INDEX
BACK BOTTOM

             

             

   ภาคสอง : การจาริกสู่ อิกซท์แลน



...and I will leave. But the birds will stay, singing:
and my garden will stay, with its green tree, with its water well.
Many afternoons the skies will be blue and placid,
and the bells in the belfry will chime,
as they are chiming this very afternoon.
The people who have loved me will pass away,
and the town will burst anew every year.
But my spirit will always wander nostalgic
in the same recondite corner of my flowery garden.

The Definitive Journey
Juan Ramón Jiménez




             
         ๑๘. วงแหวนของหมอผี



           ใน
เดือนพฤษภาคมปี ๑๙๗๑ ผมไปหาดอนฮวนเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตของการเป็นศิษย์ผู้ฝึกฝนเพื่อจะเป็นหมอผี การไปหาดอนฮวนในครั้งนี้ก็เหมือนกับการไปเยี่ยมเยียนหลายๆ ครั้งตลอดเวลาสิบปีที่ผ่านมา คือไปเพื่อแสวงหาความสุขที่ได้อยู่ร่วมกับแกอีกครั้งหนึ่ง
           เพื่อนของดอนฮวน ดอนเกนาโร หมอผีชาวอินเดียนแดงเผ่ามาซาเต็กมาพักอยู่กับแกด้วย ผมพบทั้งสองคนนี้อยู่ด้วยกันทุกครั้งที่ผมมาเยี่ยมเยียนในระหว่างหกเดือนที่ผ่านมา ผมคิดว่าจะเป็นการดีหรือไม่ที่จะถามว่าทั้งสองอยู่ด้วยกันตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา เมื่อดอนเกนาโรกล่าวชี้แจงออกมาว่า แกชอบทะเลทรายทางแถบเหนือมาก และแกกลับมาที่นี่อีกทันเวลาที่จะพบกับผมพอดี ทั้งสองคนหัวเราะออกมาราวกับว่าได้ทราบถึงความลับอะไรบางอย่าง
           "ผมกลับมาที่นี่ก็เพื่อคุณเท่านั้น" ดอนเกนาโรบอก
           "จริง" ดอนฮวนสนองคำพูดนั้น

           ผมกล่าวเตือนความทรงจำของดอนเกนาโรว่า เมื่อผมมาที่นี่ในครั้งที่แล้วนั้น ความพยายามที่แกจะช่วยให้ผม "หยุดโลก" เป็นอันตรายร้ายแรงสำหรับผม นี่เป็นการพูดอย่างเป็นกันเองที่สุดแล้วเพื่อชี้ให้ดอนเกนาโรทราบว่าผมกลัวแกมาก ดอนเกนาโรหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่พร้อมกับเขย่าตัวและถีบเท้าทั้งสองไปมาเหมือนกับเด็ก ดอนฮวนเลี่ยงที่จะมองมาทางผม แกหัวเราะออกมาเหมือนกัน
           "คุณคงไม่พยายามที่จะช่วยผมอีก ใช่ไหม ดอนเกนาโร" ผมถาม
           คำถามของผมทำให้ทั้งสองหัวเราะขึ้นมาอีกพักใหญ่ ดอนเกนาโรหัวเราะพลางพร้อมกับกลิ้งตัวไปมาบนพื้น ต่อมาแกนอนคว่ำหน้าลงทำท่าว่ายน้ำบนพื้นนั่นเอง เมื่อผมเห็นแกทำเช่นนั้นผมก็ทราบว่าตามไม่ทันเสียแล้ว อย่างไรก็ตามในขณะนั้นร่างกายของผมคงรู้ขึ้นมาว่า ผมได้มาถึงจุดสุดท้ายแล้ว ผมเองก็ไม่ทราบว่าจุดจบนั้นเป็นอะไรแน่ นิสัยชอบเห็นทุกสิ่งว่าเป็นเรื่องน่าทึ่งและสิ่งที่ประสบมาร่วมกับดอนฮวนทำให้ผมเชื่อว่าจุดจบนั้นอาจจะเป็นการจบชีวิตของผมด้วย

            ในครั้งสุดท้ายที่ผมมาพบกับหมอผีทั้งสองนี้ ดอนเกนาโรผลักดันให้ผมเข้ามาสู่ปากเหวแห่ง "การหยุดโลก" ความพยายามที่แกใช้กับผมนั้นพิลึกพิลั่นและตรงไปตรงมาจนดอนฮวนเองถึงกับต้องบอกให้ผมผละไปก่อน
           การแสดง "พลัง" ของดอนเกนาโรนั้นพิเศษสุดและน่าพิศวงเป็นอย่างยิ่ง สิ่งที่แกแสดงนั้นกระตุ้นให้ผมพิจารณาตัวเองใหม่โดยสิ้นเชิง ผมเดินทางกลับตรวจดูบันทึกที่ผมได้จดเอาไว้นับตั้งแต่เริ่มฝึกฝนที่จะเป็นหมอผี และสำรวจความรู้สึกใหม่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นอย่างลึกลับถึงแม้ว่าผมจะไม่ทราบอย่างชัดเจนนัก จนกระทั่งผมเห็นดอนเกนาโรว่ายน้ำบนบกในครั้งนี้

           การทำท่าว่ายน้ำบนพื้นเริ่มขึ้นเมื่อดอนเกนาโรนอนคว่ำหน้าลง ซึ่งลงรอยกันสนิทกับการกระทำที่ประหลาด น่าพิศวงหลายครั้งที่แกแสดงให้ผมดู ให้ตอนแรกหัวเราะอย่างหนักจนร่างของแกสั่นเทิ้มไปหมด ต่อมาแกเอาเท้าทำเป็นจังหวะสอดคล้องกับการวาดมือทั้งสอง และดอนเกนาโรเริ่มเลื่อนตัวไปกับพื้นทีละเล็กละน้อยราวกับว่าแกนอนคว่ำหน้าบนไม้กระดานที่มีไม้กลมรองเอาไว้แกว่ายไปทางโน้นทางนี้และวนอยู่ในบริเวณหน้าบ้านของดอนฮวน ยักย้ายไปมารอบๆ ตัวของผมและดอนฮวน
           ดอนเกนาโรเคยแสดงสิ่งบ้าๆ บอๆ เบื้องหน้าของผมมาแล้ว และทุกครั้งที่แกแสดงเช่นนั้นดอนฮวนยืนยันว่าผมเกือบจะ "เห็น" ทุกคราวไป แต่ความล้มเหลวที่ทำให้ผมไม่ "เห็น" นั้นเนื่องมาจาก การที่ผมยืนกรานในความพยายามที่จะอธิบายการกระทำทุกอย่างของดอนเกนาโรด้วยความเห็นธรรมดาสามัญ แต่คราวนี้ผมระมัดระวังเป็นพิเศษ เมื่อแกทำท่าว่ายน้ำ ผมก็ไม่พยายามที่จะอธิบายหรือทำความเข้าใจในสิ่งที่มองเห็น ผมมองดูเฉยๆ และแม้จะทำเช่นนั้นผมก็อดที่จะตื่นตะลึงจนพูดไม่ออกทีเดียว ดอนเกนาโรเลื่อนตัวไปข้างหน้าด้วยท้องและอกจริงๆ นัยน์ตาของผมเริ่มมองไขว้กันขณะที่ผมดู ผมเริ่มรู้สึกหวาดกลัวและถูกโน้มน้าวให้เชื่อว่าถ้าหากผมไม่หาคำอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นข้างหน้านี้แล้ว ผมอาจจะ "เห็น" และความคิดที่จะเกิดขึ้นนั้นจะทำให้ผมวิตกกังวลขึ้นมา คำคาดการณ์ที่น่าวิตกเป็นการล่วงหน้านั้น ในส่วนหนึ่งทำให้ผมถอยกลับเข้ามาสู่จุดเดิมคือติดอยู่กับข่ายของความพยายามอย่างสามัญอีกครั้งหนึ่ง

           ดอนฮวนคงเฝ้าดูผมอยู่ ทันใดนั้นแกเอามือมาแตะตัวของผมทำให้ผมหันไปดูแกทันที และในขณะที่ผมหันหน้าไปนั้นผมก็ละสายตาออกจากดอนเกนาโรแวบหนึ่ง เมื่อผมหันกลับมามองดอนเกนาโรอีกครั้งก็เห็นแกมายืนข้างตัวของผม คางของแกเกือบจะวางอยู่บนไหล่ของผม ผมสะดุ้งเฮือกๆ อยู่นาน และมองดูแกสักหนึ่งนาทีแล้ว ผมกระโดดผึงออกไปทางด้านหลัง
           การทำท่าแปลกใจของดอนเกนาโรน่าขำมากทำให้ผมหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ถึงจะหัวเราะผมก็อดที่จะสังเกตไม่ได้ว่าการหัวเราะนั้นผิดปกติมาก ร่างกายของผมสั่นกระตุกเป็นช่วงๆ ซึ่งมีกำเนิดจากช่องท้อง ดอนเกนาโรเอามือมาวางไว้ที่ท้องของผมและสิ่งที่ไหวเป็นระลอกตรงนั้นหยุดลง
           "เจ้าหนูคาลอสนี้มีอะไรเกินธรรมดาเสมอไปแหละ!" แกพูดโพล่งออกมาราวกับว่าเป็นคนชอบบ่นจู้จี้

           ต่อมาดอนเกนาโร พูดต่อโดยเลียนท่าทางของดอนฮวนว่า  "คุณไม่รู้หรือว่า นักรบเขาไม่หัวเราะอย่างนั้น"
           การแสดงท่าล้อเลียนของแกใกล้เคียงมากซึ่งทำให้ผมหัวเราะหนักขึ้น

           ต่อจากนั้นทั้งสองคนออกจากบ้านไปด้วยกัน และหายไปเกือบสองชั่วโมงเกือบจะถึงเวลาเที่ยง เมื่อกลับมาถึงทั้งสองนั่งอยู่หน้าบ้าน ไม่พูดคุยกันเลย คงง่วง เหนื่อยและอาจจะพูดได้ว่าใจลอย ทั้งสองนั่งนิ่งไม่กระดุกกระดิกอยู่นาน แต่แม้จะอยู่ในท่านั้นก็เห็นได้ว่าสบายและผ่อนคลาย ดอนฮวนเผยอริมฝีปากเล็กน้อยเหมือนกับว่าแกกำลังหลับแต่มือของแกประสานกันอยู่บนตักและนิ้วหัวแม่มือนั้นไหวไปมาเป็นจังหวะ

           ผมขยุกขยิกและเปลี่ยนท่านั่งหลายครั้ง แต่ต่อมาผมรู้สึกว่าสงบลงได้จริงๆ ผมคงเคลิ้มหลับไปเพราะเสียงหัวเราะหึๆ ของดอนฮวนทำให้ผมสะดุ้งขึ้นมา ผมลืมตาและพบว่าทั้งสองกำลังจ้องดูผมอยู่

           "ถ้าคุณไม่พูด คุณก็หลับ" ดอนฮวนพูดพร้อมกับหัวเราะ
           "เห็นจะจริง" ผมตอบ

           ดอนเกนาโรนอนหงายลงกับพื้นแล้วถีบเท้าทั้งสองไปมาในอากาศ ผมคิดว่าแกกำลังจะทำตลกพิสดารอีกแล้ว แต่ทันใดแกก็ผลุดลุกขึ้นนั่งในท่าขัดสมาธิ
           "ในตอนนี้คุณน่าจะรู้สึกในสิ่งหนึ่งแล้ว" ดอนฮวนพูด ""ผมเรียกสิ่งนั้นว่า ลูกบาศก์เซนติเมตรของโชค เราทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักรบหรือไม่ก็ตาม จะมีลูกบาศก์เซนติเมตรของโชค (cubic centimetre of chance) ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของเราเป็นครั้งคราว ความแตกต่างระหว่างนักรบกับคนธรรมดาก็คือ นักรบจะรู้สึกในการปรากฏตัวอันนี้และหน้าที่อย่างหนึ่งของเขาก็คือตื่นตัว รอคอยอย่างตั้งอกตั้งใจเพื่อว่าในขณะที่ลูกบาศก์เซนติเมตรของเขาโผล่ขึ้นมา เขาก็จะมีความรวดเร็ว ความกล้าหาญอันเหมาะเจาะที่จะหยิบมันขึ้นมา...

           "โอกาส โชค พลังส่วนตัว หรือคุณจะเรียกมันว่าเป็นอะไรก็แล้วแต่เป็นเรื่องที่ค่อนข้างประหลาดเอาการ มันเหมือนกับกิ่งเล็กๆ ของต้นไม้ที่งอกออกมาเบื้องหน้าของเราและหมายจะให้เราเด็ด แต่โดยทั่วๆ ไปแล้ว เรามักจะมีงานยุ่ง หมกมุ่นอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือไม่ก็โง่เขลา หรือขี้เกียจที่จะไปนำพาว่านั่นเป็นลูกบาศก์เซนติเมตรแห่งโชคดีของเราเอง แต่ในทางตรงกันข้าม นักรบจะตื่นตัว ทำตนให้กระชับอยู่เสมอไป และมีแรงที่จะกระโดดหรือมีความอาจหาญพอที่จะฉวยมันเอาไว้"

           "ชีวิตของคุณมีความกระชับหรือเปล่าล่ะ" ดอนเกนาโรถามขึ้นอย่างกะทันหัน
           "ผมคิดว่ากระชับ" ผมตอบด้วยความมั่นใจ
           "คุณคิดว่า จะมีความสามารถปลิดลูกบาศก์เซนติเมตรแห่งโชคลงมาได้ไหมล่ะ" ดอนฮวนถามด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยจะเชื่อนัก
            "บางทีผมอาจจะหลอกตัวเองอยู่ก็ได้ แต่ผมเชื่อว่าในระยะนี้ผมมีสติดีขึ้นกว่าช่วงที่ผ่านมา" ผมตอบด้วยความจริงใจ

           ดอนเกนาโรผงกหัวเห็นด้วย "ใช่" แกพูดออกมาเบาๆ
           "เจ้าหนูคาลอสมีชีวิตที่กระชับและตื่นตัวเต็มที่จริง"
           ผมกลับรู้สึกว่า ทั้งสองกำลังล้อเลียนอยู่ บางทีการพูดถึงสภาวะที่กระชับในชีวิตของผม อาจทำให้ดอนฮวนและดอนเกนาโรหงุดหงิดขึ้นมาก็ได้

           "ผมไม่คิดจะคุยโวหรอก" ผมบอก ดอนเกนาโรเลิกคิ้วแล้วทำรูจมูกให้บานออก แกชำเลืองดูสมุดบันทึกของผมแล้วแกล้งทำเป็นเขียนหนังสือ
           "ผมคิดว่าคาลอสมีสติดีขึ้นกว่าทุกคราวที่ผ่านมา" ดอนฮวนพูดกับดอนเกนาโร
           "เขาอาจจะสติดีจนเกินไป" ดอนเกนาโรพูดสวนออกมา
           "อาจเป็นอย่างนั้นก็ได้" ดอนฮวนยอมรับ ผมไม่ทราบว่าจะพูดสอดขึ้นมาในเรื่องอะไรจึงหุบปากเงียบ
           "คุณจำคราวที่ผมดับเครื่องรถของคุณได้หรือเปล่า" ดอนฮวนถามขึ้นมาลอยๆ คำถามของแกโพล่งขึ้นมาและไม่เกี่ยวกับเรื่องที่เราพูดกันอยู่นั้นเลย แกพาดพิงถึงครั้งหนึ่งที่ผมสตาร์ทรถไม่ติดจนดอนฮวนบอกให้ผมลองใหม่และรถจะติดอย่างแน่นอน ผมบอกว่าคงไม่มีใครลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นได้

           "นั่นไม่มีความหมายอะไร" ดอนฮวนกล่าวตามจริง "ไม่มีความหมายอะไรเลย ใช่ไหมเกนาโร"
           "จริง" ดอนเกนาโรพูดอย่างไม่มีน้ำเสียง
           "คุณหมายความว่าอย่างไรดอนฮวน" ผมพูดในทำนองคัดค้าน "สิ่งที่คุณทำในวันนั้นเป็นสิ่งที่ผมคิดไม่ถึงจริงๆ"
            "นั่นไม่ใช่การพูดมากเกินจริงหรอก" ดอนเกนาโรย้อน ทั้งสองหัวเราะออกมาอย่างดัง ดอนฮวนเอามือตบหลังของผม

           "เกนาโรสามารถที่จะทำสิ่งที่ยิ่งไปกว่าการดับเครื่องยนต์รถของคุณ" ดอนฮวนพูดต่อ "จริงไหม เกนาโร"
           "จริง" ดอนเกนาโรพูดพร้อมกับย่นริมฝีปากเหมือนเด็กๆ
            "ดอนเกนาโรทำอะไรได้ล่ะ" ผมถาม พยายามที่จะแสดงว่าไม่หวาดกลัวอะไรทั้งสิ้น
           "เกนาโรอาจทำให้รถของคุณหายไปได้เลย!" ดอนฮวนร้องออกมาด้วยเสียงดังก้องกังวาน แล้วแกพูดต่อในระดับเสียงเดิม "จริงหรือเปล่า เกนาโร"
           "จริง!" ดอนเกนาโรสวนขึ้นด้วยเสียงที่มนุษย์อาจทำให้ดังที่สุดได้

           ผมกระโดดโหยงโดยไม่ตั้งใจ ร่างของผมกระตุกอยู่สามสี่ครั้ง
           "อะไรกันนะ ดอนเกนาโรสามารถที่จะทำให้รถของผมหายไปทั้งคันได้อย่างนั้นรึ" ผมถาม
           "ผมหมายถึงอะไรล่ะ เกนาโร" ดอนฮวนถาม
           "คุณหมายถึงว่า ผมสามารถที่จะเข้าไปนั่งในรถของเขาติดเครื่องแล้วขับออกไป"
           ดอนเกนาโรตอบด้วยน้ำเสียงจริงจังไม่มีเคลือบแคลง
           "ขับไปเลยอย่างนั้นรึ เกนาโร" ดอนฮวนถามขึ้นกึ่งล้อเลียน
           "ผมขับไปแล้ว!" ดอนเกนาโรพูดพร้อมกับย่นหน้าแล้วชายตามาทางผม

           ผมสังเกตเห็นว่าขณะที่แกนิ่วหน้าคิ้วของแกกระตุกเล็กน้อย นัยน์ตาของแกมีแววซุกซนและคมปลาบ
           "อย่างนั้นรึ!" ดอนฮวนพูดเบาๆ "เราไปที่นั่นเพื่อดูรถกันดีกว่า"
           "ใช่!" ดอนเกนาโรสนอง "เราไปที่นั่นเพื่อดูรถกันดีกว่า"

           ทั้งสองยืนขึ้นอย่างเชื่องช้า ผมไม่ทราบว่าจะปฏิบัติตัวอย่างไรอยู่ครู่หนึ่ง แต่ดอนฮวนทำสัญญาณบอกให้ผมยืนขึ้น
           เราเดินขึ้นเนินเล็กๆ หน้าบ้านของดอนฮวน ทั้งสองเดินขนาบผมไป ดอนฮวนอยู่ทางขวามือส่วนดอนเกนาโรอยู่ทางซ้าย ห่างออกไปข้างหน้าราว ๖ ฟุต แต่ก็อยู่ในคลองสายตาของผม

            "เราไปดูรถกันดีกว่า"  ดอนเกนาโรพูดถ้อยคำเดิมขึ้นมาอีก
           ดอนฮวนโบกมือไปมาราวกับว่ากำลังถักทอเส้นด้ายที่มองไม่เห็น ดอนเกนาโรก็ทำอย่างเดียวกันพร้อมกับพูดว่า "เราไปดูรถกันดีกว่า" ซ้ำๆ ซากๆ ทั้งสองเดินท่าขย่ม เท้าที่ก้าวออกไปนั้นยาวกว่าธรรมดาส่วนมือก็ไหวไปมาราวกับว่าจะปัดหรือตีสิ่งหนึ่งที่มองไม่เห็นเบื้องหน้า ผมไม่เคยเห็นดอนฮวนทำตลกอย่างนี้มาก่อนจึงรู้สึกกระดากที่จะมองดู

           เราเดินขึ้นมาถึงยอดเนิน ผมมองลงไปข้างล่างระยะทางประมาณ ๕๐ ฟุต ตรงที่ผมจอดรถเอาไว้ บริเวณกระเพาะของผมกระตุก รถไม่ได้อยู่ที่นั่น! ผมวิ่งลงไปตามเนิน มองไม่เห็นรถจากที่ตรงไหนเลย ผมรู้สึกสับสนขึ้นมาอย่างมาก และไม่เข้าใจอะไรเลย
           เมื่อผมมาถึงในตอนเช้าผมจอดรถไว้ที่นี่ คงสักครึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้ผมยังกลับมาเอาสมุดเล่มใหม่ที่ใช้เขียนบันทึก ตอนนั้นผมคิดว่าจะเปิดหน้าต่างรถเอาไว้เพื่อระบายความร้อน แต่ยุงและแมลงที่มากมายในแถบนั้นทำให้ผมเปลี่ยนใจ ผมปิดประตูรถไว้เหมือนเดิม ผมมองไปรอบๆ อีกครั้ง

           ผมไม่เชื่อเลยว่ารถจะหายไป ผมเดินไปจนสุดบริเวณที่เป็นที่โล่ง ดอนฮวนและดอนเกนาโรเดินตามไปด้วยและมายืนข้างตัวผม ทำท่าเหมือนกับที่ผมทำอยู่ คือจ้องมองไปข้างหน้าเพื่อดูว่าจะพบรถที่ไหนบ้าง ครู่หนึ่งที่ผมรู้สึกอิ่มเอิบขึ้นมา ผลักไสความหงุดหงิดออกไป ทั้งสองทราบถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับผม จึงเดินไปรอบตัวของผมพลางเคลื่อนไหวมือไปมาเหมือนกับกำลังกลิ้งแป้งเพื่อทำขนม

           "คุณคิดว่าอะไรเกิดขึ้นกับรถยนต์คันนั้นเกนาโร" ดอนฮวนถามเหมือนไม่มีแรง
           "ผมขับมันไปนะสิ" ดอนเกนาโรตอบแล้วทำท่าเปลี่ยนเกียร์รถแรง ๆ ขณะที่ขับมันไป แกย่อตัวลงราวกับว่ากำลังนั่งและอยู่ในท่านั้นครู่หนึ่งโดยใช้กล้ามเนื้อตรงขาเท่านั้นเพื่อพยุงร่างเอาไว้ ต่อมาแกเลื่อนน้ำหนักตัวมาที่ขาขวา เหยียดขาซ้ายออกไปเพื่อเลียนท่าเหยียบคลัช ดอนเกนาโรทำเสียงรถยนต์ด้วยริมฝีปาก และที่เยี่ยมที่สุดคือ แกทำเป็นว่าตกลงไปในหลุมตามถนนทำให้รถกระโดดขึ้นๆ ลงๆ นั่นทำให้ผมรู้สึกอย่างจริงจังถึงนักขับรถผู้เชี่ยวชาญที่ไม่ยอมปล่อยพวงมาลัยแม้รถจะผกโผนเพียงใดก็ตาม

           การแสดงของดอนเกนาโรเยี่ยมยอดจริงๆ ดอนฮวนหัวเราะจนแทบจะหายใจไม่ทัน ผมอยากมีส่วนร่วมในความสนุกสนานนั้น แต่ผมคลายอารมณ์ลงมาไม่ได้ ผมรู้สึกว่าถูกคุกคามและไม่สบายใจจริงๆ ความวิตกกังวลชนิดที่หาที่มาไม่ได้จากชีวิตที่ผ่านมาแล้วเกิดขึ้นกับผม ผมรู้สึกไหม้อยู่ในอก และเริ่มเตะก้อนหินเล็กๆ อยู่บนพื้น และในที่สุดก็ขว้างก้อนหินเหล่านั้นออกไปด้วยความโมโหไม่รู้สึกตัวและไม่คาดมาก่อนว่าจะเป็นเช่นนี้ ในขณะเช่นนั้น ความโกรธดูเหมือนจะอยู่ข้างนอก แล้วมันจู่เข้ามาหาตัวของผมโดยรอบ ต่อมาความหงุดหงิดขุ่นเคืองนั้นออกจากตัวของผมไปอย่างประหลาดเหมือนกับตอนที่มันจู่เข้ามา ผมหายใจลึกและรู้สึกตัวว่าดีขึ้น

           ผมไม่กล้ามองดูดอนฮวน การที่ผมแสดงอาการโกรธออกมานั้นทำให้ผมอาย แต่ในขณะเดียวกันผมก็อยากจะหัวเราะ ดอนฮวนเดินเข้ามาแล้วเอามือตบหลังของผม ดอนเกนาโรเอื้อมมือมาโอบไหล่
           "ไม่เป็นไรน่า!" ดอนเกนาโรพูด "ทำตามอารมณ์ต่อไปสิ ชกจมูกตัวเองให้เลือดไหลออกมา ต่อจากนั้นคุณอาจหยิบเอาก้อนหินแล้วทุบเอาฟันออก มันจะทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น! ถ้าสิ่งเหล่านี้ยังไม่ทำให้คุณดีขึ้น คุณก็อาจจะทุบลูกอัณฑะของคุณด้วยหินก้อนเดียวกันนี้โดยวางมันลงบนหินใหญ่ก้อนนั้นก็ได้"
           ดอนฮวนหัวเราะคิกๆ ออกมา ผมบอกกับทั้งสองว่าผมรู้สึกอับอายที่ทำอะไรออกมาอย่างแย่ที่สุด ผมไม่ทราบว่าอะไรจู่ลู่เข้ามาสู่ตัวของผม ดอนฮวนบอกว่า ผมรู้ชัดทีเดียวว่าอะไรเกิดขึ้น แต่ผมแกล้งทำเป็นไม่รู้และอาการที่แกล้งทำเป็นไม่รู้นั่นเองทำให้ผมโกรธ

           ดอนเกนาโรทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นอย่างประหลาด แกตบหลังของผมครั้งแล้วครั้งเล่า
           "สิ่งนี้เกิดขึ้นกับพวกเราทุกคน" ดอนฮวนบอก
           "ที่พูดอย่างนั้นคุณหมายความว่าอย่างไร ดอนฮวน" ดอนเกนาโรถามเลียนเสียงของผม พลางล้อเลียนความเคยชินที่ผมชอบถามปัญหาต่างๆ กับดอนฮวน
           ดอนฮวนกล่าวถ้อยคำบ้าๆ บอๆ ออกมาเช่น "เมื่อโลกเอาหัวลง เรากลับเอาหัวขึ้น แต่เมื่อโลกเอาหัวขึ้น เรากลับพลิกหัวลง และตอนนี้เมื่อโลกและตัวเราตั้งหัวขึ้น เรากลับคิดว่าเอาหัวลง..." แกพูดในทำนองนี้ไปเรื่อยๆ พร่ำเพ้อถึงถ้อยคำที่เข้าใจไม่ได้ ส่วนดอนเกนาโรก็ล้อเลียนการจดบันทึกของผม แกเขียนลงบนสมุดบันทึกที่มองไม่เห็น พร้อมกับผึ่งรูจมูกของแกไปด้วยในขณะที่ไหวมือไปมา ดวงตาก็เบิกกว้างจ้องเขม็งดูดอนฮวน ดอนเกนาโรเลียนท่าที่ผมพยายามเขียนโดยไม่มองดูที่สมุด เพื่อจะไม่ให้การสนทนาในขณะนั้นชะงัก การแสดงของแกสนุกจริงๆ

           ผมรู้สึกเป็นปกติและสบายขึ้นมาในทันใด เสียงหัวเราะของทั้งสองทำให้อบอุ่น ผมปลดปล่อยความรู้สึกหมกมุ่นออกไปและหัวเราะเต็มเสียง แต่ในขณะต่อมานั้นจิตก็ตกอยู่ในสภาวะหวาดกลัว หงุดหงิด และสับสนในอีกลักษณะหนึ่ง ผมคิดว่า ไม่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นคืออะไรก็ตาม มันเป็นไปไม่ได้เลย ความจริงมันเข้าใจไม่ได้เลยตามลำดับเหตุผลที่ผมคุ้นเคย ในอันที่จะตัดสินโลก แต่กระนั้นก็ตาม ในฐานะที่เป็นผู้รับรู้สิ่งต่างๆ ผมก็รู้ว่ารถไม่ได้จอดอยู่ที่นั่น ความคิดผุดขึ้นมา เหมือนกับทุกคราวที่ดอนฮวนทำให้ผมเผชิญกับอุบัติการณ์ที่พิลึกพิลั่น ว่าผมถูกหลอกด้วยกลวิธีสามัญ เมื่อถูกบีบคั้น จิตของผมกลับมาคิดในโครงสร้างเดิมโดยอัตโนมัติและซ้ำๆ ซากๆ อยู่เสมอไป
            ผมเริ่มใคร่ครวญว่า การที่จะยกรถออกไปจากตรงที่ผมจอดเอาไว้นั้น ดอนฮวนและดอนเกนาโรต้องใช้ผู้สมรู้ร่วมคิดกันสักกี่คนกันแน่ ผมมั่นใจว่าผมตั้งใจปิดกุญแจประตู ตั้งเบรกมือ ใส่เกียร์และล็อคพวงมาลัยแล้วด้วย การที่จะเคลื่อนรถออกจากที่ คนเหล่านั้นต้องยกเอาไปทั้งคัน ผมเชื่อว่างานหนักขนาดนี้ดอนฮวนและดอนเกนาโรร่วมกันทำไม่ได้ อีกทางหนึ่งคือมีคนบางคนที่ตกลงจะร่วมมือกับทั้งสองคนนี้มาพังประตูเข้าไป ต่อสายไฟต่าง ๆ แล้วขับหนีไป การที่จะทำได้เช่นนี้ คนคนนั้นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญอย่างเยี่ยมยอดซึ่งทั้งสองคนนี้ทำไม่ได้ อีกทางหนึ่งที่อาจนำมาเป็นคำอธิบายได้คือ บางทีสองคนนี้สะกดจิตผมอยู่ การเคลื่อนไหวของทั้งสองแปลกใหม่จริง ๆ และน่าสงสัยมาก ทำให้ผมหัวหมุน ผมคิดว่าถ้าทั้งสองสะกดจิตผมจริงๆ ขณะนั้นผมคงอยู่ในสภาวะจิตที่ถูกปรุงแต่ง เท่าที่ได้ประสบมาร่วมกับดอนฮวน ผมสังเกตว่าในสภาวะเช่นนั้นเราจะไม่สามารถกำหนดจดจำเวลาที่ล่วงเลยไปได้อย่างต่อเนื่องในเรื่องที่เกี่ยวกับเวลา จะไม่มีช่วงกาลที่ต่อเนื่องกันในความจริงเหนือสามัญทุกครั้งที่ผมประสบ
           และข้อสรุปของผมจึงมีว่าถ้าหากผมมีสติตื่นตัวอยู่แล้ว จะมีขณะหนึ่งที่ผมสูญเสียลำดับต่อเนื่องของกาละได้ หากยกตัวอย่างก็จะคล้ายกับว่าในขณะหนึ่งผมกำลังมองดูภูเขาลูกหนึ่ง แต่ต่อมาในอีกขณะหนึ่งของความรับรู้นั้น ผมกลับพบว่าตัวเองกำลังมองดูหุบเขาที่อยู่ในทิศตรงกันข้ามโดยจำไม่ได้เลยว่าได้หันมามองดู ผมรู้สึกว่าถ้าสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นในลักษณะดังกล่าวนี้ ผมก็สามารถที่จะอธิบายว่าอะไรเกิดขึ้นกับรถของผม บางทีอาจเป็นเรื่องของการสะกดจิตก็ได้ ผมตัดสินใจลงไปว่าสิ่งเดียวเท่านั้นที่ผมจะทำได้คือ เฝ้าดูทุกสิ่งทุกอย่างในรายละเอียดอย่างถี่ถ้วน

           "รถของผมอยู่ที่ไหน" ผมพุ่งคำถามไปยังทั้งสองคน
           "รถอยู่ที่ไหนเกนาโร" ดอนฮวนถาม สีหน้าบ่งบอกถึงความจริงจังอย่างที่สุด ดอนเกนาโรเริ่มพลิกก้อนหินก้อนเล็กๆ แล้วมองดูภายใต้ก้อนหินเหล่านั้น แกพลิกก้อนหินอย่างเอาเป็นเอาตายทั่วทั้งบริเวณที่ผมจอดรถเอาไว้ แกพลิกดูก้อนหินทุกก้อนจริงๆ บางครั้งแกจะแกล้งทำเป็นโกรธแล้วขว้างหินก้อนนั้นไปที่พุ่มไม้
           ดอนฮวนดูจะสนุกสนานกับละครฉากนี้เกินกว่าที่จะบรรยายออกมาเป็นคำพูด แกหัวเราะคิกๆ แล้วเปล่งเสียงออกมาอย่างดังและดูเหมือนจะลืมไปเลยทีเดียวว่าผมอยู่ที่นั่นด้วย

           ดอนเกนาโรเพิ่งจะเหวี่ยงหินก้อนหนึ่งออกไป เพื่อแสดงท่าว่าหงุดหงิด เมื่อแกมาถึงหินใหญ่มากก้อนหนึ่งซึ่งเป็นก้อนที่หนักและใหญ่ที่สุดในบริเวณนั้น แกพยายามที่จะพลิกหินก้อนนั้น แต่หินหนักมากและจมลึกลงไปในดิน ดอนเกนาโรใช้ความพยายามและหายใจฮืดฮาดเหงื่อท่วมตัว ในที่สุดแกนั่งลงบนหินก้อนนั้นแล้วเรียกดอนฮวนให้ไปช่วย

           ดอนฮวนหันมาทางผมพร้อมกับยิ้มกว้างพลางพูดว่า
            "มาสิมาช่วยเกนาโร"
           "แกกำลังทำอะไร" ผมถาม
           "แกกำลังหารถของคุณนะสิ" ดอนฮวนตอบตามความจริง
           "สวรรค์โปรด! แกจะพบรถอยู่ใต้ก้อนหินได้อย่างไรกัน" ผมค้าน
           "สวรรค์กรุณา ทำไมจึงจะไม่พบที่นั่นล่ะ" ดอนเกนาโรแย้ง แล้วทั้งสองหัวเราะอย่างดัง

           เราขยับหินก้อนนั้นไม่ได้ ดอนฮวนแนะให้กลับไปที่บ้านเพื่อหาไม้ท่อนโตมาทำเป็นคานงัด
           ขณะที่เดินกลับไปยังบ้าน ผมบอกกับทั้งสองว่าการกระทำของพวกเขาเป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ สำหรับผม ไม่ว่าทั้งสองทำอะไรอยู่ก็ตามย่อมเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นจะต้องทำเลย ดอนเกนาโรจ้องเขม็งมาทางผม

           "เกนาโรเป็นคนละเอียดถี่ถ้วน" ดอนฮวนพูดด้วยน้ำเสียงบ่งถึงความจริงจัง "แกเป็นคนถี่ถ้วนและจริงจังเหมือนกับคุณ คุณเองก็พูดอยู่เสมอว่า คุณไม่เคยละก้อนหินวางทิ้งไว้โดยไม่พลิกขึ้นมาด ู(เป็นคำล้อเลียนจากสำนวนภาษาอังกฤษที่ว่า "Don't leave the stone unturned"-ผู้แปล) ไม่ใช่หรือ เกนาโรก็ทำอย่างเดียวกัน"
           ดอนเกนาโรตบที่ไหล่ของผมแล้วบอกว่า ดอนฮวนพูดถูกแล้ว และเป็นความจริงทีเดียวที่แกอยากจะเป็นเหมือนผม แกมองมาทางผมด้วยแววตาที่มีประกายกล้าแล้วผึ่งรูจมูกออกให้กว้าง
           ดอนฮวนปรบมือแล้วเหวี่ยงหมวกลงกับพื้น

            หลังจากหาอยู่นานในบริเวณบ้าน ดอนเกนาโรก็พบกิ่งไม้ท่อนโตซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของขื่อ แกแบกไม้ท่อนนั้นแล้วเดินกลับมายังที่ที่รถของผมจอดอยู่
           ขณะที่เราเดินขึ้นเนินอยู่นั้นและเกือบจะมาถึงยอดเนินก่อนที่จะมองลงไปเห็นบริเวณที่ผมจอดรถไว้ ผมรู้สึกขึ้นมาว่าผมจะพบรถก่อนทั้งสองคน แต่เมื่อผมมองลงไปข้างล่าง กลับไม่เห็นรถจอดอยู่ที่เชิงเนินนั้นเลย

           ดอนฮวนและดอนเกนาโรคงเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับผมดี ทั้งสองวิ่งตามผมลงไปพร้อมกับหัวเราะอย่างดัง เมื่อเราลงมาถึงเชิงเนิน ทั้งสองก็เริ่มออกแรงงัดก้อนหินในทันที ผมดูอยู่ครู่หนึ่ง การกระทำของพวกเขาเป็นสิ่งที่ไม่อาจเข้าใจได้ ทั้งสองไม่ได้แกล้งทำเป็นว่าทำงาน แต่ลงแรงจริงๆ จังๆ ที่จะพลิกหินก้อนนั้นเพื่อจะดูว่ารถของผมซ่อนอยู่ข้างล่างหรือเปล่า นั่นรู้สึกจะเกินไปหน่อยสำหรับผมและผมเข้าไปช่วย ทั้งสองหอบตัวโยนและร้องตะโกนออกมา ส่วนดอนเกนาโรหอนเหมือนกับหมาป่าไคโยติ ร่างเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ ผมเห็นว่าร่างกายของทั้งสองคนนั้นแข็งแรงจริง ๆ โดยเฉพาะร่างกายของดอนฮวน ขณะที่ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับสองคนนั้น ผมเป็นเพียงชายหนุ่มร่างบอบบางเท่านั้น
           ไม่นานนักผมก็เหงื่อไหลโชกตัว และในที่สุดเราก็พลิกหินก้อนนั้นได้สำเร็จ ดอนเกนาโรตรวจดูดินที่อยู่ข้างล่างของก้อนหินอย่างเชื่องช้าอดทน แทบจะทำให้คลั่ง แกตรวจดูอย่างละเอียดลออ
           "ไม่หรอก รถไม่ได้อยู่ที่นี่" แกประกาศออกมา
            คำประกาศนั้นทำให้ทั้งสองหัวเราะกลิ้งอยู่บนพื้น

            ผมหัวเราะออกมาอย่างหวาดๆ ดอนฮวนชักกระตุกราวกับว่าได้รับความเจ็บปวด แกเอามือปิดหน้าแล้วนอนลงในขณะที่ร่างของแกสั่นเนื่องจากการหัวเราะ
           "เราจะไปทางทิศไหนต่อล่ะตอนนี้" ดอนเกนาโรถามหลังจากที่พักเหนื่อยอยู่นาน
           ดอนฮวนชี้ทิศด้วยการผงกหัว
           "เราจะไปไหนอีกล่ะ" ผมถาม
           "ไปหารถของคุณน่ะสิ!" ดอนฮวนพูด และยิ้มโดยไม่เผยอริมฝีปาก

           ทั้งสองเดินขนาบผมไปเหมือนเดิมขณะที่เรามุ่งสู่ป่าละเมาะ ดอนเกนาโรทำสัญญาณให้หยุดเมื่อเดินไปได้ไม่กี่หลา แกย่องไปยังพุ่มไม้รูปกลมอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว แล้วมองเข้าไปดูกิ่งก้านที่อยู่ข้างในแล้วบอกว่า รถไม่ได้อยู่ที่นั่น เราเดินต่อไปอีกครู่หนึ่งแล้วดอนเกนาโรทำสัญญาณด้วยมือให้เราเงียบเสียง แกดัดหลังในขณะที่แกยืนอยู่บนปลายเท้าแล้วเหยียดแขนทั้งสองไว้เหนือศีรษะ นิ้วมือของแกขยุ้มเข้ามาเหมือนกับกรงเล็บของสัตว์ จากจุดที่ผมยืนก็จะมองเห็นร่างของดอนเกนาโรมีรูปร่างเหมือนกับตัวอักษร S แกยืนอยู่ในท่านั้นครู่หนึ่งแล้วขณะต่อมาแกพุ่งหลาวเข้าไปที่กิ่งไม้กิ่งยาวมีใบไม้แห้งติดอยู่เต็ม แกยกกิ่งไม้ขึ้นมาอย่างระมัดระวังแล้วตรวจดูอย่างละเอียดเพียงเพื่อจะกล่าวออกมาในที่สุดว่า รถไม่ได้อยู่ที่นั่น

           ขณะที่เราเดินเข้าไปในป่าละเมาะ ดอนเกนาโรจะมองเข้าไปหลังพุ่มไม้และปีนขึ้นไปบนต้นไม้เล็กๆ เพื่อมองเข้าไปตามใบเพียงเพื่อจะกล่าวออกมาในที่สุดว่า รถไม่ได้อยู่ที่นั่นอีกเหมือนกัน
           ในขณะเดียวกันนั้นผมก็กำหนดจดจำทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมได้สัมผัสและมองเห็นโดยละเอียดรอบคอบ

            การเห็นโลกโดยรอบในฐานะที่เป็นสิ่งต่อเนื่องและมีระเบียบเป็นไปโดยลำดับเหมือนกับที่เคยเห็นมาก่อน ผมสัมผัสกับก้อนหิน พุ่มไม้ ต้นไม้ ผมเหสายตาจากด้านหน้ามาสู่ด้านหลัง ด้วยการมองตาข้างหนึ่งและต่อมาก็มองด้วยตาอีกข้างหนึ่ง จากการคาดคะเนเท่าที่จะทำได้ผมกำลังเดินอยู่ในป่าละเมาะเหมือนกับที่เคยเดินในสถานที่เช่นนี้นับครั้งไม่ถ้วนในระหว่างการมีชีวิตอย่างธรรมดาๆ ของผม

           ต่อมาดอนเกนาโรนอนพังพาบลงไป เราทำตามด้วย แกวางคางไว้กับมือที่ประสานกันเอาไว้ ดอนฮวนก็ทำอย่างเดียวกัน
           ทั้งสองมองดูตะปุ่มตะป่ำบนพื้นดิน ซึ่งมองดูแล้วเหมือนกับภูเขาเล็กๆ ทันใดนั้นดอนเกนาโรกวาดมือขวาออกไปอย่างรวดเร็วแล้วกำอะไรอย่างหนึ่งเอาไว้ แกรีบลุกขึ้นนั่ง ดอนฮวนก็ทำอย่างเดียวกัน ดอนเกนาโรยื่นมือที่กำไว้มาเบื้องหน้าของเรา แล้วทำสัญญาณให้เราเข้าไปใกล้เพื่อจะมองดูได้ถนัด แกคลายมือที่กำไว้นั้นออกช้าๆ เมื่อมันคลายออกสักกึ่งเหยียดก็มีวัตถุสีดำบินออกมา มันพุ่งออกมาโดยกะทันหัน และเจ้าสิ่งบินได้นั้นใหญ่มากจนผมต้องกระโดดฉากออกมาและเกือบจะล้มลงไป ดอนฮวนยันตัวของผมเอาไว้
           "นั่นก็ไม่ใช่รถอีกนะแหละ" ดอนเกนาโรบ่น "มันคือแมลงวันระยำตัวหนึ่งเท่านั้นเอง ขอโทษ!"
           ทั้งสองพินิจพิจารณาดูผม พวกเขายืนอยู่ข้างหน้าของผมจึงไม่ได้มองมาตรงๆ แต่ชำเลืองดูจากหางตา พวกเขามองดูผมในลักษณะนั้นอยู่นาน
           "มันคือแมลงวัน ใช่หรือเปล่าล่ะ" ดอนเกนาโรถาม
           "ผมก็คิดอย่างนั้น" ผมตอบ
           "อย่าคิด" ดอนฮวนสั่ง "คุณเห็นอะไรล่ะ"
           "ผมเห็นสิ่งหนึ่งใหญ่พอๆ กับอีกาบินออกมาจากกำมือของดอนเกนาโร" ผมตอบ

           ผมพูดตรงกับสิ่งที่ผมเห็นจริงๆ ผมไม่ตั้งใจที่จะพูดให้ตลก แต่พวกเขาถือเอาคำพูดนั้นเป็นสิ่งน่าขำเสียเต็มประดา ทั้งสองกระโดดลงพร้อมกับหัวเราะจนเหงื่อโชกตัว
           "ผมคิดว่าคาลอสเต็มที่แล้วหละ" ดอนฮวนพูด เสียงของแกแหบห้าวเพราะหัวเราะอยู่นาน ดอนเกนาโรบอกว่า แกเกือบจะพบรถของผมแล้ว และความรู้สึกเช่นนั้นร้อนยิ่งขึ้นทุกที ดอนฮวนพูดว่า เราอยู่ในที่ขรุขระตะปุ่มตะป่ำ และการหารถในที่เช่นนี้คงไม่พบหรอก ดอนเกนาโรถอดหมวกออกแล้วเอาเชือกออกมาจากย่ามมาผูกเข้ากับสายรัดคาง และแกเอาเข็มขัดผ้าขนสัตว์มาผูกโยงเข้ากับพู่หมวกสีเหลืองที่ห้อยอยู่กับปีกหมวกทั้งสองข้าง
           "ผมจะทำว่าวด้วยหมวกใบนี้" แกพูดกับผม
           ผมเฝ้าดูการกระทำของแกและรู้ว่าแกเล่นตลก ผมให้ความสำคัญกับตัวเองเสมอ ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องว่าวคนหนึ่ง ในสมัยที่ผมเป็นเด็กผมเคยทำว่าวชนิดที่ซับซ้อนที่สุด และผมทราบดีว่าใบหมวกที่สานด้วยฟางนั้นอ่อนเกินกว่าที่จะต้านลมไว้ได้ อีกอย่างหนึ่ง ยอดของหมวกก็ลึกมากและลมจะหมุนอยู่ข้างใน ทำให้มันไม่อาจยกหมวกให้ลอยขึ้นไปได้

           "คุณไม่คิดว่ามันจะลอยขึ้นไปได้จริง ๆ ใช่ไหม" ดอนฮวนถามผม
           "ผมรู้ว่ามันไม่ขึ้นแน่ๆ" ผมตอบ ดอนเกนาโรไม่สนใจ และเอาเชือกมามัดกับว่าวที่ทำด้วยหมวกนั้นจนเสร็จ

           วันนั้นลมพัดจัด ดอนเกนาโรเป็นผู้วิ่งลงเนินขณะที่ดอนฮวนเป็นผู้ถือหมวก ดอนเกนาโรดึงเชือกและหมวกบัดซบนั้นลอยขึ้นไปได้จริงๆ "ดูสิ ดูที่หมวก!" ดอนเกนาโรตะโกนออกมา มันโฉบวูบลงมาสองครั้ง แต่มันก็ลอยอยู่ในอากาศได้เป็นปกติ
           "อย่าละสายตาออกจากหมวกใบนั้น" ดอนฮวนบอกด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ผมรู้สึกเวียนศีรษะอยู่ครู่หนึ่ง การมองดูหมวกทำให้ระลึกถึงช่วงหนึ่งของชีวิตได้อย่างชัดเจน มันเหมือนกับผมได้เล่นว่าวอยู่จริง ๆ เมื่อลมพัดกล้าในเมืองที่ผมเคยอาศัยอยู่

           ผมดื่มด่ำอยู่กับความทรงจำในอดีตอยู่ครู่หนึ่งจนผมลืมช่วงกาลเวลาขณะนั้นอย่างสนิท
            ผมได้ยินดอนเกนาโรตะโกนอะไรบางอย่างเสียงดังโหวกเหวก ผมเห็นหมวกผกขึ้นผกลง และขณะนั้นมันตกลงมายังพื้นดินตรงจุดที่รถของผมจอดอยู่ มันตกลงมาด้วยความเร็วจนผมมองไม่เห็นภาพอันชัดเจนว่าอะไรเกิดขึ้น ผมรู้สึกหัวหมุนและใจลอย จิตของผมหมกมุ่นอยู่กับภาพที่สับสนว่า ผมเห็นหมวกของดอนเกนาโรกลายเป็นรถของผม หรือหมวกใบนั้นตกลงมาบนรถพอดีกันแน่ ผมอยากจะเชื่อในข้อหลังคือ ดอนเกนาโรใช้หมวกของแกชี้ว่ารถของผมอยู่ตรงไหน ไม่ว่ามันจะเป็นเช่นไร สิ่งนี้ก็พิลึกพิลั่นน่าพิศวงเท่ากับอีกสิ่งหนึ่งนั่นเอง แต่เหมือนกับที่แล้วๆ มา จิตของผมยังคงเกาะยึดอยู่กับรายละเอียดอันปราศจากเหตุผลเพื่อว่าจะคงความสมดุลเดิมๆ เอาไว้
           "อย่าสู้กับมัน" ผมได้ยินดอนฮวนพูด

            ผมรู้สึกว่า สิ่งหนึ่งที่อยู่ในตัวของผมกำลังจะปรากฏออกมา ความคิดและภาพต่างๆ เกิดเนื่องกันเป็นลูกคลื่นโดยไม่อาจควบคุมไว้ได้เลยเหมือนกับว่าผมหลับไป ผมตาค้างจ้องมองดูรถ พูดอะไรไม่ออก มันจอดอยู่บนที่ราบมีก้อนหินตั้งอยู่ทั่วไปห่างจากผมประมาณ ๑๐๐ ฟุต มันเหมือนกับว่าใครคนหนึ่งเพิ่งเอามันมาวางไว้ตรงนั้น ผมวิ่งไปที่รถแล้วตรวจดูทุกสิ่ง
           "ไอ้ห่..........!" ดอนฮวนอุทานออกมา "อย่าจ้องดูรถ แต่จง หยุดโลก เสีย!"
           ต่อจากนั้นผมได้ยินเสียงของดอนฮวนตะโกนออกมาเหมือนกับอยู่ในความฝันว่า
           "หมวกของเกนาโร! หมวกของเกนาโร!"

           ผมมองดูสองคนนั้น พวกเขาจ้องตรงมายังตัวผม ผมปวดหัวขึ้นมาทันทีและรู้สึกว่าจับไข้
           ดอนฮวนและดอนเกนาโรมองมาทางผมอย่างสงสัย ผมทรุดนั่งลงข้างตัวรถครู่หนึ่ง และต่อมาเกือบจะเป็นไปโดยอัตโนมัติ ผมเปิดประตูรถให้ดอนเกนาโรนั่งที่เบาะด้านหลัง ดอนฮวนก้าวตามเข้าไปและนั่งข้างดอนเกนาโร ผมคิดว่านั่นเป็นเรื่องที่แปลกมาก เพราะตามปกติดอนฮวนจะนั่งที่เบาะนั่งด้านหน้าเสมอไป

           ผมขับรถไปที่บ้านของดอนฮวนในสภาพที่มึนงง ผมไม่ได้เป็นตัวของตัวเองเลย กระเพาะของผมผิดปกติเป็นอย่างมาก และความรู้สึกคลื่นเหียนอยากจะอาเจียนออกมาได้ ทำให้ความสุขุมรอบคอบลดน้อยถอยลง ผมขับรถเหมือนกับเป็นเครื่องจักรกลชนิดหนึ่ง
           ผมได้ยินเสียงของดอนฮวนและดอนเกนาโรหัวเราะกันดังๆ และบางคราวก็ปล่อยเสียงคิกๆ ออกมาเหมือนกับเด็ก ผมได้ยินดอนฮวนถามออกมาว่า
           "ใกล้จะถึงหรือยังล่ะ"
           ตอนนี้เองที่ผมตั้งใจดูที่ถนน เราใกล้จะถึงตัวบ้านแล้วจริงๆ
           "ใกล้จะถึงแล้วละ" ผมพึมพำออกมา
           ทั้งสองหัวเราะก้องออกมา พร้อมกับปรบมือและตบที่สะโพก

           เมื่อเรามาถึงบ้าน ผมกระโดดลงจากรถอย่างกับเครื่องจักรแล้วเปิดประตูให้กับหมอผีทั้งสอง ดอนเกนาโรก้าวออกมาเป็นคนแรกพร้อมกับแสดงความยินดีกับผมในสิ่งที่แกบอกว่าเป็นการนั่งรถที่ราบเรียบ สบายที่สุดเท่าที่แกเคยประสบมาในชีวิต ดอนฮวนก็พูดอย่างเดียวกัน ผมไม่ใส่ใจกับทั้งสองคนนั้นมากนัก
            ผมล็อคประตูรถและจอดมันไว้เกือบชิดกับตัวบ้าน ได้ยินดอนฮวนและดอนเกนาโรหัวเราะดังก้อง ก่อนที่ผมจะเคลิ้มหลับไป





     TOP BOTTOM

             


             
             
             
๑๙. หยุดโลก



            เช้าของวันต่อมาในทันทีที่ผมตื่นขึ้นผมเริ่มถามปัญหาต่างๆกับดอนฮวน แกกำลังตัดไม้ฟืนอยู่หลังบ้าน ส่วนดอนเกนาโรไม่ทราบว่าไปไหน ดอนฮวนบอกว่าไม่มีอะไรจะพูดอีกแล้ว ผมชี้ให้แกเห็นว่า ผมประสบผลสำเร็จในการอยู่เฉยๆ และเฝ้าดู "การว่ายน้ำบนพื้น" ของดอนเกนาโรโดยไม่อยากหรือปรารถนาในคำอธิบายใดๆ ทั้งสิ้น แต่การควบคุมตัวเองเช่นนั้นไม่ได้ช่วยให้ผมเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด ต่อมาเมื่อรถหายไป ผมกลับหมกมุ่นกับการแสวงหาคำอธิบายที่สมเหตุสมผลขึ้นมาอีกโดยอัตโนมัติ แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยให้ผมเข้าใจอีกเช่นกัน
           ผมบอกกับดอนฮวนว่า การยืนกรานในอันที่จะพบกับคำอธิบายในเรื่องต่างๆ ของผมนั้น หาใช่สิ่งที่ผมหาอุบายบ่ายเบี่ยงโดยปราศจากเหตุผลเพียงเพื่อจะทำให้ยุ่งยากขึ้นมา แต่มันเป็นสิ่งที่ฝังลึกอยู่ในตัวของผม ซึ่งมีอำนาจเหนือสิ่งที่น่าจะเลือกกระทำอย่างอื่นทั้งหมด
            "มันเหมือนกับเชื้อโรค" ผมบอก
           "ไม่มีเชื้อโรคอะไรหรอก" ดอนฮวนพูดอย่างสงบ "มีเพียงการปล่อยตามใจตัวเองเท่านั้น และคุณปล่อยตัวเองให้กับความพยายามที่จะอธิบายทุกสิ่งทุกอย่าง คำอธิบายจะไม่มีความจำเป็นอีกต่อไปแล้วในกรณีของคุณ"

           ผมยืนกรานว่า ผมจะทำสิ่งต่างๆ ได้ก็ต่อเมื่อตกอยู่ในสภาวะของความเป็นระเบียบและมีความเข้าใจเท่านั้น ผมเตือนให้แกระลึกขึ้นมาถึงการเปลี่ยนแปลงบุคลิกของผมชนิดที่น่าใจหายใจคว่ำในช่วงที่เราเกี่ยวข้องกัน และเงื่อนไขที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นได้ ก็เนื่องจากการที่ผมสามารถบอกกับตัวเหตุผลต่าง ๆ ว่าจะเปลี่ยนแปลงไปทำไม
           ดอนฮวนหัวเราะออกมาเบา ๆ และไม่พูดอะไรเลยอยู่นาน

           "คุณเป็นคนฉลาดมาก" แกกล่าวออกมาในที่สุด "คุณย้อนกลับไปสู่จุดที่คุณตั้งต้นได้เสมอไป แต่คราวนี้คุณจบเห่แน ่ๆ ไม่มีที่ที่คุณจะย้อนกลับไปอีกแล้ว ไม่ว่าเกนาโรจะทำอะไรกับคุณเมื่อวานนี้ แกทำกับร่างกายของคุณ ดังนั้นให้ร่างกายของคุณตัดสินว่าอะไรเป็นอะไร"
           น้ำเสียงที่ดอนฮวนพูดนั้นเป็นกันเอง แต่ไม่มีลักษณะผูกพันน่าประหลาดที่สุด และนั่นทำให้ผมรู้สึกเหงามาก ผมบอกถึงความเศร้าที่เกิดขึ้น ดอนฮวนหัวเราะ แกฉวยข้อมือของผมไว้แน่น
           "เราทั้งสองคือสัตว์โลกที่กำลังจะตาย" แกพูดค่อยๆ "ไม่มีเวลาสำหรับสิ่งที่เคยเป็นอีกต่อไปแล้ว ตอนนี้คุณต้องใช้ทุกสิ่งที่เกี่ยวกับ การไม่-กระทำ ที่ผมเคยสอนคุณ และ หยุดโลก เสีย"

           ดอนฮวนฉวยข้อมือของผมไว้อีก สัมผัสของแกแน่นแฟ้นและเป็นกันเอง มันเหมือนกับคำมั่นที่ว่า แกใส่ใจและมีความรักในตัวผม และในขณะเดียวกันนั้นสัมผัสดังกล่าวทำให้ผมรู้ถึงจุดมุ่งหมายประการหนึ่งที่มั่นคงไม่มีการเปลี่ยนแปลง
           "นี่เป็นท่าแนะของผมสำหรับคุณ" แกพูดพลางบีบข้อมือของผมแน่นแฟ้นชั่วขณะหนึ่ง "ตอนนี้คุณต้องเดินทางโดยลำพังคนเดียวสู่ขุนเขาอันเป็นเสมือนมิตรเหล่านั้น"
           แกไหวลูกคางชี้ไปยังเทือกเขาไกลออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ แกบอกว่า ผมต้องอยู่ที่นั่นจนกว่าร่างกายของผมจะบอกให้กลับแล้วจึงเดินทางกลับมายังบ้านของแก แกทำท่าให้ผมรู้ว่าไม่ต้องการจะพูดอะไรอีกต่อไปหรือให้รอนานกว่านี้ แกผลักผมเบา ๆ ไปยังทิศที่รถของผมจอดอยู่
           "ผมน่าจะทำอะไรบ้างที่นั่น" ผมถาม
           ดอนฮวนไม่ตอบ แต่มองมาแล้วสั่นศีรษะ
           "เรื่องนี้พอกันที" แกพูดออกมาในที่สุดแล้วแกชี้ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ "ไปที่นั่น" แกพูดตัดปัญหา

           ผมขับรถไปตามทางทิศใต้แล้ววกไปทางทิศตะวันออกตามถนนที่เคยร่วมเดินทางกับดอนฮวนบ่อย ๆ ผมจอดรถไว้แถวบริเวณสุดโรยกรวดแล้วออกเดินไปตามทางเดินที่เคยเดินมาแล้ว จนกระทั่งถึงที่ราบสูง ผมคิดไม่ออกว่าจะทำอะไรที่นั่น ผมเดินลดเลี้ยวไปมาเพื่อมองหาที่พัก ทันใดนั้นผมสัมผัสกับบริเวณเล็ก ๆ ที่อยู่ทางซ้ายมือ ดูเหมือนว่าส่วนประกอบของดินในที่ตรงนั้นแตกต่างจากที่อื่น ๆ แต่เมื่อผมเพ่งดูจัง ๆ ก็ไม่มีอะไรปรากฏออกมาทำให้แตกต่างจากบริเวณอื่น ผมยืนห่างจากที่ตรงนั้นไม่กี่ฟุต และพยายามที่จะ "ทำความรู้สึก" อย่างที่ดอนฮวนเคยบอก

           ผมยืนนิ่งอยู่ประมาณหนึ่งชั่วโมง ความคิดของผมลดน้อยลงไปตามลำดับจนกระทั่งผมไม่คุยจ้อกับตัวเองอีกต่อไป ต่อมาผมรู้สึกหงุดหงิด ความรู้สึกชนิดนี้ดูจะมีขอบเขตในบริเวณท้อง และมันรู้สึกชัดขึ้นเมื่อผมหันไปทางบริเวณดังกล่าว ผมถูกมันผลักไสและบีบบับคับให้เดินจากไป ผมเริ่มกวาดตาดูบริเวณโดยรอบด้วยการหรี่ตา และเมื่อเดินมาได้ครู่หนึ่งก็พบหินแบนก้อนโต ผมหยุดยืนหน้าหินก้อนนี้ มันไม่มีลักษณะที่เด่นเป็นพิเศษที่จะทำให้ผมชอบขึ้นมาได้ ผมไม่เห็นสีที่ต่างออกไปหรือเป็นแสงที่ปรากฏออกมาจากหินก้อนนี้ แต่ก็ชอบมัน ร่างกายของผมรู้สึกสบายดี ผมรู้สึกอบอุ่นทางกาย และนั่งลงตรงนั้นครู่หนึ่ง
           ผมเดินลดเลี้ยวต่อไปตามที่ราบสูงนั้นและตามเทือกเขาที่อยู่โดยรอบตลอดทั้งวันโดยไม่ทราบว่าจะทำอะไรหรือหวังในสิ่งใด ผมกลับมายังหินแบนก้อนนั้นเมื่อใกล้ค่ำ ผมรู้ว่าถ้าหากผมนอนที่นั่นผมจะปลอดภัย

           วันต่อมาผมเสี่ยงเดินเข้าไปทางทิศตะวันออกสู่เทือกเขาสูงในแถบนั้น เมื่อเวลาบ่ายคล้อยผมมาถึงที่ราบสูงมากแห่งหนึ่ง ผมคิดว่าเคยมาที่นี่มาก่อน ผมมองไปรอบๆ เพื่อปรับทิศทางแต่ผมก็จำยอดเขาที่อยู่รอบ ๆ ไม่ได้ และหลังจากที่ได้เลือกที่พักอย่างระมัดระวัง ผมนั่งลงตรงขอบของลานหินโล่งแห่งหนึ่ง ที่ตรงนั้นทำให้ผมอบอุ่นและสงบ ผมพยายามที่จะเทอาหารออกมาจากลูกน้ำเต้า แต่อาหารหมดเกลี้ยงไปแล้ว ผมดื่มน้ำเล็กน้อยน้ำนั้นอุ่นและมีกลิ่นอับ ผมคิดว่าไม่มีอะไรที่จะทำอีกนอกเสียจากกลับไปยังบ้านของดอนฮวน และเริ่มเกิดสงสัยขึ้นมาว่าจะกลับในตอนนี้เลยจะดีหรือไม่
           ผมนอนตะแคงลงไป เอาหัววางไว้บนแขน ผมรู้สึกไม่ค่อยสบายนักและเปลี่ยนท่าอยู่หลายครั้งจนผมหันศีรษะไปทางทิศตะวันตก ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลงไปมากแล้ว ดวงตาของผมเหนื่อยอ่อน ผมมองลงไปที่พื้นและเห็นแมลงปีกแข็งสีดำตัวโตตัวหนึ่ง มันเดินออกมาหลังหินก้อนเล็ก ๆ พร้อมกับดันก้อนมูลสัตว์กลมๆ ใหญ่กว่าตัวของมันถึงสองเท่า ผมมองดูการเคลื่อนไหวของมันอยู่นาน
           แมลงตัวนั้นก็ดูจะไม่สนใจในการที่ผมอยู่ที่นั่น และคงดันก้อนกลมๆ นั้นข้ามก้อนหินรากไม้ หลุมและโหนกดินไปเรื่อย ๆ ผมคิดว่า แมลงตัวนี้ไม่รู้สึกเลยว่าผมอยู่ที่นั่น ความคิดเกิดขึ้นมาอีกว่าบางทีผมก็ไม่อาจจะแน่ใจได้หรอกว่ามันจะไม่รู้ว่าผมอยู่ที่นี่ ความคิดผุดขึ้นอย่างมากมายเกี่ยวกับการให้ค่าสิ่งต่างๆ โดยทั่วไปในโลกของแมลงซึ่งแตกต่างตรงกันข้ามกับการให้ค่าอย่างของผม แมลงปีกแข็งตัวนี้และผมเองอยู่ในโลกลูกเดียวกัน แต่เห็นได้ชัดว่าโลกลูกนี้แตกต่างกันมากสำหรับเราทั้งสอง ผมดื่มด่ำอยู่กับการเฝ้าดูแมลงตัวนี้ และรู้สึกอัศจรรย์ใจในเรี่ยวแรงมหาศาลที่มันยกน้ำหนักมากมายข้ามก้อนหินและลงไปตามรอยแยก

           ผมสังเกตแมลงตัวนั้นอยู่นาน และทันใดนั้นผมรู้สึกในความเงียบรอบ ๆ ตัว มีเพียงเสียงลมเท่านั้นที่พัดซู่ไปตามกิ่งและใบของต้นไม้ในป่าละเมาะ ผมเงยหน้าขึ้นและหันไปทางซ้ายในทันทีโดยไม่ตั้งใจก็เห็นเงาจาง ๆ หรืออะไรบางอย่างแวบหนึ่งบนก้อนหินที่อยู่ห่างออกไปไม่กี่ฟุต แรกทีเดียวผมไม่สนใจกับมันเลย แต่ต่อมาผมรู้ว่าการไหวตัวแวบหนึ่งที่เห็นนั้นเกิดขึ้นทางซ้ายมือของผม ผมหันไปดูอย่างรวดเร็วอีกครั้งและเห็นชัดว่ามีเงาเงาหนึ่งอยู่บนก้อนหิน ผมรู้สึกขนลุกขนพองที่เห็นว่าในทันใดนั้นเงาชนิดนั้นเลื่อนลงมาที่พื้นดิน และแผ่นดินดูดซับเอามันเข้าไปเหมือนกับกระดาษซับดูดเอาหมึกเข้าไปฉะนั้น ความเย็นเยียบชนิดหนึ่งแล่นผ่านไปตามกระดูกสันหลังของผม ความคิดผุดขึ้นมาว่า ความตายกำลังเฝ้าดูผมและแมลงปีกแข็งตัวนั้นอยู่

           ผมมองหาแมลงตัวนั้น แต่ผมก็หามันไม่พบ ผมคิดว่ามันคงไปถึงที่หมายของมันแล้ว และมันได้กลิ้งก้อนมูลสัตว์ลงไปในรูบนผืนดินเรียบร้อยแล้ว ผมแนบหน้าลงบนแผ่นหินที่ราบเรียบนั้น
           เจ้าแมลงปีกแข็งโผล่ขึ้นมาจากรูลึก และหยุดอยู่เบื้องหน้าของผมห่างออกไปประมาณ ๒-๓ นิ้ว ดูเหมือนมันจะมองมาทางผมและขณะนั้นเองที่ผมรู้สึกว่ามันรู้ถึงการปรากฏตัวของผมด้วย บางทีคงจะรู้เหมือนกับที่ผมรู้ถึงการปรากฏตัวของความตายของผม ผมตัวสั่นขึ้นมา แมลงปีกแข็งตัวนี้และตัวผมไม่มีความแตกต่างกันเลย ความตายซึ่งเหมือนกับเงากำลังตามล่าเราอยู่เบื้องหลังก้อนหินใหญ่ก้อนนั้น ผมรู้สึกเปี่ยมไปด้วยปีติชั่วขณะหนึ่ง แมลงปีกแข็งตัวนี้และตัวผมมีความเท่าเทียมกัน เราไม่ได้ดีกว่ากันและกันเลย ความตายของเราทำให้เราเท่าเทียมกัน

           ความปลื้มใจและปีติปราโมทย์เต็มตื้นขึ้นมาในใจของผมจนทำให้ผมร้องไห้ออกมา ดอนฮวนพูดถูกแล้ว แกพูดถูกเสมอไปแหละ ผมอยู่ในโลกที่ลึกลับ และเหมือนกับคนทุกคน ผมเองก็เป็นชีวิตที่เต็มไปด้วยความลึกลับที่สุด แต่แม้จะเป็นเช่นนั้นผมก็ไม่มีความสำคัญมากกว่าแมลงปีกแข็งตัวหนึ่ง ผมเอามือมาเช็ดลูกตา และในขณะที่ผมเอาหลังมือถูกลูกตาอยู่นั้นผมมองเห็นชายคนหนึ่ง หรือคงเป็นสิ่งหนึ่งซึ่งมีรูปร่างเหมือนกับผู้ชาย มันปรากฏตัวห่างออกไปประมาณ ๕๐ หลาทางด้านขวามือของผม
           ผมลุกขึ้นนั่งตัวตรงแล้วเพ่งดู ดวงอาทิตย์เกือบจรดขอบฟ้าและเรืองแสงสีทองของมันทำให้ผมมองเห็นไม่ชัด ผมได้ยินเสียงครางกระหึ่มประหลาดมากดังอยู่ชั่วครู่ มันเหมือนกับเสียงเครื่องบินไอพ่นที่อยู่ในระยะไกล ขณะที่ผมเงี่ยหูลงฟังนั้น เสียงดังกระหึ่มดังเป็นเสียงวี้ดแหลมเหมือนกับโลหะเสียดสีกันอยู่เป็นเวลานาน ต่อมามันดังค่อยลงเป็นเสียงไพเราะอ่อนหวานน่าจับใจ เสียงหวานระรื่นนั้นเหมือนกับการสั่นของเครื่องเสียงไฟฟ้า ผมมองเห็นภาพบริเวณที่มีประจุไฟฟ้าสองแห่งเลื่อนเข้ามาหากัน หรือวัตถุไฟฟ้าที่เป็นแท่งสี่เหลี่ยมตันสองอันกำลังเสียดสีกันอยู่ ต่อมาเมื่อถูกกดให้หยุดด้วยนิ้วหัวแม่มือแท่งทั้งสองนั้นก่ายกันอยู่ในระดับเดียวกัน
           ผมเพ่งดูอีกให้ชัดขึ้นว่ามีคนคนหนึ่งซ่อนอยู่ที่นั่นหรือไม่ แต่ผมเห็นเพียงเงาดำทาบอยู่กับพุ่มไม้ ผมเอามือมาป้องลูกตา และแสงจ้าของดวงอาทิตย์เปลี่ยนไปในทันที ผมจึงทราบว่าสิ่งที่ผมเห็นนั้นเป็นเพียงภาพลวงตา เป็นเงาและการไหวไปมาของใบไม้เท่านั้นเอง

            ผมเบนสายตาออกจากที่ตรงนั้น และมองเห็นหมาป่าไคโยติกำลังวิ่งตัดทุ่งหญ้ามาช้า ๆ หมาไคโยติอยู่แถวจุดที่ผมคิดว่ามองเห็นผู้ชายคนนั้น มันวิ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ ๕๐ หลาทางด้านทิศใต้ ต่อมามันหยุดวิ่ง เลี้ยวตัวและเดินมายังผม ผมตะโกนไล่มันไปสองครั้ง แต่มันยังคงเดินเข้ามา
           ผมรู้สึกกลัวขึ้นมา ผมคิดว่ามันอาจจะเป็นหมาบ้าก็ได้ และใคร่ครวญถึงว่าจะเก็บเอาก้อนหินมาไว้เพื่อป้องกันตัวเมื่อถูกจู่โจม แต่เมื่อหมาไคโยติอยู่ห่างออกไปประมาณ ๑๐-๑๕ ฟุตผมก็เห็นว่ามันไม่มีลักษณะลุกลนแต่อย่างใด ตรงกันข้ามมันดูสงบและไม่น่าหวาดกลัว มันเดินช้าลงและมาหยุดห่างจากผมสี่หรือห้าฟุตเท่านั้น เรามองดูกันและกัน มันขยับเข้ามาใกล้อีก

           นัยน์ตาสีน้ำตาลของมันสดใสและแสดงความเป็นเพื่อน ผมนั่งลงบนก้อนหินและหมาป่าไคโยติยืนอยู่ชิดกับผม ผมพูดไม่ออก ผมไม่เคยเห็นหมาป่าไคโยติใกล้ขนาดนี้มาก่อนและสิ่งเดียวที่ผมคิดได้ในขณะนั้นคือ พูดกับมัน ผมกล่าวออกมาเหมือนดังว่าพูดกับสุนัขเลี้ยง และต่อมาผมคิดว่าหมาป่าไคโยติ "พูด" ตอบผม ผมมั่นใจว่ามันพูดกับผมจริงๆ
           ผมรู้สึกสับสนแต่ผมก็ไม่มีเวลาที่จะมาพิจารณาถึงความรู้สึกต่างๆ ที่เกิดขึ้นเพราะมัน "พูด" ขึ้นมาอีก มันไม่ใช่การที่สัตว์ออกเสียงพูดอะไรออกมาในลักษณะที่ผมคุ้นอยู่กับการออกเสียงพูดของมนุษย์ มันน่าจะเป็น "ความรู้สึก" ว่ามันกำลังพูดอยู่ แต่มันก็ไม่ใช่ความรู้สึกที่เรามีต่อสัตว์เลี้ยงขณะที่เราสัมพันธ์กับมันอีกด้วย หมาป่าไคโยติพูดออกมาจริงๆ มันถ่ายทอดความคิด และการสื่อความหมายนั้นออกมาในลักษณะคล้ายคลึงกับรูปประโยค
           ผมถามว่า "สบายดีหรือ หมาป่าน้อย" และผมคิดว่ามันตอบ
           "ผมสบายดี แล้วคุณล่ะครับ" หมาป่าไคโยติพูดประโยคนั้นซ้ำขึ้นมาอีกทำให้ผมผลุดลุกขึ้นมาทันที สัตว์ป่าตัวนั้นไม่ไหวตัวแม้แต่น้อย มันไม่สะดุ้งเอาเลยเมื่อผมลุกขึ้นอย่างกะทันหัน

           นัยน์ตาของมันส่อแววเป็นกันเองและสดใส มันหมอบลงแล้วเงยหน้าขึ้นมาพลางถามขึ้นมาว่า "ทำไมคุณถึงกลัวล่ะ" ผมนั่งลงเบื้องหน้าของมัน และส่งภาษาชนิดที่พิลึกพิลั่นที่สุดเท่าที่ผมเคยพูดคุยมา ในที่สุดมันถามว่าผมมาที่นี่ทำไม ผมตอบว่าผมมาที่นี่เพื่อ "หยุดโลก" มันตอบว่า "Que bueno" และคำตอบนั้นทำให้ผมทราบว่าหมาป่าตัวนี้พูดได้สองภาษา มันใช้คำนามและกิริยาเป็นภาษาอังกฤษ แต่ใช้คำสันธานและคำอุทานเป็นภาษาเสปน
           ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาว่าผมอยู่กับหมาป่าไคโยติที่เป็นชิคาโน ผมหัวเราะให้กับเรื่องตลกบ้า ๆ ทั้งหมดนี้ และผมหัวเราะอย่างหนักแทบจะชักลงไปทีเดียว ต่อมาน้ำหนักของความเป็นไปไม่ได้ในเรื่องทั้งหมดนี้โถมทับเข้ามาและจิตของผมเริ่มซัดส่าย
           หมาป่าไคโยติลุกขึ้น และนัยน์ตาของเราประสานกัน ผมจ้องเขม็งเข้าไปในดวงตาของมัน ผมรู้สึกว่าดวงตาของมันดึงผมเข้าไป และทันใดนั้นสัตว์ป่าที่อยู่เบื้องหน้าของผมก็สุกปลั่งรุ่งเรืองขึ้น มันเหมือนกับว่าจิตของผมย้อนกลับไปเล่นอยู่กับความจำของเหตุการณ์ครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้นเมื่อสิบปีก่อน ในคราวนั้นเมื่อเสพสมุนไพรเปโยติเข้าไปแล้วผมเห็นสุนัขธรรมดาแปรรูปไปเป็นสัตว์ที่มีร่างเรื่อเรืองชนิดที่ผมจะลืมไม่ได้เลย ราวกับว่าหมาป่าไคโยติตัวนี้กระตุ้นให้จำได้ถึงความหลังในครั้งนั้น และความทรงจำในอุบัติการณ์ที่ผ่านมาแล้วนั้นถูกเรียกกลับมาอีกและทาบทับลงไปกับร่างของหมาป่าไคโยติตัวนี้ มันเป็นชีวิตที่เลื่อนไหล เป็นของเหลวและรุ่งเรือง ร่างที่เรืองรองของมันทำให้แสบตา ผมอยากเอามือมาปิดที่หน้าเพื่อป้องแสงชนิดนั้น แต่ผมขยับไม่ได้เลย ชีวิตที่รุ่งเรืองนั้นสัมผัสเข้ากับส่วนหนึ่งซึ่งไม่อาจหยั่งรู้ในร่างกายของผม และร่างกายของผมสัมผัสกับความอบอุ่นและความสบายอันมหัศจรรย์ยิ่งนั้นจนรู้สึกเหมือนกับว่า สัมผัสอันนั้นจะทำให้ผมระเบิด ผมตัวแข็งทื่อ และไม่รู้สึกที่เท้า ขา หรือส่วนอื่นๆ ของร่างกาย แต่แม้จะรู้สึกเช่นนั้นก็ยังมีสิ่งหนึ่งที่มาทำให้ผมนั่งตัวตรงอยู่ได้

           ผมไม่รู้ว่านั่งอยู่ในท่านั้นนานเท่าใด ในขณะเช่นนั้นหมาป่าไคโยติที่เรืองรองและเนินเขาที่ผมยืนอยู่ละลายหายไป ผมไม่มีความนึกคิด ไม่มีความรู้สึก ทุกสิ่งทุกอย่างถูกกวาดออกไปและผมล่องลอยไปอย่างมีอิสระ
           ทันใดนั้นผมรู้สึกว่าสิ่งหนึ่งกระทบเข้ากับร่างของผม และสิ่งหนึ่งที่โอบล้อมเข้ามาจุดให้มันเรื่อเรืองขึ้น ตอนนี้ผมรู้สึกได้ว่าดวงอาทิตย์ฉายแสงลงมายังร่างของผม ผมมองเห็นเทือกเขาทางทิศตะวันตกอย่างลางเลือนดวงอาทิตย์อยู่จรดขอบฟ้า ผมมองตรงเข้าไป และ ผมมองเห็น "เส้นใยของโลก" ผมรู้สึกได้จริงๆ ถึงเส้นสีขาวเรื่อเรืองพิเศษที่สุดยอดประสานโยงใยทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัว ในขณะหนึ่งนั้นผมคิดว่าผมรู้สึกถึงแสงแดดหักเหผ่านขนตาของผมเข้ามา ผมกระพริบตาแล้วมองออกไป เส้นใยเหล่านั้นยังมีอยู่เหมือนเดิมและทาบทับลงไป หรือพุ่งออกมาจากทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่โดยรอบ ผมหันไปโดยรอบเพื่อตรวจดูโลกชนิดใหม่อันแสนจะมหัศจรรย์ เส้นใยเหล่านั้นมองเห็นได้และคงที่แม้ว่าผมหันไปยังทิศตรงกันข้ามกับดวงอาทิตย์

           ผมอยู่บนยอดเนินแห่งนั้นในสภาวะที่ดื่มด่ำ เพราะสิ่งที่ปรากฏนั้นดูจะปราศจากกาล แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นอาจจะใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ซึ่งบางทีคงนานเท่ากับช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์ฉายลำแสงสุดท้ายก่อนที่จะลับขอบฟ้าลงไปเท่านั้นกระมัง
           แต่สำหรับผมมันดูจะเป็นเวลาอันไม่สิ้นสุด ผมรู้สึกในบางสิ่งที่อบอุ่นและปลอบประโลมเอิบอาบออกมาจากโลกและร่างกายของผม ผมรู้ว่าผมพบกับความลับแล้ว มันง่ายนิดเดียว ผมประสบกับกระแสของความรู้สึกมากมายที่ไม่รู้จักถาโถมเข้ามา ไม่เคยมีคราวใดในชีวิตของผมที่ได้พบกับความปลาบปลื้มอันมหัศจรรย์ พบกับความสงบสันติ พบกับความเข้าใจอันเป็นทั้งหมดเช่นนี้ และแม้จะรู้สึกเช่นนั้นผมก็ไม่สามารถบรรยายความลึกลับที่พบนี้ให้เป็นคำพูดได้เลย ไม่สามารถแม้จะนำมาคิด แต่ร่างกายของผมรู้จักมันดี

           ต่อมาผมคงหลับไป หรือไม่ก็เป็นลมหมดสติไป เมื่อรู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งนั้น ผมนอนอยู่บนก้อนหิน ผมยืนขึ้น โลกก็ยังเป็นโลกที่ผมเคยเห็น เวลาใกล้จะมืดแล้วและผมเดินกลับมายังรถเหมือนกับว่าเป็นเครื่องจักร


           เมื่อผมกลับมาถึงในเช้าของวันต่อมา ดอนฮวนอยู่ในบ้านคนเดียว ผมถามถึงดอนเกนาโร ดอนฮวนบอกว่าแกไปทำธุระบางอย่างแถวนั้นเอง ผมเล่าถึงประสบการณ์พิเศษที่เกิดขึ้นกับผมให้ดอนฮวนฟังในทันที
           "คุณ หยุดโลก ได้เท่านั้นเอง" แกให้ข้อสังเกตเมื่อผมเล่า เราเงียบกันไปชั่วครู่

           ต่อมาดอนฮวนบอกว่าผมน่าจะขอบคุณดอนเกนาโรที่ได้ช่วยเหลือผม ดอนฮวนดูจะพออกพอใจผมเป็นพิเศษ แกตบหลังของผมครั้งแล้วครั้งเล่าและหัวเราะคัก ๆ ออกมา
           "แต่นึกไม่ถึงเลยว่าหมาป่าไคโยติจะพูดได้" ผมพูด
           "มันไม่ได้พูด" ดอนฮวนบอก
           "ถ้าอย่างนั้นมันทำอะไรล่ะ"
           "ร่างกายของคุณเข้าใจเป็นครั้งแรก แต่คุณสังเกตพลาดไปในข้อที่ว่ามันไม่ใช่หมาป่าไคโยติหรอก ถ้าจะพูดไป และมันไม่ใช่การพูดคุยในลักษณะเดียวกับที่คุณพูดกับผมอย่างแน่นอน"
           "แต่หมาป่าตัวนั้นพูดจริง ๆ นี่นาดอนฮวน!"
           "เอาละตอนนี้ขอให้ดูว่าใครล่ะ ที่กำลังพูดเหมือนคนบ้าบัดซบ จากการที่ได้เรียนรู้มามากมายหลายปี คุณก็น่าจะรู้มากขึ้นเมื่อวานนี้คุณได้ หยุดโลก และคุณอาจจะ เห็น แล้วด้วย ชีวิตที่มหัศจรรย์นั้นบอกบางสิ่งกับคุณ และร่างกายของคุณสามารถเข้าใจในสิ่งนั้นได้เพราะโลกได้แตกทำลายลง"

           "โลกก็เหมือนกับที่มันเป็นอยู่เดี๋ยวนี้นั่นแหละดอนฮวน"
           "ไม่หรอก มันไม่เหมือนกันเลย วันนี้พวกหมาป่าไคโยติไม่มาบอกอะไรกับคุณและคุณไม่สามารถ มองเห็น เส้นใยของโลก แต่เมื่อวานนี้คุณทำสิ่งเหล่านั้นได้เพียงเพราะว่าบางสิ่งในตัวของคุณหยุดลง"
           "อะไรล่ะในตัวของผมที่หยุดลง"
           "สิ่งที่หยุดลงในตัวของคุณเมื่อวานนี้คือ สิ่งที่ผู้คนบอกกับคุณว่าโลกนี้เป็นเช่นไร คุณพอมองเห็นหรือยังว่าผู้คนบอกกับเราว่าโลกเป็นเช่นนั้นเช่นนี้นับตั้งแต่วันที่เราเกิด และเป็นธรรมดาอยู่เองที่เราไม่มีทางเลือกเลยนอกจากจะเห็นโลกในลักษณะเดียวกันกับที่ผู้อื่นบอกเราไว้"
           เรามองดูกันและกัน

           "เมื่อวานนี้ โลกเป็นดังที่หมอผีทั้งหลายบอกกับคุณว่าเป็นเช่นไร" ดอนฮวนพูดต่อ "ในโลกชนิดนั้น หมาป่าไคโยติพูดได้ งูกะปะ ต้นไม้และสิ่งมีชีวิตทั้งหลายก็พูดได้เช่นเดียวกัน แต่สิ่งที่ผมต้องการให้คุณได้เรียนรู้คือ การเห็น บางทีในตอนนี้คุณทราบแล้วว่า การเห็น เกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคุณด้องมองเข้าไปในทั้งสองโลก คือ โลกของคนธรรมดาและโลกของหมอผี ตอนนี้คุณพรวดพราดเข้าไปตรงจุดกึ่งกลางของโลกทั้งสองนั้น เมื่อวานนี้ คุณเชื่อว่าหมาป่าตัวนั้นพูดกับคุณได้ หมอผีคนใดที่ยังไม่เห็น จะเชื่ออย่างเดียวกัน แต่หมอผีที่ เห็น แล้วจะรู้ว่า การเชื่อเช่นนั้นคือการถูกตรึงเอาไว้ในโลกของหมอผี และในทำนองเดียวกัน การไม่เชื่อว่าหมาป่าตัวนั้นพูดได้ก็จะถูกตรึงไว้ในโลกของคนธรรมดา"
           "หมายความว่า ทั้งโลกของคนธรรมดาและโลกของหมอผีไม่จริงใช่ไหมดอนฮวน"
           "โลกทั้งสองนั้นจริง ทั้งสองโลกนั้นสามารถที่จะกระทำกับคุณได้ ยกตัวอย่างเช่น คุณอาจจะถามหมาป่าในเรื่องอะไรก็ได้ที่คุณอยากรู้ และมันจะตอบคำถามของคุณได้ เพียงแต่ว่าส่วนที่น่าสลดใจในเรื่องนี้ก็คือหมาป่านั้นไว้ใจไม่ได้เลย พวกมันเป็นนักหลอกลวง นับว่าเป็นกรรมของคุณ ที่ไม่มีเพื่อนที่พอพึ่งพาอาศัยได้"

           ดอนฮวนอธิบายว่า หมาป่าไคโยติจะเป็นสหายของผมในชีวิตนี้ และในโลกของหมอผีนั้นการมีสหายเป็นหมาป่าเป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา แกบอกว่าน่าจะเป็นอุดมคติทีเดียวสำหรับผมหากว่าจะมีสหายเป็นงูกะปะในเมื่องูกะปะเป็นเพื่อนที่ยิ่งใหญ่ได้
           "ถ้าผมเป็นคุณ" แกพูดต่อไป "ผมจะไม่มีวันเชื่อหมาป่าไคโยติ แต่คุณก็ต่างออกไป คุณอาจเป็นหมอผีหมาป่าก็ได้"
           "หมอผีหมาป่าคือหมอผีชนิดไหนล่ะ ดอนฮวน"
           "หมอผีหมาป่า คือ หมอผีที่ได้รับอะไรหลาย ๆ อย่างจากพี่น้องหมาป่ายังไงล่ะ"
           
           ผมอยากจะถามต่อไป แต่ดอนฮวนทำท่าทางให้ผมหยุดพูด
           "คุณได้เห็นเส้นของโลก" แกกล่าวต่อไป "คุณได้เห็นชีวิตที่รุ่งเรือง ตอนนี้คุณเกือบจะพร้อมแล้วที่จะพบกับพันธมิตรของคุณ คุณรู้แล้วนี่นะว่า ชายคนที่ซ่อนอยู่หลังพุ่มไม้คือพันธมิตรของคุณ คุณได้ยินเสียงครางของมันเหมือนกับเสียงเครื่องบินไอพ่น ชายคนนั้นจะรอพบคุณอยู่ที่ขอบที่ราบ ซึ่งเป็นที่ราบที่ผมจะนำคุณไปด้วยตัวของผมเอง"

           เราเงียบกันไปอีกนาน ดอนฮวนประสานมือไว้ที่หน้าท้อง และนิ้วหัวแม่มือของแกไหวไปมาแทบจะไม่เป็นที่สังเกตเห็นได้
           "เกนาโรจะไปยังหุบเขาแห่งนั้นพร้อมกับเราด้วย" แกพูดขึ้นมาอย่างกะทันหัน "เกนาโรเป็นคนที่ได้ช่วยให้คุณ หยุดโลก"
           ดอนฮวนมองมาทางผมด้วยแววตาที่ทิ่มแทง
            "ผมจะบอกคุณอีกเรื่องหนึ่ง" แกพูดแล้วหัวเราะ "ตอนนี้มันมีความหมายจริง ๆ ขึ้นมาแล้ว เมื่อวันก่อนเกนาโรไม่ได้เคลื่อนรถของคุณออกไปจากโลกของคนธรรมดาหรอก แกทำเพียงบีบให้คุณมองโลกของคนธรรมดานั้น ในลักษณะที่หมอผีทั้งหลายมอง เกนาโรต้องการให้ความเชื่อมั่นของคุณอ่อนตัวลง การทำตลกบ้า ๆ บอ ๆ ของเกนาโรได้บอกกับร่างกายของคุณว่า ความพยายามที่จะอธิบายทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็น เรื่องเหลวไหลไร้สาระ และเมื่อเกนาโรชักว่าวขึ้นไปนั้นคุณเกือบจะ เห็น คุณพบรถของคุณและคุณอยู่ในโลกทั้งสองโลก ส่วนเหตุที่เราเกือบจะม้ามแตกเพราะหัวเราะก็คือว่า คุณคิดอย่างจริงจังขึ้นมาว่าคุณขับรถจากจุดที่เราพบมันเพื่อพาเรากลับบ้าน"

           "แต่ดอนเกนาโรบีบให้ผมเห็นโลกของหมอผีได้อย่างไรล่ะ"
           "ผมอยู่กับเกนาโร และเราทั้งสองรู้จักโลกชนิดนั้น เมื่อใดที่คุณรู้จักโลกชนิดนั้นแล้ว ทั้งหมดที่คุณทำขึ้นเพื่อจะทำให้มันอุบัติขึ้นมาคือ ใช้วงแหวนแห่งพลังพิเศษที่ผมบอกกับคุณแล้วว่าพวกหมอผีมีติดตัว เกนาโรทำมันได้ง่าย ๆ เหมือนกับดีดนิ้วมือ แกทำให้คุณยุ่งอยู่กับการพลิกก้อนหิน เพื่อจะเบนความคิดของคุณ และเพื่อให้ร่างกายของคุณ เห็น"

           ผมบอกกับดอนฮวนว่า เหตุการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้นตลอดช่วงสามวันที่ผ่านมานั้น ทำให้แนวความคิดที่ผมมีต่อโลกบุบสลายลงชนิดที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ผมบอกว่าตลอดสิบปีที่ผมติดต่อสัมพันธ์กับแก ผมไม่เคยรู้สึกรุนแรงขนาดที่ทำให้เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด แม้ในช่วงที่ผมเสพยาสมุนไพรลวงจิตเข้าไป
           "พืชสมุนไพรที่มีพลังเป็นเพียงเครื่องช่วยเท่านั้น" แกบอก "ของจริงอยู่ตรงที่ ร่างกายรู้ขึ้นมาว่ามันสามารถ เห็น นับจากนั้นเท่านั้นที่คุณจะสามารถเข้าใจได้ว่า โลกที่เรามองเห็นอยู่ทุกวันเป็นเพียงคำอธิบายเท่านั้น จุดมุ่งหวังของผมอยู่ตรงที่จะแสดงให้คุณเห็นในเรื่องนี้ แต่นับว่าเป็นโชคร้ายที่คุณมีเวลาเหลืออยู่เพียงเล็กน้อยก่อนที่พันธมิตรจะจัดการกับคุณ"
           "พันธมิตรที่ว่านั้นจะจัดการกับผมด้วยหรือ"
           "ไม่มีทางเลี่ยงจากมันได้หรอก การที่จะ เห็น คุณต้องเรียนรู้วิถีทางในการมองโลกของหมอผี และด้วยเหตุนี้เองพันธมิตรจะต้องถูกเรียกตัวเข้ามา และเมื่อเราทำเช่นนั้น มันก็จะมาหา"
           "คุณสอนให้ผม เห็น โดยไม่เรียกพันธมิตรเข้ามาได้ไหมล่ะ"
           "ไม่ได้หรอก การที่จะ เห็น คุณต้องเรียนรู้ที่จะมองดูโลกในอีกลักษณะหนึ่ง และลักษณะเดียวที่ผมทราบคือ วิถีทางของหมอผี"


ขอออภัยที่เปลี่ยนเสียงจากต้นฉบับเดิมที่สะกดชื่อหมาป่า coyote
จาก"โคโยต" เป็น "ไคโยติ" (ซึ่งยังเป็นรูปคำแบบไทย ๆ อยู่)
The American Heritage Dictionary
of the English Language, Third Edition
แยกการออกเสียงเป็น "ไค-โอ-ที" หรือ "ไค-โอท"



1. A small, wolflike carnivorous animal (Canis latrans) native to western North America
and found in many other regions of the continent. Also called prairie wolf.
2. A firefighter who is sent to battle remote,
usually very severe forest fires, often for days at a time.
[American Spanish, from Nahuatl cóyotl.]





 
  TOP BOTTOM

             


             
             
             
๒๐. จาริกสู่อิกซท์แลน
(อิกซท์แลน เป็นชื่อหมู่บ้านหรือเมืองแห่งสันติสุข อาจมีอยู่จริงเท่าๆกับมีอยู่ในจินตนาการ เรามีชื่อเมืองในลักษณะเดียวกันนี้เช่น ยูโตเปีย สรวงสวรรค์ เมืองนิพพาน หรือแดนศิวโมกขนภาลัย เป็นต้น-ผู้แปล)



             
               อนเกนาโรกลับมาในราวเที่ยงวัน และดอนฮวนเสนอให้เราทั้งสามคน นั่งรถเดินทางไปยังเทือกเขาที่ผมไปมาแล้วในวันก่อน เราออกเดินไปตามทางสายเดิมโดยไม่แวะตรงที่ราบสูงดังที่ผมทำ แต่ปีนต่อไปจนถึงยอดเขาลูกที่ต่ำที่สุด ต่อมาเราเดินลงสู่หุบเขาที่เป็นที่ราบ
           เราหยุดพักกันบนยอดของเนินสูงแห่งนั้น ดอนเกนาโรเป็นคนเลือกที่พัก ดังที่เคยทำในทุกครั้งที่ร่วมเดินทางไปกับหมอผีทั้งสอง ผมนั่งลงทันทีให้ดอนฮวนนั่งทางด้านขวามือ ส่วนดอนเกนาโรนั่งทางซ้ายเป็นรูปสามเหลี่ยม

           ละเมาะไม้ในทะเลทรายอาบความชื้น เป็นประกายสวยงาม ฝนที่ตกลงมาบางเบาในฤดูใบไม้ผลิทำให้พุ่มไม้เหล่านั้นมีสีเขียวสดใส
           "เกนาโรจะบอกบางอย่างกับคุณ" ดอนฮวนพูดโพล่งขึ้นมา "เกนาโร จะเล่าเรื่องราวที่เขาเผชิญกับพันธมิตรเป็นครั้งแรก อย่างนั้นไม่ใช่หรือเกนาโร" ดอนฮวนพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่รบเร้า
           ดอนเกนาโรมองมาทางผมแล้วห่อริมฝีปากเป็นรูกลมๆ แกกระดกลิ้นขึ้นไปติดเพดานแล้วอ้าปากหุบปากพะงาบ ๆ เหมือนกับว่าแกขากเสลดออกมา ดอนฮวนมองดูแล้วหัวเราะออกมาเสียงดัง ผมไม่ทราบว่ามีอะไรเกิดขึ้น
           "แกทำอะไร" ผมถามดอนฮวน
           "แม่ไก่"
           "ดู ดูที่ปากของแก นั่นมันแม่ไก่ลาและมันกำลังจะออกไข่"
           อาการพะงาบ ๆ ที่ปากของดอนเกนาโรถี่ขึ้น นัยน์ตาของแกมีแววประหลาดและผิดปกติมาก ปากของแกอ้าขึ้นราวกับว่าอาการพะงาบ ๆ ปากออก แกทำเสียงครืดคราดในลำคอแล้วเอามือกอดอกให้มือแนบติดกับลำตัวแล้วแกถ่มเสลดออกมาอย่างไม่มีมารยาทอะไรทั้งสิ้น

           "ไอ้ห่....มันไม่ใช่ไข่" แกพูดออกมาด้วยใบหน้าท่าทางจริงจังมาก ท่าทางและสีหน้าของแกน่าขันมาก จนผมอดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้
           "เกนาโรเกือบจะวางไข่แล้วละ บางทีเกนาโรจะเล่าให้คุณฟังถึงเรื่องการเผชิญหน้ากับพันธมิตรของแกได้แล้ว" ดอนฮวนพูดเร่งเร้า
           "บางทีเท่านั้นนะ" ดอนเกนาโรพูดอย่างไม่ค่อยสนใจนเรื่องนี้นัก
           ผมวิงวอนให้แกเล่าให้ผมฟัง

           ดอนเกนาโรยืนขึ้น แกเหยียดแขนแล้วยืดหลัง กระดูกของแกลั่นกรอบแกรบ แล้วก็นั่งลง
            "ผมยังหนุ่มมากเมื่อผมสู้กับพันธมิตรของผม" แกเล่าออกมาในที่สุด "ผมจำได้ว่าขณะนั้นเลยเที่ยงไปเล็กน้อย ผมออกไปยังท้องทุ่งแต่เช้ามืดและผมกำลังเดินกลับบ้าน ทันใดนั้นพันธมิตรเดินออกมาจากหลังพุ่มไม้ แล้วขวางทางผมไว้ เขาคอยผมอยู่แล้วและกล่าวเชิญให้ผมเข้าไปประลองกำลังกัน ผมทำท่าจะหันไปทางอื่นเสียเพื่อเลี่ยงหนีไป แต่ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาว่าผมแข็งแรงพอแล้วนี่นะที่จะสู้กับเขาได้ ผมกลัวเหมือนกันแหละ ความเย็นเยียบแล่นผ่านไปตามกระดูกสันหลังและคอของผมแข็งเหมือนกับไม้กระดาน อย่างไรก็ตาม นั่นจะเป็นสัญญาณที่บอกว่าคุณพร้อมแล้ว ผมหมายถึงเมื่อคอของคุณแข็ง"

           แกเปิดกระดุมเสื้อออกเพื่อให้ผมดูหลังของแก แกเกร็งกล้ามเนื้อที่คอ ที่หลังและที่แขนทั้งสองข้าง ผมเห็นคุณภาพอันเยี่ยมยอดของกล้ามเนื้อในร่างกายของแก มันเหมือนกับว่าความทรงจำในการผจญภัยในครั้งนั้น มาทำให้กล้ามเนื้อทุกส่วนในร่างกายเขม็งตัวขึ้นมา
           "ในสภาวะเช่นนั้น" ดอนเกนาโรเล่าต่อ "คุณต้องหุบปากไว้แน่นเสมอ"
           แกหันไปทางดอนฮวนแล้วถามว่า
           "ถูกไหมล่ะ"
           "ถูกแล้ว" ดอนฮวนตอบเรียบๆ
           "แรงปะทะตอนที่คุณจับพันธมิตรของคุณไว้นั้นแรงมาก จนคุณอาจจะกัดลิ้น หรือฟันกระทบกันจนหลุดออกมาได้ ร่างกายของคุณต้องตั้งตรง ยืนอยู่อย่างมั่นคงและเท้าทั้งสองต้องยึดอยู่กับพื้นอย่างเหนียวแน่น"

            ดอนเกนาโรยืนขึ้นเพื่อแสดงท่าที่ถูกต้องให้ผมดู.....เข่าของแกหย่อนเล็กน้อย แขนทั้งสองข้างห้อยอยู่ข้างลำตัว นิ้วมืองอเล็กน้อย แกอยู่ในท่าที่ผ่อนคลายแต่กระนั้นก็ปักหลักยืนอยู่อย่างมั่นคง ดอนเกนาโรยืนอยู่ในท่านั้นครู่หนึ่งและขณะที่ผมคิดว่าแกจะนั่งลง แกกลับพุ่งตัวไปข้างหน้าราวกับว่าแกติดสปริงไว้ที่ส้นเท้า แกพุ่งออกไปอย่างกะทันหันจนผมผงะหงายหลังล้มลงไป ตอนที่ผมหงายลงไปนั้น ผมรู้สึกว่าดอนเกนาโรกอดเอาใครคนหนึ่งหรือสิ่งหนึ่งที่มีรูปร่างเหมือนมนุษย์เอาไว้

           ผมลุกขึ้นนั่ง ดอนเกนาโรยังคงเขม็งเกร็งร่างอยู่ แล้วแกคลายกล้ามเนื้อออก เดินกลับมาที่เดิมและทรุดตัวนั่งลง
            "คาลอสเพิ่ง เห็น พันธมิตร ของคุณเมื่อกี้นี้เองแหละ" ดอนฮวนพูดออกมาลอย ๆ "แต่เขายังอ่อนแอมากจึงล้มลงไป"
           "อย่างนั้นรึ" ดอนเกนาโรถามออกมาด้วยน้ำเสียงซื่อ ๆ แล้วผึ่งรูจมูกออก
           ดอนฮวนยืนยันว่าผม "เห็น" พันธมิตรของแกจริง ดอนเกนาโรกระโจนออกไปด้วยพลังพิเศษอีกครั้งหนึ่งทำให้ผมล้มลงไปทางด้านข้าง แกพุ่งออกไปเร็วมากจนผมไม่อาจบอกได้ว่าแกพุ่งออกไปจากท่าที่นั่งอยู่นั้นได้อย่างไร
           ทั้งสองหัวเราะออกมาเสียงดัง และต่อมาดอนเกนาโรเปลี่ยนเสียงหัวเราะของแกเป็นเสียงหอนที่ไม่ต่างจากเสียงหอนของหมาป่าไคโยติเท่าใดนัก

           "อย่าคิดไปว่าคุณต้องกระโจนให้ได้ดีเท่า ๆ กับเกนาโรเพื่อที่จะจับตัวพันธมิตรของคุณ" ดอนฮวนเตือน "เกนาโรพุ่งออกไปได้รวดเร็วมาก เพราะแกมีพันธมิตรของแกคอยช่วยเหลืออยู่ แต่สิ่งที่คุณต้องทำคือ ให้ยืนอย่างมั่นคงเพื่อทานกับกำลังปะทะให้ได้ คุณต้องยืนให้เหมือนกับเกนาโรตอนก่อนที่แกจะกระโจนออกไป แล้วคุณต้องพุ่งไปข้างหน้าเพื่อจับตัวของมันไว้"
           "เขาต้องจุมพิตเหรียญตราเสียก่อนสิ" ดอนเกนาโรพูดสอดขึ้นมา ดอนฮวนแกล้งทำเป็นจริงจังขึ้นมาพลางพูดว่า ผมไม่มีเหรียญตราอะไรทั้งสิ้น
           "แล้วสมุดบันทึกของเขาล่ะ" ดอนเกนาโรยืนกระต่ายขาเดียว "เขาต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่งกับสมุดบันทึกของเขาละ.... วางมันลงตรงไหนสักแห่งก่อนที่เขาจะพุ่งออกไป หรือไม่ก็ บางทีนะ เขาอาจจะใช้สมุดบันทึกฟาดตัวพันธมิตรของเขาก็ได้"
           "ว้า ผมอยากจะบ้า!" ดอนฮวนพูดออกมาราวกับว่าประหลาดใจอย่างแท้จริง "ผมไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อนเลย ผมพนันไว้เลยว่า จะเป็นครั้งแรกแหละที่พันธมิตรถูกตีล้มลงกับพื้นด้วยสมุดบันทึก"

           เมื่อเสียงหัวเราะของดอนฮวนและเสียงหอนของดอนเกนาโรเงียบลง พวกเราดูจะมีอารมณ์ดีกันทุกคน
           "มีอะไรเกิดขึ้นหลังจากที่คุณจับตัวพันธมิตรของคุณได้แล้ว ดอนเกนาโร" ผมถาม
           "มันเป็นการปะทะที่แรงมาก" แกพูดออกมาหลังจากที่รีรออยู่ครู่หนึ่ง แกคงจะเรียบเรียงความคิดให้เข้ารูปเข้ารอย
           "ผมไม่คิดฝันมาก่อนว่ามันจะเป็นเช่นนั้น" ดอนเกนาโรพูดต่อ "มันเป็นอะไรอย่างหนึ่ง เป็นสิ่งหนึ่ง เป็นอะไรสักอย่างหนึ่ง....ว้า ไม่เหมือนอะไรเลยที่ผมจะบอกกับคุณได้ พอผมจับตัวเขาไว้ได้เราก็เริ่มหมุนไปรอบ ๆ เขาเหวี่ยงผมไปรอบ ๆ แต่ผมไม่ยอมปล่อย เราหมุนไปในอากาศด้วยความเร็วและกำลังแรงชนิดที่ผมมองไม่เห็นอีกต่อไป ทุกสิ่งสลัวมัวมืดไปหมด เราหมุนจี๋ต่อไป หมุนต่อไป ต่อไปเรื่อย ๆ และทันใดนั้นรู้สึกว่าผมยืนอยู่บนพื้นดินอีกครั้งหนึ่ง ผมมองดูตัวเอง เขาไม่ได้ฆ่าผมหรอก ร่างของผมยังคงอยู่เป็นชิ้นเดียว ผมยังเป็นตัวของผมเอง! ตอนนี้ผมจึงทราบว่าผมประสบความสำเร็จ ตลอดช่วงเวลาอันยาวนานนี้ในที่สุดผมก็มีพันธมิตร ผมกระโดดขึ้น ๆ ลง ๆ ด้วยความสุข มันช่างเป็นสุขเสียเหลือเกิน! เป็นสุขจริง ๆ!

           "ต่อมาผมหันไปมองดูโดยรอบเพื่อจะทราบว่าผมอยู่ที่ไหน ทัศนียภาพรอบ ๆ ตัวนั้นผมไม่รู้จักเลย ผมคิดว่าพันธมิตรคงนำผมมาทางอากาศ แล้วปล่อยผมลงมาบนสถานที่แห่งหนึ่งไกลจากตรงที่เราเริ่มหมุนมาก ผมหาทิศทางที่จะออกเดิน ผมคิดว่าบ้านของผมคงอยู่ทางทิศตะวันออก ดังนั้นผมจึงออกเดินไปทางทิศนั้น ขณะนั้นยังวันอยู่มาก การประทะกับพันธมิตรนั้นไม่นานเลย เดินมาไม่นานนักผมก็พบทาง และต่อมาผมมองเห็นคนกลุ่มหนึ่งมีทั้งผู้ชายและผู้หญิงเดินตรงมาหาผม คนเหล่านั้นเป็นชาวอินเดียนแดง ผมคิดว่าเป็นชาวอินเดียนแดงเผ่ามาซาเต็ก พวกเขาเข้ามารุมล้อมตัวผมไว้แล้วถามว่าผมจะไปไหน 'ผมจะกลับบ้านที่อิกซท์แลน' ผมบอก 'คุณหลงทางหรือ' อีกคนหนึ่งถาม 'ใช่ ผมหลงทาง' ผมตอบ 'ทำไมล่ะ' 'เพราะอิกซท์แลนไม่ได้ไปทางนั้น อิกซท์แลนอยู่ทางทิศตรงกันข้าม พวกเราก็จะเดินทางไปอิซท์แลนเหมือนกัน' อีกคนหนึ่งพูด 'ไปพร้อมกับพวกเราสิ!' พวกเขาชวน 'พวกเรามีอาหารนะ!' "

           ดอนเกนาโรหยุดพูดแล้วหันมาทางผมเหมือนกับจะรอให้ผมถามออกไป
           "แล้วอะไรเกิดขึ้นล่ะ" ผมถาม "คุณร่วมเดินทางไปกับคนเหล่านั้นหรือเปล่า"
           "ไม่หรอก" ดอนเกนาโรตอบ "เพราะคนเหล่านั้นไม่จริง ผมรู้แล้วตั้งแต่ตอนแรก รู้ในวินาทีแรกที่พวกเขาเดินมาหาผม มีพิรุธในน้ำเสียงและความเป็นกันเองของพวกเขาซึ่งเปิดเผยตัวเขาออกมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกเขาขอให้ผมร่วมเดินทางไปด้วยกัน ดังนั้นผมจึงวิ่งหนี พวกเขาร้องเรียกและขอร้องให้ผมกลับไปหา คำวิงวอนนั้นหลอกหลอนน่ากลัว แต่ผมตั้งหน้าวิ่งหนีต่อไป"
           "พวกเขาเป็นอะไรดอนเกนาโร" ผมถาม
           "เป็นคน" ดอนเกนาโรตอบอย่างตัดรอน "เพียงแต่ว่า พวกเขาไม่จริงเท่านั้น"
           "คนเหล่านั้นเหมือนกับปิศาจ" ดอนฮวนอธิบาย "หรือเหมือนกับภูตผี"

           "เมื่อเดินต่อไปอีกครู่หนึ่ง" ดอนเกนาโรเล่าต่อ "ผมเกิดความมั่นใจยิ่งขึ้น ผมรู้ว่าอิกท์ซแลนอยู่ทางที่ผมมุ่งไปนั่นเอง ต่อมาผมเห็นชายสองคนเดินลงมตามทางเพื่อพบกับผม ทั้งสองก็ดูจะเป็นชาวอินเดียนแดงเผ่ามาซาเ็ต็ก จูงลาที่บรรทุกไม้ฟืนมาด้วย ชายสองคนนั้นเดินมาข้างตัวของผม แล้วทัก 'สวัสดี' ออกมา "สวัสดีครับ ผมกล่าวตอบแล้วเดินต่อไปเรื่อยๆ ชายทั้งสองไม่ใส่ใจกับผมเลย พวกเขามุ่งหน้าเดินต่อไป ผมชะลอฝีเท้าลงแล้วหันไปพิจารณาดู พวกเขาเดินไปโดยไม่สนใจผมแม้แต่น้อย ทั้งสองคนนี้ดูจะจริงกระมัง ผมวิ่งตามพวกเขาไปแล้วตะโกนออกมาว่า 'คอยด้วย คอยผมด้วยครับ!'
           "ทั้งสองดึงลาไว้แล้วยืนขนาบข้างลาตัวนั้นราวกับจะปกป้องไม้ฟืนที่บรรทุกไว้นั้น
           "ผมหลงทางในภูเขาเหล่านี้ ผมบอก อิกซท์แลนอยู่ทางไหนครับ ชายทั้งสองชี้ไปทางที่ตัวกำลังเดินอยู่ คุณอยู่ไกลจากที่นั่นมาก ชายคนหนึ่งพูด อิกซท์แลนอยู่อีกด้านหนึ่งของขุนเขาเหล่านี้ พวกเขาหันกลับแล้วออกเดินต่อ ผมรู้สึกว่าทั้งสองคนนี้เป็นคนอินเดียนแดงจริงๆ ผมจึงวิงวอนให้พวกเขายอมให้ผมร่วมเดินทางไปด้วย

            "เราเดินไปด้วยกันครู่หนึ่ง ต่อมาชายคนหนึ่งหยิบเอาห่ออาหารออกมาแล้วยื่นส่วนหนึ่งให้กับผม ผมตัวแข็งทื่ออยู่กับที่ ท่าทางที่เขายื่นอาหารให้ผมนั้นแปลกที่สุด ผมกลัวจนตัวสั่น ผมกระโดดถอยออกมาแล้วหนี ชายทั้งสองคนนั้นบอกว่า หากผมไม่ร่วมเดินทางไปกับพวกเขาจะอดตายอยู่บนภูเขาเหล่านี้ ทั้งสองคะยั้นคะยอให้ผมร่วมเดินทางไปด้วย คำชักชวนนั้นอ่อนหวานจับใจ แต่ผมวิ่งหนีเต็มฝีเท้า
           "ผมตั้งหน้าเดินต่อไป ผมทราบดีแล้วว่าทางที่ผมเดินอยู่นั้นตรงไปสู่อิกซท์แลนถูกต้องแล้ว พวกผีเหล่านี้พยายามที่จะให้ผมเขวออกนอกทาง

           "ผมพบกับพวกผีอีกแปดตัว พวกมันคงทราบว่าความตั้งใจของผมนั้นจะไม่สั่นคลอนอย่างแน่นอน ผีเหล่านี้พากันมายืนข้างทางเดินแล้วมองมาทางผมด้วยสายตามีแวววิงวอน พวกมันเอาอาหารและสิ่งของอื่นๆ ออกมาวางแสดงแถวข้างทางเหมือนกับว่าพวกมันเป็นพ่อค้าที่บริสุทธิ์ ผมไม่ยอมหยุดเดินหรือแม้แต่จะหันไปมอง
           "เวลาบ่ายคล้อยผมมาถึงหุบเขาแห่งหนึ่ง ผมทำท่าจะจำที่แห่งนี้ได้และรู้สึกว่าจะคุ้นกับที่นี่อยู่ ผมคิดว่าเคยมายังที่แห่งนี้มาแล้ว และถ้าหากเป็นเช่นนั้นจริงผมก็อยู่ทางทิศตะวันตกของอิกซท์แลน ผมมองหาวัตถุที่หมายบางอย่างเพื่อปรับทิศทางที่จะเดินต่อไปให้ถูก และทันใดนั้นผมมองเห็นเด็กชายชาวอินเดียนแดงกำลังเลี้ยงแพะอยู่ เด็กคนนั้นคงมีอายุราว ๗ ขวบและแต่งตัวคล้ายกับผมสมัยที่ยังมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ความจริงเด็กคนนี้ทำให้ผมระลึกถึงตัวผมเองเมื่อยังเลี้ยงแพะให้กับพ่อ
           "ผมเฝ้าดูเด็กคนนั้นอยู่ชั่วครู่ เด็กพูดกับตัวเองอย่างเดียวกับที่ผมเคยทำและต่อมาแกพูดกับแพะ เท่าที่ผมทราบเกี่ยวกับการเลี้ยงแพะ เด็กคนนี้เลี้ยงแพะได้ดี แกเฝ้าระมัดระวังและเอาใจใส่โดยตลอด แกไม่พะเน้าพะนอเอาใจแพะ แต่ก็ไม่ดุด่ามันด้วย

           "ผมตัดสินใจเรียกเด็กคนนั้น เมื่อผมพูดกับแกด้วยเสียงอันดัง แกกระโดดโหยงแล้ววิ่งไปที่เชิงผา แกเยี่ยมหน้าออกมาดูผมจากหลังก้อนหิน ดูแกพร้อมที่จะวิ่งหนีในทันที ผมชอบเด็กคนนี้ แกขี้ขลาดแต่ก็ยังอุตส่าห์ต้อนแพะหลบเลี่ยงผมไปได้
           "ผมพูดกับแกอยู่นาน ผมบอกว่าผมหลงทางและไม่รู้ว่าทางไหนจะนำไปสู่อิกซท์แลน ผมถามถึงชื่อสถานที่ตรงที่เรายืนอยู่ เด็กบอกว่ามันคือสถานที่ที่ผมทราบดีอยู่แล้วนั่นเอง นั่นทำให้ผมมีความสุข ผมทราบแล้วว่าผมไม่ได้หลงทางหรอก แล้วหันมาพิจารณาถึงพลังของพันธมิตรที่ส่งให้ผมมาถึงจุดนี้ในเวลาน้อยกว่าชั่วพริบตาเดียว

            "ผมขอบใจเด็กนั้นแล้วเดินจากไป แกเดินออกมาจากที่ซ่อน แล้วต้อนแพะไปตามทางซึ่งเกือบจะไม่มีใครสังเกต ทางเดินนั้นดูจะนำไปสู่หุบเขาเบื้องล่าง ผมร้องเรียกเด็กคนนั้นและคราวนี้แกไม่วิ่งหนีอีก ผมเดินเข้าไปหา และเมื่อผมเข้ามาใกล้แกกระโดดหลบเข้าไปในพุ่มไม้ ผมบอกกับแกว่า แกเป็นคนที่ระมัดระวังตัวดีมาก
           ผมเริ่มถามปัญหาต่าง ๆ กับแก " 'ทางที่เธอเดินนี้นำไปไหนล่ะ' ผมถาม 'ไปข้างล่างโน่น' แกตอบ 'แล้วเธออยู่ที่ไหน' 'อยู่ข้างล่าง' 'มีบ้านมากไหมข้างล่างนะ' 'ไม่มากหรอก มีอยู่หลังเดียว' 'แล้วบ้านหลังอื่นล่ะ' แกชี้ไปยังอีกด้านหนึ่งของหุบเขาด้วยท่าทางไม่แยแสในอะไรทั้งสิ้นดังที่เด็กในวัยเดียวกันชอบทำ ต่อมาแกออกเดินต่อไปพร้อมกับแพะของแก

           " 'คอยเดี๋ยว' ผมพูด 'ฉันเหนื่อยและหิวมาก พาฉันไปหาพวกพ้องของเธอหน่อยสิ'
           " 'ผมไม่มีพี่น้อง' เด็กน้อยพูด นั่นทำให้ผมสะดุ้ง ผมไม่ทราบว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น แต่น้ำเสียงของแกทำให้ผมรีรอ เด็กคนนั้นเมื่อมองเห็นผมลังเลอยู่แกหยุดเดินแล้วหันมาทางผม 'ที่บ้านของผมไม่มีใครหรอก' แกบอก 'ลุงของผมตายจากไปนานแล้วและภรรยาของลุงก็ออกไปยังท้องทุ่ง มีอาหารอยู่ในบ้านมากมาย มากจริง ๆ นะ มากับผมสิ'
           "ผมรู้สึกค่อนข้างเศร้า เด็กคนนี้เป็นผีอีกเหมือนกัน น้ำเสียงและความกระตือรือร้นของแกเปิดเผยความจริงออกมา พวกผีอยู่กันแถว ๆ นี้เพื่อจับตัวผมเอาไว้แต่ผมไม่กลัวหรอก ผมยังรู้สึกทื่ออยู่หลังจากที่ได้ต่อสู้กับพันธมิตร ผมอยากจะบ้าเข้าใส่พันธมิตรและพวกผีเหล่านี้ แต่แม้ว่าอยากจะทำเช่นนั้นผมก็ไม่อาจโกรธเหมือนกับที่ผมเคยโกรธมาก่อน ดังนั้นผมจึงไม่พยายามที่จะโกรธ ต่อมาผมอยากจะรู้สึกเศร้าขึ้นมาเพราะผมก็เหมือนกับเด็กน้อยคนนั้น แต่ผมก็ไม่อาจเศร้าได้อีกเช่นกัน ผมจึงเลิกคิดที่จะเศร้า

           "ทันใดนั้นผมรู้ขึ้นมาว่าผมมีพันธมิตร พวกปิศาจเหล่านี้ทำอะไรผมไม่ได้หรอก ผมเดินตามเด็กคนนั้นไปตามทางที่มุ่งลงข้างล่าง ผีปิศาจหลายตัวถลาเข้ามาใกล้และพยายามที่จะล่อให้ผมเดินไปตกหน้าผา แต่ความมุ่งมาดปรารถนาของผมนั้นแรงกว่าของพวกมัน ผีเหล่านั้นคงรู้สึกในข้อนี้ได้เพราะมันหยุดรบกวนผมในที่สุด ผีบางตัวกระโจนเข้าใส่ผมครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ผมหยุดมันไว้ด้วยความมุ่งมาดปรารถนาของผม ต่อมาพวกมันจึงเลิกรบกวนผมในที่สุด"


           ดอนเกนาโรนิ่งเงียบไปนาน ดอนฮวนมองมาทางผม
           "หลังจากนั้นอะไรเกิดขึ้นบ้างดอนเกนาโร" ผมถาม
           "ผมก็เดินต่อไปนะสิ" แกตอบตามที่เป็นจริง
           ดูเหมือนว่าแกเล่าเรื่องของแกจบลงไปแล้วและไม่มีอะไรจะเล่าเสริมอีก ผมถามแกว่า ทำไมการที่ผีมอบอาหารให้กับแกจึงเป็นเงื่อนงำที่บอกว่าพวกมันเป็นผี   ดอนเกนาโรไม่ตอบ
           ผมพยายามจะหยั่งให้ลึกเข้าไปและถามว่า ถือเป็นธรรมเนียมชาวอินเดียนแดงเผ่ามาซาเต็กหรือเปล่าที่จะปฏิเสธว่าไม่มีอาหาร หรือไม่ก็ใส่ใจในเรื่องของอาหารมากเป็นพิเศษ ดอนเกนาโรบอกว่า น้ำเสียงของพวกมัน ความกระตือรือร้นที่มันล่อให้แกไปหา และกิริยาท่าทางอย่างปิศาจเมื่อมันพูดถึงอาหาร เหล่านี้เปิดเผยถึงเงื่อนงำทั้งหมด ยิ่งไปกว่านั้น แกรู้ได้เพราะพันธมิตรช่วยแก

           ดอนเกนาโรยืนยันว่า ลำพังแกคนเดียวคงไม่อาจสังเกตความแตกต่างเหล่านี้
           "ภูตผีปิศาจเหล่านี้เป็นพันธมิตรหรือเปล่าดอนเกนาโร" ผมถาม
           "ไม่ใช่หรอก พวกมันเป็นคน"
            "เป็นคนรึ ไหนคุณบอกว่าพวกมันเป็นผี"
           "ผมบอกว่าคนเหล่านั้นไม่จริงอีกต่อไป หลังจากที่ผมได้ต่อสู้กับพันธมิตรแล้ว ไม่มีอะไรจริงอีกต่อไป"

           เราเงียบกันไปนาน
           "อะไรที่เป็นผลอันเป็นที่สุด ของประสบการณ์นั้นของคุณ ดอนเกนาโร"
           "คุณพูดถึงผลสุดท้ายอย่างนั้นหรือ"
           "ผมหมายถึง คุณเดินทางไปถึงอิกซท์แลนเมื่อไรและไปได้อย่างไร"
           ทั้งสองหัวเราะออกมาทันที
           "ดังนั้น นั่นเป็นผลอันสุดท้ายสำหรับคุณ" ดอนฮวนกล่าวออกมา
           "ขอพูดอย่างนี้ก็แล้วกันว่า ไม่มีผลสุดท้ายในการเดินทางของเกนาโร จะไม่มีผลอันสุดท้ายได้เลย เกนาโรยังอยู่ในระหว่างการจาริกสู่อิซท์แลน!"

           ดอนเกนาโร ชำเลืองมาทางผมด้วยสายตาอันคมปลาบแล้วแกหันไปทางทิศใต้ไกลออกไป
           "ผมจะไม่มีวันถึงอิกซท์แลน" แกพูด เสียงของดอนเกนาโรอ่อนโยนแต่หนักแน่นเกือบจะเป็นการละเมอออกมา "กระนั้นก็ตามในความรู้สึกของผม........... บางคราวในความรู้สึกของผม ผมคิดว่าผมอยู่ห่างจากอิซท์แลนเพียงก้าวเดียวเท่านั้น แต่ผมก็ไม่มีวันถึง ในการจาริกไปของผมนี้ ผมไม่พบแม้แต่ที่หมายหนึ่งใดที่ผมรู้จักคุ้นเคยมาก่อน ไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกต่อไป" ดอนฮวนและดอนเกนาโรมองดูกันและกัน มีสิ่งหนึ่งที่บ่งถึงความเศร้าในการมองนั้น
           "ในการจาริกสู่อิซท์แลนของผมนี้ ผมพบแต่นักเดินทางที่เป็นภูตผีปิศาจ" แกพูดค่อย ๆ

           ผมมองไปทางดอนฮวน ไม่เข้าใจในสิ่งที่ดอนเกนาโรพูด
           "ตามทางที่เกนาโรมุ่งไปสู่อิกซท์แลนนั้นแกพบแต่สิ่งที่ไม่จีรังเท่านั้น" ดอนฮวนอธิบาย "ยกตัวอย่างตัวคุณ คุณก็เป็นปิศาจ ความรู้สึก ความทะเยอทะยานอยากของคุณเป็นของคนธรรมดา นี่คือสิ่งที่เกนาโรพูดถึง เมื่อแกพบกับนักเดินทางที่เป็นปิศาจเท่านั้นตลอดกาลที่มุ่งสู่อิกซท์แลน"
           ผมจึงรู้ขึ้นมาทันทีนั้นว่า การเดินทางดอนเกนาโรเป็นเพียงนิทานเปรียบเท่านั้น
           "การเดินทางสู่อิกซท์แลนของคุณก็ไม่จริงนะสิ" ผมพูด
           "จริงสิ" ดอนเกนาโรพูดสอดขึ้นมา "แต่นักเดินทางทั้งหลายเหล่านั้นไม่จริง"
           แกผงกศีรษะไปทางดอนฮวนแล้วพูดเน้นว่า
           "นี่คือคนเดียวเท่านั้นที่ที่จริง โลกนี้จริงต่อเมื่อผมอยู่กับคนคนนี้เท่านั้น"
           ดอนฮวนยิ้ม

           "เกนาโรเล่าเรื่องของแกให้คุณฟัง" ดอนฮวนพูด "ก็เพราะว่าเมื่อวานนี้คุณ หยุดโลก ได้ เกนาโรคิดว่าคุณ เห็น แล้วด้วย แต่คุณช่างเป็นไอ้โง่ที่ไม่รู้จักมัน ผมบอกกับเกนาโรอยู่เสมอว่าคุณเป็นคนพิลึกดี และในไม่ช้าก็เร็วคุณจะ เห็น ไม่ว่าจะเป็นเช่นไรก็แล้วแต่ ในการพบกับพันธมิตรของคุณในครั้งต่อไป หากว่าจะมีครั้งต่อไปสำหรับคุณ คุณต้องปล้ำกับมันและทำให้มันเชื่องลง หากว่าคุณรอดชีวิตมาได้จากการตกอกตกใจ ซึ่งผมเองก็ไม่แน่ใจว่าคุณจะรอดกลับมา เมื่อคุณเองก็แข็งแรงและมีชีวิตอย่างนักรบมาแล้ว คุณจะพบว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่ในดินแดนอันไม่เป็นที่รู้จักมาก่อนเลย ต่อจากนั้น นับเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับพวกเราหมอผีทุกคน สิ่งแรกที่คุณอยากจะทำคือเดินทางกลับลอสแองเจอลิส แต่ไม่มีหนทางใดที่จะนำไปสู่ลอสแองเจอลิสได้เลย สิ่งที่คุณละไว้ที่นั่นจะถูกลืมตลอดไป แน่นอนตอนนั้นคุณจะเป็นหมอผี มันเลี่ยงไม่พ้นหรอก และในช่วงนั้น สิ่งสำคัญสำหรับพวกเราคือความจริงที่ว่า ทุกสิ่งที่เรารัก ทุกสิ่งที่เราเกลียด หรือทุกสิ่งที่เรามุ่งปรารถนาจะถูกละไว้เบื้องหลัง แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้นก็ตาม ความรู้สึกทั้งหลายในตัวมนุษย์จะไม่สูญหายหรือเปลี่ยนแปลงไป และหมอผีคนนั้นเดินทางกลับบ้านโดยรู้อยู่ว่าจะไม่มีวันไปถึงบ้าน และรู้ดีว่าไม่มีพลังใด ๆ ในโลกนี้แม้แต่ความตายของเขา ที่จะนำเอา สถานที่ หรือสิ่งของ หรือคนที่คุณรักมาให้คุณได้ นี่คือสิ่งที่เกนาโรบอกกับคุณ"

           คำอธิบายของดอนฮวนเป็นเหมือนกับสิ่งที่มากระตุ้น ความหมายทั้งหมดที่มีในเรื่องราวของดอนเกนาโรกระทบใจของผมทันทีที่ผมเทียบเคียงเรื่องดังกล่าวกับชีวิตของผม
           "แล้วผู้คนที่ผมรักล่ะ" ผมถามดอนฮวน "อะไรจะเกิดขึ้นกับคนเหล่านั้น"
           "พวกเขาจะถูกละไว้เบื้องหลัง" แกตอบ
           "ไม่มีทางที่ผมจะได้คนเหล่านั้นกลับมาเลยหรือ ผมจะช่วยเหลือหรือพาพวกเขาไปด้วยได้ไหม"
            "ไม่ได้หรอกพันธมิตรของคุณจะเหวี่ยงให้คุณเข้าสู่ดินแดนอันไม่เป็นที่รู้จักเพียงคนเดียวเท่านั้น"
           "แต่ผมกลับลอสแองเจอลิสได้ไม่ใช่หรือ ผมอาจขึ้นรถยนต์หรือนั่งเครื่องบินไปที่นั่น ลอสแองเจอลิสยังคงอยู่ที่เดิมใช่หรือเปล่า"
           "แน่นอน" ดอนฮวนตอบพลางหัวเราะออกมา
           "และเมืองแมนเตค่า เมือเตเมคูล่า และเมืองทุกสันก็ยังคงอยู่ที่เดิมด้วย"
           "และเมืองเตคาเต้ด้วยนะ" ดอนเกนาโรเสริมขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเอาจริงเอาจัง
           "และเมืองเปดราส เนกราสและเมืองแทรงควิตาสอีกด้วย" ดอนฮวนพูดพร้อมกับยิ้ม
           ดอนเกนาโรเอ่ยถึงชื่อเมืองอีกหลายชื่อ ดอนฮวนก็ทำอย่างเดียวกัน และทั้งสองยุ่งอยู่กับการจาระไนชื่อพิลึกกึกกือไม่น่าเชื่อว่าจะมีของเมืองน้อยใหญ่มากมาย

           "การหมุนติ้วไปกับพันธมิตรของคุณนั้นจะเปลี่ยนแนวคิดที่คุณมีต่อโลกนี้" ดอนฮวนบอก "ความคิดเป็นทุกสิ่งทุกอย่างและเมื่อความคิดเปลี่ยน โลกก็เปลี่ยนไปด้วย"
           แกเตือนให้ผมระลึกถึงครั้งหนึ่งที่ผมอ่านบทกวีบทหนึ่งให้แกฟัง แกอยากจะให้ผมท่องบทกวีนั้นอีกครั้ง แกแนะคำบางคำให้และผมจำได้ว่าเคยอ่านบทกวีบางบทของ ฮวน รามอน จิแมแนส ให้ดอนฮวนฟัง บทที่ดอนฮวนกล่าวถึงมีชื่อว่า "การจาริกไปครั้งสุดท้าย"
           ผมท่องบทกวีบทนั้น


           "....และผมจะจากไป
แต่หมู่วิหคจะยังอยู่ที่นี่และส่งเสียงร้อง
และสวนของผมก็ยังอยู่ที่เดิม
มีต้นไม้สีเขียวและมีบ่อน้ำ
เวลาบ่ายมากมายนั้นท้องฟ้าจะมีสีคราม เรียบสงบ
ระฆังที่หอคอยจะส่งเสียงดังกังวาน
เหมือนกับที่มันดังก้องอยู่ในบ่ายวันนี้
ผู้คนที่รักจะตายจาก
และเมืองแห่งนี้จะขยายออกไปใหม่ทุกปี
แต่วิญญาณของผมจะเร่ร่อนไปด้วยความรู้สึกถวิลหา
ถึงมุมพิเศษมุมหนึ่งในสวนดอกไม้ของผม"



           "นั่นเป็นความรู้สึกที่เกนาโรพูดถึง" ดอนฮวนพูด "การที่จะเป็นหมอผีได้นั้นคุณต้องดื่มด่ำอย่างล้ำลึกในสิ่งต่าง ๆ คนที่หลงใหลอย่างดูดดื่มเช่นนี้ย่อมมีสิ่งอันเป็นที่รัก และทรัพย์สมบัติอย่างโลก ๆ หรือถ้าไม่มีอะไรอื่นเลย ก็จะมีเพียงทางที่เขาเดินอยู่
           "สิ่งที่เกนาโรบอกในนิยายของแก สรุปแล้วคือ เกนาโรละความดื่มด่ำผูกพันของแกไว้ที่อิกซท์แลน แกละบ้าน ละคนที่แกรัก และละทุกสิ่งทุกอย่างที่แกใส่ใจระวังรักษา และขณะนี้แกเร่ร่อนไปในความรู้สึกต่าง ๆ ดังที่แกบอกไว้ บางครั้งแกเกือบจะไปถึงอิกซท์แลน เราทุกคนมีสิ่งนี้เหมือนกัน แต่สำหรับเกนาโรมันคืออิกซท์แลน ส่วนคุณเป็นลอสแองเจอลิส ส่วนผม..."

           ผมไม่อยากให้ดอนฮวนบอกถึงเรื่องของแก แกหยุดพูดราวกับว่าแกอ่านความคิดของผมออก
           ดอนเกนาโรถอนหายใจแล้วกล่าวถอดความในบรรทัดแรกของบทกวีที่ผมท่อง
           "ผมจากที่นั่นมาแล้ว
            แต่หมู่นกยังคงอยู่ กำลังส่งเสียงร้องเจื้อยแจ้ว.......
"

           ชั่วขณะหนึ่งที่ผมรู้สึกถึงคลื่นแห่งความปวดร้าวและอ้างว้าง อันไม่อาจกล่าวออกมาเป็นถ้อยคำได้จู่เข้ามาโอบล้อมเราทั้งสามไว้ ผมมองไปยังดอนเกนาโรและทราบดีว่า เนื่องจากที่เป็นคนดื่มด่ำผูกพันกับทุกสิ่งทุกอย่าง แกต้องมีสายโยงใยร้อยรัดใจของแกอยู่มากมาย มีหลายสิ่งที่แกใส่ใจรักใคร่และหลายสิ่งที่แกละไว้เบื้องหลัง ผมรู้สึกชัดขึ้นมาว่า ขณะนั้นพลังแห่งความทรงจำของดอนเกนาโรกำลังจะพรั่งพรูออกมาและแกเกือบจะร้องไห้อยู่แล้ว ผมรีบถอนสายตาไปทางอื่น

           ความเป็นผู้ดื่มด่ำผูกพันอยู่กับทุกสิ่ง และความอ้างว้างอย่างมากมายของดอนเกนาโรทำให้ผมร้องไห้ ผมมองดูดอนฮวน แกกำลังจ้องดูผมอยู่
           "การมีชีวิตอย่างนักรบเท่านั้น จึงจะรอดตายจากวิถีแห่งความรอบรู้ได้" แกพูด "เพราะว่าศิลปะของนักรบคือ การทำให้สมดุลย์ระหว่างความน่าสยดสยองในความเป็นคน กับความน่าพิศวงในความเป็นมนุษย์"


           ผมมองดูพวกเขาทีละคน นัยน์ตาของพวกเขาแจ่มใสและสงบ ทั้งสองเรียกเอาคลื่นแห่งความถวิลหาอันรุนแรงนั้นกลับเข้ามา
           และขณะที่เกือบจะพรั่งพรูน้ำตาร้องไห้ฟูมฟายออกมานั้น พวกเขากลับดึงเอาคลื่นที่โถมทับเข้ามานั้นกลับคืนเสีย ชั่วแวบหนึ่งที่ผมคิดว่าผม เห็น
          ผมเห็นความโดดเดี่ยวอ้างว้างของมนุษย์เหมือนกับคลื่นลูกมหึมาซึ่งจับตัวแข็งอยู่เบื้องหน้าของผม ถูกกั้นไว้ด้วยกำแพงแห่งอุปมาอุปมัยที่มองไม่เห็น
ความเศร้าเต็มตื้นขึ้นมาทำให้ผมรู้สึกปริ่ม ๆ ผมโอบกอดทั้งสองคนนั้น ดอนเกนาโรยิ้มแล้วลุกยืนขึ้น ดอนฮวนยืนขึ้นด้วย แล้ววางมือลงบนบ่าของผม

           "เราจะปล่อยคุณไว้ที่นี่" แกบอก "จงทำในสิ่งที่คุณคิดว่าเหมาะสม พันธมิตรของคุณจะคอยคุณอยู่ตรงขอบที่ราบแห่งนี้"
           แกชี้ไปยับหุบเขาที่มืดสลัวไกลออกไป
           "ถ้าคุณรู้สึกว่าคราวนี้ยังไม่ถึงเวลา ก็อย่าไปพบกับเขา" ดอนฮวนพูดต่อ
           "ไม่มีผลเกิดขึ้นจากการบังคับให้ตัวเองทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด ถ้าคุณอยากจะมีชีวิตรอดมาให้ได้ คุณต้องชัดแจ๋วเหมือนกับผลึกแก้ว และมั่นใจในตัวเองอย่างมหันต์"
           ดอนฮวนเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองดูผมอีก แต่ดอนเกนาโรหันกลับมาดูสองครั้งพร้อมกับกระตุ้นผมด้วยการขยิบตาและผงกหัวให้มุ่งไปข้างหน้า


           ผมมองดูจนทั้งสองลับตัวไป
           ต่อจากนั้นผมเดินกลับมาที่รถแล้วขับหนีไป
           ผมทราบว่า เวลาของผมยังไม่มาถึง




El VIAJE DEFINITIVO 

....Y yo me iré. Y se quedarán los pájaros cantando;
y se quedará mi huerto, con su verde árbol,
y con su pozo blanco.

Todas la tardes, el cielo será azul y plácido;
y tocarán, como esta tarde están tocando,
las campanas del campanario.

Se morirán aquellos que me amaron;
y el pueblo se hará nuevo cada año;
y en el rincón aquel de mi huerto florido y encalado.
mi espiritu errará, nostálgico…

Y yo me iré; y estaré solo, sin hogar, sin árbol
verde, sin pozo blanco,
sin cielo azul y plácido…
Y se quedarán los pájaros cantando.

     
Juan Ramón Jiménez
       





INDEX BACK TOP
             
HOME