนใดคนหนึ่งต้องเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนอย่างรวดเร็วด้วย เราคนใดคนหนึ่งต้องเรียนรู้ว่าความตายคือผู้ล่า และความตายอยู่ทางซ้ายมือของเราเสมอไป เราคนใดคนหนึ่งที่อยู่ที่นี่ต้องขอคำแนะนำจากความตาย และละความคับแคบไร้สาระทั้งหลายที่มนุษย์มีอยู่ โดยใช้ชีวิตราวกับว่าความตายจะไม่ยื่นมือมาสัมผัสที่ตัวของพวกเขานั้นเสีย "


                 เราเงียบกันไปกว่าชั่วโมง ต่อมาเราออกเดินต่อ เราเดินลดเลี้ยวไปตามพุ่มไม้หลายชั่วโมง ผมไม่ได้ถามดอนฮวนว่ามีจุดมุ่งหมายอื่นใดหรือไม่ในการเร่ร่อนไปเช่นนี้ มันไม่จำเป็นเลย จะอย่างไรก็ตามแกทำให้ผมระลึกถึงความรู้สึกเดิม ๆ ขึ้นมาอีก เป็นความรู้สึกที่ลืมไปนานแล้ว นั่นคือความรู้สึกเริงร่าบริสุทธิ์ในการที่ได้เดินเฉย ๆ ไม่มีความคิดใด ๆ อีก

                 ผมอยากให้ดอนฮวนช่วยให้ผมเห็นเงาแวบหนึ่งที่ผมเห็นเหนือหินก้อนใหญ่ก้อนนั้น
                 "ช่วยให้ผมเห็นเงาชนิดนั้นอีกได้ไหมดอนฮวน" ผมพูด
                 "คุณหมายถึงความตายของคุณใช่ไหม?" แกพูดออกมาเหมือนกับจะประชด
                 "ใช่" ผมพูดออกมาในที่สุด"ช่วยให้ผมดูตัวความตายของผมอีกสักครั้งสิ"
                 "ไม่ใช่เดี๋ยวนี้" แกตอบ "คุณทึบตันมากเกินไป"

                 "ขอโทษ นั่นหมายความว่าอย่างไร?"
                 แกหัวเราะ และจากเหตุผลที่ไม่ทราบได้ เสียงหัวเราะของแกไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกขุ่นเคืองหรือเห็นว่ามีเลศนัยดังที่เคยคิดมาก่อน ผมไม่เห็นว่าเสียงหัวเราะนั้นต่างไปจากเดิม ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียง ความดัง หรืออารมณ์ที่มันแสดงออกมา แต่ปัจจัยใหม่ที่เกิดขึ้นคือความรู้สึกที่เปลี่ยนไปของผม ทัศนะที่ว่า ความตายอยู่ใกล้นิดเดียวนั้น ทำให้ความกลัวและความหงุดหงิดทั้งหลายเป็นเรื่องไร้สาระ

                 "ถ้าอย่างนั้นให้ผมพูดกับพืชก็แล้วกัน" ผมพูด แกหัวเราะก้องออกมาอีก
                 "ตอนนี้คุณดีเกินไปเสียแล้วละ" แกพูดออกมาขณะที่หัวเราะ
                 "คุณเคลื่อนจากปลายสุดด้านนี้ไปสู่ปลายสุดอีกด้านหนึ่ง จงอยู่นิ่ง ๆ ไม่จำเป็นที่จะพูดกับต้นไม้นอกจากว่าคุณต้องการทราบความลึกลับของมัน และการที่จะทำเช่นนั้น คุณจำต้องมีความตั้งใจจริงไม่ยอมลดละจนถึงที่สุด
                 "ดังนั้นจงประคองความปรารถนาของคุณไว้ และไม่จำเป็นต้องเห็นตัวความตายของคุณด้วย นับว่าเพียงพอแล้วที่จะรู้สึกถึงการปรากฏตัวของมันใกล้ชิดอยู่กับตัวของคุณ"


 



INDEX BACK TOP NEXT

HOME