INDEX
BACK BOTTOM
NEXT
             

             

             


             
         ๑๕. การไม่กระทำ


พุธที่ ๑๑ เมษายน ๑๙๖๒
             
                            เมื่อกลับมาถึงบ้าน ดอนฮวนแนะให้ผมจดบันทึกเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น และไม่ให้พูดถึงหรือใส่ใจในสิ่งที่เกิดขึ้นกับผม

            หลังจากที่ได้พักผ่อนเป็นเวลาหนึ่งวัน ดอนฮวนก็ประกาศออกมาว่า เราต้องออกจากบริเวณนี้ไปซักสองสามวันเพราะน่าจะเป็นการดีที่เราจะอยู่ห่างจาก "วิญญาณ" เหล่านั้นเสียบ้าง แกบอกว่าพวกวิญญาณทำให้ผมกระทบกระเทือนมาก แม้ว่าผมจะไม่รู้สึกในเรื่องนี้เพราะร่างกายของผมยังไม่ไวพอ ในไม่ช้า ผมอาจจะป่วยหนักถ้าไม่เดินทางไปยัง "สถานที่ที่ผมเลือกสรรแล้ว" เพื่อชำระล้างตัวเองและทำให้ฟื้นตัวขึ้นมา

             เราออกเดินทางก่อนเวลาย่ำรุ่ง ขับรถมุ่งไปทางทิศเหนือหลังจากที่เดินทางโดยรถยนต์อันน่าเหน็ดเหนื่อยและเดินอย่างเร็ว เราก็มาถึงยอดเขาแห่งนั้น
             เหมือนกับที่เคยทำ ดอนฮวนเอากิ่งไม้มาปูในบริเวณที่ผมเคยนอนแล้วแกเอาใบไม้มายื่นให้ผมกำมือหนึ่งเพื่อสอดเข้าไปที่ท้องน้อย และแกบอกให้ผมนอนพัก แกหาที่สำหรับตัวเองห่างออกไปทางซ้ายมือของผมประมาณห้าฟุตแล้วนอนลงไปเช่นเดียวกัน
             ภายในเวลาสองสามนาทีเท่านั้นผมก็รู้สึกอบอุ่นและสบายขึ้นมา มันเป็นความสุขทางกาย รู้สึกเหมือนกับว่าลอยอยู่กลางอากาศ

             ผมเห็นด้วยกับดอนฮวนอย่างเต็มที่ที่บอกว่า "เตียงเชือก" จะทำให้ผมลอยขึ้นไป ผมให้ข้อสังเกตถึงความรู้สึกอันไม่น่าเชื่อนี้ ดอนฮวนกล่าวออกมาตรง ๆ ว่า "เตียง" ชนิดนี้ทำขึ้นเพื่อให้ลอยอยู่กลางอากาศนั่นเอง
             "ผมไม่อยากเชื่อว่ามันจะเป็นไปได้!" ผมอุทานออกมา
             ดอนฮวนถือเอาความหมายตรง ๆ ของคำพูดดังกล่าว แกตำหนิผมขึ้นมา แกติเตียนผมว่าแกเบื่อหน่ายที่ผมทำตัวราวกับว่าเป็นคนสำคัญเสียเหลือเกินจนต้องมาพิสูจน์กันครั้งแล้วครั้งเล่าว่าโลกนี้ลึกลับและมหัศจรรย์อย่างยิ่ง

             ผมพยายามอธิบายว่า คำอุทานเล่นสำนวนอย่างนั้นไม่มีความหมายอะไรจริง ๆ จัง ๆ หรอก แกแย้มว่าถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริงผมคงจะเลือกพูดอย่างอื่นแล้ว ดูเหมือนว่าแกรู้สึกหงุดหงิดในตัวของผมมาก ผมยกลำตัวขึ้นมากึ่งนั่งแล้วกล่าวคำขอโทษ แกหัวเราะแล้วเลียนการใช้ถ้อยคำของผมโดยเสนอการใช้สำนวนของคำพูดที่ตื่นเต้นน่าขบขันมากมาย ที่ผมน่าจะนำมาใช้แทน ผมต้องหัวเราะออกมาในที่สุดเมื่อได้ฟังข้อความบ้า ๆ บอ ๆ ที่แกคาดว่าผมจะนำมาพูด 
             ดอนฮวนหัวเราะคั่ก ๆ และด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนแกเตือนความจำของผมว่าผมควรปล่อยวางตัวเองให้กับความรู้สึกที่ตัวเองกำลังลอยอยู่นั้น

             ความรู้สึกสงบอันอบอุ่นและความเต็มเปี่ยมที่เกิดขึ้นในสภาพอันลึกลับนี้เร้าอารมณ์ที่ฝังอยู่ลึก ๆ ผมพร่ำพูดถึงชีวิตของตนและสารภาพออกมาว่า ผมไม่เคยเคารพนับถือหรือชอบใครเลยแม้แต่ตัวเอง และนั่นทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเป็นคนเลวร้ายอยู่ตลอดไป ด้วยเหตุนี้เองทัศนะที่ผมมองผู้อื่นจึงครอบคลุมด้วยความก้าวร้าวและรุนแรง
             "จริง" ดอนฮวนพูด "คุณไม่ชอบตัวเองเลย"
             แกหัวเราะห้าว ๆ แล้วบอกผมว่า "แกเห็น" ในขณะที่ผมพูด แกให้คำแนะนำว่าผมไม่ควรสลดใจกับสิ่งใดที่ผมทำไปแล้ว เพราะการแยกการกระทำของตนว่าเลวทราม น่าเกลียด หรือเลวร้ายนั้นเป็นการให้ความสำคัญกับอัตตาตัวตนโดยไม่จำเป็น ผมพลิกไปพลิกมาด้วยความหงุดหงิดทำให้ที่นอนที่ปูด้วยใบไม้เกิดเสียงดังกรอบแกรบ
             ดอนฮวนบอกว่าถ้าผมต้องการพักผ่อนก็ไม่ควรทำให้ใบไม้ไหวไปมา และผมควรจะเลียนการกระทำของแกคือนอนอยู่นิ่ง ๆ แกพูดต่อไปว่า "ในการเห็น" ของแกนั้นแกพบอารมณ์ชนิดหนึ่งของผม แกคิดอยู่ครู่หนึ่งเหมือนกับว่าแกกำลังสรรหาคำพูดที่เหมาะสมอยู่ แล้วพูดออกมาว่า อารมณ์ที่ว่านี้เป็นกรอบของจิตที่ผมถลำเข้าไปบ่อย แกบรรยายภาพของมันว่าเหมือนกับประตูกลที่เปิดออกอย่างไม่คาดฝันแล้วดูดกลืนผมเข้าไป

             ผมขอให้แกอธิบายให้ชัดขึ้น แกบอกว่าเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะอธิบายให้ชัดลงไปเกี่ยวกับ "การเห็น"
             ก่อนที่ผมจะมีโอกาสพูดถึงสิ่งอื่น ๆ อีก ดอนฮวนบอกว่าผมควรทำตัวให้ผ่อนคลาย แต่อย่านอนหลับ และให้อยู่ในสภาวะที่ตื่นตัวนานที่สุดเท่าที่จะทำได้ แกบอกว่า "เตียงเชือก" นั้นทำขึ้นโดยเฉพาะเพื่อให้นักรบเข้าสู่สภาวะของความสงบและสบาย ด้วยน้ำเสียงที่แกล้งทำแกพูดออกมาว่า สภาวะแห่งความสุขนั้นต้องตกแต่งมันขึ้นมา เป็นสิ่งที่ต้องคุ้นเคยเพื่อที่จะแสวงหามันมาได้

             "คุณไม่ทราบหรอกว่าความสุขเป็นอย่างไร เพราะคุณไม่เคยพบสิ่งนี้เลย" แกพูด
             ผมไม่เห็นด้วย แต่ดอนฮวนพูดต่อไปว่าความสุขเป็นการได้รับสิ่งหนึ่งซึ่งเราแสวงหามาได้โดยเจตนา แกพูดว่ามีสิ่งเดียวเท่านั้นที่ผมรู้ที่จะแสวงหามันมาคือ ความรู้สึกซ้ำซาก ความทุกข์ และความสับสน แกหัวเราะออกมาอย่างเย้ยหยันและยืนยันว่า เพื่อที่จะทำให้ตัวเองน่าเวทนาสงสาร ผมต้องทำอะไรลงไปในลักษณะที่รุนแรงจริงจังอย่างที่สุด และมันน่าหัวเราะที่ผมไม่ทราบเลยว่า ผมอาจทำอย่างเดียวกันนั่นเองเพื่อให้ตัวเองสมบูรณ์แบบและเข้มแข็ง
             "อุบายในเรื่องนี้อยู่ที่เราจะเน้นในเรื่องไหน" แกพูด "เราจะทำให้ตัวเองน่าเวทนาหรือจะทำให้ตัวเองเข้มแข็ง ความพยายามที่จะทำลงไปนั้นเท่าเทียมกัน"

             ผมหลับตาแล้วทำตัวให้ผ่อนคลาย ต่อมาก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองล่องลอย ช่วงหนึ่งผมรู้สึกว่าลอยไปตามที่เวิ้งว้างเหมือนกับใบไม้ แม้จะมีความสุขอย่างที่สุด มันก็เตือนให้ผมคิดถึงบางคราวที่ผมป่วย วิงเวียนศีรษะและรู้สึกว่าตัวเองหมุนเคว้งคว้าง ผมคิดว่าบางทีจะเป็นเพราะกินอาหารพิษก็ได้
             ผมได้ยินเสียงที่ดอนฮวนพูดกับผม แต่ผมก็ไม่พยายามจะฟัง ผมพยายามคิดประดิษฐ์เรื่องราวว่าผมกินอะไรเข้าไปบ้างจึงเกิดอาการเช่นนี้ แต่นี่ก็ไม่สำคัญอีกนั่นแหละ มันไม่มีความหมายอะไร

             "จงดูแสงแดดที่เปลี่ยนไป" ดอนฮวนพูด คำพูดของแกชัดถ้อยชัดคำ ผมคิดว่าเสียงนั้นเหมือนกับน้ำที่ไหลไปเรื่อย ๆ และอบอุ่น
             ท้องฟ้าทางด้านทิศตะวันตกไร้เมฆ และแสงแดดงามน่าชมมาก บางทีข้อที่ดอนฮวนแนะให้ดูนั้นทำให้แสงแดดสีเหลืองเรื่อเรืองในยามบ่ายสวยงามเป็นพิเศษจริง ๆ
              "ให้แสงเรื่อเรืองนั้นลามเลียตัวของคุณ" ดอนฮวนบอก "ก่อนที่ดวงอาทิตย์จะลับโลกไปในวันนี้ คุณต้องสงบลงและฟื้นตัวขึ้นมาอย่างเต็มที่ เพราะในวันพรุ่งนี้หรือมะรืนนี้คุณจะเรียนรู้เรื่องการ ไม่-กระทำ"
              "เรียนรู้การไม่กระทำอะไรอีกล่ะ" ผมถาม
             "ตอนนี้อย่าพึ่งสนใจเลยคอยให้เราไปถึงภูเขาหินลาวาเสียก่อน" แกชี้ไปยังยอดเขามากมายที่แหลมพุ่งขึ้นไปในอากาศ สีดำทะมึนและน่าหวาดกลัวที่อยู่ไกลออกไปทางทิศเหนือ


พฤหัสบดี ๑๒ เมษายน ๑๙๖๒

              เรามาถึงที่ราบสูงแห้งแล้งเป็นทะเลทรายรอบ ๆ เทือกเขาหินลาวาเมื่อเวลาบ่ายมากแล้ว ไกลออกไปเป็นภูเขาหินสีน้ำตาลแก่ดูแล้วน่าเกลียดน่ากลัว ดวงอาทิตย์คล้อยลงต่ำเกือบจรดขอบฟ้าและสาดแสงลงมากระทบไหล่เขาหินทางด้านทิศเหนือ ระบายหินสีน้ำตาลแก่นั้นด้วยลำแสงสะท้อนสีเหลืองจ้า
             ผมไม่อาจละสายตาออกจากภาพที่เห็น ยอดเขาเหล่านั้นน่าตื่นตะลึงจริง ๆ

             ใกล้จะค่ำ เรามองเห็นเนินเขาที่ต่ำที่สุดของเทือกเขาดังกล่าว ในทะเลทรายตามแถบที่ราบสูงเช่นนี้มีพืชขึ้นอยู่เพียงเล็กน้อย มีต้นตะบองเพชรและหญ้าสูงที่ขึ้นอยู่เป็นหย่อม ๆ เท่านั้น
             ดอนฮวนหยุดพัก แกนั่งลงแล้วเอาน้ำเต้าใส่อาหารพิงไว้กับก้อนหินระมัดระวัง แกบอกว่าเราจะพักแรมกันที่นี่ในคืนนี้ แกเลือกเอาที่ที่ค่อนข้างสูง จากจุดที่ผมยืนอยู่ ผมจะมองเห็นทัศนียภาพไกลออกไปได้รอบตัว

             วันนั้นท้องฟ้ามีเมฆมาก และยามสนธยาโอบล้อมเข้ามาอย่างรวดเร็ว ผมเฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเมฆสีแดงเรื่อจางสีลงเป็นน้ำตาลทางด้านทิศตะวันตก
             ดอนฮวนลุกขึ้นแล้วเดินไปยังพุ่มไม้ เมื่อแกกลับมาเงามืดของภูเขาเป็นสีดำคล้ำ แกนั่งลงข้างตัวของผมและชี้ให้ผมดูสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นที่ภูเขาทางด้านเหนือ มันเป็นจุดที่มีสีจางกว่าบริเวณที่อยู่โดยรอบ ในขณะที่เทือกเขาทั้งหมดมองดูเป็นสีน้ำตาลแก่ แต่จุดที่ดอนฮวนชี้ให้ดูนั้นมีสีเหลืองหรือเกือบจะเป็นน้ำตาล ผมดูไม่ออกว่ามันเป็นอะไรแน่ ผมจ้องดูมันอยู่นานและดูเหมือนมันกำลังเคลื่อนไปมาได้ด้วย ผมคิดฝันไปว่ามันคงมีชีวิต และเมื่อผมกระพริบตา มันไหวตัวน้อย ๆ เหมือนกับว่าลมที่พัดมานั้นทำให้มันสั่น

             "เพ่งดูที่จุดนั้น!" ดอนฮวนสั่ง
             ผมจ้องดูอยู่ครู่หนึ่ง ขณะนั้นเองผมเห็นเทือกเขาทั้งเทือกเคลื่อนเข้ามาหาตัวของผม ในช่วงที่ผมรู้สึกเช่นนี้ ผมรู้สึกปั่นป่วนที่ช่องท้องด้วย ผมไม่สบายมากจนผมต้องยืนขึ้น
             "นั่งลง!" ดอนฮวนตะโกนออกมา แต่ผมยืนขึ้นสุดตัวแล้วจากระดับที่ผมมองเห็น จุดสีเหลืองนั้นลดต่ำลงมาตามไหล่เขา ผมนั่งลงโดยไม่ละสายตาออกไปจากจุดนั้น และมันเลื่อนสูงขึ้นไป ผมจ้องดูอยู่อีกครู่หนึ่งและทันใดนั้นผมปรับสายตาได้ตามปกติ ผมจึงรู้ว่าสิ่งที่ผมจ้องดูนั้นไม่ได้อยู่ที่ภูเขา มันคือเศษผ้าสีเขียวอ่อนที่ห้อยอยู่บนยอดต้นตะบองเพชรสูงต้นหนึ่งที่ขึ้นอยู่เบื้องหน้า

             ผมหัวเราะออกมาอย่างดังแล้วอธิบายให้ดอนฮวนทราบว่าตะวันยอแสงทำให้ผมมองเห็นภาพลวงตา ดอนฮวนเดินไปยังต้นตะบองเพชรแล้วดึงเอาเศษผ้าลงมา แกพับแล้วสอดมันเข้าไปในย่าม
             "คุณเก็บมันไว้ทำไมดอนฮวน" ผมถาม
             "เพราะเศษผ้าชิ้นนี้มีพลังน่ะสิ" แกพูดขึ้นมาลอย ๆ "คุณทำได้ดีมากครู่หนึ่ง และไม่มีทางจะทราบได้เลยว่าจะเกิดขึ้นถ้าคุณนั่งอยู่กับที่" ศุกร์ที่


๑๓ เมษายน ๑๙๖๒

             เมื่อฟ้าสาง เรามุ่งหน้าเดินไปยังเทือกเขา มันอยู่ไกลมากจริง ๆ ในราวเที่ยงวันเรามาถึงโตรกผาแห่งหนึ่ง มีน้ำขังอยู่บ้างในแอ่งตื้น ๆ เรานั่งลงพักภายใต้เงาของผาหิน
             ภูเขาเหล่านี้เกิดจากหินละลายไหลออกจากปล่องภูเขาไฟเป็นหย่อมใหญ่โตมโหฬาร หินละลายที่แข็งตัวและตากแดดตากลมนับล้านปีกลายเป็นหินดานสีน้ำตาลแก่ มีเพียงหญ้าที่แสนจะอดทนเหล่านั้นที่ขึ้นอยู่ในระหว่างก้อนหินและรอยแยก
             เมื่อมองขึ้นไปตามกำแพงหินที่ตั้งฉากขึ้นไป ผมเกิดความรู้สึกน่าขนลุกขนพองตรงช่องท้อง กำแพงหินเหล่านี้สูงนับร้อย ๆ ฟุต มันทำให้ผมรู้สึกว่ามันกำลังเคลื่อนเข้ามาปิดกั้นผมไว้ ดวงอาทิตย์ลอยอยู่เกือบจะตรงศีรษะ คล้อยไปทางทิศใต้เล็กน้อย

             "ลุกขึ้น" ดอนฮวนพูด แล้วหันร่างของผมให้มองไปที่ดวงอาทิตย์
             แกบอกให้ผมเพ่งดูผาหินที่อยู่เหนือขึ้นไป
             ภาพที่เห็นใหญ่โตมโหฬาร คามสูงเยี่ยมฟ้าของหินละลายที่ไหลลงมาทำให้จินตนาการของผมเพี้ยนไป ผมสงสัยว่าการระเบิดของภูเขาไฟจะเป็นอย่างไรหนอ ผมกวาดสายตาขึ้น ๆ ลง ๆ ตามหน้าผาของโตรกนั้นหลายครั้งและใส่ใจจดจ่ออยู่กับสีสันอลังการของกำแพงหินนั้น มีหย่อมของสีทุกสีและมีตะไคร่น้ำหรือราขึ้นอยู่เป็นหย่อม ๆ ที่หินทุกก้อน ผมมองสูงขึ้นไปเหนือศีรษะเห็นแสงแดดทำให้เกิดแสงสะท้อนสวยงามมหัศจรรย์ขณะที่มันสาดลงมากระทบหย่อมสีอันน่าดูยิ่งของหินลาวาที่แข็งตัวแล้วนั้น

             ผมจ้องตรงไปยังบริเวณที่แสงแดดสะท้อนออกมาบนภูเขาเมื่อดวงอาทิตย์เคลื่อนไป ความจ้าของแสงก็จางลงไปด้วยแล้ววูบดับในที่สุด
             ผมมองข้ามโตรกผาออกไปและมองเห็นบริเวณแห่งใหม่ที่สะท้อนแสงจ้าออกมา ผมบอกกับดอนฮวนว่ามองเห็นอะไร ต่อมาผมเห็นแสงตกลงมากระทบอีกจุดหนึ่ง และจุดอื่น ๆ ต่อไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งบริเวณโตรกผาทั้งหมดถูกแต้มด้วยแสงแดดที่สะท้อนมากระทบ
             ผมรู้สึกเวียนศีรษะ แม้ว่าจะหลับตาลงไปก็ยังมองเห็นแสงแดดจ้านั้น ผมเอามือกุมหัวไว้แล้วพยายามที่จะคลานเข้าไปใต้ผาหินที่ยื่นง้ำออกมา แต่ดอนฮวนยึดแขนผมไว้แน่นแล้วสั่งให้ผมมองไปยังหน้าผาเพื่อหาส่วนที่เป็นเงาที่มืดที่สุดท่ามกลางแสงจรัสจ้านั้น

             ผมไม่อยากจ้องดูเพราะประกายแสงจ้าแทงเข้าไปในตา ผมบอกว่า สิ่งที่ผมรู้สึกในขณะนี้เหมือนกับการจ้องดูท้องถนนยามแสงแดดส่องจ้าจากทางหน้าต่าง และต่อมาจะเห็นเงาดำของกรอบหน้าต่างเต็มไปหมด
             ดอนฮวนสั่นหัวไปข้างโน้นข้างนี้แล้วหัวเราะออกมาอย่างดัง แกปล่อยแขนของผมแล้วเราขยับเข้าไปนั่งใต้ผาหินที่เงื้อมออกมานั่น
             ผมบันทึกภาพอันน่าประทับใจของสิ่งแวดล้อมที่เห็น เมื่อดอนฮวน (หลังจากที่เงียบไปนาน) พูดโพล่งออกมาด้วยเสียงที่ทำให้น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

             "ผมพาคุณมายังที่แห่งนี้เพื่อจะสอนคุณถึงสิ่งหนึ่ง" แกพูด "คุณกำลังจะเรียนรู้ถึง การไม่-กระทำ เราคงต้องพูดกันในเรื่องนี้เพราะไม่มีทางอื่นเลยที่จะทำให้คุณเข้าใจ ผมคิดว่าคุณอาจจะเข้าใจ การไม่-กระทำ ได้โดยที่ผมไม่ต้องพูดอะไรออกมาเลย แต่ผมคาดผิดไป"
             "ผมไม่รู้ว่าคุณกำลังพูดอะไรอยู่ ดอนฮวน"
             "นั่นไม่สำคัญหรอก" แกบอก "ผมกำลังจะบอกกับคุณถึงสิ่งหนึ่งที่ง่ายมาก แต่ยากที่สุดที่จะกระทำ ผมจะบอกกับคุณเรื่อง การไม่-กระทำ แม้ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้มีอยู่ว่า ไม่มีทางที่จะพูดถึงมันได้ เพราะร่างกายเท่านั้นที่กระทำเรื่องนี้ลงไป"

             แกชำเลืองเขม็งมาทางผมแล้วบอกว่า ผมต้องตั้งใจฟังสิ่งที่แกจะพูดอย่างเต็มที่
             ผมปิดสมุดบันทึก แต่ผมก็ต้องประหลาดใจเป็นอย่างมากที่แกแนะให้ผมเขียนต่อไปได้
             "การไม่-กระทำ เป็นเรื่องที่ยากและทรงพลังมาก จนคุณไม่ควรที่จะเอ่ยถึงมันเลย" แกพูดต่อ "ไม่พูดถึงจนกว่าคุณ หยุดโลก ได้แล้ว นับแต่นั้นคุณจึงจะพูดถึงเรื่องนี้ได้อย่างมีอิสระหากว่าคุณอยากจะพูดในเรื่องนี้"

             ดอนฮวนมองไปรอบ ๆ แล้วชี้ไปยังหินใหญ่ก้อนหนึ่ง
             "หินก้อนนั้นเป็นก้อนหินเพราะ การกระทำ"
             เรามองตากัน และแกยิ้มออกมา ผมคอยฟังคำอธิบาย แต่ดอนฮวนคงเงียบ ในที่สุดผมต้องกล่าวออกมาว่าผมไม่เข้าใจสิ่งที่แกพูด
             "นั่นก็เป็น การกระทำ!" แกอุทานออกมา
              "ขอประทานโทษ"
             "นั่นก็เป็น การกระทำ อีกเหมือนกัน"
             "คุณกำลังพูดถึงอะไรอยู่ ดอนฮวน"

             "การกระทำ ทำให้หินเป็นหิน และทำพุ่มไม้ให้เป็นพุ่มไม้ การกระทำ ทำให้คุณเป็นคุณและผมเป็นผม"
             ผมบอกแกว่าคำอธิบายของแกไม่ได้อธิบายอะไรเลย ดอนฮวนหัวเราะแล้วยกมือขึ้นเกาหัว
             "นี่คือข้อบกพร่องของการพูด" แกบอก "การพูดทำให้หัวข้อที่ยกขึ้นมาพูดนั้นสับสนเสมอไป ถ้าคุณเริ่มพูดในหัวข้อ การกระทำมันก็จะจบลงเป็นเรื่องอื่น กระทำลงไปจริง ๆ ดีกว่าพูด....
             "ยกตัวอย่างของก้อนหิน การมองที่ก้อนหินนั้นเป็น การกระทำ แต่ การเห็น ก้อนหินเป็น การไม่-กระทำ"

             ผมต้องสารภาพออกมา คำพูดของแกไม่ได้ทำให้ผมเข้าใจอะไรเลย
             "เข้าใจสิ มันทำให้คุณเข้าใจมากทีเดียวแหละ" แกร้องออกมา
             "แต่คุณคิดเอาว่าคุณไม่เข้าใจเพราะนั่นเป็น การกระทำ ของคุณ และนั่นเป็นปฏิกิริยาโดยทั่วไปที่คุณกระทำต่อผมและโลก"
             แกชี้ไปยังหินก้อนนั้นอีก
             "หินก้อนนั้นเป็นก้อนหินเพราะทุกสิ่งทุกอย่างคุณทราบว่าจะทำกับมันอย่างไร" แกพูด "ผมเรียกสิ่งนี้ว่า การกระทำ ส่วนมนุษย์ผู้รู้แจ้งนั้นรู้ดีว่า ก้อนหินเป็นก้อนหินเพราะ การกระทำ ดังนั้นหากว่าเขาไม่ต้องการให้ก้อนหินเป็นก้อนหิน สิ่งที่จะต้องทำก็คือ การไม่-กระทำ เข้าใจสิ่งที่ผมพูดหรือยังล่ะ"

             ผมไม่เข้าใจสิ่งที่ดอนฮวนพูดเลย แกหัวเราะแล้วพยายามที่จะอธิบายอีกครั้ง
             "โลกนี้เป็นโลกเพราะว่าคุณทราบดีถึง การกระทำ ที่ทำให้เกิดมันขึ้นมา" แกพูด "ถ้าหากคุณไม่รู้ถึง การกระทำ ที่ทำให้เกิดมันขึ้น โลกนี้ก็จะเป็นสิ่งที่ต่างออกไป"
             ดอนฮวนสำรวจดูผมด้วยความอยากรู้อยากเห็น ผมหยุดเขียน ผมอยากฟังแกพูดเท่านั้น แกอธิบายต่อไปว่า หากไม่มี "การกระทำ" ที่กล่าวมาแล้วนั้น จะไม่มีอะไรที่เรารู้จักได้เลยในบรรดาสิ่งที่มีอยู่รอบตัวของเราขณะนี้
             แกโน้มตัวลงไปหยิบเอาหินก้อนเล็ก ๆ ก้อนหนึ่งขึ้นมาด้วยนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ของมือข้างซ้ายแล้วยื่นมาข้างหน้าของผม
             "นี่เป็นก้อนกรวดเพราะคุณทราบถึง การกระทำ ที่เกี่ยวข้องอยู่กับการทำให้มันเป็นก้อนกรวด" แกพูด
             "คุณพูดเรื่องอะไร ดอนฮวน" ผมถามด้วยความสับสนอย่างแท้จริง
             ดอนฮวนยิ้ม ดูเหมือนแกจะซ่อนความพอใจแผลง ๆ ของแกไว้
             "ผมไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมคุณจึงสับสน" แกพูด "ถ้อยคำดูจะเป็นสิ่งที่คุณพิสมัยอย่างที่สุด คุณน่าจะอยู่บนสวรรค์ได้แล้วนี่"

             แกมองผมด้วยสายตาที่มีแววลึกลับ และเลิกคิ้วข้นสองสามครั้ง แกชี้ที่ก้อนกรวดที่ยื่นออกมาเบื้องหน้าของผม
             "ผมบอกว่า คุณกำลังทำสิ่งนี้ให้เป็นก้อนกรวดเพราะคุณรู้การกระทำที่เกี่ยวข้องอยู่กับมัน" แกพูด "และในการที่จะ หยุดโลก คุณต้องหยุด การกระทำ"
             แกคงทราบดีว่าผมไม่เข้าใจเอาเลย จึงยิ้มและสั่นหัวไปมา ต่อมาแกหยิบกิ่งไม้ขึ้นมาแล้วชี้ที่รอยบุ๋มบนกรวดก้อนนั้น
             "ในกรณีของหินเล็ก ๆ ก้อนนี้" แกอธิบายต่อไป "สิ่งแรกที่ การกระทำ ทำกับมัน คือการทำให้มันหดเล็กลงมาจนมีขนาดเท่านี้ ดังนั้นการกระทำที่เหมาะสมซึ่งนักรบทำลงไปหากว่าเขาต้องการจะ หยุดโลก คือ ขยายหินก้อนเล็ก ๆ ก้อนนี้หรือสิ่งอื่นให้ใหญ่ขึ้นด้วย การไม่-กระทำ"

             แกยืนขึ้นแล้ววางก้อนกรวดลงบนหินก้อนโตแล้วบอกให้ผมเข้าไปตรวจดูใกล้ ๆ แกบอกให้ผมดูที่รู และรอยบุ๋มบนก้อนกรวดและหารายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่มีอยู่ แกบอกว่าถ้าผมเห็นรายละเอียด ผมก็จะไม่เห็นรูและรอยบุ๋มและผมก็จะเข้าใจว่า "การไม่-กระทำ" หมายถึงอะไร
             "ก้อนกรวดบัดซบนี่จะทำให้คุณบ้าละวันนี้" แกบอก

             คงจะมีแววตื่นเต้นงงงวยปรากฏอยู่บนใบหน้าของผมอย่างแน่นอน ดอนฮวนมองดูผมแล้วหัวเราะดังก้องออกมา ต่อมาแกแกล้งทำเป็นโกรธก้อนกรวดก้อนนั้นจึงตบมันด้วยหมวกสองสามครั้ง
             ผมเร่งเร้าให้แกอธิบายสิ่งที่แกพูดให้ชัด ผมบอกว่าเป็นไปได้อย่างยิ่งที่แกจะอธิบายอะไรก็ได้ถ้าแกพยายาม
             แกชำเลืองมาทางผมด้วยสายตาอมเล่ห์แล้วสั่นหัวราวกับว่าสิ่งที่ผมบอกแกนั้นเป็นไปไม่ได้เลย
             "แน่นอน ผมอธิบายอะไรก็ได้" แกพูดแล้วหัวเราะ "แต่คุณจะเข้าใจคำอธิบายนั้นไหมล่ะ"

             ผมต้องผงะในถ้อยคำที่แกย้อนออกมา
             "การกระทำ ทำให้คุณแยกกรวดก้อนนี้ออกจากหินใหญ่นั่น" แกอธิบายต่อ "ถ้าคุณต้องการที่จะเรียนรู้ถึง การไม่-กระทำ ก็ขอบอกว่า คุณต้องเชื่อมมันเข้าด้วยกัน"
             ดอนฮวนชี้เงาเล็ก ๆ ของก้อนกรวดที่ทาบอยู่บนหินก้อนใหญ่แล้วบอกว่า นั่นไม่ใช่เงาแต่เป็นกาวที่มาเชื่อมหินทั้งสองก้อนให้ติดกัน แกหันไปอีกทางหนึ่งพลางบอกกับผมว่าจะกลับมาดูผมในภายหลังแล้วเดินจากไป

             ผมจ้องดูกรวดก้อนนั้นอยู่นาน ผมไม่สนใจรายละเอียดของแอ่งและรูที่มีในก้อนกรวด แต่เงาของมันที่ทาบอยู่บนหินก้อนใหญ่นั้นน่าสนใจที่สุด ดอนฮวนพูดถูกแล้ว เงานั้นเหมือนกับกาว มันเคลื่อนไหวย้ายตัวไป ๆ มา ๆ ผมรู้สึกขึ้นมาว่าเงานั้นถูกรีดให้ออกมาจากกรวดก้อนนั้น
             เมื่อดอนฮวนกลับมา ผมเล่าให้แกฟังว่าผมมองดูเงาของก้อนกรวดอย่างไร
             "นั่นเป็นการเริ่มต้นที่ดี" แกบอก "นักรบจะบอกอะไรก็ได้จากเงา"

             ต่อมาแกแนะว่า ผมควรเอากรวดก้อนนั้นไปฝังไว้ที่ใดที่หนึ่ง
              "ทำไมล่ะ" ผมถาม
             "คุณดูมันอยู่นาน" แกบอก "มันประจุบางสิ่งในตัวคุณเข้าไปแล้ว นักรบพยายามที่จะทำให้กระทบกระเทือนพลังของ การกระทำ ด้วยการเปลี่ยนพลังนั้นให้เป็น การไม่-กระทำ การกระทำ คือทิ้งกรวดก้อนนี้ที่ไหนก็ได้เพราะมันเป็นเพียงหินก้อนเล็ก ๆ แต่ การ-ไม่กระทำ คือทำกับกรวดก้อนนี้ต่อไปราวกับว่ามันไม่ใช่หินธรรมดา ๆ ในกรณีหลังนี้ ก้อนกรวดซึมซาบเข้าไปในตัวของคุณเป็นเวลานาน และขณะนี้มันคือคุณนั่นเอง และเมื่อเป็นดังนี้ คุณไม่ควรทิ้งมันให้อยู่แถวนี้ คุณต้องฝังมันไว้และถ้าหากคุณมีพลังส่วนตัว การไม่-กระทำ จะเปลี่ยนกรวดก้อนนี้ให้เป็นของขลังได้ด้วย"
             "ตอนนี้ผมเปลี่ยนมันได้ไหมล่ะดอนฮวน"
             "ชีวิตของคุณยังไม่กระชับพอที่จะทำเช่นนั้น ถ้าหากคุณเห็น คุณก็น่าจะรู้ว่าความใส่ใจของคุณได้เปลี่ยนกรวดก้อนนี้ให้เป็นสิ่งที่ไม่ทราบว่าเป็นอะไร ดังนั้นสิ่งที่เหมาะสมที่สุดที่คุณทำได้คือขุดหลุมฝังมันเสีย ให้โลกดูดซับเอาความหนักหน่วงของมันลงไป"

             "สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดจริงหรือเปล่าดอนฮวน"
             "การที่จะตอบว่า จริง หรือ ไม่จริง เป็น การกระทำ แต่ขณะที่คุณกำลังเรียนรู้ในเรื่อง การไม่-กระทำ อยู่ ผมเห็นจะต้องบอกกับคุณว่า ไม่สำคัญเลยที่จะมองว่าสิ่งเหล่านี้จริงหรือไม่จริง ตรงนี้เองที่นักรบมีข้อได้เปรียบคนสามัญ คนธรรมดาสนใจอยู่ว่าสิ่งต่าง ๆ ไม่จริงก็เท็จ แต่นักรบไม่เป็นเช่นนั้น คนธรรมดากระทำต่อสิ่งต่าง ๆ เฉพาะลงไปหากเขารู้ว่ามันจริง และกระทำในลักษณะที่ต่างออกไปในสิ่งที่เขาทราบว่าไม่จริง ถ้าหากสิ่งนั้นได้รับการบอกกล่าวว่า จริง เขาจะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดลงไปและเชื่อมั่นในสิ่งที่เขาทำนั้นด้วย แต่ถ้าหากสิ่งนั้นได้รับการบอกกล่าวว่าไม่จริง เขาไม่สนใจที่จะทำอะไรกับมัน หรือไม่เขาก็ไม่เชื่อในสิ่งที่เขาได้ทำลงไป แต่ในทางตรงกันข้าม ที่นักรบจะกระทำต่อสิ่งที่เรียกว่าจริงและไม่จริง ถ้าสิ่งนั้นได้รับการบอกกล่าวว่า จริง นักรบก็จะทำสิ่งหนึ่งลงไปเพื่อ การกระทำ ถ้าสิ่งนั้นได้รับการบอกกล่าวว่า ไม่จริง เขาคงทำสิ่งหนึ่งลงไปอีกเช่นกันเพื่อจะทำ การไม่-กระทำ เข้าใจที่ผมพูดไหมล่ะ"
             "ไม่หรอก ผมไม่เข้าใจสิ่งที่คุณพูดเลยจริง ๆ " ผมตอบ

             คำพูดของดอนฮวนทำให้ผมเกิดอารมณ์อยากต่อล้อต่อเถียงขึ้นมา ผมไม่รู้เรื่องในสิ่งที่แกพูด ผมจงบอกกับแกว่านั่นไม่ใช่ภาษามนุษย์ ดอนฮวนจึงเยาะผมว่า แม้ในสิ่งที่ผมชอบทำอย่างที่สุดคือการพูดนั้น ผมก็ไม่มีความบริสุทธิ์สะอาดในจิตใจเอาเลย แกล้อเลียนการใช้ถ้อยคำของผม แกเห็นว่าผิดพลาดและไม่ให้ความหมายที่เหมาะสม
              "ถ้าคุณจะพูดทะลึ่งออกมาก็ให้ทะลึ่งอย่างนักรบ" แกพูดแล้วหัวเราะออกมาเสียงดัง

             ผมรู้สึกสลดใจ มีเสียงดังหึ่ง ๆ อยู่ในรูหูของผม ผมรู้สึกร้อนอย่างอึดอัดที่ศีรษะ และผมรู้สึกอายขึ้นมาจริง ๆ หน้าของผมคงจะแดงมาก ผมลุกขึ้นแล้วเดินไปยังป่าละเมาะเพื่อฝังกรวดก้อนนั้น
              "ผมล้อคุณเล่นนิดหน่อย" ดอนฮวนพูดเมื่อผมกลับมาและนั่งลงเหมือนเดิม "แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะผมก็ทราบดีว่าถ้าคุณไม่พูดคุณก็ไม่เข้าใจ การพูดคือ การกระทำ สำหรับคุณ แต่การพูดอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ และถ้าหากคุณต้องการทราบถึงสิ่งที่ผมพูดคือ การไม่-กระทำ คุณต้องออกกำลังกายชนิดง่าย ๆ อย่างหนึ่ง ในเมื่อเราพูดกันถึงเรื่อง การไม่-กระทำ จึงไม่ใช่เป็นเรื่องประหลาดที่คุณจะออกกำลังกายชนิดที่ว่านี้เดี๋ยวนี้หรือทำอีกสิบปีในอนาคต"

             แกบอกให้ผมนอนลงแล้วจับมือขวาของผมขึ้นมา งอตรงข้อศอก ต่อมาแกบิดมือของผมจนฝ่ามือหันกลับมาด้านหน้า แกงอนิ้วเข้ามาเหมือนกับว่าผมจับลูกบิดประตู แล้วแกหมุนแขนของผมไป ๆ มา ๆ เป็นวงกลมเหมือนกับว่ากำลังผลักและดึงคันโยกที่ติดอยู่กับล้อ
             ดอนฮวนบอกว่า นักรบจะทำอย่างนี้ในทุกคราวที่เขาจะผลักไสสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้ออกจากตัว เช่นผลักเชื้อโรคหรือความรู้สึกที่ไม่พึงปรารถนาให้ออกไป แนวความคิดที่ให้ทำเช่นนี้ก็เพื่อจะผลักหรือดึงกำลังที่เป็นปฏิปักษ์ในจินตนาการจนเรารู้สึกขึ้นมาว่า มีของหนักและอาการตัวแข็งมาทำให้การเคลื่อนไหวของแขนหยุดลง ในการออกกำลังกายของ "การไม่-กระทำ" นี้ เราต้องทำซ้ำจนตัวแข็งชาอันเกิดจากการหมุนที่แขนแม้ว่าเราจะไม่เชื่อเลยว่าจะเกิดอาการดังกล่าวนี้

              ผมเริ่มหมุนที่แขน และไม่นานนักมือของผมก็เย็นเฉียบเหมือนน้ำแข็ง ผมรู้สึกหนักหนืดรอบ ๆ มือราวกับว่าผมเอามือพายไปในของเหลวที่เหนียวเหนอะหนะ
             ดอนฮวนไหวตัวขึ้นมาอย่างกะทันหัน แกยึดที่แขนของผมให้หยุดหมุน ร่างของผมสั่นราวกับว่าผมถูกจับเขย่าด้วยพลังที่มองไม่เห็น แกตรวจดูผมขณะที่ผมลุกขึ้นนั่งแล้วเดินรอบตัวของผมก่อนที่แกจะนั่งลงที่เดิม
              "พอแล้ว" แกบอก "คุณอาจทำอีกในภายหลังเมื่อคุณมีพลังส่วนตัวมากกว่านี้"
             "ผมทำอะไรพลาดไปหรือ"
             "ไม่หรอก การไม่-กระทำ ใช้กับนักรบที่แข็งแกร่งเท่านั้น แต่คุณยังไม่มีพลังชนิดนั้นเพื่อจะมาควบคุมมันได้ ในตอนนี้คุณจะจับด้วยมือของคุณได้เพียงสิ่งที่น่าสยดสยองเท่านั้น ดังนั้นให้ทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปจนมือของคุณไม่เย็น และเมื่อมือของคุณอุ่นอยู่เหมือนเดิม คุณจะรู้สึกถึงเส้นของโลกด้วยมือ"

             ดอนฮวนหยุดพูดเหมือนกับจะให้เวลาเพื่อผมจะได้ถามถึงเส้นที่แกพูดถึง แต่ก่อนที่ผมจะมีโอกาสถามแกก็อธิบายขึ้นมาเองก่อนว่า มีจำนวนเส้นใยนับไม่ถ้วนที่เชื่อมโยงเราไว้กับสิ่งต่าง ๆ แกบอกว่า การออกกำลังกายของ "การไม่-กระทำ" ที่แกบอกนั้นจะทำให้เรารู้สึกว่ามีเส้นใยออกมาจากมือที่หมุนอยู่ มันเป็นเส้นใยที่เราจะวางมันไว้หรือเหวี่ยงให้เกาะที่ไหนก็ได้ตามที่เราต้องการ ดอนฮวนบอกว่า นี่เป็นเพียงการออกกำลังชนิดทำเล่น ๆ เท่านั้น เพราะเส้นใยที่เกิดจากมือนั้นไม่คงทนถาวรที่จะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้จริงในสถานการณ์ที่คับขัน

             "มนุษย์ผู้รู้แจ้งใช้ส่วนอื่นของร่างกายเพื่อทำให้เกิดเส้นใยที่คงทน" แกบอก
             "ส่วนไหนของร่างกายล่ะดอนฮวน"
             "เส้นที่คงทนถาวรที่สุดที่มนุษย์ผู้รู้แจ้งทำขึ้นจะออกมาจากตรงกลางของลำตัว" แกบอก "แต่เขาอาจทำให้เกิดเส้นเหล่านั้นจากดวงตาทั้งสองข้างได้ด้วย"
             "มันเป็นเส้นที่มีอยู่จริงหรือเปล่าล่ะ"

             "พูดอย่างนี้ก็แล้วกันว่า คุณรู้สึกถึงมันได้ ส่วนที่ยากที่สุดในวิถีทางของนักรบ คือการรู้ชัดแจ้งขึ้นมาว่าโลกคือความรู้สึกเมื่อคุณ ไม่-กระทำ คุณก็กำลังรู้สึกโลกอยู่ และคุณรู้สึกถึงโลกจากเส้นใยของมัน"
             แกหยุดพูดแล้วตรวจดูผมด้วยแววตาใคร่รู้ แกเลิกคิ้ว เบิกนัยน์ตากว้างแล้วกระพริบเหมือนกับนกกระพริบตา ในทันใดนั้น ผมรู้สึกอึดอัดและอยากจะอาเจียนขึ้นมา ผมรู้สึกเหมือนกับมีอะไรมาบีบที่ท้องน้อย

              "รู้สึกในสิ่งที่ผมพูดหรือยัง" แกถามแล้วเลื่อนสายตาออกไป
             ผมบอกแกถึงความรู้สึกที่อยากจะอาเจียน ดอนฮวนตอบด้วยน้ำเสียงแสดงว่ารู้ว่า แกทราบดีอยู่แล้วและแกพยายามที่จะทำให้ผมรู้สึกถึงเส้นใยของโลกด้วยตาของแก ผมยอมรับว่าแกทำให้ผมรู้สึกเช่นนั้นไม่ได้เลย ผมบอกข้อสงสัยที่ผมมี ผมไม่เชื่อเอาเลยว่าดอนฮวนทำให้ผมรู้สึกคลื่นเหียนขึ้นมาได้จริงในเมื่อในทางร่างกายนั้นแกไม่ได้ทำอะไรกับผมเลย

             "การไม่-กระทำ เป็นเรื่องง่ายแต่ก็ยากมาก" แกบอก "มันไม่ใช่เรื่องของการทำความเข้าใจ แต่เป็นเรื่องของการทำให้ชำนาญ แน่นอน สำหรับมนุษย์ผู้รู้แจ้งนั้น การเห็น เป็นการเข้าถึงในลำดับสุดท้ายและ การเห็น เข้าถึงได้ก็ต่อเมื่อคุณ หยุดโลก ได้แล้วเท่านั้นโดยเทคนิคของ การไม่-กระทำ"

              ผมยิ้มออกมาอย่างไม่ตั้งใจ ผมไม่เข้าใจสิ่งที่ดอนฮวนพูดเลยแม้แต่นิดเดียว
             "เมื่อคุณทำสิ่งหนึ่งให้กับผู้อื่น" แกพูด "ภาระของคุณมีเพียงจะเสนอสิ่งหนึ่งให้กับร่างกายของคนผู้นั้น นี่คือสิ่งที่ผมกระทำกับคุณมาจนถึงบัดนี้ คือทำให้ร่างกายของคุณรู้ ไม่มีใครสนใจเลยว่าคุณจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ"
             "แต่นั่นไม่ยุติธรรมเลยดอนฮวน ผมต้องการที่จะเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่เช่นนั้นแล้วการมาที่นี่ก็เป็นการเสียเวลาของผมเปล่า ๆ ปลี้ ๆ "
             "เสียเวลาของคุณ!" แกอุทานออกมาด้วยน้ำเสียงที่ล้อเลียนคำพูดของผม "คุณนี่หยิ่งผยองจริง ๆ "

             แกลุกขึ้นแล้วบอกกับผมว่าเราจะปีนขึ้นไปสู่ยอดเขาที่อยู่ทางขวามือ
             การปีนขึ้นไปนั้นทรมานมาก มันเป็นการปีนภูเขาจริง ๆ นอกจากจะไม่มีเชือกมาช่วยเท่านั้น ดอนฮวนบอกผมซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าอย่ามองลงไปข้างล่าง และแกดึงผมขึ้นไปถึงสองครั้งเมื่อผมลื่นไถลลงมาจากก้อนหิน ผมอายแกมากที่ชายแก่อย่างดอนฮวนต้องมาช่วยผม ผมบอกกับแกว่าผมมีร่างกายที่อ่อนแอเพราะขี้เกียจออกกำลังกาย ดอนฮวนบอกว่า เมื่อใดเมื่อเราถึงเข้าจุดหนึ่งในการมีพลังส่วนตัวแล้ว การออกกำลังกายหรือการฝึกฝนใด ๆ จะไม่มีความจำเป็นอีกต่อไปในเมื่อทั้งหมดที่เราต้องการที่จะมีร่างกายที่สมบูรณ์แบบนั้นอยู่ที่เราปฏิบัติ "การไม่-กระทำ"

             เมื่อเรามาถึงยอดเขาผมถึงกับต้องนอนลงไปและทำท่าว่าจะไม่สบาย ดอนฮวนเอาเท้ามาเขี่ยให้ตัวของผมกลิ้งไปมาเหมือนกับที่เคยทำอย่างนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง การทำเช่นนั้นทำให้ผมฟื้นตัวขึ้นมาทีละเล็กละน้อย แต่ผมยังมีความวิตกกังวลราวกับว่ากำลังคอยการปรากฏตัวโดยฉับพลันของสิ่งหนึ่งอยู่ ผมมองไปยังทิศทางต่าง ๆ สองสามครั้งโดยไม่ตั้งใจ ดอนฮวนไม่พูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียวแต่แกก็มองไปยังทิศที่ผมจ้องดูอยู่
             "เงาเป็นอุบัติการณ์ที่แปลกมาก" แกพูดขึ้นมาอย่างกะทันหัน "คุณคงรู้สึกแล้วว่าเงาหนึ่งกำลังตามเรามา"
             "ผมไม่เห็นอะไรที่คุณว่ามานั้นเลย" ผมค้านด้วยเสียงอันดัง
             ดอนฮวนบอกว่า ร่างกายของผมรู้สึกถึงสิ่งที่ตามเรามาดีไม่ว่าผมจะค้านอย่างหัวชนฝา และแกให้ความมั่นใจกับผมด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า เงาที่ตามเรามานั้นไม่มีพิษสงอะไร

             "มันเป็นเพียงพลังอย่างหนึ่ง" แกบอก "ในภูเขาเหล่านี้เต็มไปด้วยพลัง มันเหมือนกับตัวหนึ่งที่หลอกคุณเมื่อคืนหนึ่งก่อนหน้านี้"
             ผมอยากทราบว่าผมสามารถสัมผัสกับมันได้ด้วยตัวเองจริงหรือ ดอนฮวนยืนยันว่าในเวลากลางวันผมรู้สึกถึงการปรากฏตัวของมันอยู่แล้ว
             ผมต้องการคำอธิบายว่าทำไมแกจึงเรียกมันว่าเงา ในเมื่อเห็นอยู่อย่างชัดแจ้งว่ามันไม่เหมือนเงาของก้อนหินเลย ดอนฮวนตอบว่า เงาทั้งสองชนิดนั้นมีเส้นใยชนิดเดียวกัน ดังนั้นมันจึงเป็นเงาเหมือนกัน

             แกชี้ไปยังหินก้อนใหญ่ยาวที่ตั้งอยู่เบื้องหน้า
              "จงดูที่เงาของหินก้อนนั้น" แกบอก "เงาก็คือหินก้อนนั้น การดูที่ก้อนหินเพื่อจะรู้ว่าก้อนหินคืออะไรเป็น การกระทำ แต่การดูที่เงาของมันเป็น การไม่-กระทำ....
             "เงาก็เหมือนกับประตู เป็นประตูเข้าสู่ การไม่-กระทำ มนุษย์ผู้รู้แจ้งทราบได้ถึงความรู้สึกลึก ๆ ของคนอื่นได้จากการดูที่เงาของเขา นี่เป็นตัวอย่างหนึ่ง"
             "มีการเคลื่อนไหวในเงาเหล่านั้นอย่างนั้นหรือ" ผมถาม
              "คุณพูดได้เหมือนกันว่ามีการเคลื่อนไหว หรืออาจจะบอกได้อีกว่า มีเส้นใยของโลกปรากฏอยู่ในเงาหรือมีความรู้สึกออกมาจากเงาอย่างนี้ก็ได้"
              "ความรู้สึกจะออกมาจากเงาได้อย่างไร ดอนฮวน"
             "ความเชื่อที่ว่า เงาเป็นเพียงเงาเท่านั้นเป็น การกระทำ" แกอธิบาย "อย่างน้อย ความเชื่อดังกล่าวเป็นเรื่องโง่เขลา คิดในลักษณะนี้ก็แล้วกัน ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้มีอะไรมากกว่าที่มันปรากฏให้เห็น ดังนั้นจึงเป็นเรื่องชัดทีเดียวที่จะต้องมีอะไรบางสิ่งในเงาด้วยเหมือนกัน และเหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด สิ่งที่ทำให้มันเป็นเงาเป็นเพียง การกระทำ ของเราเอง"

             เราเงียบไปนาน ผมไม่ทราบจะพูดอะไรออกมาอีก
             "ที่สุดแห่งทิวากาลกำลังเคลื่อนเข้ามา" ดอนฮวนพูดพร้อมกับชี้ไปที่ท้องฟ้า "คุณต้องใช้แสงแดดอันสว่างไสวนี้กระทำสิ่งหนึ่งเป็นครั้งสุดท้าย"
             แกนำผมไปยังที่แห่งหนึ่ง ซึ่งมีก้อนหินยอดแหลมโตขนาดตัวของมนุษย์ สองก้อน ตั้งขนานห่างกันประมาณ ๕-๖ ดอนฮวนหยุดยืนห่างออกไปราว ๑๐ ฟุตหันหน้าไปทางทิศตะวันตก แกกาที่ที่ผมต้องยืนแล้วบอกให้มองดูเงาของหินทั้งสองก้อน แกบอกให้ผมเพ่งดู และให้หรี่ตาอย่างเดียวกับที่ต้องทำเมื่อจะหาที่สำหรับพัก แกขยายความให้ชัดขึ้นว่า ในการหาที่นั้นจะต้องมองดูโดยไม่เพ่งสิ่งหนึ่งสิ่งใดเฉพาะลงไป แต่การมองดูเงาในครั้งนี้จะต้องหรี่ตาและเพ่งดูที่เงาให้เห็นชัดด้วย จุดมุ่งหมายที่ทำเช่นนี้ก็เพื่อให้เงาหนึ่งมาเหลื่อมกับอีกเงาหนึ่งด้วยการไขว้สายตา ดอนฮวนบอกว่า ในการทำเช่นนี้เรามั่นใจว่าความรู้สึกชนิดหนึ่งจะปรากฏขึ้นที่เงา ผมให้ความเห็นว่าแกพูดคลุมเครือมาก แต่แกบอกว่าไม่มีทางอื่นเลยที่จะมาอธิบายเรื่องนี้

             ความพยายามของผมปราศจากผล ผมเพ่งดูจนปวดหัว แต่ดอนฮวนไม่สนใจถึงความล้มเหลวของผม แกปีนขึ้นไปบนหินที่มียอดเหมือนโดมแล้วตะโกนให้ผมหาหินแบนยาวแต่ไม่กว้างนักมาสองก้อน แกบอกลักษณะของก้อนหินด้วยมือ
             ผมพบหินสองแผ่นและนำมายื่นให้กับดอนฮวน แกตั้งหินแต่ละก้อนที่รอยแยกห่างจากกันประมาณ ๑ ฟุต แล้วให้ผมยืนเหนือหินทั้งสองแผ่นนั้น แกบอกให้ผมมองดูเงาของหินทั้งสองแผ่นเหมือนกับที่ทำมาก่อนหน้านี้
             คราวนี้การเห็นเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เกือบจะในทันใดนั้นเอง ผมอาจไขว้สายตาแล้วเห็นเงาแต่ละเงากลืนเข้ามาเป็นเงาเดียว ผมสังเกตเห็นว่า การมองดูโดยไม่พยายามให้สิ่งที่เห็นมารวมกันนั้นทำให้เกิดเงาเป็นเงาเดียว และมองเห็นได้ชัดแจ้ง มีความใสกระจ่างชนิดหนึ่งบอกไม่ถูก ผมจ้องดูเงานั้นด้วยความตื่นตะลึงเห็นรูทุกรูในก้อนหินที่อยู่บริเวณนั้นชัดแจ้ง และเงาที่รวมกันเข้ามานั้นทาบอยู่กับก้อนหินเหล่านั้นมีลักษณะเหมือนกับม่านโปร่งใสไม่อาจบรรยายให้เห็นภาพได้เลย

             ผมไม่อยากระพริบตาเพราะกลัวว่าภาพที่ผมประคองไว้อย่างล่อแหลมนั้นจะหายวับไป ในที่สุดผมรู้สึกเคืองตาขึ้นมาจนต้องกระพริบ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้สูญเสียรายละเอียดที่มองเห็น การกระพริบให้ลูกตาชุ่มขึ้นมานั้นยิ่งทำให้ภาพที่เห็นชัดเจนขึ้น ในตอนนี้ผมรู้สึกว่า คล้ายกับผมมองมายังโลกที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนจากที่สูงซึ่งไม่อาจวัดได้ ผมรู้สึกด้วยว่าผมอาจกวาดสายตาดูสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ในบริเวณของเงานั้นโดยไม่ทำให้สูญเสียรายละเอียดของภาพที่เพ่งดู ชั่วแวบหนึ่งในขณะต่อมาความคิดที่ว่าผมกำลังมองดูก้อนหินหายไป ผู้รู้สึกว่าได้ก้าวลงมาสู่โลกอันใหญ่โตมโหฬารเกินกว่าที่จะคาดคะเนได้ สภาพรับรู้ที่พิเศษอย่างยิ่งนี้เป็นไปราวหนึ่งวินาที แล้วขณะต่อมาทุกสิ่งก็เปลี่ยนไป ผมมองขึ้นไปโดยอัตโนมัติและเห็นดอนฮวนยืนอยู่เหนือหินทั้งสองก้อนหันหน้ามาทางผม ร่างของแกบังแสงแดดไว้

             ผมเล่าถึงความรับรู้วิสามัญที่เกิดขึ้น และดอนฮวนบอกว่าแกจำต้องขัดขวางไม่เกิดภาพที่เห็นนั้นเพราะแก "เห็น" ว่าผมหลงอยู่กับมัน แกกล่าวเพิ่มเติมว่า นั่นเป็นแนวโน้มธรรมดาสำหรับพวกเราทุกคนคือหลงใหลไปตามความพอใจเมื่อความรับรู้เช่นนั้นเกิดขึ้น และในการลืมตัวไปนี้เกือบจะทำให้ผมเปลี่ยน "การไม่-กระทำ" เป็น "การกระทำ" ที่ผมคุ้นเคยอยู่แล้วเป็นอย่างดีต่อไป แกบอกว่า สิ่งที่ผมควรจะทำก็คือมองดูภาพนั้นโดยไม่ตกอยู่ในอำนาจของมัน เพราะในลักษณะหนึ่งนั้น "การกระทำ" เป็นการตกอยู่ภายใต้อำนาจนั่นเอง
             ผมบ่นว่า แกน่าจะบอกผมล่วงหน้าในสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้น และสิ่งที่ควรจะกระทำ ดอนฮวนชี้ให้เห็นว่าตัวแกเองก็ไม่มีทางจะรู้ได้เลยว่าผมจะรวมเงาทั้งสองเข้าด้วยกันได้
             ผมต้องสารภาพว่าผมยิ่งงงหนักขึ้นในเรื่องเกี่ยวกับ "การไม่-กระทำ" ดอนฮวนให้ความเห็นว่าผมควรจะพอใจในสิ่งที่ทำไปแล้ว เพราะครั้งหนึ่งละที่ผมทำได้อย่างถูกต้องนั่นก็คือ ในการย่อโลกให้เล็กลงมาได้นั้นผมกลับทำให้มันขยายใหญ่ขึ้น และแม้ว่าผมจะยังอยู่ห่างจากความรู้สึกสงสัยในเส้นใยของโลกมากนัก แต่ผมก็ได้ใช้เงาของก้อนหินมาเป็นประตูเข้าสู่ "การไม่-กระทำ" ได้อย่างถูกต้อง

             คำกล่าวที่ว่า ผมขยายโลกให้ใหญ่ขึ้นด้วยการลดขนาดของมันลงมานั้นทำให้ผมสงสัยอยู่ไม่หาย รายละเอียดปลีกย่อยของก้อนหินที่เต็มไปด้วยรูขรุขระในบริเวณเล็ก ๆ ที่ผมเพ่งดูนั้นเห็นได้ชัดเจนและบอกได้ว่าเป็นอย่างไรจนยอดกลม ๆ ของก้อนหินกลายเป็นโลกลูกมหึมา แต่นั่นก็เป็นเพียงการลดขนาดของก้อนหินนั้นให้เล็กลงนั่นเอง และเมื่อดอนฮวนมายืนบังแสงไว้ ผมก็รู้ว่าตัวเองมองเห็นภาพอย่างธรรมดาและรายละเอียดต่าง ๆ ก็หายไป รูเล็ก ๆ ในก้อนหินกลับโตขึ้น หินลาวาสีน้ำตาลกลับเป็นสีมัว ๆ และทุกสิ่งทุกอย่างก็ไม่โปร่งใสเรื่อเรืองชนิดที่จะทำให้หินก้อนนั้นเป็นโลกขึ้นมาได้
             ต่อมาดอนฮวนเอาหินสองก้อนนั้นไปวางลงที่รอยแตกอย่างระมัดระวัง แล้วกลับมานั่งขัดสมาธิตรงจุดที่หินทั้งสองเคยวางอยู่หันหน้าไปทางทิศตะวันตก แกเอามือตบที่พื้นดินข้างตัวทางด้านซ้ายแล้วบอกให้ผมนั่งลง

             เราไม่พูดกันอยู่นาน ต่อมาเรารับประทานอาหารโดยไม่พูดคุยอีกเช่นกัน จนกระทั่งดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าแกจึงหันมาที่ผมแล้วถามถึงความก้าวหน้าใน "การฝัน" ของผม
             ผมบอกกับแกว่า เมื่อเริ่มต้นใหม่ ๆ เรื่องนี้ทำได้ง่าย แต่ในตอนนี้ผมมองไม่เห็นมือในความฝันอีกเลย
             "เมื่อคุณเริ่มมีการฝันใหม่ ๆ นั้นคุณใช้พลังส่วนตัวของผม" แกบอก "ดังนั้นมันจึงทำได้ง่าย ๆ แต่ตอนนี้คุณไม่มีอะไรเลย แต่คุณต้องพยายามต่อไปจนกว่าคุณจะมีพลังของคุณเอง คุณเห็นหรือยังว่า การฝัน ก็คือ การไม่-กระทำ ในความฝันนั่นเอง และเมื่อคุณมีความก้าวหน้าใน การไม่-กระทำ คุณก็จะทำได้ดีใน การฝัน ด้วยวิธีการในเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องหยุดดูที่มือ แม้ว่าคุณจะไม่เชื่อว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นจะมีความหมาย ความจริงนั้นก็อย่างที่ผมเคยบอกกับคุณแล้วว่า นักรบไม่จำเป็นต้องเชื่อ เพราะตราบใดที่เขายังคงทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดเลยโดยไม่มีความเชื่อ เขากำลังทำ การไม่-กระทำ อยู่"

             เรามองดูตากันอยู่ครู่หนึ่ง
             "เกี่ยวกับ การฝัน นั้นผมไม่มีอะไรจะบอกกับคุณอีก" แกพูดต่อ "ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมพูดออกไปก็จะเป็น การกระทำ เท่านั้นเอง แต่ถ้าหากคุณจัดการกับ การไม่-กระทำ โดยตรงแล้ว คุณก็จะรู้ได้เองว่าควรทำอย่างไรบ้างใน การฝัน การหามือของคุณยังมีความสำคัญมากแม้ในตอนนี้ และผมเองก็มั่นใจว่าคุณจะทำในเรื่องนี้"
             "ผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน แต่ผมไม่ศรัทธาในตัวเองเอาเลยดอนฮวน"
             "มันไม่ใช่เรื่องที่จะต้องศรัทธาใครต่อใคร เรื่องราวทั้งหมดนี้เป็นเรื่องความพยายามของนักรบ และคุณเองก็ต้องดิ้นรนต่อไปด้วย หากไม่ได้ดิ้นรนต่อสู้ด้วยพลังส่วนตัวของคุณ ก็ดิ้นรนเนื่องจากมีคู่ปรปักษ์ที่สมควรกับคุณหรือเนื่องจากพันธมิตรบางตัว เหมือนกับตัวหนึ่งที่ตามคุณมาในขณะนี้"

             แขนขวาของผมกระตุกขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ ดอนฮวนบอกว่าร่างกายของผมทราบถึงสิ่งต่าง ๆ ดียิ่งกว่าที่ผมจะคาดเอาเสียอีก เพราะพลังที่ตามเรามานั้นอยู่ทางขวามือของผม แกบอกถึงความลับด้วยเสียงต่ำ ๆ ว่า วันนี้พันธมิตรตัวนี้เข้ามาใกล้ตัวของผมถึงสองครั้งและแกต้องก้าวเข้ามาขวางมันเอาไว้
             "ในตอนกลางวัน เงาเป็นประตูของ การไม่-กระทำ" แกบอก "แต่ในเวลากลางคืน เนื่องจากว่า การกระทำ มีอยู่น้อย ทุกสิ่งจึงเป็นเงารวมทั้งพันธมิตรทั้งหลายด้วย ผมเคยบอกเรื่องนี้กับคุณแล้วขณะที่ผมสอนคุณเกี่ยวกับ ท่าของพลัง"
             ผมหัวเราะออกมาดัง ๆ และเสียงหัวเราะนั้นทำให้ผมรู้สึกกลัวขึ้นมา

             "ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมสอนคุณคือ การไม่-กระทำ ในแง่มุมต่าง ๆ " ดอนฮวนอธิบายต่อ "นักรบใช้ การไม่-กระทำ กับทุกสิ่งทุกอย่างในโลก แต่ถึงอย่างนั้นก็ตามผมก็ไม่สามารถบอกคุณได้มากกว่าสิ่งที่พูดมาแล้วในวันนี้ คุณต้องให้ร่างกายของคุณค้นพบความรู้สึกของ การไม่-กระทำ เอง"
             ผมหัวเราะแหบ ๆ ด้วยความกลัว
            "นับเป็นเรื่องโง่เขลาเป็นอย่างยิ่งที่จะดูหมิ่นดูแคลนความลึกลับทั้งหลายในโลกเพียงเพราะว่าคุณทราบถึง การกระทำ ของการดูหมิ่นนั้น" ดอนฮวนพูดด้วยใบหน้าที่เคร่งขรึม ผมยืนยันกับแกว่าผมไม่ได้ดูหมิ่นสิ่งใดหรือบุคคลใด แต่ผมรู้สึกว่าประสาทเสียและหวาดกลัวมากยิ่งกว่าที่แกจะคิดเสียอีก
             "ผมรู้สึกอย่างนี้บ่อย ๆ " ผมบอก "กระนั้นผมก็ต้องการที่จะเปลี่ยนแปลง แต่ไม่ไม่ทราบว่าจะเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร ผมเป็นคนบกพร่องจริง ๆ "
             "ผมรู้แล้วว่าคุณคิดว่าคุณแย่ที่สุด" แกพูด "นั่นเป็น การกระทำ ของคุณ เอาละเพื่อให้กระทบกับ การกระทำ ดังกล่าว ผมขอแนะให้คุณเรียนรู้ถึง การกระทำ อีกชนิดหนึ่ง นับจากวันนี้ไปอีกแปดวันข้างหน้าผมอยากให้คุณโกหกกับตัวเอง แทนที่จะบอกความจริงกับตัวเองว่าน่าเกลียด แย่ที่สุดหรือบกพร่อง ให้คุณบอกกับตัวเองแทนว่าคุณมีคุณสมบัติตรงกันข้ามชนิดหน้ามือเป็นหลังมือทั้ง ๆ ที่ทราบดีว่านั่นเป็นการโกหกและคุณเป็นคนแย่หมดหวังเอาจริง ๆ ด้วย"
              "แต่การโกหกอย่างนั้นมันจะมีประโยชน์อะไร"
             "การโกหกอาจมัดคุณไว้กับ การกระทำ อีกชนิดหนึ่ง และต่อจากนั้นคุณจะทราบขึ้นมาอย่างชัดแจ้งว่า การกระทำ ทั้งสองอย่างเป็นเรื่องโกหก ไม่มีความจริง และการผูกตัวเองไว้กับการกระทำชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นเรื่องเสียเวลาเปล่า เพราะว่ามีสิ่งเดียวที่จริงคือความเป็นในตัวของคุณที่กำลังจะตาย และการเข้าถึงความเป็นชนิดนี้เป็น การไม่-กระทำ ของอัตตาตัวตน"





     TOP BOTTOM

             


             
             
             
๑๖. วงแหวนของพลัง


เสาร์ที่ ๑๔ เมษายน ๑๘๖๒
             
               อนฮวนยกน้ำเต้าใส่อาหารขึ้นเพื่อชั่งดูน้ำหนักแล้วกล่าวสรุปว่าเราจัดการกับเสบียงเกือบจะหมดแล้วและเป็นเวลาที่ต้องเดินทางกลับ ผมกล่าวขึ้นมาลอยๆ ว่าเราต้องเดินทางอย่างน้อยสองวันจึงจะถึงจุดหมาย ดอนฮวนบอกว่าเราไม่กลับไปซอนาร่าแต่จะไปที่เมืองชายแดนแห่งหนึ่งเพื่อทำธุระของแก
             ผมคิดว่าเราจะเดินทางลงจากภูเขาทางโตรกที่เป็นแหล่งน้ำ แต่ดอนฮวนกลับมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเป็นที่ราบสูงเกิดจากลาวาเช่นเดียวกัน เมื่อเดินไปได้สักหนึ่งชั่วโมง แกพาผมลัดเลาะไปตามโตรกผาซึ่งไปจบเอาตรงที่ยอดเขาสองลูกเกือบจะมาบรรจบกัน ที่นั่นมีเนินลาดสูงขึ้นไปจนเกือบจะถึงยอดเขา มันเป็นเนินรูปประหลาดเหมือนกับสะพานโค้งเชื่อมระหว่างยอดเขาทั้งสองลูกนั้น
             ดอนฮวนชี้ให้ดูบริเวณด้านหน้าของเนินเขานั้น
             "จงเพ่งดูตรงนั้นให้ดี" แกบอก "ดวงอาทิตย์อยู่เกือบจะอยู่เหนือเนินนั้นขึ้นไป"
             แกอธิบายว่า ในเวลาเที่ยงวันแสงแดดอาจช่วยให้ผม "ไม่-กระทำ" ได้ ต่อมาแกออกคำสั่งมากมายเช่นให้คลายเสื้อผ้าที่รัดแน่น นั่งในท่าขัดสมาธิ และมองตรงไปยังจุดที่แกบอกเป็นต้น
             มีเมฆสองสามก้อนลอยอยู่บนท้องฟ้า ทางด้านทิศตะวันตกไม่มีเมฆเลย วันนั้นอากาศร้อนมาก แสงแดดสาดจ้าลงมากระทบหินลาวาที่แข็งตัวแล้ว และผมใส่ใจเฝ้าดูจุดที่ดอนฮวนบอกนั้นอย่างจดจ่อ

             เมื่อจ้องดูอยู่นานผมถามขึ้นมาว่า ผมควรจะดูอะไรเป็นพิเศษ แต่ดอนฮวนโบกมือให้ผมเงียบ
             ผมรู้สึกเหนื่อยและอยากจะหลับตา ผมหรี่ตาลง นัยน์ตาคันยิบๆ ผมจึงยกมือขยี้ มือของผมชื้นเหงื่อและเมื่อเหงื่อเข้าไปในตาทำให้ตาแสบ ผมมองดูยอดของภูเขาลาวาด้วยตาที่เกือบจะปิดแต่ทันใดนั้นเองภูเขาทั้งลูกสว่างโพลงขึ้นมา
             ผมบอกกับดอนฮวนว่า ถ้าผมหรี่ตาผมก็จะเห็นเทือกเขาทั้งหมดเป็นยวงแสงรุ่งเรืองขึ้นมา
             แกบอกให้ผมหายใจให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อคงภาพยวงแสงที่เห็นอยู่นั้นไว้ และต้องไม่จ้องตรงเข้าไปแต่ให้มองผ่านๆ ไปดูที่จุดหนึ่งบนขอบฟ้าที่อยู่เหนือเนินเขา ผมทำตามคำแนะนำนั้นและสามารถที่จะคงภาพยวงแสงเรื่อเรืองที่ขยายออกไปไม่มีที่สิ้นสุดนั้นไว้ได้
             ดอนฮวนพูดออกมาค่อยๆ ว่า ให้ผมแยกบริเวณที่เป็นเงามืดแห่งหนึ่งจากยวงแสงทั้งหมด และในทันทีที่พบบริเวณดังกล่าว ให้ผมลืมตาขึ้นมาเต็มที่เพื่อดูว่าบริเวณนั้นอยู่ตรงจุดไหนของเนินเขา
             ผมมองไม่เห็นเงาดำในที่ตรงไหนเลย ผมหรี่ตาและลืมมันขึ้นหลายครั้ง ดอนฮวนขยับเข้ามาใกล้แล้วชี้ให้มองดูที่จุดจุดหนึ่งที่อยู่ตรงหน้าของผมพอดี ผมพยายามที่จะขยับตัว ผมคิดว่า บางทีหากผมขยับตัวผมจะมองเห็นเงามืดที่ดอนฮวนชี้ให้ดู แต่แกสั่นแขนผมอย่างแรงแล้วบอกด้วยเสียงเครียดให้ผมนั่งนิ่งๆ และอดทนเข้าไว้
             ผมหรี่ตาลงอีกครั้งและมองเห็นยวงแสงนั้นอีก ผมมองดูอยู่ครู่หนึ่งแล้วเปิดตาให้กว้างขึ้น ขณะนั้นเองผมได้ยินเสียงครืนเบาๆ เสียงนั้นน่าจะบอกได้ว่าเป็นเสียงของเครื่องบินไอพ่นที่บินในระยะไกล และทันใดนั้นผมต้องเบิกตากว้างเมื่อมองเห็นเทือกเขาที่อยู่เบื้องหน้ากลายเป็นจุดของแสงมากมายบริเวณใหญ่โตมโหฬารมันเหมือนกับว่า ในชั่วระยะเวลาอันสั้นนั้นบริเวณจุดที่เป็นโลหะบนหินลาวาอันแข็งตัวแล้วนั้นพากันสะท้อนแสงแดดออกมาพร้อมกัน ต่อมาแสงแดดจางลงแล้วดับไป ภูเขาทั้งลูกกลายเป็นสีน้ำตาลแก่และลมพัดแรงขึ้นจนรู้สึกหนาว

             ผมอยากจะหันไปดูว่าดวงอาทิตย์ลับไปหลังก้อนเมฆหรืออย่างไร แต่ดอนฮวนจับหัวของผมไว้ไม่ยอมให้ผมเคลื่อนไหว แกบอกว่าถ้าหากผมหันกลับผมจะเห็นวิญญาณของภูเขาแวบหนึ่งซึ่งเป็นพันธมิตรที่ตามเรามา แกยืนยันว่าผมไม่มีพลังเพียงพอที่จะต้านทานภาพที่ผมเห็น แกพูดเสริมอีกว่า เสียงครืนที่ผมได้ยินนั้นเป็นลักษณะพิเศษที่พันธมิตรตัวนี้ประกาศปรากฏตัวของมัน
             ต่อมาแกลุกขึ้นยืนแล้วบอกดังๆ ว่า เราจะปีนขึ้นไปบนเนินนั้น
             "เราจะไปที่จุดไหนล่ะ" ผมถาม
              ดอนฮวนชี้ไปยังที่แห่งหนึ่งที่แกบอกว่าเห็นเงามืด แกอธิบายว่า "การไม่-กระทำ" ทำให้แกเลือกเอาที่ตรงนั้นเป็นศูนย์ของพลัง และบางทีเราอาจพบของขลังที่จุดนั้นก็ได้
             เราปีนขึ้นไปด้วยความยากเย็นจนถึงจุดดังกล่าว ดอนฮวนยืนนิ่งห่างจากผมไปประมาณสามฟุต ผมจะเดินเข้าไปใกล้แต่แกโบกมือให้ผมหยุดอยู่ที่เดิม แกทำท่าจะหันตัว ผมเห็นท้ายทอยของแกเคลื่อนไหวเหมือนกับว่าแกกวาดสายตาขึ้นๆลงๆ ตามไหล่เขา

             ต่อมาแกเดินอย่างมั่นใจไปที่แนวหินที่ยื่นออกมา แกนั่งลงเอามือกวาดดินร่วนออกจากแนวหินนั้น แล้วเอานิ้วมือเขี่ยรอบๆ หินก้อนเล็กๆ ที่โผล่ขึ้นมา เช็ดเอาดินออกแล้วสั่งให้ผมขุดมันขึ้นมา
             เมื่อผมขุดหินก้อนนั้นขึ้นมาได้ ดอนฮวนบอกให้ผมยัดมันเข้าไปในเสื้อในทันที เพราะมันคือของขลังที่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผมแล้ว แกบอกว่า แกให้ผมเก็บรักษาเอาไว้ ผมต้องขัดถูและรักษาหินก้อนนี้
              ต่อมาเราเดินลงมาทางโตรกผาที่มีน้ำ และอีกประมาณสองชั่วโมงเรามาถึงที่ราบสูงที่เป็นทะเลทรายเชิงภูเขาลาวา  ดอนฮวนเดินห่างออกไปข้างหน้าของผมราว ๑๐ ฟุต แกเดินด้วยฝีเท้าสม่ำเสมอ เรามุ่งหน้าไปทางทิศใต้จนถึงเวลาที่ดวงอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้า ก้อนเมฆหนาทางทิศตะวันตกบังดวงอาทิตย์เอาไว้ เราหยุดเดินจนดวงอาทิตย์ลับหายไป
             ดอนฮวนเปลี่ยนทิศทาง แกมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ เราต้องเดินข้ามเนินเขา และเมื่อเรามาถึงยอดเนินนั้นผมมองเห็นชายสี่คนกำลังเดินมาหาเราจากทางทิศใต้ ผมมองดูดอนฮวน เราไม่เคยพบผู้คนเลยในการท่องเที่ยวไปด้วยกันหลายครั้ง และผมไม่ทราบว่าจะปฏิบัติอย่างไรในกรณีเช่นนี้ แต่ดอนฮวนดูเหมือนไม่สนใจในเรื่องนี้เลย แกคงเดินต่อไปตามปกติราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

             ชายทั้งสี่คนเดินราวกับว่าไม่รีบเร่งจะไปไหน พวกเขาเดินลดเลี้ยวมาหาเราอย่างไม่รีบร้อน เมื่อเดินเข้ามาใกล้ผมก็เห็นว่าเป็นชายหนุ่มชาวอินเดียนแดงสี่คน พวกเขาดูจะจำดอนฮวนได้และดอนฮวนพูดกับชายหนุ่มทั้งสี่เป็นภาษาเสปน พวกเขาพูดจาค่อยๆ และปฏิบัติกับดอนฮวนด้วยความเคารพ มีคนเดียวเท่านั้นที่พูดกับผม ผมกระซิบถามดอนฮวนว่าผมจะพูดกับชายหนุ่มเหล่านี้ได้หรือไม่ แกผงกหัวอนุญาต

              เมื่อผมเริ่มพูดคุย ชายหนุ่มทั้งสี่ก็แสดงท่าทีเป็นกันเองขึ้นและพูดกันรู้เรื่องดี โดยเฉพาะชายหนุ่มที่ผมพูดด้วยเป็นคนแรก พวกเขาบอกกับผมว่าพากันมาเลาะหาหินเขี้ยวหนุมานประจุพลังและได้เร่ร่อนไปรอบๆ ภูเขาลาวานี้หลายวันแล้ว แต่ไม่มีโชคดีพอที่จะพบผลึกหินดังกล่าวแม้แต่ก้อนเดียว
             ดอนฮวนมองไปรอบๆ แล้วชี้ไปที่มีก้อนหินใหญ่ๆ วางอยู่เกะกะซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ ๒๐๐ หลา
             "ตรงนั้นเป็นที่ที่เหมาะสำหรับการหยุดพักชั่วครู่" แกบอก
              แกเดินไปยังที่แห่งนั้น และพวกเราออกเดินตาม ดอนฮวนเลือกเอาที่ที่ขรุขระ ไม่มีต้นไม้ขึ้นอยู่ และพวกเรานั่งลงบนก้อนหิน ดอนฮวนประกาศขึ้นมาว่าแกจะเดินย้อนไปที่ละเมาะไม้เพื่อเก็บกิ่งไม้มาก่อไฟ ผมอยากจะช่วยแก แต่แกกระซิบว่า นี่เป็นกองไฟชนิดพิเศษสำหรับชายหนุ่มผู้กล้าหาญเหล่านี้ แกจึงไม่ต้องการความช่วยเหลือจากผม

             ชายหนุ่มทั้งสี่นั่งลงรอบตัวของผมชิดกันเป็นกลุ่ม คนหนึ่งนั่งหันหลังชนผมทำให้ผมไม่ค่อยสบายใจนัก
             ดอนฮวนกลับมาพร้อมกับกิ่งไม้แห้งหอบหนึ่ง แกเอ่ยปากชมความเอาใจใส่ระมัดระวังของชายหนุ่มทั้งสี่ และบอกกับผมว่าชายหนุ่มเหล่านี้เป็นศิษย์ของหมอผีผู้หนึ่ง และถือเป็นกฎอยู่ว่าเมื่อออกแสวงหาของขลังกันเป็นกลุ่มนั้นจะต้องนั่งเป็นวงกลมให้ชายสองคนหันหลังชนกันอยู่ตรงกลาง
             ชายหนุ่มคนหนึ่งถามผมว่า ผมเคยพบผลึกแก้วบ้างหรือไม่ ผมบอกว่า ดอนฮวนไม่เคยพาผมออกหาวัตถุชนิดนี้
             ดอนฮวนเลือกเอาที่แห่งหนึ่งใกล้กับหินก้อนใหญ่แล้วก่อไฟขึ้น ไม่มีชายหนุ่มคนใดเข้าไปช่วยเหลือแกแต่ทุกคนพากันมองดูอย่างใจจดใจจ่อ เมื่อกิ่งไม้ทุกกิ่งติดไฟแล้ว ดอนฮวนนั่งลงเอาหลังพิงก้อนหิน กองไฟอยู่ทางขวามือของแก

              เห็นได้ชัดว่าชายหนุ่มทั้งสี่ทราบดีว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่ผมไม่ทราบเลยแม้แต่นิดเดียวในสิ่งที่ต้องทำ เมื่อพบกับศิษย์ฝึกหัดของหมอผีเหล่านี้
             ผมเฝ้าดูชายหนุ่มทั้งสี่ พวกเขานั่งหันหน้าไปทางดอนฮวนเป็นรูปครึ่งวงกลม ผมสังเกตเห็นว่าดอนฮวนนั่งอยู่ตรงหน้าของผมและชายหนุ่มสองคนนั่งอยู่ทางขวามือของผม ส่วนอีกสองคนนั่งอยู่ทางซ้ายมือ
             ดอนฮวนเริ่มต้นโดยบอกกับชายหนุ่มเหล่านั้นว่า ผมไปที่ภูเขาลาวาเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับ "การไม่-กระทำ" และพันธมิตรได้ตามเรามา ผมคิดว่านั่นเป็นการเริ่มต้นที่น่าตื่นเต้นเลยทีเดียว ซึ่งผมคาดถูกต้องแล้ว

             ชายหนุ่มทั้งสี่เปลี่ยนท่านั่งโดยนั่งทับลงบนเท้าซ้ายที่งอเข้ามา ก่อนหน้านี้ผมไม่ได้สังเกตว่าพวกเขานั่งกันอย่างไร ผมเดาว่าคงจะนั่งเหมือนกับผมคือนั่งขัดสมาธิ ผมเหลือบไปดูดอนฮวนแวบหนึ่งทำให้ผมรู้ว่าแกนั่งทับเท้าซ้ายที่งอเข้ามา เช่นกัน แกไหวคางพอให้สังเกตได้บอกให้ผมเปลี่ยนท่านั่ง ผมงอเท้าซ้ายเข้าไปทันที

             คราวหนึ่งดอนฮวนบอกผมว่า นี่เป็นท่านั่งที่หมอผีใช้เมื่อสิ่งต่างๆ อยู่ในสภาวะที่ไม่แน่นอน อย่างไรก็ตาม ท่านั่งเช่นนี้ทำให้ผมปวดร้าวมากเสมอไป ผมรู้ว่ามันจะต้องเป็นท่านั่งที่ทรมานมากหากผมต้องขดอยู่ในท่านี้ตลอดเวลาที่ดอนฮวนพูด
             ดูเหมือนแกจะทราบถึงความลำบากของผมโดยตลอด และด้วยการรวบรัดตัดคำอธิบายแกบอกกับชายหนุ่มเหล่านั้นว่า ผลึกแก้วอาจหาได้พบตรงไหนบ้างในแถบนั้น และเมื่อหามันพบแล้วพวกเขาต้องเชิญชวนให้มันละที่อยู่ด้วยวิธีการเป็นพิเศษหลายอย่าง หลังจากนั้นผลึกแก้วก็จะเป็นชายคนนั้น และอำนาจของมันเกินกว่าที่จะคาดคะเนเอาได้

             ดอนฮวนบอกว่า โดยทั่วไปนั้นแก้วผลึกจะพบในลักษณะที่จับกันอยู่เป็นกลุ่มก้อน ซึ่งก็แล้วแต่ว่าคนที่พบจะเลือกเอาผลึกที่ยาวและมองดูสวยคมที่สุดห้าผลึกแล้วงัดออกมาจากเง่าของมัน ผู้พบต้องรับภาระในการแกะ และขัดผลึกแก้วเหล่านี้ให้แหลมและให้มีขนาด รูปร่างเหมือนกับนิ้วมือขวาทั้งห้าของเขา
              แกบอกพวกเราอีกว่า ผลึกแก้วเขี้ยวหนุมานเป็นอาวุธที่หมอผีขว้างออกไป มันจะแทงเข้าไปในร่างของศัตรูแล้วกลับมาหาเจ้าของราวกับว่ามันไม่ได้จากไปไหนเลย
             ต่อมาดอนฮวนเล่าถึงการเสาะหาวิญญาณที่จะมาเปลี่ยนผลึกแก้วธรรมดาให้เป็นอาวุธ แกบอกว่า แรกทีเดียวที่เราต้องทำคือเลือกหาที่ที่เหมาะในการล่อวิญญาณให้ออกมา สถานที่ดังกล่าวต้องอยู่บนยอดเขา และพบได้ด้วยการเอามือลูบที่พื้นดินและรู้สึกว่ามีความร้อนที่อุ่นขึ้นมาตามฝ่ามือ เราจะจุดไฟตรงจุดนั้น ดอนฮวนบอกว่าวิญญาณชนิดนี้ชอบเปลวไฟและจะปรากฏต้วด้วยเสียงร้องที่ร้องติดต่อกัน ผู้เสาะหาวิญญาณดังกล่าวจะตามเสียงนั้นไปจนมันปรากฏตัวให้เห็น แล้วเขาจะปล้ำให้มันล้มลงกับพื้นเพื่อเอาชนะมันให้ได้ เมื่อมาถึงตอนนี้เขาก็จะบังคับให้วิญญาณแตะที่ผลึกแก้วเพื่อประจุพลังเข้าไป

              แกเตือนเราว่า มีพลังอื่นมากมายในภูเขาลาวาเหล่านี้ ซึ่งเป็นพลังที่ไม่ใช่วิญญาณที่กล่าวถึงแล้ว พวกมันไม่เปล่งเสียงร้องแต่จะปรากฏตัวเป็นเงาวูบวาบ และพวกมันไม่มีพลังอยู่เลย
             ดอนฮวนขยายความต่อไปว่า ขนนกที่มีสีสวยหรือแก้วผลึกที่ขัดไว้แวววาวทำให้วิญญาณสนใจ แต่ในระยะยาววัตถุชนิดไหนก็มีผลทัดเทียมกัน เพราะว่าจุดสำคัญไม่ได้อยู่ที่การเสาะแสวงหาวัตถุเหล่านั้นแต่อยู่ที่การค้นหาพลังของวิญญาณที่จะมาประจุพลังเข้าไปในวัตถุต่างหาก
             "การมีแก้วผลึกขัดแวววาวสวยงามจะมีประโยชน์อะไรถ้าหากคุณไม่สามารถหาวิญญาณที่จะมาประจุพลังเข้าไป" แกพูด "ในทางตรงกันข้าม แม้ว่าคุณไม่มีแก้วผลึกแต่คุณหาวิญญาณได้ คุณอาจจะเอาอะไรก็ได้ให้มันสัมผัส คุณอาจยื่นมังกรยักษ์ของคุณให้มันแตะก็ได้เหมือนกันถ้าคุณหาสิ่งอื่นไม่พบ"

             ชายหนุ่มทั้งสี่หัวเราะคิกๆ ออกมา คนที่กล้าที่สุดคือคนที่พูดกับผมเป็นคนแรกหัวเราะออกมาอย่างดัง
             ผมเห็นดอนฮวนเอาขาไขว้กันและนั่งอยู่ในที่ที่สบาย ชายหนุ่มทั้งสี่ก็เปลี่ยนเป็นนั่งไขว้ขาเช่นเดียวกันผมพยายามจะเปลี่ยนท่านั่งด้วยแต่เข่าข้างซ้ายของผมปวดอยู่หนุบๆ และ ปวดร้าวไปหมด ผมต้องลุกขึ้นยืนแล้ววิ่งซอยเท้าอยู่กับที่อยู่หลายนาที
             ดอนฮวนตั้งข้อสังเกตอย่างติดตลก ผมบอกว่าผมไม่ได้ฝึกท่าคุกเข่านานแล้วเพราะตั้งแต่ผมท่องเที่ยวไปไหนต่อไหนกับแก ผมก็หยุดไปคุกเข่าสารภาพบาปมาหลายปี

             คำพูดของผมทำให้เกิดเสียงดังเกรียวกราวขี้นมาในหมู่ชายหนุ่มทั้งสี พวกเขาหัวเราะออกมาอย่างดัง บางคนเอามือปิดหน้าแล้วหัวเราะคักๆ ออกมาด้วยความหวาดกลัว
             "ผมจะแสดงอะไรบางอย่างให้พวกคุณดู" ดอนฮวนพูดขึ้นมาลอยๆ หลังจากที่ชายหนุ่มทั้งสี่หยุดหัวเราะ
             ผมเดาว่าแกคงงัดเอาวัตถุทรงพลังที่อยู่ในย่ามของแกออกมาให้เราดู สักประเดี๋ยวผมคิดว่าชายหนุ่มเหล่านี้คงจะเข้าไปรุมล้อมตัวของดอนฮวนเพราะพวกเขาไหวตัวขึ้นมาพร้อมๆ กัน แต่ละคนโน้มตัวไปข้างหน้าเหมือนกับจะลุกขึ้น แต่พวกเขากลับงอขาซ้ายเข้ามาแล้วนั่งในท่าลึกลับเหมือนเดิมซึ่งจะทรมานหัวเข่าของผมมาก

             ผมดึงขาซ้ายเข้ามาเท่าที่จะทำได้ และผมพบว่าหากผมไม่นั่งทับเท้าซ้ายแต่โหย่งตัวกึ่งคุกเข่าแล้ว เข่าของผมก็จะไม่เจ็บมากนัก
             ดอนฮวนลุกขึ้นแล้วเดินลับไปเบื้องหลังก้อนหิน
             แกคงซุกไม้ฟืนเข้าไปในกองไฟขณะที่ผมงอเท้าเข้ามาอย่างแน่นอนเพราะกิ่งไม้ประทุไฟขึ้นมาและเปลวไฟลุกโพลงขึ้น ภาพที่เห็นน่าดูมาก เปลวไฟพุ่งขึ้นเป็นสองเท่า และทันใดนั้นเองดอนฮวนก้าวออกมาจากหลังหินใหญ่ก้อนนั้นแล้วยืนอยู่ตรงที่แกเคยนั่ง ผมตะลึงไปครู่หนึ่ง ดอนฮวนสวมหมวกสีดำตลกมากมันมีกระบังหมวกด้านข้างและมียอดกลม ผมรู้สึกว่านี่คงเป็นหมวกของโจรสลัดนั่นเอง แกสวมเสื้อคลุมสีดำชายด้านหลังยาวกลัดด้วยกระดุมโลหะที่ขัดแวววาวเพียงกระดุมเดียว และแกยืนอยู่บนขาไม้ข้างหนึ่ง

             ผมหัวเราะกับตัวเอง ในเครื่องแต่งตัวของโจรสลัดนี้ดอนฮวนดูจะทึ่มๆ อย่างไรชอบกล ผมสงสัยขึ้นมาว่า แกไปเอาเครื่องแบบนี้มาจากไหนในป่าเขาเช่นนี้ ผมเดาเอาว่ามันคงถูกซ่อนเอาไว้หลังก้อนหิน ผมบอกกับตัวเองว่าถ้าจะให้เหมือนโจรสลัดจริงๆ แล้ว ดอนฮวนต้องปิดนัยน์ตาไว้ข้างหนึ่งและมีนกแก้วจับอยู่บนไหล่ของแก
             ดอนฮวนมองดูพวกเราทุกคนในกลุ่มโดยกวาดสายตาจากซ้ายไปขวา ต่อมาแกมองตรงไปที่ความมืดเหนือศีรษะของพวกเรา แกยืนในท่านั้นชั่วครู่แล้วเดินไปทางหลังก้อนหินจนลับตัวไป
             ผมไม่ได้สังเกตท่าทางที่แกเดิน เห็นได้ชัดว่าขาของแกต้องโก่งเพื่อแสดงท่าเดินของคนที่สวมขาไม้ข้างหนึ่ง เมื่อแกหันเดินไปหลังก้อนหินนั้น ผมน่าจะเห็นขาโก่งของแก แต่การกระทำของแกทำให้ผมงงมากจนผมไม่ได้ใส่ใจดูรายละเอียดปลีกย่อยอย่างอื่น

             ตอนที่ดอนฮวนเดินไปที่หลังก้อนหินนั้นเปลวไฟอ่อนแสงลง ผมคิดว่าแกกะเวลาได้เยี่ยมจริงๆ แกคงกะไว้เรียบร้อยแล้วว่า ไม้ฟืนที่ซุกเข้าไปในกองไฟนั้นจะลุกได้นานเท่าใด และแกสวมเสื้อฟ้าเดินออกมาและกลับไปตามเวลาที่ได้กะเอาไว้
             กองไฟที่หรี่ลงนั้นทำให้คนในกลุ่มตื่นเต้นขึ้นมา มีกระแสของความหวาดกลัวปรากฏในชายหนุ่มทั้งสี่ ขณะที่กองไฟหรี่แสงลงนั้น พวกเขาขยับเข้ามาหากันแล้วนั่งในท่าขัดสมาธิ
             ผมคิดว่าดอนฮวนจะก้าวออกมาจากหลังก้อนหินในทันทีแล้วนั่งลงตรงที่ที่แกเคยนั่ง แต่แกไม่ทำเช่นนั้น แกหายตัวไป และผมคอยอยู่อย่างกระวนกระวาย ชายหนุ่มทั้งสี่นั่งอยู่ด้วยสีหน้าที่ไม่เป็นปกตินัก

             ผมไม่เข้าใจว่าดอนฮวนตั้งใจแสดงสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาทำไม หลังจากที่ได้คอยอยู่ นานผมหันไปทางชายหนุ่มที่นั่งอยู่ทางขวามือแล้วถามขึ้นด้วยเสียงต่ำๆว่า เครื่องแต่งตัวชิ้นต่างๆ ที่ดอนฮวนสวม ไม่ว่าจะเป็นหมวกทรงตลกหรือเสื้อคลุมชายยาว และความจริงที่แกยืนอยู่บนขาไม้ข้างหนึ่งนั้นมีความหมายอะไรสำหรับเขาหรือเปล่า
             พวกเขามองดูกันและกันราวกับว่ารู้สึกสับสนอย่างที่สุด ผมบอกว่า หมวกใบนั้น เสื้อคลุมตัวนั้นและขาข้างที่ด้วน ทำให้ดอนฮวนเป็นโจรสลัดขึ้นมา

             ตอนนี้ชายหนุ่มทั้งสี่เบียดเข้ามารอบตัวผม พวกเขาหัวเราะค่อยๆ และขยุกขยิกไปมาด้วยความกลัวดูเหมือนทุกคนไม่มีปากจะพูด แต่ในที่สุดคนที่กล้าที่สุดอ้าปากพูดกับผม เขาบอกว่าดอนฮวนไม่ได้สวมหมวก ไม่ได้ใส่เสื้อคลุมยาว และขาก็ไม่ด้วน แต่แกมีผ้าดำหรือผ้าคลุมศีรษะอย่างพระโพกอยู่ที่หัวและสวมเสื้อคลุมสีดำยาวลากพื้น เหมือนกับเสื้อคลุมของพระอีกเช่นกัน
             "ไม่ใช่หรอก" ชายหนุ่มอีกคนหนึ่งอุทานออกมา
             "ดอนฮวนไม่ได้โพกหัว"
             "จริง" อีกคนหนึ่งพูด ชายหนุ่มที่พูดเป็นคนแรกมองดูผมราวกับว่าไม่เชื่อเอาเลย

             ผมบอกกับพวกเขาว่า เราต้องทบทวนภาพที่เห็นมานั้นอย่างมีวิจารณญาณและทำกันเงียบๆ เพราะผมแน่ใจว่าดอนฮวนต้องการให้เราทำเช่นนี้ ดังนั้นแกจึงให้พวกเราอยู่กันโดยลำพัง
              ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ทางขวาสุดของผมเล่าว่า ดอนฮวนใส่เสื้อผ้าขาดกะรุ่งกะริ่ง แกสวมเสื้อปอนโซขาดปุปะ หรืออาจจะเป็นเสื้อคลุมอย่างของชาวอินเดียนแดง และใส่กางเกงซอมเบโรที่เปื่อยยุ่ย แกหิ้วตะกร้าที่ใส่ของไว้เต็ม แต่เขาก็ไม่แน่ใจว่าของในตะกร้านั้นเป็นอะไรแน่ เขาพูดเสริมขึ้นมาว่า ดอนฮวนไม่ได้นุ่งห่มเหมือนกับขอทาน แต่น่าจะเหมือนกับคนที่กลับจากการเดินทางไกลมาเป็นเวลานานและหอบหิ้วเอาของแปลกๆ มาด้วย

             ชายหนุ่มที่เห็นดอนฮวนโพกหัวเหมือนพระบอกว่า ดอนฮวนไม่ได้ถืออะไรเลย แต่ผมของแกยาวและยุ่งเหยิงราวกับว่าแกเป็นคนที่ดุร้ายเพิ่งฆ่าพระมาหยกๆ และสวมเอาเครื่องแต่งตัวของพระรูปนั้น แต่ก็ไม่อาจซ่อนความดุร้ายของตนไว้ได้
             ชายหนุ่มคนที่นั่งอยู่ทางซ้ายมือของผมหัวเราะหึๆ ออกมาเบาๆ เขาเล่าถึงภาพน่าขนลุกที่เห็น เขาบอกว่า ดอนฮวนสวมเสื้อผ้าเหมือนกับจะเป็นบุคคลสำคัญที่เพิ่งก้าวลงจากหลังม้า แกสวมเครื่องหุ้มขาที่ทำด้วยหนัง มีสเปอร์อันโตที่ส้นเท้า มีแส้ที่แกสลัดไปๆ มาๆ และแกสวมหมวกซิฮัวหัวยอดเป็นกรวยแหลม และมีปืนพกลำกล้อง .๔๕ สองกระบอก เขาบอกว่า ภาพที่เขาเห็นนั้นดอนฮวนเป็น "แรนเชโร" ที่มั่งมีคนหนึ่ง
             ชายหนุ่มคนที่อยู่ทางซ้ายสุดของผม หัวเราะออกมาอย่างประหม่า เขาไม่พูดถึงสิ่งที่เห็นมาร่วมกับเรา ผมพยายามคะยั้นคะยอ แต่คนอื่นๆ ดูจะไม่มีความสนใจ ชายหนุ่มคนนี้ขี้อายมากจนพูดอะไรออกมาไม่ได้

             ดอนฮวนเดินออกมาจากหลังก้อนหินและกองไฟเกือบจะดับอยู่แล้ว
             "เราน่าจะปล่อยให้ชายหนุ่มเหล่านี้ทำอะไรตามที่ต้องการ" แกพูดกับผม "ล่ำลาพวกเขาเสีย"
             แกไม่มองมายังชายหนุ่มทั้งสี่ แต่ออกเดินไปช้าๆ เพื่อให้ผมได้มีเวลากล่าวคำอำลา

             ชายหนุ่มทั้งสี่สวมกอดผมไว้
             กองไฟไม่แลบเปลวออกมาอีกแล้ว มีแต่ถ่านที่คุอยู่ส่องแสงสลัวๆ ร่างกายดอนฮวนเป็นเงาดำห่างออกไม่กี่ก้าว และชายหนุ่มทั้งสี่ดูราวกับจะเป็นเงาดำนิ่งไม่ไหวตัว เป็นรูปโค้ง พวกเขาเหมือนกับแถวของรูปปั้นสีดำมะเมื่อมทาบอยู่กับความมืดด้านหลัง

             ตอนนี้เองที่สิ่งที่เคยได้ประสบมากระทบเข้ากับใจของผม ความเย็นเยียบแล่นไปตามกระดูกสันหลัง ผมสาวเท้าให้ทันดอนฮวน แกบอกผมด้วยน้ำเสียงที่ลุกลนว่า อย่าหันกลับไปดูชายเหล่านั้นเพราะขณะนี้พวกเขาเป็นวงกลมของเงา
             พลังบางชนิดจากภายนอกจู่โจมเข้ามาในกระเพาะของผมมันเหมือนกับว่ามีมือชนิดหนึ่งมาจับตัวของผมไว้ ผมกรีดร้องออกมาโดยไม่ตั้งใจ ดอนฮวนกระซิบบอกว่ามีพลังมากมายในบริเวณนี้ และน่าจะเป็นเรื่องง่ายที่ผมจะใช้ "ท่าของพลัง"
              เราวิ่งเหย่าๆ เป็นเวลาหลายชั่วโมง ผมล้มลงไปห้าครั้งและดอนฮวนนับทุกครั้งขณะที่ผมซวนกายลงไป ต่อมาแกหยุดวิ่ง
             "นั่งลง เบียดตัวไปที่ก้อนหินแล้วเอามือทาบเข้าไปที่ท้องน้อย" แกกระซิบที่หูของผม



อาทิตย์ที่ ๑๕ เมษายน ๑๙๖๒

             ในตอนเช้ามืดเมื่อมีแสงสว่างพอมองเห็นทางเราเริ่มออกเดินต่อ ดอนฮวนนำผมมาถึงที่ที่เราจอดรถไว้ ผมหิวแต่กลับรู้สึกสดชื่นและรู้สึกว่าได้พักผ่อนจนเต็มอิ่ม
             เรารับประทานขนมปังกรอบและดื่มน้ำแร่จากขวดที่ผมมีติดไว้ในรถ ผมอยากจะถามปัญหาที่รุมเร้าอยู่หลายอย่าง แต่ดอนฮวนเอานิ้วมาแตะที่ริมฝีปาก

             ในราวเที่ยงวันเราเดินทางมาถึงเมืองชายแดน ที่ดอนฮวนบอกให้ผมละแกไว้ เราไปภัตตาคารแห่งหนึ่งเพื่อรับประทานอาหารกลางวัน ที่นั่นไม่มีคน เรานั่งที่โต๊ะติดกับหน้าต่าง มองออกไปเห็นถนนใหญ่ที่มีผู้คนพลุกพล่านแล้วสั่งอาหาร
             ดอนฮวนดูจะมีอารมณ์ดีขึ้นมาก นัยน์ตาของแกมีแววซุกซน ผมรู้สึกกล้าขึ้นจึงถามปัญหาต่างๆ กับแก จุดใหญ่ผมอยากจะทราบถึงการปลอมแปลงตัวของแก
             "ผมแสดง การไม่-กระทำ เล็กๆ น้อยๆ ของผมให้คุณดู" แกพูด นัยน์ตาของแกคล้ายจะฉายแววออกมา
             "แต่ไม่มีใครเลยในหมู่พวกเราที่เห็นอย่างเดียวกัน" ผมบอก "คุณทำได้อย่างไร"
             "ง่ายมาก" แกบอก "นั่นเป็นเพียงการปลอมแปลงตัวเท่านั้นเอง เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่เรากระทำลงไปก็มีลักษณะเดียวกันคือเป็นเพียงการปลอมแปลง ผมเคยบอกคุณแล้วว่า ทุกสิ่งที่เราทำเป็น การกระทำ มนุษย์ผู้รู้แจ้งสามารถเกี่ยวตัวเองไว้กับ การกระทำ ของทุกคนแล้วทำให้เกิดสิ่งลึกลับน่าทึ่งต่างๆ นานา แต่นี่ไม่น่าพิศวงงงงวยอะไรหรอก ไม่เลยจริงๆ มันน่าขนลุก สำหรับผู้ที่ถูกจับไว้ด้วย การกระทำ เท่านั้น...
             "ชายหนุ่มทั้งสี่รวมทั้งตัวของคุณยังไม่ทราบ การไม่-กระทำ ดังนั้นจึงง่ายมากที่จะหลอกพวกคุณ"
             "คุณหลอกพวกเราอย่างไรดอนฮวน"
              "มันไม่ทำให้คุณเข้าใจอะไรได้หรอก ไม่มีทางที่คุณจะทำความเข้าใจได้เลย"
             "กรุณาทดลองกับผมหน่อยสิ"

             "ขอให้พูดอย่างนี้ก็แล้วกัน ตอนที่ทุกคนเกิดขึ้นมานั้น เขาเอาแหวนของพลังวงเล็กๆ ติดออกมาด้วย วงแหวนเล็กๆ วงนั้นถูกนำมาใช้เกือบจะในทันที ดังนั้นเราทุกคนจึงถูกเกี่ยวเอาไว้นับตั้งแต่เราอุบัติขึ้นมาในโลก และวงแหวนของพลังของเรานี้เชื่อมสัมพันธ์กับวงแหวนของคนอื่นๆ พูดอีกนัยหนึ่ง วงแหวนของพลังของเราถูกเกี่ยวไว้กับ การกระทำ ของโลกเพื่อจะสร้างโลก"
             "ขอให้ยกตัวอย่างที่ผมอาจจะเข้าใจได้หน่อยสิ" ผมพูด
             "ยกตัวอย่างเช่น ขณะนี้วงแหวนแห่งพลังของเรา คือของคุณและของผมกำลังถูกเกี่ยวไว้กับ การกระทำ ในห้องนี้ เรากำลังทำห้องนี้ขึ้นมา วงแหวนแห่งพลังของเรากำลังสร้างห้องนี้ขึ้นมาในลักษณะนี้"
             "เดี๋ยว เดี๋ยวก่อน" ผมร้องออกมา "ห้องนี้มีอยู่ที่นี่อยู่แล้ว ผมไม่ได้สร้างมันขึ้นมา ผมไม่ได้เกี่ยวข้องกับมันเลยนี่นา"

             ดอนฮวนดูจะไม่สนใจกับคำค้านชวนให้ทะเลาะของผม แกกล่าวย้ำต่อไปอย่างสงบว่า ห้องที่เรานั่งอยู่นี้ถูกทำให้เกิดขึ้นและทำให้คงอยู่ในสภาพเช่นนี้เพราะพลังที่มาจากวงแหวนแห่งพลังของทุกคน
             "เห็นไหมล่ะ ว่า" แกพูดต่อ "เราทุกคนรู้ถึง การกระทำ ห้องชนิดต่างๆ เพราะว่าจะเพราะเหตุใดก็แล้วแต่เราใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในห้อง แต่ในทางตรงกันข้าม มนุษย์ผู้รู้แจ้งทำให้วงแหวนอีกชนิดหนึ่งเจริญเติบโตขึ้นมา ผมขอเรียกมันว่า วงแหวนของ การไม่-กระทำ ดังนั้น เนื่องจากแหวนวงนี้เองที่เขาทำให้เกิดโลกอีกโลกหนึ่งขึ้นมา"

             หญิงสาวบริกรนำอาหารออกมา และดูเหมือนจะระแวงเรามาก ดอนฮวนกระซิบว่าผมควรจะจ่ายเงินเพื่อแสดงว่าผมมีเงินพอจ่ายค่าอาหาร
             "ผมไม่ตำหนิเธอหรอกที่ระแวงในตัวของคุณ" แกพูดแล้วหัวเราะออกมาอย่างดัง "คุณเหมือนกับคนที่เพิ่งออกมาจากขุมนรก"
             ผมจ่ายค่าอาหารและให้เงินรางวัลหญิงบริกร เมื่อเธอจากไปแล้วผมจ้องดูดอนฮวน พยายามที่จะหาทางวกเข้ามาสนทนาในเรื่องเดิม แกช่วยผมให้สำเร็จจุดประสงค์ในที่สุด

             "ความยุ่งยากของคุณคือ คุณยังไม่ทำให้เกิดวงแหวนแห่งพลังชนิดใหม่นี้ขึ้นมา และร่างกายของคุณไม่ทราบถึง การไม่-กระทำ" แกพูด
             ผมไม่เข้าใจสิ่งที่ดอนฮวนพูด จิตของผมวนเวียนอยู่กับเรื่องพื้นๆ ผมอยากทราบเพียงว่า แกสวมเครื่องแบบของโจรสลัดจริงหรือเปล่าเท่านั้น

              ดอนฮวนไม่ตอบ แต่หัวเราะออกมาอย่างดัง ผมอ้อนวอนให้แกอธิบายเรื่องนี้
             "ผมเพิ่งอธิบายจบไปหยกๆ นี่นา" แกแย้งขึ้นมา
             "หมายความว่าคุณไม่ได้สวมเสื้อผ้าเพื่อปลอมตัวใดๆ เลย"
             "ทั้งหมดที่ผมทำคือ เกี่ยววงแหวนแห่งพลังของผมไว้กับ การกระทำ ของคุณ" แกตอบ "นอกเหนือออกไปจากนั้นเป็นเรื่องที่คุณทำขึ้นมาเอง และคนอื่นๆ ก็เป็นเช่นเดียวกัน"
             "ไม่น่าเชื่อเอาเลย!" ผมอุทานออกมา

              "เราทุกคนถูกอบรมสั่งสอนให้เห็นพ้องต้องกันใน การกระทำ" ดอนฮวนพูดค่อยๆ "คุณคิดไม่ถึงหรอกว่า พลังแห่งความเห็นพ้องต้องกันนั้นทำให้เกิดอะไรขึ้นมาบ้าง แต่นับเป็นโชคดีที่ การไม่-กระทำ ก็เป็นสิ่งมหัศจรรย์และทรงพลังทัดเทียมกัน"
             ผมรู้สึกถึงคลื่นที่ควบคุมไม่ได้ไหวตัวอยู่ในกระเพาะ ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับผมจริงๆ และคำอธิบายของดอนฮวนเป็นเสมือนมีเหวลึกมาขวางไว้ไม่อาจเชื่อมประสานกันได้ เพื่อปกป้องตัวเองเป็นครั้งสุดท้ายซึ่งก็เหมือนกับทุกๆ คราวคือ ผมจบลงด้วยความไม่เชื่อ สงสัย และมีคำถามติดมาว่า "ถ้าดอนฮวนซักซ้อมไว้กับชายหนุ่มเหล่านั้นล่ะ ดอนฮวนเองน่ะแหละ ที่สร้างเรื่องทั้งหมดนั้นขึ้น"

             ผมเปลี่ยนเรื่องคุย ผมถามเกี่ยวกับศิษย์ของหมอผีทั้งสี่คนนั้น
             "คุณบอกผมไม่ใช่หรือว่า พวกเขาเป็นเงา" ผมถาม
              "ใช่"
             "ชายหนุ่มทั้งสี่เป็นวิญญาณอย่างนั้นหรือ"
             "ไม่หรอก พวกเขาเป็นศิษย์ของคนคนหนึ่งที่ผมรู้จัก"
             "แล้วทำไมคุณจึงบอกว่าพวกเขาเป็นเงาล่ะ"
              "เพราะในขณะเช่นนั้นชายหนุ่มทั้งสี่ถูกลูบไล้ด้วยพลังของ การไม่-กระทำ และเมื่อพวกเขาไม่ได้โง่เซอะเหมือนคุณ พวกเขาจึงเปลี่ยนไปเป็นสิ่งหนึ่ง ซึ่งแตกต่างไปจากสิ่งที่คุณรู้จักดี เพราะเหตุนี้เองที่ผมไม่ให้คุณหันกลับไปมองดู มันจะทำอันตรายกับคุณเท่านั้นเอง"

             ผมไม่มีคำถามข้ออื่นอีกและไม่หิวด้วย ดอนฮวนรับประทานอย่างเอร็ดอร่อยและดูจะมีอารมณ์ดีเป็นพิเศษแต่ผมรู้สึกเศร้าสลดใจ ผมเหน็ดเหนื่อยขึ้นมาในทันใด ผมรู้ชัดขึ้นมาว่าวิถีทางของดอนฮวนนั้นลำบากยากเข็ญสำหรับผม ผมตั้งข้อสังเกตว่า ตัวเองไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นหมอผีเอาเลย
              "บางทีการพบกับเมสคาลิโตอีกสักครั้งหนึ่งจะช่วยคุณได้กระมัง"
             ผมให้คำรับรองกับแกว่า นั่นยิ่งห่างจากสิ่งที่ผมคิดไว้อย่างที่สุด และผมจะไม่นำมาคิดเลยว่าเป็นสิ่งที่จะเป็นไปได้

             "เหตุการณ์ที่รุนแรงต้องเกิดขึ้นเพื่อให้ร่างกายของคุณได้รับประโยชน์จากสิ่งที่คุณเรียนรู้มาแล้วบ้าง"
             ผมลองออกความเห็นว่า ในเมื่อผมไม่ได้เป็นชาวอินเดียนแดง ผมจึงไม่มีคุณสมบัติที่จะมีชีวิตอันมหัศจรรย์ของหมอผี
             "บางทีถ้าหากผมปลดเปลื้องตัวเองให้พ้นจากความผูกพันทั้งหลายได้แล้ว ผมก็อาจจะเดินไปตามทางอย่างของคุณได้ดีขึ้น" ผมพูด "หรือไม่เช่นนั้น ถ้าผมท่องเที่ยวไปตามป่าเขากับคุณแล้วอยู่มันเสียที่นั่นเลย แต่เท่าที่เป็นอยู่เดี๋ยวนี้ ความจริงที่ว่าผมก้าวเท้าไปเหยียบไว้ทั้งสองโลกนั้นทำให้ผมไม่มีประโยชน์ทั้งในโลกธรรมดาและโลกของหมอผี

             ดอนฮวนจ้องดูผมอยู่นาน
              "นั่นเป็นโลกของคุณ" แกพูดพร้อมกับชี้ไปที่ถนนอันพลุกพล่าน "คุณเป็นคนของโลกชนิดนี้ และข้างนอกนั่นแหละ ในโลกชนิดนั้นเองเป็นสนามแห่งการล่าของคุณ เราไม่มีทางที่จะหนีจาก การกระทำ ของโลกนี้ ดังนั้น สิ่งที่นักรบกระทำลงไปคือเปลี่ยนโลกชนิดนี้ให้เป็นสถานที่ที่เขาจะออกล่า ในฐานะที่เป็นพราน นักรบทราบดีว่า โลกนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ให้เป็นประโยชน์ ดังนั้นเขาใช้มันทุกชิ้นทุกสิ่ง นักรบก็เหมือนกับโจรสลัดนั่นเอง คือไม่เสียใจที่ได้สิ่งใดมาหรือสูญเสียสิ่งที่เขาต้องการนั้นไป นอกจากจะแตกต่างไปบ้าง คือนักรบจะไม่ใส่ใจหรือรู้สึกว่าถูกดูหมิ่นเหยียดหยามเมื่อเขาถูกใช้หรือถูกกลั่นแกล้งเลย" .





TOP BOTTOM


             
         ๑๗. การเผชิญกับปรปักษ์ที่คู่ควร


พฤหัสที่ ๑๑ ธันวาคม ๑๙๖๒

                 กับดักของผมทำอย่างดี การวางกับก็ถูกต้อง ผมพบกระต่าย กระรอก หนูน้ำ นกกระทาและนกอื่นๆ แต่ตลอดทั้งวันผมจับอะไรไม่ได้แม้แต่ตัวเดียว
                ขณะที่เดินออกจากบ้านตอนเช้ามืด ดอนฮวนบอกว่า วันนี้ผมต้องคอยเพื่อรับ "ของขวัญจากพลัง"ซึ่งก็คือสัตว์พิเศษตัวหนึ่งที่จะหลงมาเข้ากับดักของผม และเนื้อของมันนั้นเมื่อผมนำมาตากให้แห้งแล้วจะเป็น "เนื้อประจุพลัง"             
                ดอนฮวนดูจะตกอยู่ในอารมณ์ซึมเซาอย่างไรชอบกล แกไม่ให้คำแนะนำหรือออกความเห็นแต่อย่างใด แต่ในที่สุดแกพูดออกมาเมื่อใกล้ค่ำ
                 "มีคนบางคนมาแทรกแซงการดักสัตว์ของคุณ" 
                "ใครล่ะ" ผมถามด้วยความประหลาดใจ

                แกมองมาทางผมแล้วยิ้มพร้อมกับสั่นหัวแสดงท่าว่าไม่อยากจะเชื่อ
                "คุณทำราวกับว่าไม่รู้ว่าเป็นใคร" แกพูด "ทั้งๆ ที่ตลอดวันนี้คุณก็รู้อยู่ว่าเป็นใคร"
                ผมกำลังจะกล่าวค้านแต่แกยั้งไว้ด้วยว่าไม่เห็นประโยชน์ที่จะทำเช่นนั้น ผมทราบดีว่าดอนฮวนจะบอกชื่อ "ลา คาธาริน่า" และถ้าหากว่านั่นเป็นชื่อที่แกจะพูดออกมาแล้ว ที่แกกล่าวนั้นก็ถูกต้องคือ ผมทราบจริงๆ ว่าคนคนนั้นเป็นใคร

                 "เราจะกลับตอนนี้ก็ได้" ดอนฮวนพูดต่อไป "หรือไม่ก็คอยต่อไปจนกระทั่งมืดและใช้เวลาย่ำค่ำนั้นจับเธอเอาไว้"
                แกคงจะคอยคำตัดสินใจของผมอยู่ ผมอยากจะกลับ ผมเริ่มลงมือเก็บเชือกเส้นเล็กๆ ที่นำมาใช้ และก่อนที่ผมจะพูดถึงข้อตัดสินใจของตัวเอง ดอนฮวนยั้งผมด้วยคำสั่งว่า
                "นั่งลงก่อน" แกพูด "น่าจะเป็นการตัดสินใจที่ง่ายและธรรมดาจนเกินไปหากเราจะกลับเฉย ๆ ในตอนนี้ แต่นี่เป็นกรณีที่แปลกเป็นพิเศษ ผมคิดว่าเราต้องอยู่ การแสดงครั้งนี้เจาะจงลงไปที่ตัวของคุณ"
                 "คุณหมายความถึงอะไร ดอนฮวน"
                "มีบางคนเจาะจงมาก่อกวนคุณโดยเฉพาะ ดังนั้นนั่นจะทำให้คุณต้องแสดง ผมทราบว่าคนนั้นเป็นใคร และคุณก็รู้แล้วเช่นเดียวกัน"
                "คุณทำให้ผมกลัวขึ้นมาแล้วละ"

                "ไม่ใช่ผมหรอกที่ทำให้คุณกลัว" แกตอบพร้อมกับหัวเราะ "ผู้หญิงคนนั้น คนที่ด้อมๆ มองๆ อยู่ข้างนอกแถวนั้นทำให้คุณกลัวขึ้นมา"
                แกหยุดพูดเหมือนกับจะคอยดูผลที่เกิดจากคำพูดที่แกกล่าวออกมา ผมต้องยอมรับว่ากลัวขึ้นมาจริง ๆ

                เมื่อเดือนกว่า ๆ ที่ผ่านมานั้นผมเผชิญหน้ากับหมอผีนางหนึ่งชื่อ "ลา คาธาริน่า" อย่างน่าหวาดเสียวมาก ผมประจันหน้ากับผู้หญิงคนนี้ในลักษณะที่เสี่ยงตายทีเดียว เพราะดอนฮวนหลอกให้ผมเชื่อว่าเธอกำลังตามล่าเอาชีวิตของแกอยู่ และแกไม่สามารถแก้ไขเรื่องนี้ได้ด้วยตนเอง แต่เมื่อผมเข้ามาเกี่ยวพันกับแม่มดนางนี้แล้ว ดอนฮวนกลับเผยความลับออกมาว่า เธอไม่มีอันตรายต่อตัวแกแต่อย่างใด เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้นเป็นเพียงอุบาย ไม่ใช่เป็นการแกล้งเพื่อประสงค์ร้าย แต่เป็นอุบายที่เป็นเหมือนกับดักเพื่อใช้จัดการกับตัวผม

                วิธีการของดอนฮวนไม่มีศีลธรรมเอาเลย
                 ผมโกรธแกมาก เมื่อเห็นผมโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง ดอนฮวนจะเอื้อนทำนองเพลงเม็กซิกันขึ้นมาทันที แกเลียนเสียงของพวกนักร้องที่มีชื่อ แต่การเลียนเสียงร้องที่แกทำน่าขันมากจนในที่สุดผมก็หัวเราะออกมาเหมือนกับเด็กๆ แกร้องกล่อมผมเป็นชั่วโมง ผมไม่เคยทราบมาก่อนว่าแกมีความรู้เกี่ยวกับเพลงบ้าๆ เหล่านี้
                "ผมจะบอกอะไรบางอย่างให้กับคุณ" แกพูดออกมาในตอนท้าย "ถ้าหากเราไม่ถูกหลอกเสียบ้างเราก็จะไม่มีวันได้เรียนรู้ สิ่งนี้เกิดขึ้นกับทุกๆ คน ศิลปะของผู้อุปถัมภ์คือ นำเรามาสู่ปากเหว ผู้อุปถัมภ์ชี้ทางและอุบายให้กับคุณเท่านั้น ผมหลอกคุณมาแล้ว จำตอนที่ผมรื้อฟื้นวิญญาณความเป็นนักล่าของคุณขึ้นมาได้ไหมล่ะ คุณบอกกับผมเองว่า การล่าทำให้ลืมเรื่องสมุนไพร คุณตั้งใจทำอะไรหลายสิ่งหลายอย่างเพื่อที่จะเป็นพรานให้ได้ ซึ่งสิ่งเหล่านั้นไม่น่าทำเลยหากคุณจะเรียนเกี่ยวกับเรื่องสมุนไพรและในตอนนี้คุณต้องทำอะไรมากมายกว่านั้นอีก เพื่อจะมีลมหายใจต่อไป"

                แกจ้องเขม็งดูผมแล้วหัวเราะออกมาอย่างพออกพอใจ
                "นี่มันบ้าทั้งนั้นแหละ" ผมพูด "พวกเราเป็นคนธรรมดาเท่านั้นนี่นา"
                "คุณน่ะสิเป็นคนธรรมดา" แกแย้ง "แต่ผมไม่"
                "แน่นอน คุณเป็นคนธรรมดานี่เอง" ผมย้ำ "คุณเป็นคนธรรมดาอย่างที่สุดเท่าที่ผมเคยพบ"
                "ธรรมดาก็ธรรมดา!" แกร้องออกมา "อย่างเถียงกันดีกว่า ผมเป็นคนธรรมดา แล้วยังไงต่อไปล่ะ"

                ผมดึงให้ดอนฮวนมาให้เหตุผล มีความจำเป็นอย่างไรหรือที่คนธรรมดาสองคนต้องทำอะไรลงไปในลักษณะบ้าคลั่งอย่างที่เราจะทำกับหมอผีผู้หญิงคนนี้
                "คุณเป็นคนธรรมดา นั่นถูกแล้ว" แกพูดออกมาอย่างดุเดือด "และนั่นหมายถึงว่า คุณเชื่อว่าคุณรู้เกี่ยวกับโลกนี้อย่างมากมาย แต่คุณรู้จักโลกหรือเปล่า คุณรู้จักโลกจริงๆ หรือ คุณเห็นการกระทำของผู้คนเท่านั้นเอง ประสบการณ์ของคุณมีขอบเขตจำกัดอยู่ในแวดวงของสิ่งที่ผู้อื่นกระทำกับคุณและสิ่งที่คุณกระทำต่อผู้อื่นเท่านั้น คุณไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับโลกอันลึกลับที่ไม่อาจหยั่งถึงได้นี้"

                แกทำสัญญาณให้ผมตามแกไปที่รถแล้วขับไปยังเมืองเล็กๆ ที่อยู่ทางฝั่งเม็กซิโกไม่ไกลออกไปนัก ผมไม่ถามว่าเราจะทำอะไรกันต่อไป
                ดอนฮวนสั่งให้ผมจอดรถไว้ข้างภัตตาคารแห่งหนึ่งแล้วออกเดินไปตามสถานีรถขนส่งและร้านค้าในบริเวณนั้น ดอนฮวนเดินนำไปข้างหน้าเยื้องไปทางขวามือของผม ทันใดนั้นผมรู้สึกขึ้นมาว่ามีคนหนึ่งเดินเคียงผมไปทางด้านซ้ายมือ แต่ก่อนที่ผมจะมีโอกาสหันไปมองดู ดอนฮวนไหวตัวอย่างรวดเร็วและกะทันหัน แกโน้มตัวไปข้างหน้าเหมือนกับจะหยิบของขึ้นมาจากพื้นแล้วคว้าตรงซอกรักแร้ของผมขณะที่ผมเดินจู่เข้ามาเกือบชนตัวแก แกลากผมไปที่รถยนต์ และไม่ยอมปล่อยตัวผมแม้ตอนที่เปิดประตูรถ ผมคลำหาลูกกุญแจอยู่ครู่หนึ่ง แกเสือกตัวของผมเข้าไปในรถแล้วก้าวตามเข้ามา
                 "ขับไปช้าๆ และหยุดหน้าร้านขายของชำร้านนั้น" แกสั่ง
                 เมื่อผมหยุดรถ ดอนฮวนผงกหัวบอกให้ผมมองดู "ลา คาธาริน่า" ยืนอยู่ตรงจุดที่ดอนฮวนคว้าเอาตัวของผม ผมขนลุกซู่ขึ้นมา ผู้หญิงคนนั้นก้าวใกล้เข้ามาอีกสองก้าวแล้วยืนอยู่ตรงนั้นอย่างท้าทาย ผมพิจารณาดูเธออย่างละเอียดและสรุปว่าเธอเป็นหญิงสวย ผิวของเธอคล้ำ รูปร่างค่อนข้างท้วมแต่แข็งแรงบึกบึน เธอมีใบหน้ากลมเต็ม โหนกแก้มสูง และผมที่ดำสนิทนั้นถักเป็นเปียสองสาย แต่สิ่งที่ผมแปลกใจเป็นอย่างมากคืออายุของเธอ อย่างมากที่สุดผู้หญิงคนนี้คงอยู่ในวัยต้นสามสิบเท่านั้นเอง

                 "ให้เธอเข้ามาให้ใกล้กว่านี้ถ้าเธอต้องการ" เธอก้าวเข้ามาอีก ๓-๔ ก้าวแล้วหยุดอยู่ห่างออกไปประมาณสิบฟุต เรามองดูซึ่งกันและกัน และในขณะนั้นผมรู้สึกว่าไม่มีอะไรน่ากลัวในตัวของเธอแม้แต่น้อย ผมยิ้มแล้วโบกมือให้ เธอหัวเราะคิกๆ ราวกับว่าเป็นหญิงขี้อายแล้วยกมือขึ้นมาบังริมฝีปากไว้ ผมรู้สึกพอใจอยู่ไม่น้อย ผมหันมาทางดอนฮวนเพื่อขอให้แกตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับรูปร่างและบุคลิกของเธอ แต่ดอนฮวนกลับทำให้ผมสะดุ้งแทบหัวใจวายตายด้วยการตะโกนออกมาว่า

                "อย่าหันหลังให้ผู้หญิงคนนั้น ไอ้ห่..!" แกร้องออกมาด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น ผมหันกลับไปในทันที
                เธอก้าวเข้ามาอีกสองก้าวและยืนอยู่ห่างจากประตูรถไม่เกินห้าฟุต เธอยิ้ม ฟันของเธอโตและขาวสะอาด มีบางสิ่งที่น่าขนลุกซ่อนอยู่ในรอยยิ้มของเธอ มันไม่ใช่การยิ้มของมิตร แต่เป็นการแสยะยิ้มเสียมากกว่า ริมฝีปากของเธอเท่านั้นที่ยิ้มออกมา แต่นัยต์ตาอันดำสนิทและเย็นชาของเธอนั้นจ้องเขม็งมายังผม
                ความเย็นเยียบแล่นผ่านตลอดร่างของผม ดอนฮวนหัวเราะติดต่อกันเป็นคลื่น ส่วนผู้หญิงคนนั้น เมื่อได้คอยอยู่ครู่หนึ่ง ต่อมาก็ถอยหลังกลับช้าๆ และลับตัวไปท่ามกลางหมู่คน


                เราขับรถออกจากที่นั่น ดอนฮวนกล่าวคำทำนายออกมาว่า ถ้าผมไม่ทำให้ชีวิตกระชับแน่นและเรียนรู้เสียบ้างแล้ว ผู้หญิงคนนี้แหละที่จะเหยียบผมเหมือนกับเหยียบขยี้แมลงตัวหนึ่งทีเดียว
                "เธอเป็นปรปักษ์ที่คู่ควรกับคุณที่ผมเคยบอกคุณแล้วไงล่ะ" แกพูด
                ดอนฮวนบอกว่าเราต้องคอยดูลางก่อนที่จะทราบว่าจะจัดการกับผู้หญิงคนที่มาขัดขวางการดักสัตว์ของผมอย่างไร
                "ถ้าเราพบอีกาหรือได้ยินเสียงของมัน เราก็จะรู้ชัดขึ้นมาว่าต้องคอยต่อไป หรือไปคอยที่ไหน" แกพูดเสริม

                ดอนฮวนหมุนตัวอย่างช้าๆ กวาดตาดูสิ่งที่อยู่โดยรอบเป็นวงกลม
                "ตรงนี้ไม่ใช่ที่ที่เราจะต้องคอย" แกกระซิบออกมา เราเดินไปทางทิศตะวันออก ขณะนั้นค่ำมากแล้ว และทันใดนั้นอีกาสองตัวบินออกมาจากหลังพุ่มไม้สูงๆ แล้วลับตัวไปทางเนินเขา ดอนฮวนบอกว่าเนินเขาลูกนั้นแหละเป็นที่หมายของเรา

                 เมื่อเรามาถึงจุดหมาย แกเดินไปรอบเนินแล้วเลือกเอาตรงเชิงเขาทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ แกกวาดเอากิ่งไม้แห้งใบไม้และเศษขยะออกจากพื้นที่รูปวงกลม ซึ่งมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๕-๖ ฟุต ผมจะเข้าไปช่วยแต่แกโบกมือปฏิเสธแล้วเอานิ้วมาแตะที่ริมฝีปากบอกให้เงียบเสียง เมื่อดอนฮวนเก็บกวาดเสร็จแล้วแกดึงตัวผมเข้าไปที่ใจกลางของพื้นที่รูปวงกลมนั้น ให้ผมหันหน้าไปทางทิศใต้แล้วกระซิบบอกให้ผมเลียนการกระทำของแก ดอนฮวนเริ่มเต้นรำชนิดหนึ่งและทำจังหวะด้วยการกระทืบเท้าขวา การเต้นชนิดนี้ประกอบด้วยการเต้นในจังหวะที่เท่ากัน ๗ ครั้งแล้วขัดไว้ด้วยการกระทืบเท้าเร็วๆ สามครั้ง
                ผมพยายามปรับจังหวะให้เข้ากับการเต้นของดอนฮวน หลังจากที่ได้พยายามเต้นอย่างงุ่มง่ามครู่หนึ่ง ผมก็สามารถเต้นได้เป็นอย่างดี
                "ทำอย่างนี้เพื่ออะไร" ผมกระซิบที่หูของแก
                ดอนฮวนกระซิบตอบเหมือนกันว่า ผมกำลังกระทืบเท้าอย่างกระต่าย และไม่ช้าก็เร็ว คนที่มาด้อมๆ มองๆ อยู่แถวนั้นจะสนใจเสียงเต้นนี้แล้วปรากฏตัวออกมาดูว่ามีอะไรเกิดขึ้น

                เมื่อผมเลียนจังหวะเต้นได้ดีแล้ว ดอนฮวนหยุดกระทืบเท้าแต่ยังกำกับจังหวะการเต้นของผมด้วยมือ
                แกจะตั้งใจฟังเสียงเป็นคราวๆ ไป โดยจะเอียงศีรษะไปทางขวาเหมือนกับจะฟังเสียงที่ดังมาจากป่าละเมาะ มาถึงขณะหนึ่งแกจะทำสัญญาณให้ผมหยุดเต้น แกอยู่ในสภาพที่ตื่นตัวเต็มที่ราวกับว่าแกพร้อมที่จะลุกขึ้นโดยฉับพลันแล้วกระโจนเข้าใส่ผู้ที่มาจู่โจมที่มองไม่เห็นและไม่ทราบว่าเป็นใคร
                ต่อมาแกจะโบกมือให้ผมเต้นต่อไป และอีกครู่หนึ่งต่อมาแกจะบอกให้ผมหยุดเต้นอีก ทุกคราวที่ผมหยุดกระทืบเท้า ดอนฮวนจะเงี่ยหูลงฟังอย่างใจจดใจจ่อ ทุกเนื้อเยื่อในร่างกายของแกเขม็งเกร็งตัวราวกับจะระเบิดออกมา

                ทันใดนั้นแกกระโดดพรวดเข้ามาข้างตัวของผมและกระซิบที่หูของผมว่า เวลาย่ำค่ำกำลังเปี่ยมไปด้วยพลัง
                ผมมองไปโดยรอบ ผมมองเห็นป่าละเมาะเป็นเงาตะคุ่มๆ และภูเขา ก้อนหินก็เป็นเช่นเดียวกัน ท้องฟ้าเป็นสีน้ำเงินแก่ และผมมองไม่เห็นก้อนเมฆแม้แต่ก้อนเดียว โลกทั้งโลกดูจะเป็นก้อนของเงาดำติดต่อกันหาขอบเขตที่ชัดแจ้งไม่ได้
                ผมได้ยินเสียงร้องน่าขนลุกของสัตว์ชนิดหนึ่ง ดังมาแต่ไกล คงจะเป็นเสียงของหมาป่าไคโยติหรือนกกลางคืนชนิดหนึ่ง มันร้องออกมาอย่างกะทันหันจนผมไม่ได้ใส่ใจจะฟัง แต่ร่างของดอนฮวนกระตุกขึ้นมาเล็กน้อย ผมรู้สึกได้เช่นนั้นเพราะแกมายืนอยู่ข้างๆ "นั่นละ" แกกระซิบ
                "กระทืบเท้าต่อไปแล้วเตรียมตัวไว้ ผู้หญิงคนนั้นอยู่ที่นั่น" ผมเริ่มเต้นอย่างคนบ้า จนดอนฮวนต้องเหยียบลงไปที่เท้าของผมแล้วทำท่าทางเร่งเร้าให้ผมคลายความรู้สึกลงแล้วเต้นให้เป็นจังหวะ
                 "อย่าไล่เธอไป" แกกระซิบ "สงบจิตใจลงหน่อย อย่าทำให้สูญเสียโอกาสอันนี้"

                ผมกะจังหวะการกระทืบเท้าลงไปใหม่ และเมื่อดอนฮวนบอกให้ผมหยุดเต้นเป็นครั้งที่สอง ผมได้ยินเสียงร้องอย่างเดิมอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้ดูเหมือนจะเป็นเสียงร้องของนกตัวหนึ่งที่บินข้ามเขาไป ดอนฮวนบอกให้ผมเต้นต่อไป และเมื่อผมหยุดก็ได้ยินเสียงขยับตัวที่ประหลาดมากดังมาจากทางซ้ายมือ มันเหมือนกับจะเป็นเสียงที่สัตว์ตัวโตมากทำขึ้น ขณะที่แหวกไปตามพุ่มไม้แห้งกรอบ ความคิดว่าเป็นหมีผ่านเข้ามาในสมอง แต่ขณะต่อมาผมก็รู้ว่าไม่มีหมีหรอกในทะเลทราย ผมฉวยแขนของดอนฮวนเข้าไว้ แกยิ้มออกมาแล้วเอานิ้วมือแตะริมฝีปากเป็นสัญญาณให้สงบเสียง
                 ผมจ้องเข้าไปในความมืดทางซ้ายมือ แต่ดอนฮวนทำสัญญาณไม่ให้มองไปทางนั้น แกชี้แล้วชี้อีกไปเหนือศีรษะของผมแล้วทำให้ผมหันตัวช้าๆ และเงียบเชียบ จนผมหันไปเผชิญหน้ากับเงาดำของภูเขา ดอนฮวนรักษาระดับนิ้วที่ชี้ไปยังจุดหนึ่งที่อยู่บนไหล่เขา ผมจับตามองไปยังจุดนั้นโดยไม่เหสายตาออกไปและในทันใดนั้น ราวกับว่าฝันร้ายเกิดขึ้นจริงๆ เงาดำกระโจนเข้าใส่ผม ผมร้องเสียงแหลมออกมา แล้วหงายหลังผลึ่งลงไป ขณะนั้นเองเงาดำนั้นทาบอยู่กับท้องฟ้าสีน้ำเงินแก่ แล้วมันเลื่อนไปในอากาศและโผหล่นลงบนพุ่มไม้ห่างจากเราไปเล็กน้อย ผมได้ยินเสียงของร่างกายที่หนักหล่นโครมลงไปบนพุ่มไม้เล็กๆ แล้วมีเสียงร้องน่าขนหัวลุกตามมา

                ดอนฮวนฉุดผมขึ้นมา แล้วเดินนำผมไปในความมืดสู่ที่ที่ผมวางกับดักเอาไว้ แกบอกให้ผมเก็บกับดักเหล่านั้นแล้วรื้อมันออก ดอนฮวนเหวี่ยงชิ้นส่วนที่รื้อออกมานั้นให้กระจายออกไปทุกทิศทาง แกกระทำโดยไม่พูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว และเราไม่พูดกันเลยตลอดทางที่พากันเดินกลับบ้าน
                "คุณอยากให้ผมพูดอะไรอีกล่ะ" ดอนฮวนถามเมื่อผมเร่งแล้วเร่งอีกให้แกอธิบายสิ่งที่ผมประสบเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา
                "มันเป็นอะไร" ผมถาม
                "คุณก็รู้ชัดแจ๋วอยู่แล้วนี่นาว่ามันเป็นใคร" แกพูด "อย่าให้มันลดลงเป็นคำถามที่ว่า 'มันเป็นอะไร' แต่มันเป็นใคร นั่นแหละสำคัญ"

                ผมเสาะหาคำอธิบายที่น่าพอใจ รูปร่างของสิ่งที่ผมเห็นเหมือนกับว่าวมาก และมีคนคนหนึ่งปล่อยมันข้ามภูเขาออกมา ส่วนอีกคนหนึ่งที่อยู่ด้านหลังของเราดึงให้มันตกลง ดังนั้นจึงเกิดเงาดำลอยอยู่บนท้องฟ้าสูงประมาณ ๑๕-๒๐ หลา
                ดอนฮวนรับฟังคำอธิบายของผมอย่างตั้งใจ แล้วแกหัวเราะออกมาจนน้ำตาไหลอาบแก้ม
                "เลิกเดาดีกว่า" แกบอก "แล้วพูดให้มันตรงจุด มันเป็นผู้หญิงใช่หรือเปล่า"

                ผมต้องยอมรับว่า ขณะที่ผมล้มหงายหลังลงไปแล้วมองขึ้นไปนั้น ผมมองเห็นเงาดำเป็นภาพของผู้หญิงสวมกระโปรงยาวกระโดดลอยข้ามตัวของผมไปช้าๆ และขณะต่อมาดูเหมือนจะมีสิ่งหนึ่งดึงให้เงานั้นกระโจนไปข้างหน้าอย่างเร็ว แล้วหล่นโครมลงไปที่พุ่มไม้ ภาพที่เห็นว่าเคลื่อนไปนั่นเองที่ทำให้ผมคิดไปว่าเป็นว่าว
                ดอนฮวนปฏิเสธที่จะออกความเห็นในสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นอีก
                ในวันต่อมาแกออกจากบ้านไปคนเดียว เพื่อทำงานลึกลับอะไรบางอย่าง ส่วนผมก็ไปเยี่ยมเพื่อนฝูงที่เป็นชาวอินเดียนแดงเผ่ายาคีในชุมชนของพวกเขาอีกแห่งหนึ่ง


พุธที่ ๑๒ ธันวาคม ๑๙๖๒

                ตอนที่ผมมาถึงชุมนุมชนของชาวอินเดียนแดงเผ่ายาคีนั้น เจ้าของร้านชำชาวเม็กซิกันบอกกับผมว่า เขาเช่าเครื่องเล่นแผ่นเสียงอีก ๒๐ แผ่นจากร้านขายของเบ็ดเตล็ดใน ซินดัด โอเบรกอน มาเพื่อเล่นใน "งานรื่นเริง"(งานฉลอง, fiesta-ผู้แปล) ที่เขาตั้งใจจัดขึ้น ในคืนนั้นเพื่อเป็นเกียรติแก่แม่พระแห่งควาดาลูเป เจ้าของร้านบอกกับทุกคนว่า เขาจัดเตรียมสิ่งที่จำเป็นต่างๆ เหล่านี้ผ่านทางจูลิโอพ่อค้าเร่ผู้มายังหมู่บ้านของชาวอินเดียนแดงเผ่ายาคีเดือนละสองครั้งเพื่อรับเงินส่งงวด จากการขายสินค้าผ่อนส่งจำพวกเสื้อผ้าราคาถูก จูลิโอประสบผลสำเร็จในการค้าขายกับชาวอินเดียนแดงเผ่ายาคีพอสมควร

                จูลิโอเอาเครื่องเล่นแผ่นเสียงมาให้ตั้งแต่ตอนบ่าย แล้วต่อเข้ากับเครื่องปั่นไฟที่มีในร้าน เขาทดลองดูก่อนว่ามันใช้งานได้ต่อมาเขาหมุนปุ่มเร่งเครื่องมาที่จุดดังเต็มที่ และเตือนไม่ให้เจ้าของร้านแตะที่ปุ่มใดๆ อีก แล้วหันมาเลือกแผ่นเสียงให้เป็นหมวดหมู่
                "ผมรู้ว่าแผ่นเสียงแต่ละแผ่น มีรอยขีดข่วนมากน้อยขนาดไหน" จูลิโอบอกกับเจ้าของร้าน
                "บอกกับลูกสาวของผมสิ" เจ้าของร้านตอบ
                 "คุณนั่นแหละต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่ลูกสาวของคุณ"
                 "ก็เหมือนกันนั่นแหละ เพราะเธอคนเดียวเท่านั้นที่จะเป็นผู้เปลี่ยนแผ่นเสียง"

                จูลิโอคงยืนกรานต่อไปอีกว่า ไม่สำคัญเลยว่า ลูกสาวเจ้าของร้าน หรือใครอื่นอีก จะเป็นผู้มาคุมเครื่องเล่นแผ่นเสียง ตราบใดที่เจ้าของร้านจะจ่ายเงินทดแทนสำหรับแผ่นเสียงที่ชำรุด เจ้าของร้านเริ่มออกปากเถียง
จูลิโอหน้าแดงขึ้นมา เขาหันมาทางชาวอินเดียนแดงเผ่ายาคีกลุ่มใหญ่ที่มาออกันอยู่หน้าร้านเป็นครั้งคราว แล้วทำท่าทางหมดหวังหรือไม่ก็หัวเสียด้วยการโบกไม้มือแล้วย่นหน้าบอกบุญไม่รับ
                จูลิโอเรียกเอาเงินมัดจำราวกับว่านี่จะเป็นความหวังครั้งสุดท้าย การพูดเช่นนี้ยิ่งยั่วยุให้เกิดการโต้คารมอยู่นานเกี่ยวกับลักษณะเช่นไรบ้าง จึงจะชี้ออกมาได้ว่าแผ่นเสียงนั้นชำรุด จูลิโอประกาศออกมาอย่างวางอำนาจว่า แผ่นเสียงแผ่นใดที่แตกจะต้องจ่ายคืนเต็มราคา เท่ากับแผ่นเสียงใหม่ เจ้าของร้านโมโหยิ่งขึ้น แล้วเริ่มดึงสายต่อไฟจากเครื่องไฟของแกออก แกทำท่าจะก้มลงไปถอดที่เสียบไฟของเครื่องเล่นแผ่นเสียงออกแล้วบอกเลิกงานครั้งนี้เสีย แกแสดงกับพวกลูกค้าที่มาชุมนุมอยู่แถวหน้าร้านของแกว่า แกพยายามอย่างที่สุดแล้วที่จะประนีประนอมกับจูลิโอ ตอนนี้งานทำท่าจะล้มก่อนที่จะเริ่ม

                บลาส ชายชราชาวอินเดียนแดงที่ผมพักอยู่ด้วยให้ความเห็นด้วยเสียงอันดังอย่างสาดเสียเทเสีย กล่าวอ้างถึงสภาพอันน่าสลดใจของชาวยาคี ที่ไม่อาจแม้แต่จะฉลองในงานนักขัตฤกษ์ทางศาสนาของพวกเขา คือวันของแม่พระแห่งควาดาลูเป
                ผมอยากจะเข้าไปสอดแทรกและยื่นมือเข้าช่วย แต่บลาสยั้งผมเอาไว้ บลาสบอกว่าถ้าผมวางเงินมัดจำไว้แล้วละก้อ เจ้าของร้านชำนั่นแหละจะทุบแผ่นเสียงให้แตกหมดทุกแผ่น
                "มันเลวกว่าใครหมด" บลาสบอก "ให้มันวางเงินมัดจำเอง มันขูดเลือดขูดเนื้อเราซิบๆ แล้วทำไมมันจะจ่ายบ้างไม่ได้"

                หลังจากที่ได้ถกเถียงกันอยู่นาน ซึ่งก็แปลกดีเหมือนกันที่ทุกคนที่อยู่ที่นั่นเข้าข้างจูลิโอ แล้วเจ้าของร้านก็มาถึงบทประนีประนอมที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้ เจ้าของร้านไม่ต้องวางเงินมัดจำ แต่ยอมรับผิดชอบในเครื่องเล่นแผ่นเสียงและแผ่นเสียงทั้งหมด

                รถมอเตอร์ไซค์ของจูลิโอวิ่งฝุ่งคลุ้งออกไป ขณะที่เขามุ่งหน้าไปสู่บ้านเรือนที่อยู่รอบนอกในแถบนั้น
                บลาสบอกว่าจูลิโอต้องไปพบกับลูกค้า ก่อนที่คนเหล่านั้นจะพากันมาที่ร้านขายของชำแล้วจ่ายเงินที่มีอยู่ทั้งหมดให้กับน้ำเมา ขณะที่บลาสพูดเช่นนั้นชาวอินเดียนแดงกลุ่มหนึ่งก็พากันโผล่ออกมาจากหลังร้าน บลาสมองดูแล้วหัวเราะ คนอื่นๆ ที่อยู่ที่นั่นก็หัวเราะด้วย
                บลาสบอกว่าชาวอินเดียนแดงเหล่านี้เป็นลูกค้าของจูลิโอ และพากันซ่อนอยู่หลังร้านเพื่อคอยดูว่าเมื่อไรจูลิโอจึงจะออกไป

                งานปาร์ตี้เริ่มแต่หัวค่ำ ลูกสาวของเจ้าของร้านหยิบแผ่นเสียงมาวางบนจานแล้วเอาหัวเข็มวางลงไปมีเสียงดังวื้ดๆ แสบแก้วหูแล้วตามมาด้วยเสียงหึ่งๆ ต่อมาเป็นเสียงเป่าทรัมเป็ดและเสียงกีตาร์
                งานนี้มีเพียงการเปิดแผ่นเสียงให้ดังเต็มที่ มีชายหนุ่มชาวเม็กซิกันสี่คนเต้นรำกับลูกสาวสองคนของเจ้าของร้านชำ และผู้หญิงชาวเม็กซิกันอีกสามคน ชาวอินเดียนแดงเผ่ายาคีไม่เต้นรำ พวกเขาพอใจอยู่กับการมองดูการเต้นรำของคนอื่น และดูเหมือนจะสนุกในการดูและดื่มเหล้าตะกีล่าราคาถูกๆ เท่านั้น

                ผมซื้อเหล้าให้กับคนทุกคนที่ผมรู้จัก เพราะอยากจะเลี่ยงจากความรู้สึกไม่พอใจต่างๆ ที่อาจจะมีขึ้น ผมเดินเวียนไปเวียนมาในหมู่ชาวอินเดียนแดง พูดคุยกับพวกเขา แล้วซื้อเหล้าให้กิน ผมทำอย่างนี้จนในที่สุดก็ถูกจับได้ว่าผมไม่ดื่มเอาเลย นั่นทำให้ทุกคนหงุดหงิดขึ้นมาในทันที มันเหมือนกับทุกคนพบว่า ผมไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของที่นั่น พวกชาวอินเดียนแดงเริ่มเมาแล้วมองมาทางผมอย่างเหยียดหยาม
                พวกที่เป็นชาวเม็กซิกันซึ่งเมาพอๆ กับชาวอินเดียนแดงก็รู้ขึ้นมาพร้อมๆ กันอีกแหละว่าผมไม่ออกเต้นรำเอาเลย นั่นก็ดูจะเป็นการดูถูกคนเหล่านี้มากยิ่งขึ้น
                ชายคนหนึ่งจับที่แขนของผมอย่างแรงแล้วลากผมไปใกล้เครื่องเล่นแผ่นเสียง อีกคนหนึ่งรินเหล้าตะกีล่าจนเต็มแก้ว แล้วให้ผมดื่มรวดเดียวเพื่อพิสูจน์ว่าผมเป็น "ลูกผู้ชาย"

                ผมพยายามที่จะล่อหลอกพวกเขา และหัวเราะเซ่อๆ ออกมาราวกับว่าผมพอใจสภาพที่เป็นอยู่นั้นของตัวเองจริงๆ ผมบอกว่าผมจะเต้นรำก่อนแล้วถึงจะดื่ม ชายหนุ่มคนหนึ่งตะโกนบอกชื่อเพลงออกไป หญิงสาวคนที่ทำหน้าที่เปิดแผ่นเสียงลงมือค้นหาแผ่นที่ต้องการ เจ้าหล่อนเมาเล็กน้อย แม้ว่าจะไม่มีหญิงสาวคนใดดื่มอย่างเปิดเผยและหญิงสาวคนนั้นก็วางแผ่นเสียงลงไปในจานหมุนไม่ค่อยจะถูก ชายหนุ่มคนหนึ่งบอกว่าแผ่นเสียงที่หล่อนเลือกมานั้นไม่ใช่จังหวะทวิส หญิงสาวจึงเลือกหาแผ่นเสียงในกองอย่างเงอะงะเพื่อให้ได้แผ่นที่ต้องการ ทุกคนรุมเข้ามารอบๆ ตัวหญิงคนนั้นและละผมไว้คนเดียว นั่นทำให้ผมมีเวลาพอที่จะวิ่งออกไปจากบริเวณที่สว่างโร่มาทางหลังร้านหลบหนีไปได้

                ผมยืนอยู่ในความมืดจากเงาของพุ่มไม้ห่างจากสถานที่นั้นประมาณ ๓๐ หลาเพื่อตกลงใจว่าจะทำอะไรต่อไป ผมคิดว่าสมควรแก่เวลาแล้วที่จะไปยังรถที่จอดไว้แล้วกลับบ้านเสีย ผมเริ่มออกเดินไปยังบ้านของบลาส ผมจอดรถไว้ที่นั่น และคิดว่าถ้าหากผมขับช้าๆ ก็คงจะไม่มีใครสังเกตว่าผมหลบหนีไป
                 เห็นได้ชัดว่าคนที่ทำหน้าที่เปิดแผ่นเสียงยังหาแผ่นที่ต้องการไม่พบ แต่ในขณะต่อมาก็มีเสียงเพลงจังหวะทวิสดังก้องขึ้นมาแทน ผมหัวเราะออกมาดังๆ คิดเดาเอาว่าคนเหล่านั้นคงจะหันมาดูตรงที่ผมยืนอยู่เพียงเพื่อจะพบว่าผมหายตัวไปเสียแล้ว

                ผมมองเห็นเงาดำของคนที่กำลังเดินสวนทางมาเพื่อไปยังร้านขายของ เราเดินสวนกัน และพวกเขาพึมพำออกมาว่า "บายนัส นอเชส"(Buenes noches:ราตรีสวัสดิ์-ผู้แปล) ผมจำคนเหล่านั้นจึงพูดทักทาย ผมบอกพวกเขาว่างานปาร์ตี้ครั้งนี้ยิ่งใหญ่มาก
                ก่อนที่ผมจะเดินมาถึงเลี้ยวมุมถนนผมพบกับชายอีกสองคน ผมจำสองคนนี้ไม่ได้แต่ผมก็กล่าวคำทักทาย เสียงอันแสบแก้วหูของเครื่องขยายเสียงที่ท้องถนนดังพอๆ กับที่หน้าร้านขายของชำ คืนนั้นทั้องฟ้ามืดไร้ดาว แต่แสงไฟจากร้านขายของทำให้ผมมองเห็นสิ่งที่อยู่รอบตัวได้พอสมควร บ้านของบลาสอยู่ใกล้นิดเดียว และผมเร่งฝีเท้า
                ขณะนั้นเองผมเห็นเงาดำของคนอีกคนหนึ่งกำลังนั่งหรือคู้ตัวอยู่ทางซ้ายมือตรงมุมถนนพอดี ผมคิดว่านั่นคงจะเป็นใครสักคนหนึ่งที่ออกมาจากงานก่อนผม ดูเหมือนเขากำลังนั่งถ่ายทุกข์อยู่ข้างถนน ซึ่งออกจะเป็นเรื่องประหลาดมาก เพราะคนที่อยู่ในแถบนั้นจะไปทำธุระกันหลังพุ่มไม้ ผมคิดว่าคนที่อยู่ข้างหน้าของผมนั้นต้องเมาเหล้าอย่างแน่นอน

                ผมเดินมาถึงมุมถนนแล้วกล่าวว่า "บายนัส นอเชส" ออกมา คนคนนั้นตอบเป็นเสียงหอนที่โหยหวน แหบห้าวไม่ใช่เสียงของมนุษย์ ผมขนลุกชันไปทั้งตัวและถึงกับเปลี้ยไปครู่หนึ่ง
                ต่อมาผมเร่งฝีเท้าขึ้นแล้วเหลือบดูแวบหนึ่ง ผมมองเห็นเงาดำนั้นโหย่งตัวขึ้นครึ่งร่าง มันเป็นผู้หญิง เธอโน้มตัวไปข้างหน้าแล้วเดินในท่านั้นประมาณสองสามหลาแล้วเริ่มกระโดด ผมออกวิ่งขณะที่ผู้หญิงคนนั้นกระโดดเหมือนกับนกเคียงคู่ไปกับผมในความเร็วเท่ากัน เมื่อผมมาถึงบ้านของบลาสนั้นเธอกระโดดตัดหน้าผมไป ตัวของเราเกือบจะสัมผัสกัน

                ผมกระโจนข้ามคูที่แห้งน้ำหน้าบ้านของบลาสแล้วหล่นโครมทับประตูบ้านที่บอบบาง
                บลาสอยู่ในบ้านแล้วในตอนนั้น ดูเหมือนบลาสจะไม่สนใจเรื่องที่ผมเล่าเอาเลย
                "คนพวกนั้นหาคนเก่งทีเดียวมาหลอกคุณ" แกพูดอย่างมั่นใจ "ชาวอินเดียนแดงมักหาความสนุกโดยการเย้าหยอกชาวต่างประเทศ"

                สิ่งที่ผมประสบมานั้นทำให้ผมประสาทเสียจนผมต้องขับรถไปหาดอนฮวนในวันต่อมาแทนที่จะกลับบ้านดังที่คิดเอาไว้เดิม
                ดอนฮวนกลับมาเมื่อเวลาบ่ายมากแล้ว ผมไม่ยอมให้แกพูดอะไรออกมาแต่โพล่งเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นรวมทั้งข้อสังเกตของบลาส สีหน้าของดอนฮวนสลดลง บางทีนั่นอาจจะเป็นเพราะตาของผมเชือนแชไปก็ได้ แต่ผมคิดว่าแกมีความวิตกอยู่ไม่น้อย
                "อย่าเชื่อในสิ่งที่บลาสพูดมากนัก" ดอนฮวนบอกด้วยเสียงเครียด "บลาสไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการต่อสู้ระหว่างหมอผี
                "คุณน่าจะทราบว่ามีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นในขณะที่คุณมองเห็นเงาดำที่อยู่ทางซ้ายมือของคุณและคุณไม่ควรจะวิ่งหนีด้วย"
                "แล้วผมควรจะทำอย่างไรล่ะ ยืนอยู่ตรงนั้นน่ะรึ"
                "ใช่ เมื่อนักรบเผชิญหน้ากับคู่ปรปักษ์ และคู่ปรปักษ์คนนั้นไม่ใช่คนธรรมดา เขาจะต้องยืนตั้งหลัก นั่นเป็นการกระทำอันเดียวที่ทำให้นักรบเป็นผู้ที่ไม่อาจทำลายลงได้"

                "คุณพูดอะไรอยู่ดอนฮวน"
                "ผมกำลังพูดว่า คุณเผชิญหน้ากับปรปักษ์ที่คู่ควรกับคุณเป็นครั้งที่สามแล้ว ในขณะที่คุณอ่อนแอลงนั้นเธอติดตามคุณไป คราวนี้เธอเกือบจะรวบตัวของคุณเอาไว้ได้ทีเดียวแหละ"

                ผมเกิดวิตกขึ้นมา และกล่าวหาดอนฮวนว่าเป็นผู้ที่ทำให้ผมอยู่ในสภาวะที่มีอันตรายโดยไม่จำเป็น ผมโอดครวญว่า วิธีการของแกโหดร้ายทารุณมาก
                "มันน่าจะโหดร้ายจริงถ้าสิ่งนี้เกิดกับคนธรรมดา" แกพูด "แต่เมื่อใดที่คุณเริ่มจะใช้ชีวิตอย่างนักรบคุณก็ไม่ใช่คนธรรมดาอีกต่อไป ยิ่งไปกว่านั้น แต่ก่อนผมไม่หาปรปักษ์ที่คู่ควรกับคุณให้เพราะว่าผมอยากจะเล่นกับคุณ อยากจะเย้าแหย่หรือทำความรำคาญให้กับคุณบ้าง แต่ปรปักษ์ที่คู่ควรนั้นจะลงปฏักให้คุณพุ่งไปข้างหน้า จากอิทธิพลของปรปักษ์อย่าง 'ลา คาธาริน่า' นี้อาจจะทำให้คุณใช้กลวิธีทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมสอนคุณไว้ คุณไม่มีทางเลือกอย่างอื่นเลย"

                เราเงียบกันไปครู่หนึ่ง คำพูดของดอนฮวนปลุกให้ผมหวั่นวิตกขึ้นมาอย่างมาก
                ต่อมาแกต้องการให้ผมเลียนเสียงร้องที่ผมได้ยินหลังจากที่ผมทักว่า "บายนัส นอเชส" ให้ใกล้เคียงที่สุดเท่าที่จะทำได้
                ผมพยายามทำเสียงหอนที่น่าขนหัวลุกนั้นออกมา ดอนฮวนคงเห็นว่าเสียงที่ผมทำออกมานั้นน่าขำมาก แกจึงหัวเราะออกมาอย่างยั้งเอาไว้ไม่ได้

                หลังจากนั้น แกบอกให้ผมลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดเช่นระยะทางที่ผมวิ่ง ระยะห่างระหว่างผู้หญิงคนนั้นกับผมขณะที่เราพบกันในตอนแรก และระยะห่างระหว่างเธอกับผมเมื่อเรามาถึงตัวบ้าน รวมทั้งจุดที่เธอเริ่มกระโดด
                "ไม่มีผู้หญิงชาวอินเดียนแดงร่างอ้วนกระโดดได้อย่างนั้นหรอก" ดอนฮวนพูดออกมาเมื่อได้ประเมินดูรายละเอียดต่างๆ แล้ว "พวกเธอไม่สามารถแม้แต่จะวิ่งให้ได้ไกลถึงขนาดนั้น"

                แกให้ผมลองกระโดดดู แต่ละครั้งผมกระโดดได้ไม่เกิน ๔ ฟุต และถ้าหากประสาทรับรู้ของผมไม่ผิดพลาดแล้วละก้อ ผู้หญิงคนนั้นกระโดดได้ครั้งละ ๑๐ ฟุตทีเดียว
                "แน่ละ นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปคุณรู้ตัวดีแล้ว ว่าคุณต้องระมัดระวังตัว" ดอนฮวนพูดด้วยน้ำเสียงที่บ่งว่าเป็นการรีบด่วน "ผู้หญิงคนนั้นจะใช้ความพยายามที่จะแตะที่ไหล่ซ้ายของคุณในคราวที่คุณขาดสติและอ่อนแอลง"
                "ผมควรจะทำอย่างไรล่ะ ดอนฮวน"
                "ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะบ่น" แกตอบ "สิ่งสำคัญนับตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป เป็นแห่งการประลองยุทธเพื่อชีวิตของคุณ"

                ผมไม่มีสมาธิที่จะฟังสิ่งที่ดอนฮวนพูดเอาเลย ผมจดบันทึกโดยอัตโนมัติ
                 หลังจากที่นิ่งเงียบไปนานแกถามผมว่า ผมรู้สึกเจ็บที่หลังใบหูหรือที่ต้นคอบ้างหรือไม่ ผมตอบว่าไม่ แกบอกว่าถ้าผมรู้สึกเจ็บตรงจุดสองจุดนั้นก็หมายความว่า ผมเซ่อซ่าเอามากๆ จน 'ลา คาธาริน่า' ทำร้ายผมได้
                "ทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณทำลงไปในคืนนั้นโง่เขลามาก" แกพูด "ในข้อแรก คุณไปร่วมงานปาร์ตี้เพื่อฆ่าเวลา ราวกับว่าคุณมีเวลามากพอที่จะทำให้เสียไปเปล่าๆ นั่นทำให้คุณอ่อนแอลง"
                 "หมายความว่าผมไม่ควรจะไปร่วมงานรื่นเริงใดๆ อย่างนั้นสิ"
                "ไม่หรอก ผมไม่ได้หมายถึงอย่างนั้น คุณจะไปที่ไหนก็ได้ตามที่คุณต้องการ แต่ถ้าหากคุณไปที่นั่น คุณต้องรับผิดชอบอย่างเต็มที่ในกระทำนั้น นักรบใช้ชีวิตอย่างมียุทธวิธี นักรบจะไปร่วมในงานรื่นเริงหรืองานพบปะสังสรรค์อย่างใดอย่างหนึ่งก็ต่อเมื่อยุทธศิลปะที่เขามีอยู่นั้นบอกว่าเข้าไปร่วมได้ แน่นอน นั่นก็หมายถึงว่า เขาควรอยู่สภาพที่ควบคุมตัวเองได้และจะกระทำสิ่งต่างๆ ลงไปเท่าที่เขาเห็นว่าจำเป็นเท่านั้น"
                แกเพ่งเขม็งมาที่ผมแล้วยิ้ม ต่อมาแกยกมือขึ้นปิดหน้าพร้อมกับหัวเราะหึๆ ออกมาเบาๆ

                "คุณอยู่ในสภาวะผูกพันที่น่ากลัวมาก" แกพูด "คู่ปรปักษ์ของคุณกำลังแกะรอยคุณอยู่ และนับเป็นครั้งแรกในชีวิตที่คุณจะกระทำอะไรลงไปอย่างอีรุงตุงนังต่อไปไม่ได้อีกแล้ว คราวนี้ คุณต้องเรียนรู้ การกระทำ ในลักษณะที่แตกต่างออกไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง นั่นก็คือ การกระทำ อย่างมียุทธวิธี ให้คิดในลักษณะนี้ก็แล้วกันว่าถ้าหากคุณเอาตัวรอดปลอดภัยจากการตามล่าชีวิตของ 'ลา คาธาริน่า' แล้ว สักวันหนึ่งคุณจะต้องขอบคุณเธอที่มาบีบบังคับให้คุณเปลี่ยนแปลง การกระทำ ของคุณ"
                "แหมพูดเสียน่ากลัว!" ผมอุทานออกมา "แล้วถ้าผมไม่รอดกลับมาล่ะ"

                "นักรบไม่เคยเอาใจใส่กับความคิดชนิดนั้น" แกพูด "เมื่อเขาต้องกระทำกับเพื่อนมนุษย์ นักรบจะทำตาม การกระทำ อย่างมียุทธวิธี และในการกระทำดังกล่าวจะไม่มีคำว่า แพ้หรือชนะ ใน การกระทำ ชนิดนี้จะมีเพียงการกระทำเท่านั้น"
                 ผมถามแกว่า การกระทำ อย่างมียุทธวิธีที่แกกล่าวถึงนั้นมีลักษณะอย่างไรบ้าง
                "การกระทำ อย่างมียุทธวิธีมีคุณลักษณะอยู่ว่า คุณจะไม่วิงวอนขอความเมตตาสงสารจากผู้ใด" แกตอบ "ยกตัวอย่างของงานรื่นเริงที่ผ่านมานั้นคุณเป็นตัวตลก นั่นไม่ใช่เพราะงานนั้นทำให้คุณเป็นตัวตลกขึ้นมา แต่เพราะว่าคุณยอมให้ตัวเองอยู่ภายใต้ความเมตตาของคนเหล่านั้น คุณไม่เคยมีอำนาจแห่งความยับยั้งชั่งใจเอาเลยและดังนั้นเองที่คุณวิ่งหนีพวกเขา "
                "ผมควรจะทำอย่างไรล่ะงั้น"
              "อย่าไปที่นั่นเสียเลย หรือไม่เช่นนั้นก็ไปที่นั่นเพื่อกระทำอะไรเป็นพิเศษออกไป... "พลังของคุณอ่อนแอลงเมื่อยอมให้หนุ่มสาวเม็กซิกันเหล่านั้นข่มขู่เอาได้ และ 'ลา คาธาริน่า' ได้ฉวยเอาโอกาสอันนี้ ดังนั้นเธอจึงมาดักคุณอยู่ตรงหัวถนน...

                 "อย่างไรก็ตามร่างกายของคุณรู้ว่ามีสิ่งหนึ่งที่ผิดปกติ แต่ทั้งๆ ที่รู้คุณยังพูดกับเธอ นั่นร้ายกาจมาก คุณต้องไม่เปล่งคำพูดออกมาแม้แต่คำเดียวกับคู่ปรปักษ์ในการเผชิญหน้ากันเช่นนี้ ต่อมาอีก คุณหันหลังให้เธอ นั่นยิ่งเลวร้ายลงไปอีก และคุณวิ่งหนีเธอ นี่เป็นสิ่งที่ร้ายกาจที่สุดที่คุณได้ทำลงไป! เห็นได้ชัดว่าผู้หญิงคนนั้นงุ่มง่ามอยู่ไม่น้อย หมอผีที่มีค่าควรกับการเป็นหมอผีนั้นน่าจะขยี้คุณลงไปในที่ตรงนั้นเสียทีเดียว ขยี้ให้แหลกลงไปในขณะที่คุณหันหลังให้แล้ววิ่งหนีนั่นแหละ... มาถึงตรงนี้ การป้องกันตัวสำหรับคุณมีอยู่วิธีเดียวเท่านั้นคือ ยืนปักหลักอยู่ตรงนั้นแล้วเต้นรำ"
                "การเต้นรำชนิดไหนล่ะที่คุณพูดถึง" ผมถาม ดอนฮวนบอกว่า
                 "ท่ากระทืบเท้าของกระต่าย" ที่แกเคยสอนผมไว้นั่นแหละที่เป็นการเต้นรำท่าแรกที่นักรบฝึกฝนและพัฒนามันขึ้นตลอดชีวิตของเขา และจากนั้นก็จะได้เต้นเป็นการแสดงในการยืนหยัดขึ้นเป็นครั้งสุดท้ายบนโลกนี้

                ผมตกอยู่ในสภาวะเศร้าซึมที่ประหลาดอยู่ครู่หนึ่งและความคิดประการต่างๆ ผุดขึ้นมา ในระดับหนึ่งนั้นเห็นได้ชัดว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในการเผชิญหน้าเป็นครั้งแรกระหว่างผมกับ "ลา คาธาริน่า" ก็เป็นคนจริงๆ และผมไม่อาจปัดออกไปได้ว่าเธอตามล่าตัวผมอยู่จริง แต่ในอีกระดับหนึ่งผมก็ไม่เข้าใจว่าเธอตามตัวผมมาได้อย่างไร ตรงนี้เองที่ทำให้ผมสงสัยขึ้นมาตะหงิดๆ ว่าดอนฮวนอาจจะหลอกผม และดอนฮวนนั่นเอง เป็นผู้ทำให้เกิดสิ่งที่น่าหวาดเสียวขนลุกขนพองที่ผมได้ประสบมา


                ดอนฮวนมองดูท้องฟ้าแล้วบอกว่าเรายังพอมีเวลาที่จะไปข้างนอกและดูหมอผีผู้หญิงคนนี้ แกให้คำมั่นใจกับผมว่า ไม่มีอันตรายอะไรหรอกเพราะเราจะขับรถผ่านบ้านของเธอไปเท่านั้น
                 "คุณต้องดูว่าเป็นผู้หญิงคนนั้นจริงหรือเปล่า" ดอนฮวนบอก "แล้วคุณจะไม่มีข้อสงสัยใดๆ คั่งค้างอยู่ในใจไม่ว่าเรื่องอะไร"
                มือของผมเริ่มมีเหงื่อซึมออกมาจนผมต้องเช็ดกับผ้าขนหนูครั้งแล้วครั้งเล่า เราขึ้นรถแล้วดอนฮวนชี้ทางให้ผมขับไปยังถนนใหญ่ ต่อมาให้เลี้ยวเข้าสู่ถนนกลางสายหนึ่งที่ยังไม่ลาดยาง ผมต้องขับอยู่กลางถนน รถบรรทุกขนาดหนักและรถแทร็กเตอร์ทำให้เกิดร่องลึก และรถของผมมีเครื่องล่างต่ำไม่อาจจะวิ่งไปทางด้านซ้ายหรือด้านขวาของถนนได้ ผมขับช้าๆ ท่ามกลางฝุ่นดินที่คลุ้งขึ้นมา ก้อนกรวดชนิดหยาบที่ใช้ปูถนนเกาะเอาดินไว้ในระหว่างฝนตกและกรวดหุ้มดินที่แห้งแล้วนี้กระเด็นขึ้นมากระทบเครื่องล่างของรถทำให้เกิดเสียงดังเกรียวกราว
                ดอนฮวนสั่งให้ผมขับช้าลงไปอีกขณะที่เราเข้ามาใกล้สะพานเล็ก มีชาวอินเดียนแดงสี่คนนั่งอยู่ที่สะพานพวกเขาโบกมือให้กับเรา ผมไม่แน่ใจว่ารู้จักกับคนเหล่านั้นหรือเปล่า เราขับผ่านสะพานไปและถนนข้างหน้าโค้งเล็กน้อย
                "นั่นเป็นบ้านของหญิงคนนั้น" ดอนฮวนกระซิบบอกพร้อมกับปรายตาไปยังบ้านที่ทาสีข้างปลูกต้นไผ่สูงๆ เป็นรั้ว
                แกบอกให้ผมเลี้ยวกลับมาบนถนนแล้วหยุดรถกลางถนน และคอยอยู่จนกว่าหญิงคนนั้นสงสัยจนต้องเยี่ยมหน้าออกมาดู

                เรานั่งคอยประมาณสิบนาที ผมรู้สึกว่ามันเป็นเวลานานมากไม่มีที่สิ้นสุด ดอนฮวนไม่พูดอะไรออกมาเลย แกนั่งนิ่งไม่กระดุกกระดิก มองไปยังบ้านหลังนั้น
                "นั่นไงล่ะ" แกพูด ร่างของแกกระตุกขึ้นมา ผมมองเห็นเงาอันน่ากลัวของผู้หญิงยืนอยู่ในบ้าน กำลังมองผ่านหน้าต่างออกมา ภายในห้องมืดและนั่นยิ่งเน้นให้เห็นเงาดำของหญิงคนนั้นให้ชัดยิ่งขึ้น
                ไม่กี่นาทีต่อมา หญิงคนนั้นก้าวออกมาจากความมืดของห้องออกมายืนที่ประตูแล้วมองดูเรา เรามองดูเธออยู่ครู่หนึ่ง แล้วดอนฮวนบอกให้ผมขับต่อไป ผมพูดไม่ออก ผมน่าจะสาบานออกมาได้เลยว่า เธอคือผู้หญิงคนที่ผมเห็นกระโดดไปข้างถนนในความมืดนั่นเอง

                "คุณจะว่าอย่างไรล่ะ" ดอนฮวนถามออกมา "คุณจำรูปร่างของเธอได้ไหม"
                ผมอึกอักอยู่นานก่อนที่จะตอบออกไป ผมกลัวข้อผูกมัดที่จะติดตามมาหากจะตอบว่าใช่ ผมกล่าวตอบอย่างระมัดระวังว่า ผมคิดว่ามันมืดเกินกว่าที่ผมจะบอกว่าเป็นคนคนเดียวกัน ดอนฮวนหัวเราะแล้วเอามือมาเคาะที่ศีรษะของผม
                "เธอเป็นผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่หรือ" แกถาม
                 แกไม่ให้เวลาผมตอบ แกเอานิ้วมาแตะที่ริมฝีปากเป็นสัญญาณให้ผมเงียบแล้วกระซิบที่หูของผมว่าไม่มีประโยชน์เลยที่จะพูดอะไรออกไป และการที่จะรอดชีวิตจากการตามล่าของ "ลา คาธาริน่า" ผมจะต้องใช้วิธีการทุกสิ่งทุกอย่างที่แกสอนไว้



(มีต่อ)



(ตั้งแต่บทที่ ๑๒ เป็นต้นไป
ได้รับความเอื้อเฟื้อในการคีย์ข้อมูลและตรวจพิสูจน์อักษร
โดย "คุณบี" และ "คุณวรวุฒิ"
ขอได้รับความขอบคุณจาก ODZ)



INDEX BACK TOP NEXT
             
HOME