INDEX
BACK BOTTOM
NEXT
             

             

             


             
         ๑๓. การยืนหยัดขึ้นเป็นครั้งสุดท้ายของนักรบ


อาทิตย์ที่ ๒๘ มกราคม ๑๙๖๒
             
                            เวลาประมาณ ๑๐.๐๐ น. ดอนฮวนจึงเดินเข้ามาในบ้าน แกออกจากบ้านไปตั้งแต่รุ่งสาง ผมกล่าวคำทักทาย แกหัวเราะ แกแกล้งทำตลกด้วยการสั่นมือกับผมแล้วกล่าวคำทักทายอย่างเป็นพิธีการ
              "เราจะออกเดินทางไม่ไกลนัก" แกบอก "คุณต้องขับรถไปยังสถานที่พิเศษแห่งหนึ่งเพื่อค้นหาพลัง"
           แกคลี่ร่างแหใส่ของออกแล้ววางน้ำเต้าที่บรรจุอาหารไว้เต็มลงไปสองลูก มัดด้วยเชือกเส้นเล็กแล้วยื่นร่างแหนั้นให้ผม

              เราขับรถตามสบายมุ่งไปทางทิศเหนือประมาณ ๔๐๐ ไมล์ ต่อมาเราเลี้ยวออกจากถนนสายแพนอเมริกันไปตามถนนโรยกรวดมุ่งสู่ทิศตะวันตก นานนับชั่วโมงที่รถของเราดูจะเป็นรถเพียงคันเดียวบนถนนสายนั้น ขณะที่ขับไปเรื่อย ๆ นั้นผมเห็นว่ามองผ่านกระจกออกไปไม่ได้ ผมเพ่งดูสิ่งแวดล้อมโดยรอบแต่มันมืดมาก และกระจกหน้าเต็มไปด้วยแมลงและฝุ่นเกาะอยู่  
            ผมบอกดอนฮวนว่าผมต้องหยุดเพื่อเช็ดกระจก แต่แกสั่งให้ผมขับต่อไปแม้ว่าเราจะคลานในความเร็วสองไมล์ต่อชั่วโมงก็ตามที และให้ยื่นศีรษะออกไปทางหน้าต่างเพื่อดูทาง แกบอกว่าผมหยุดไม่ได้จนกว่าจะถึงที่หมาย

               เมื่อมาถึงที่แห่งหนึ่งแกบอกให้ผมเลี้ยวไปทางขวา มันมืดและฝุ่นคลุ้งขึ้นมาจนไฟหน้ารถไม่ช่วยอะไรได้มาก ผมกลัวว่าไหล่ถนนจะยุบแต่มันก็แน่นพอ
               ผมขับต่อไปอีกประมาณ ๑๐๐ หลาด้วยความเร็วที่ต่ำที่สุดโดยการเปิดประตูออกเพื่อจะมองออกไป ในที่สุดดอนฮวนบอกให้ผมหยุด แกบอกว่า ให้จอดรถไว้หลังก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่งซึ่งจะบังรถของผมไว้
               ผมก้าวลงมาจากรถแล้วเดินไปรอบ ๆ โดยอาศัยแสงไฟหน้ารถ ผมอยากจะสำรวจสิ่งแวดล้อมโดยรอบ เพราะผมไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหนแน่ แต่ดอนฮวนปิดสวิทช์ไฟเสีย แกพูดออกมาอย่างดังว่าเราไม่มีเวลาพอที่จะมาทำให้เสียไป ให้ผมล็อคประตูรถเสียเพื่อเราจะออกเดินต่อไป
               แกยื่นถุงน้ำเต้ามาให้ มันมืดมากจนผมสะดุดและเกือบจะทำให้น้ำเต้าหลุดมือลงไป ดอนฮวนสั่งด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแต่หนักแน่นให้ผมนั่งลงจนกว่าตาจะชินกับความมืด แต่ปัญหาจริง ๆ ไม่ได้อยู่ที่ตา เมื่อผมก้าวลงจากรถผมมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ชัดดี แต่สิ่งที่ผิดปกติคือความหวาดวิตกที่แปลกมากทำให้ผมทำอะไรลงไปเหมือนกับว่าไม่มีจิตใจ ผมระแวงทุกสิ่งทุกอย่าง
               "เราจะไปไหนกัน ดอนฮวน" ผมถาม
               "เราจะออกเดินไปในความมืดสนิทนี้เพื่อไปสู่สถานที่พิเศษแห่งหนึ่ง" แกบอก
               "เพื่ออะไรล่ะ"
               "เพื่อดูให้แน่ใจว่าคุณสามารถที่จะล่าพลังได้หรือเปล่า"

               ผมถามแกว่า ถ้าสิ่งที่แกเสนอให้ทำนั้นเป็นการทดสอบและถ้าผมไม่ผ่านการทดสอบนั้น แกยังจะพูดกับผมและบอกเกี่ยวกับความรู้ที่แกมีหรือไม่
               ดอนฮวนตั้งใจฟังโดยไม่ขัดจังหวะ แกบอกว่าสิ่งที่เราจะทำนั้นไม่ใช่การทดสอบ แต่เราจะคอยลางชนิดหนึ่ง และถ้าลางชนิดนั้นไม่ปรากฏ ข้อสรุปก็อาจจะเป็นว่าผมไม่ประสบความสำเร็จในการล่าพลัง ซึ่งในกรณีดังกล่าวนี้ผมจะเป็นอิสระจากสิ่งที่แกจะทำให้ทั้งมีอิสระที่จะอยู่อย่างโง่เง่าดังที่ผมต้องการ แต่แกก็บอกว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตามแกคงเป็นเพื่อนของผมและแกจะพูดกับผมตลอดไป อย่างไรก็ตามที ผมทราบว่าผมจะไม่เจอลางชนิดนั้น
               "ลางนั่นไม่เกิดขึ้นหรอก" ผมพูดติดตลก "ผมรู้ดี ผมมีพลังอยู่เพียงนิดเดียว"
               แกหัวเราะแล้วเอามือตบหลังผมเบา ๆ "อย่ากังวลไปเลย" แกย้อน "ลางจะเกิดขึ้นแน่ ๆ ผมมีพลังมากกว่าคุณ"
               แกคงเห็นว่าคำพูดของแกตลกมากกระมัง แกเอามือตบสะโพกแล้วปรบมือพร้อมกับหัวเราะดังก้อง แกมัดร่างแหที่ใส่น้ำเต้าไว้ติดหลังของผมแล้วบอกว่า ผมต้องเดินห่างจากแกหนึ่งก้าวแล้วเหยียบลงไปตามรอยเท้าของแกเท่าที่ผมจะทำได้
             แกกระซิบออกมาอย่างจงใจจะให้น่าสนใจว่า
               "นี่เป็นการเดินเพื่อพลัง ดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่างมีความสำคัญทั้งสิ้น"
               แกบอกว่า ถ้าหากผมเดินตามรอยเท้าของแกแล้ว พลังที่แกสูญเสียไปขณะที่เดินจะถ่ายเทมาที่ผม ผมมองดูนาฬิกา ขณะนั้นเวลาสี่ทุ่ม ดอนฮวนให้ผมตั้งแถวตอนเหมือนกับทหารที่อยู่ในท่าตรง ต่อมาแกผลักเท้าขวาของผมออกไปข้างหน้าแล้วให้ผมยืนเหมือนกับว่าผมเพิ่งก้าวเท้าออกไป แกยืนอยู่ข้างหน้าในท่าเดียวกัน หลังจากที่ได้กล่าวย้ำในสิ่งที่ต้องทำคือ ผมก้าวเท้าเหยียบลงไปที่รอยของแกให้ได้ทุกก้าว แล้วเราเริ่มออกเดิน
             แกกระซิบบอกไว้ชัดว่า ผมต้องไม่สนใจสิ่งใดทั้งสิ้นนอกจากก้าวลงไปที่รอยของแกเท่านั้น ผมต้องไม่มองไปข้างหน้าหรือหันไปดูข้างตัวแต่ให้มองตรงไปที่พื้นดินที่แกกำลังก้าวเท้าอยู่

               ดอนฮวนเดินตามสบาย ผมจึงไม่เดือดร้อนอะไรที่จะก้าวตามรอยเท้าของแก เราเดินบนพื้นดินที่ค่อนข้างแข็ง เกือบสามสิบหลาที่ผมก้าวตามรอยเท้าของแกได้อย่างถูกต้อง แต่พอผมชำเลืองไปดูข้าง ๆ แวบหนึ่งผมชนโครมเข้าที่ตัวของดอนฮวน แกหัวเราะคิก ๆ ออกมาแล้วให้คำรับรองว่า ตอนที่ผมเหยียบลงไปด้วยรองเท้าอันใหญ่โตของผมนั้น ผมไม่ได้ทำให้ข้อเท้าของแกเป็นอันตรายหรอก แต่ถ้าหากผมยังคงเดินเซ่อซ่าอยู่อย่างนี้อีก เมื่อถึงตอนเช้า เราคนใดคนหนึ่งต้องพิการลงไปอย่างแน่นอน
               แกหัวเราะแล้วพูดด้วยเสียงต่ำ ๆ แต่มั่นคงว่า แกไม่ได้ตั้งใจมาก่อนว่าจะได้รับความเจ็บปวดเพราะความโง่เขลาและการขาดสติของผม หากผมเหยียบแกอีกผมต้องเดินเท้าเปล่า
               "ผมเดินโดยไม่สวมเท้าไม่ได้หรอก" ผมพูดด้วยเสียงดังบาดแก้วหู
                ดอนฮวนหัวเราะดังเป็นสองเท่า และผมต้องยืนคอยจนแกหยุดหัวเราะ แกยืนยันกับผมว่าแกหมายความตามที่พูดจริง ๆ เรากำลังจาริกไปเพื่อเคาะเรียกให้พลังออกมา ดังนั้นทุกสิ่งที่เราทำต้องสมบูรณ์แบบ

               เมื่อคิดถึงการที่จะต้องเดินโดยไม่สวมรองเท้าในทะเลทรายทำให้ผมกลัวมาก ดอนฮวนพูดติดตลกว่าครอบครัวของผมคงเป็นพวกชาวนาที่ไม่เคยถอดรองเท้าเลยแม้เวลาเข้านอนกระมัง
               แน่นอน แกพูดถูก ผมไม่เคยเดินเท้าเปล่า และการเดินในทะเลทรายโดยไม่สวมรองเท้า คือการถูกฆาตกรรมดี ๆ นี่เองสำหรับผม
               "ทะเลทรายแห่งนี้อาบซึมอยู่ด้วยพลัง" แกกระซิบที่หูของผม "ไม่มีเวลาที่จะขี้ขลาด"

               เราออกเดินต่อ ดอนฮวนเดินตามสบาย ครู่หนึ่งต่อมาผมสังเกตว่าเราเดินผ่านพื้นที่ที่เป็นดินแข็งและกำลังเดินอยู่บนทรายนุ่ม ๆ เท้าของดอนฮวนจมลงไปในทรายทำให้เกิดรอยลึก เราเดินอยู่หลายชั่วโมงก่อนจะหยุดพัก ดอนฮวนไม่หยุดอย่างกะทันหัน แต่เตือนผมก่อนว่าจะหยุดเพื่อกันไม่ให้ผมเดินชน
              พื้นดินเปลี่ยนเป็นดินแข็งอีก และดูเหมือนเราจะเดินขึ้นไปตามเนิน ดอนฮวนบอกว่า ถ้าผมจะไปทำธุระหลังต้นไม้ก็ให้ทำเสีย เพราะหลังจากนั้นเราจะเดินรวดเดียวโดยไม่หยุดเลย ผมมองดูนาฬิกา ขณะนั้นเวลาหนึ่งนาฬิกาหลังเที่ยงคืน

               เมื่อพักได้สัก ๑๐-๑๕ นาที ดอนฮวนให้ผมเข้าแถวตอนแล้วเราออกเดินต่อ แกพูดถูกทีเดียว ระยะทางไกลมาก และผมเองไม่เคยทำอะไรซึ่งต้องใช้สติถึงขนาดนี้มาก่อน
              ดอนฮวนเดินเร็วมากและความเคร่งเครียดที่ต้องเพ่งดูทุกก้าวย่างนั้นถีบตัวขึ้นสูงจนช่วงหนึ่งที่ผมไม่รู้สึกเลยว่าตัวเองกำลังเดินอยู่ ผมไม่รู้สึกที่เท้าและขาที่เคลื่อนไหวไป มันเหมือนกับว่าผมเดินอยู่ในอากาศและมีกำลังชนิดหนึ่งลากผมไปเรื่อย ๆ สมาธิเป็นไปอย่างสมบูรณ์จนผมไม่สังเกตการเปลี่ยนแปลงของแสงที่สว่างขึ้นโดยลำดับ

               ทันใดนั้นผมรู้สึกว่าเห็นตัวดอนฮวนเดินอยู่ข้างหน้า และเห็นเท้าและรอยเท้าของแกโดยไม่ต้องเดาสุ่มเอาดังที่ทำมาเกือบครึ่งคืน พอถึงเวลาช่วงหนึ่ง ดอนฮวนกระโดดแผลวออกจากทางเดินโดยไม่บอกล่วงหน้า การเคลื่อนไหวที่ต่อเนื่องทำให้ผมเดินไปได้อีกเกือบ ๒๐ หลา ขณะที่ผมเดินช้าลง ๆ นั้น ขาทั้งสองอ่อนกำลังลง สั่น และในที่สุดผมทรุดฮวบลงกับพื้น
               ผมมองขึ้นไปเห็นดอนฮวนกำลังตรวจดูผมอย่างสงบ เหมือนแกจะไม่เหนื่อยเอาเลย ส่วนผมหอบและเปียกโชกไปทั้งตัว
               ดอนฮวนจับที่แขนของผมแล้วเหวี่ยงไปรอบ ๆ ขณะที่ผมนอนอยู่อย่างนั้น แกบอกว่าถ้าหากผมต้องการที่จะเรียกกำลังให้กลับคืนมาแล้ว ผมต้องนอนหันหัวไปทางทิศตะวันออก ผมรู้สึกผ่อนคลายทีละเล็กละน้อยและพักร่างกายที่ปวดร้าว ในที่สุดผมมีกำลังพอที่จะยืนขึ้น ผมอยากมองดูที่นาฬิกาข้อมือ แต่ดอนฮวนเอามือมาปิดที่ข้อมือของผมไว้ แกจับตัวของผมหันเบา ๆ ไปทางทิศตะวันออกแล้วบอกว่า ไม่เห็นมีความจำเป็นที่จะต้องมีเครื่องบอกเวลาที่น่าเกลียดของผมเลย เราอยู่ในกาละอันมหัศจรรย์ และจะได้ดูให้แน่ชัดลงไปว่าผมจะสามารถล่าพลังได้หรือไม่

               ผมมองไปรอบ ๆ เรายืนอยู่บนยอดเขาสูงและใหญ่ ผมอยากจะเดินไปยังที่แห่งหนึ่งซึ่งดูเหมือนกับจะเป็นขอบ หรือรอยแยกของหิน แต่ดอนฮวนกระโดดเข้ามาแล้วยึดตัวของผมเอาไว้ แกสั่งเชิงบังคับให้ผมยืนอยู่ตรงที่ที่ผมล้มลงไปจนกระทั่งถึงเวลาดวงอาทิตย์โผล่ขึ้นมาหลังยอดเขาอันดำทมึนที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก ดอนฮวนชี้ไปทางทิศตะวันออกแล้วให้ผมสังเกตดูก้อนเมฆที่จับเป็นกลุ่มอยู่หนาแน่นเหนือขอบฟ้า แกบอกว่าจะเป็นลางดีหากว่าลมพัดเอาก้อนเมฆออกไปได้ทันเวลาที่รังสีแรกฉายของดวงอาทิตย์สาดมากระทบร่างของผมที่ยืนอยู่บนยอดเขาแห่งนี้
               แกบอกให้ผมยืนนิ่ง ก้าวเท้าขวาออกไปข้างหน้า เหมือนกับว่าผมกำลังเดินอยู่ ผมต้องไม่มองตรงไปที่ขอบฟ้าแต่ให้มองโดยไม่เพ่งตรงจุดใดโดยเฉพาะ ขาของผมแข็งทื่อ และปลีน่องปวดร้าว มันเป็นท่ายืนที่ทรมานและกล้ามเนื้อที่ขาระบมเกินกว่าที่จะพยุงร่างเอาไว้ ผมยืนอยู่ในท่านั้นนานเท่าที่จะทำได้ ผมเกือบจะทรุดฮวบลงไป ขาทั้งสองสั่นระริกคุมเอาไว้ไม่ได้
               ขณะที่ดอนฮวนบอกให้ผมเลิก แกพยุงให้ผมนั่งลง ก้อนเมฆไม่เคลื่อนออกไปเลย และเราไม่เห็นดวงอาทิตย์โผล่ขึ้นมาจากขอบฟ้า ดอนฮวนออกความเห็นเพียงว่า "แย่จริง ๆ "

               ผมไม่อยากจะถามในทันทีถึงเบื้องหลังความล้มเหลวของผม แต่เท่าที่ผมรู้จัก - ดอนฮวน แกจะทำตามข้อวินิจฉันอันได้จากลางที่เกิดขึ้น แต่เช้าวันนี้ไม่มีลางเอาเลย ความปวดร้าวที่น่องหายไป ผมรู้สึกดีขึ้นมากจึงลุกขึ้นวิ่งเหย่า ๆ เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ดอนฮวนบอกผมให้ค่อย ๆ วิ่งขึ้นไปบนเนินเขาที่อยู่ติดกัน แล้วเก็บเอาใบไม้จากต้นไม้พุ่มหนึ่งมาถูที่ขาเพื่อทุเลากล้ามเนื้อที่ปวดร้าว

               จากจุดที่ผมยืนอยู่ ผมมองเห็นต้นไม้พุ่มใหญ่สีเขียวสด ใบของมันดูเหมือนเปียกน้ำค้าง ผมเคยใช้ใบของต้นไม้ชนิดนี้มาแล้วแต่มันก็ไม่เคยช่วยให้ผมดีขึ้นแต่อย่างใด ถึงกระนั้นดอนฮวนก็ยืนยันอยู่เสมอว่าผลของมันละเอียดอ่อนมากจนเราแทบจะไม่รู้สึก และมันรักษาอาการต่าง ๆ ที่กล่าวถึงเสมอไป
              ผมวิ่งลงไปตามเนินแล้ววิ่งขึ้นไปตามลาดไหล่เขาลูกนั้น เมื่อมาถึงยอดเขาก็รู้สึกว่าตัวเองใช้แรงมากไปหน่อย ผมหอบและรู้สึกผิดปกติที่ท้อง ผมนั่งยอง ๆ แล้วต่อมาเอามือกอดเข่าขดตัวอยู่ครู่หนึ่งจนหายเหนื่อย ผมยืนขึ้นแล้วเอื้อมมือจะเด็ดเอาใบไม้จากต้นที่ดอนฮวนบอก แต่ผมไม่เห็นพุ่มไม้พุ่มนั้น
              ผมมองไปรอบ ๆ และแน่ใจว่ามาถึงจุดที่ถูกต้องแล้ว แต่ก็ไม่มีอะไรเลยในบริเวณยอดเขาแห่งนั้นที่มีลักษณะเหมือนกับพุ่มไม้พุ่มนั้น แต่ที่ตรงนี้น่าจะเป็นจุดที่ผมมองเห็นต้นไม้ต้นนี้ ที่แห่งอื่นน่าจะไม่อยู่ในคลองสายตาของผู้ที่ยืนอยู่ตรงจุดที่ดอนฮวนยืน ผมเลิกหาแล้วเดินกลับมาที่เดิม

               ขณะที่ผมอธิบายถึงความเข้าใจผิดของตัวเองนั้น ดอนฮวนยิ้มด้วยความเห็นใจ
               "ทำไมคุณจึงบอกว่ามันเป็นเรื่องเข้าใจผิดล่ะ" แกถาม "เพราะเห็นอยู่ชัดแจ้งว่าพุ่มไม้พุ่มนั้นไม่ได้อยู่ที่นั่น"
               "แต่คุณก็มองเห็นมันไม่ใช่หรือ" "ผมคิดว่าผมมองเห็นมันเท่านั้นแหละ"
               "แล้วคุณมองเห็นอะไรตรงที่ที่มันขึ้นอยู่ตอนนี้ล่ะ"
               "ผมไม่เห็นอะไรเลย" ไม่มีต้นไม้แม้แต่ต้นเดียวตรงจุดที่ผมคิดว่ามองเห็นพุ่มไม้พุ่มนั้น

               ผมพยายามที่จะอธิบายว่าสิ่งที่ผมเห็นเป็นอาการผิดปกติทางตาหรือเป็นภาพมายา ผมเหนื่อยมากและจากเหตุนี้เองที่ทำให้ผมคิดว่ามองเห็นต้นไม้ที่จุดจุดนั้น ซึ่งความจริงแล้วไม่มีอะไรอยู่ที่นั่นเลย
               ดอนฮวนหัวเราะออกมาเบา ๆ แกจ้องดูผมอยู่ครู่หนึ่ง
               "ผมไม่เห็นว่ามันเป็นเรื่องเข้าใจผิดอะไรทั้งสิ้น" แกพูด "พุ่มไม้พุ่มนั้นอยู่ที่นั่น อยู่บนยอดเขาลูกนั้นแหละ"
               ตอนนี้ผมกลับหัวเราะออกมา ผมกวาดตาดูบริเวณทั้งหมดอย่างถี่ถ้วน ผมไม่เห็นต้นไม้ชนิดนั้นเลยและสิ่งที่ผมเห็นก่อนหน้านี้ เท่าที่ผมรู้ เป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้น

               ดอนฮวนเดินลงไปตามเนินเขาเงียบ ๆ แล้วกวักมือเรียกผมให้ตามไป เราปีนขึ้นไปยังยอดเขาของเขาลูกนั้นด้วยกันแล้วยืนตรงจุดที่ผมคิดว่ามองเห็นพุ่มไม้พุ่มนั้น ผมหัวเราะหึ ๆ ออกมาด้วยความมั่นใจอย่างเต็มที่ว่าตัวเองถูก ดอนฮวนก็หัวเราะออกมาเช่นกัน
               "เดินไปยังฝั่งตรงข้ามของเขาลูกนี้สิ" แกบอก "แล้วคุณจะพบพุ่มไม้พุ่มนี้"
               ผมออกความเห็นว่า ซีกเขาอีกด้านหนึ่งไม่ได้อยู่ในคลองสายตาของผม พืชชนิดนี้อาจจะขึ้นอยู่ที่นั้นได้เหมือนกัน แต่นั่นก็ไม่ได้พิสูจน์อะไร
               ดอนฮวนทำท่าด้วยศีรษะให้ผมเดินตาม แกเดินรอบยอดเขาแทนที่จะเดินตัดข้ามไป แล้วแกหยุดอย่างผึ่งผายข้างพุ่มไม้พุ่มหนึ่งโดยไม่มองดูมันเลย แกหันกลับแล้วมองมาทางผม สายตาของแกทิ่มแทงเข้าไปอย่างประหลาดที่สุด
               "จะต้องมีพืชชนิดนี้นับร้อยต้นในบริเวณนี้" ผมพูด
               ดอนฮวนเดินลงไปสู่อีกด้านหนึ่งของเขาลูกนั้นอย่างอดทนผมเดินตามแกไป เรามองหาพุ่มไม้ดังกล่าวในที่ทุกแห่งแต่ก็ไม่พบแม้แต่ต้นเดียว เราเดินไปอีกประมาณ ๑/๔ ไมล์จึงพบพุ่มไม้ชนิดเดียวกันอีกพุ่มหนึ่ง ดอนฮวนไม่กล่าวอะไรออกมาแต่พาผมกลับมายังเขาลูกเดิม

               เรายืนอยู่ที่นั่นครู่หนึ่ง แล้วแกนำผมออกเดินต่อเพื่อหาต้นไม้ชนิดนั้นจากทิศที่อยู่ตรงกันข้าม เราเสาะหาในบริเวณนั้นและพบอีกสองต้นซึ่งคงอยู่ห่างออกไปประมาณสองไมล์ มันขึ้นอยู่ด้วยกันและยืนต้นขึ้นมาเป็นกระจุกสีเขียวสด เขียวชอุ่มยิ่งกว่าพุ่มไม้ที่อยู่โดยรอบ
               ดอนฮวนมองมาทางผมด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ผมไม่ทราบว่าจะคิดในเรื่องนี้อย่างไรดี
               "นี่เป็นลางที่แปลกมาก" แกพูด

              เราเดินกลับเขาลูกเดิมโดยอ้อมเป็นระยะทางไกลเพื่อที่จะมาถึงจากอีกทิศหนึ่ง ดูเหมือนดอนฮวนจะพาเดินออกจากทางเดิมเพื่อพิสูจน์กับผมว่ามีต้นไม้ชนิดนั้นไม่กี่ต้นในแถบนี้ ตลอดทางเราไม่พบมันเลย และเมื่อมาถึงยอดเขาเรานั่งลงเงียบ ๆ ดอนฮวนแก้เอาน้ำเต้าใส่อาหารของแกออกมา
               "หลังจากรับประทานอาหารคุณจะรู้สึกดีขึ้น" แกบอก แกไม่อาจซ่อนความรู้สึกพึงพอใจไว้ได้ แกยิงฟันยิ้มอย่างกว้างขวางขณะที่แกเคาะที่หัวของผม ผมยังปรับความรู้สึกไม่ได้ สิ่งที่งอกเงยขึ้นมาใหม่นั้นรบกวนจิตใจมาก แต่ผมก็เหนื่อยและหิวเกินกว่าที่จะคิดพิจารณาในเรื่องนี้

               เมื่อรับประทานอาหารเสร็จผมง่วงนอนมาก ดอนฮวนแนะให้ผมใช้วิธีมองโดยไม่เพ่งที่จุดหนึ่งจุดใดเพื่อหาที่นอนพักบนเนินเขาที่ผมคิดว่ามองเห็นพุ่มไม้ ผมเลือกเอาที่แห่งหนึ่ง
              ดอนฮวนเก็บเอาขยะออกจากบริเวณนั้นและทำเป็นรูปวงกลมโตขนาดที่ผมจะนอนเหยียดตัวได้ แกหักเอากิ่งไม้อย่างอ่อนโยนจากพุ่มไม้แถวนั้นแล้วกวาดตรงบริเวณที่ทำเป็นวงกลมได้
               แกทำท่าว่ากวาดเท่านั้นแต่ไม่ได้ให้กิ่งไม้แตะพื้นแต่อย่างใด ต่อมาแกหยิบก้อนหินที่อยู่ในวงกลม เลือกขนาดอย่างระมัดระวังแล้วเอาไปวางตรงกลางวงแยกเป็นสองกองให้มีจำนวนเท่า ๆ กัน
               "คุณจะทำอะไรกับก้อนหินเหล่านั้น" ผมถาม
               "นั่นไม่ใช่ก้อนหิน" แกบอก "มันคือเชือก เชือกเหล่านั้นจะยกที่ของคุณขึ้น"

               แกเก็บเอาก้อนหินเล็กกว่ามาวางเป็นเส้นรอบวง แกวางเป็นช่วงห่างเท่า ๆ กันและใช้กิ่งไม้มาช่วยทำให้ก้อนหินเหล่านั้นตั้งอยู่กับดินอย่างมั่นคง แกทำราวกับว่าเป็นช่างปูนคนหนึ่ง แกไม่ยอมให้ผมเข้าไปในวงกลมแต่บอกให้ผมเดินไปรอบ ๆ ได้เพื่อดูว่าแกกำลังทำอะไรอยู่ แกนับทวนเข็มนาฬิกาได้หิน ๑๘ ก้อน
              "เอาละ ตอนนี้คุณวิ่งลงไปที่เชิงเขาแล้วคอยอยู่ที่นั่น" แกบอก "และผมจะไปที่ไหล่เขาตรงนั้น เพื่อดูว่าคุณยืนอยู่ตรงจุดที่ถูกต้องหรือเปล่า"
               "คุณจะทำอะไร ดอนฮวน"
               "ผมจะโยนเชือกเหล่านี้ไปให้คุณ" แกบอกพร้อมกับชี้ไปที่กองหินก้อนโต "และคุณต้องวางมันลงกับพื้นตรงบริเวณที่ผมจะชี้ให้ วางให้เป็นวงกลมในลักษณะเดียวกับที่ผมวางหินก้อนเล็กเหล่านั้น
              "คุณต้องระมัดระวังชนิดที่พลาดไม่ได้เลย เมื่อคุณมาเกี่ยวข้องกับพลัง คุณต้องสมบูรณ์แบบ สำหรับที่นี่ความผิดพลาดหมายถึงความตาย ก้อนหินแต่ละก้อนคือเส้นเชือกและเชือกแต่ละเส้นอาจฆ่าเราได้หากเราทิ้งมันไว้ทั่วไป หากคุณเขวไปจากเหตุใดก็แล้วแต่ เชือกเส้นนั้นก็จะเป็นก้อนหินธรรมดาและคุณไม่อาจที่จะเห็นความแตกต่างของมันกับหินก้อนอื่นที่วางอยู่แถวนั้น"
               ผมเสนอว่า มันน่าจะง่ายกว่ามากหากว่าผมจะถือเอา "เชือก" เหล่านี้ลงเขาไปคราวละเส้น แกหัวเราะแล้วสั่นหัวไม่เห็นด้วย
               "นี่คือเชือก" แกยืนยัน "และผมต้องเป็นคนโยนมันลงไป ส่วนคุณต้องเป็นคนเก็บมันขึ้นมา"

               กว่างานนี้จะลุล่วงไปก็ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง ความจดจ่อที่จำเป็นต้องนำมาใช้นั้นเหลือทนเหลือทานอย่างแท้จริง ดอนฮวนร้องเตือนผมทุกครั้งให้ระวังตัวและจ้องดู แกทำถูกแล้วที่บอกล่วงหน้าไว้ การเก็บเอาหินเหวี่ยงลงมากระทบหินอีกหลายก้อนกระจายออกไปนั้นเป็นเรื่องที่ทำให้หัวหมุนได้จริง ๆ
               เมื่อผมทำให้วงกลมปิดเข้าหากันได้สนิทแล้วเดินกลับขึ้นมายังยอดเขา ผมคิดว่าผมจะล้มลงขาดใจตายเสียแล้ว ดอนฮวนหักเอากิ่งไม้เล็ก ๆ แล้วนำมาปลูกในบริเวณที่เป็นวงกลมนั้น แกยื่นใบไม้จำนวนหนึ่งให้ผมแล้วบอกให้ผมสอดเข้าไปใต้กางเกงแนบกับผิวหนังตรงสะดือ แกบอกว่าใบไม้เหล่านี้จะทำให้ผมอบอุ่น และผมไม่จำเป็นต้องมีผ้าห่มในขณะที่นอน
               ผมโผลงไปในวงกลมกิ่งไม้เป็นเสื่อที่นุ่มทีเดียว แล้วก็ผลอยหลับไปในทันที

               เมื่อผมตื่นขึ้นมานั้นเป็นเวลาบ่ายมากแล้ว ลมพัดจัดและท้องฟ้ามีเมฆมาก ก้อนเมฆที่อยู่เหนือขึ้นไปเป็นกลุ่มเมฆเกาะกันหนาแน่น แต่ทางด้านทิศตะวันตกเมฆกลับบางใส แสงแดดสาดส่องลงมายังพื้นดินเป็นครั้งคราว
               การนอนทำให้ผมฟื้นตัวขึ้น ผมรู้สึกว่าสดชื่นและมีความสุข ลมไม่ได้รบกวนและไม่ทำให้ผมหนาว ผมเอามือทั้งสองพยุงศีรษะขึ้นแล้วมองดูโดยรอบ ก่อนหน้านี้ผมไม่ได้สังเกตเอาเลย ยอดเขาค่อนข้างสูงและทัศนียภาพทางด้านทิศตะวันตกน่าประทับใจมาก ผมมองเห็นบริเวณกว้างใหญ่ที่เป็นเนินเขาต่ำ ๆ และต่อจากนั้นเป็นทะเลทราย ทางด้านทิศเหนือและทิศตะวันออกมีเทือกเขายอดสีน้ำตาล ส่วนทางทิศใต้นั้นเป็นแผ่นดินเหยียดยาวออกไปไกล มีเนินเขาและภูเขาสีน้ำเงินอยู่ลิบ ๆ
               ผมลุกขึ้นนั่ง ผมหาดอนฮวนไม่เจอ ความกลัวจู่โจมเข้ามาในทันใด ผมคิดว่าแกอาจจะปล่อยผมไว้ที่นี่คนเดียวกระมัง และผมก็ไม่รู้ทางกลับไปยังที่ที่รถจอดอยู่เสียด้วย ผมนอนลงไปที่เสื่อใบไม้นั้นอีก และช่างแปลกอะไรเช่นนั้นความหวาดกลัวอันตรธานไป ผมประสบกับความสงบอีกครั้งหนึ่ง เป็นความปลาบปลื้มในความเต็มเปี่ยม นี่เป็นความรู้สึกที่ใหม่มากสำหรับผม ความคิดทั้งหลายดูจะดับลง ผมเป็นสุข สดชื่น และเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกที่เอิบอาบ

               ลมอ่อน ๆ พัดมาจากทิศตะวันตกผ่านไปตลอดร่างแต่ไม่หนาว ผมรู้สึกได้เมื่อมันพัดผ่านใบหน้าและใบหูเหมือนกับคลื่นของน้ำอุ่นที่สาดขึ้นมาอย่างอ่อนโยนอาบร่างของผมไว้แล้วถอยกลับลงไป และต่อมาก็เอ่อขึ้นมาอีก นี่เป็นสภาวะที่เทียบเคียงกันไม่ได้เลยกับชีวิตที่สับสนและผิดพลาดของผม ผมร้องไห้ ไม่ใช่ร้องไห้เพราะความเศร้าสลดใจหรือสงสารตัวเอง แต่ร้องไห้เพราะปิติที่เปี่ยมล้นขึ้นมายากที่จะบรรยายออกมาได้ ผมอยากจะนอนอยู่ตรงจุดนั้นตลอดไป และผมคงทำอย่างนั้นจริง ๆ หากดอนฮวนไม่โผล่ออกมาแล้วกระชากตัวผมให้ออกมาจากที่แห่งนั้น
               "คุณพักผ่อนเพียงพอแล้วละ" แกพูดพร้อมกับดึงให้ผมลุกขึ้น
              แกพาผมเดินอย่างสงบไปรอบ ๆ บริเวณยอดเขา เราเดินช้า ๆ และไม่พูดกันเลย ดูเหมือนดอนฮวนตั้งใจที่จะให้ผมสังเกตดูทัศนียภาพที่อยู่รอบตัว แกทำท่าทางแนะให้ดูก้อนเมฆหรือภูเขาโดยใช้แววตาหรือเคลื่อนไหวที่คาง ทิวทัศน์ในยามบ่ายสวยอย่างที่สุด ภาพที่เห็นปลุกความรู้สึกหวาดกลัวและสิ้นหวัง มันทำให้ผมระลึกถึงสิ่งที่เคยเห็นในวัยเด็ก

               เราปีนขึ้นไปบนยอดสูงที่สุดของภูเขาซึ่งเป็นหินเหล็กไฟ เรานั่งในท่าสบาย เอาหลังพิงก้อนหินและหันหน้าไปทางทิศใต้ ผืนแผ่นดินอันไม่มีที่สิ้นสุดที่อยู่เบื้องหน้ามโหฬารพันลึกจริง ๆ
               "จงฝังภาพเหล่านี้ไว้ในใจของคุณ" ดอนฮวนกระซิบที่หูของผม "สถานที่แห่งนี้เป็นของคุณ เช้าวันนี้คุณ เห็น และนั่นเป็นลาง คุณพบที่แห่งนี้โดย การเห็น ลางที่ว่านั้นไม่ได้คาดเดาไว้ล่วงหน้า แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว คุณต้องล่าพลังไม่ว่าคุณจะชอบมันหรือไม่ก็ตามที นี่ไม่ใช่ข้อตัดสินของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นตัวคุณหรือผม
               "พูดให้ชัดลงไป ขณะนี้ยอดเขาแห่งนี้เป็นของคุณ เป็นสถานที่อันเป็นที่รัก และทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวคุณอยู่ในความใส่ใจของคุณ คุณต้องคุ้มครองดูแลทุกสิ่งทุกอย่างและทุกสิ่งทุกอย่างก็จะระวังรักษาคุณในทำนองเดียวกัน"
               ผมถามติดตลกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของผมจริง ๆ หรือ ดอนฮวนตอบด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า ใช่ ผมหัวเราะแล้วบอกกับแกว่า สิ่งที่เราทำอยู่นี้ทำให้ผมระลึกถึงเรื่องราวของชาวสเปนเมื่อเข้ามาครอบครองโลกใหม่นี้ขึ้นมาได้ พวกเขาพากันแบ่งสรรที่ดินในนามของพระมหากษัตริย์ของตน และมักจะปีนขึ้นไปบนยอดเขาแล้วอ้างเอากรรมสิทธิ์ในที่ดินในทิศทางต่าง ๆ เท่าที่มองเห็น
               "นั่นเป็นความคิดที่ดี" ดอนฮวนบอก "ผมจะมอบที่ดินทั้งหมดเท่าที่มองเห็นนี้ให้กับคุณ ไม่ใช่ให้ครอบครองเพียงทิศเดียวเท่านั้นแต่ให้ทั้งหมดรอบตัวของคุณ"

               ดอนฮวนลุกขึ้นยืน ชี้มือออกไปพร้อมกับหมุนตัวไปรอบ ๆ
               "พื้นที่ทั้งหมดนี้เป็นของคุณ" แกบอก ผมหัวเราะออกมาอย่างดัง ดอนฮวนหัวเราะคิก ๆ ออกมาแล้วถามว่า
               "ทำไมไม่ได้ล่ะ ทำไมผมจึงจะมอบแผ่นดินผืนนี้ให้กับคุณไม่ได้"
               "คุณไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินผืนนี้นี่นา" ผมบอก
               "แล้วไงล่ะ พวกชาวสเปนก็ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินเหมือนกัน แต่พวกเขาก็แบ่งมันออกแล้วมอบให้กันและกัน แล้วทำไมคุณจึงเข้าครอบครองที่ดินในลักษณะเดียวกันไม่ได้เล่า"

               ผมพินิจดูดอนฮวนเพื่อจับความรู้สึกที่แท้จริงในรอยยิ้มของแก แกระเบิดเสียงหัวเราะออกมาจนเกือบจะหล่นจากก้อนหิน
               "ที่ทั้งหมดเท่าที่คุณมองเห็นนี้เป็นของคุณ" แกพูดต่อและยิ้มอยู่อย่างนั้น "ไม่ใช่เอาไปใช้เพื่อทำอะไร แต่เพื่อจำไว้ ถึงอย่างนั้นก็ตามเถอะ ยอดเขานี้เป็นของคุณ เพื่อว่าคุณจะได้ใช้ตลอดชีวิต ผมมอบให้กับคุณเพราะคุณพบมันด้วยตัวของคุณเอง ยอดเขานี้เป็นของคุณแล้ว รับมันสิ"
               ผมหัวเราะออกมา ทั้ง ๆ ที่ดอนฮวนดูจะจริงจังในเรื่องนี้มาก นอกจากยิ้มที่ออกจะซุกซนของแกแล้ว ดูเหมือนดอนฮวนจะเชื่ออย่างจริงจังทีเดียวว่าแกอาจมอบเขาลูกนี้ให้กับผมได้
               "อ้าวทำไมไม่รับล่ะ" แกถามราวกับว่าอ่านความคิดของผมออก
               "ผมรับ" ผมตอบกึ่งล้อเลียน รอยยิ้มของแกหายไปจากใบหน้า แกหรี่ตามองดูผม
               "ก้อนหินและกรวดทุกก้อนรวมทั้งพุ่มไม้บนเขาลูกนี้อยู่ในความใส่ใจของคุณ" แกพูด "หนอนทุกตัวที่อยู่ที่นี่เป็นเพื่อนของคุณ คุณใช้มันให้เป็นประโยชน์ได้และมันก็ใช้คุณได้เช่นเดียวกัน"

               เราเงียบไปสองสามนาที ค่อนข้างแปลกที่ผมเกือบจะไม่มีความคิด ผมรู้สึกอย่างเลือนลางว่าการเปลี่ยนอารมณ์ของดอนฮวนโดยฉับพลันนั้นระงับความรู้สึกนึกคิดของผม แต่ผมก็ไม่หวั่นไหวหรือเกรงกลัว ผมเพียงแต่ไม่อยากพูดอีกต่อไป อีกอย่างหนึ่งถ้อยคำที่จะใช้ดูจะไม่ตรงกับสิ่งที่ต้องการพูด และความหมายของถ้อยคำเหล่านั้นก็ยากที่จะหามาใช้อย่างเหมาะเจาะ ในการพูดคุยกันผมไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อน และเมื่อรู้สึกถึงอารมณ์ที่ประหลาดมากนี้ทำให้ผมรีบพูดออกมาทันที
               "แต่ผมจะทำอะไรกับเขาลูกนี้ได้ล่ะดอนฮวน"
               "จงใส่ใจจำรูปลักษณะทุกส่วนของลูกนี้ไว้ นี่เป็นสถานที่ที่คุณจะมาหาในการฝัน สถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งที่คุณจะพบกับพลังทั้งหลาย เป็นที่ซึ่งความลึกลับบรรดามีจะปรากฏกับคุณสักวันหนึ่ง
               "คุณกำลังล่าพลังและนี่เป็นที่ของคุณ เป็นที่ที่คุณจะสั่งสมพลังทั้งหลาย
               "นี่คงไม่มีความหมายสำหรับคุณเลยในขณะนี้ ดังนั้นให้มันเป็นเรื่องเหลวไหลไปก่อนก็แล้วกัน"

               เราปีนลงมาจากหินก้อนนั้น และดอนฮวนนำผมไปยังแอ่งเล็ก ๆ เหมือนกับชามทางด้านทิศตะวันตกของยอดเขา เรานั่งลงรับประทานอาหาร ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เมื่ออยู่บนยอดเขาแห่งนั้นผมมีความสุขชนิดที่บรรยายออกมาไม่ได้เลย การกินซึ่งก็เหมือนกับการนอนเป็นความปีติเปี่ยมล้นชนิดที่ไม่เคยพบมาก่อน
               แสงแดดในยามสนธยารุ่มรวยเกือบจะเป็นสีทองแดง และรุ่งเรืองสดใส ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่โดยรอบดูจะแต้มแต่งด้วยแสงสีทอง ผมใส่ใจดูภาพที่เห็นอย่างเต็มที่ ไม่อยากแม้แต่จะคิด

               ดอนฮวนพูดกับผมเกือบจะเป็นการกระซิบ แกบอกให้ผมสังเกตรายละเอียดทุกอย่างของสิ่งแวดล้อมโดยรอบไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งเล็ก ๆ หรือไม่น่าสนใจเลยก็ตามที โดยเฉพาะอย่างยิ่งทัศนียภาพที่เห็นกระจ่างชัดทางทิศตะวันตก แกบอกว่า ผมควรจะมองดูดวงอาทิตย์โดยไม่เพ่งตรง ๆ จนมันลับหายไปจากขอบฟ้า แสงที่สาดลงมาในวินาทีสุดท้ายก่อนที่ดวงอาทิตย์จะลับหมู่เมฆหรือกลุ่มหมอกนั้นมีความมหัศจรรย์เป็นพิเศษ ดูราวกับว่าดวงอาทิตย์กำลังไหม้โลกให้ลุกโพลงขึ้นมาเหมือนกองไฟที่จุดไว้กลางแจ้ง ผมรู้สึกสว่างเรืองขึ้นมาที่ใบหน้า
               "ยืนขึ้นเร็ว !" ดอนฮวนตะโกนออกมาพร้อมกับฉุดให้ผมลุกขึ้นยืน แกกระโดดห่างออกไปจากตัวผมแล้วสั่งด้วยน้ำเสียงเชิงบังคับและเร่งเร้าให้ผมวิ่งเหย่า ๆ อยู่ตรงจุดที่ผมยืนอยู่
              ขณะที่ผมวิ่งอยู่กับที่นั้นผมรู้สึกถึงความร้อนที่แผ่ซ่านเข้ามาในร่าง มันเป็นความร้อนราวกับทองแดงที่ถูกเผา รู้สึกได้ที่เพดานปากและ "เพดาน" ของตาทั้งสอง มันเหมือนกับส่วนบนสุดของศีรษะกำลังลุกไหม้ด้วยไฟเย็นที่แผ่รังสีเรื่อเรืองสีทองแดงออกมา มีสิ่งหนึ่งในตัวของผมกระตุ้นให้ผมซอยเท้าถี่ยิ่งขึ้นทุกทีตามส่วนที่ดวงอาทิตย์ลับลงไปเรื่อย ๆ มาถึงขณะหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าตัวเบาจนอาจจะบินไปได้ ดอนฮวนฉวยข้อมือขวาของผมไว้แน่น แรงบีบที่ข้อมือทำให้ผมได้สติและรู้สึกตัวขึ้นมาตามเดิม ผมโผลงไปที่พื้นดินและดอนฮวนทรุดลงนั่งข้าง ๆ

               เมื่อพักสักสองสามนาทีแกลุกขึ้นเงียบ ๆ เอามือมาแตะที่ไหล่ของผมแล้วทำสัญญาณให้ผมตามแกไป เราปีนขึ้นไปบนก้อนหินก้อนที่เราเคยนั่งก่อนหน้านี้ หินก้อนนี้กั้นลมที่พัดโกรกเย็นและดอนฮวนพูดทำลายความเงียบ
               "นั่นเป็นลางดี" แกบอก "แปลกจริง ๆ ! มันอุบัติขึ้นในช่วงเวลาสุดท้ายของกลางวัน คุณกับผมนี่แตกต่างกันมาก คุณดูจะเป็นสัตว์โลกของเวลากลางคืนเสียมากกว่า ส่วนผมชอบความรุ่งโรจน์อันอ่อนเยาว์ของยามรุ่งอรุณมากกว่า พูดอีกนัยหนึ่งว่าความรุ่งเรืองของยามเช้าเสาะหาตัวของผมแต่มันกลับหลบหน้าคุณ ในลักษณะตรงกันข้ามดวงอาทิตย์ยามจะลาลับอาบแสงรดตัวคุณ เปลวของมันลามเลียร่างของคุณโดยไม่ไหม้คุณให้เป็นจุณไปแปลกจริง ๆ !"

               "ทำไมถึงแปลกล่ะ"
               "ผมไม่เคยเห็นอุบัติการณ์ในลักษณะนี้มาก่อน ลางชนิดนี้เมื่อมันอุบัติขึ้นจะปรากฏในอาณาจักรของดวงอาทิตย์อันอ่อนวัยเสมอ"
               "ทำไมมันจึงเกิดอย่างนั้นล่ะดอนฮวน"
               "ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะพูดกันในเรื่องนี้" แกพูดตัดบท "ความรอบรู้คือพลัง เราต้องใช้เวลานานที่จะคุมพลังได้อย่างพอเพียงแม้แต่จะเอามาพูดในเรื่องนี้"

               ผมพยายามจะเร่งเร้าให้แกพูดออกมา แต่แกเปลี่ยนเรื่องในทันใด แกถามถึงความก้าวหน้าใน "การฝัน" ของผม ผมเริ่มฝันถึงสถานที่เฉพาะบางแห่งเช่นฝันเห็นโรงเรียนเดิมหรือบ้านของเพื่อน ๆ บางคน
               "คุณฝันว่าไปยังที่เหล่านั้นเวลากลางวันหรือกลางคืน" แกถาม
               ความฝันของผมเกี่ยวเนื่องอยู่กับเวลาที่ผมเคยไปยังสถานที่ดังกล่าว เช่นไปโรงเรียนในเวลากลางวัน และไปบ้านเพื่อนในเวลากลางคืน
               ดอนฮวนแนะว่า ให้ผมพยายามทำให้เกิด "การฝัน" ขณะที่งีบหลับตอนกลางวันแล้วดูว่าผมเห็นที่เหล่านั้นเหมือนกับตอนที่ผมมี "การฝัน" มาก่อนหรือเปล่า ถ้า "การฝัน" เกิดในเวลากลางคืน ภาพสถานที่น่าจะเป็นภาพในตอนกลางคืน แกบอกว่าสิ่งที่เราประสบใน "การฝัน"จะสอดคล้องกับเวลาที่เกิด "การฝัน" มิฉะนั้นแล้วภาพที่เห็นเหล่านั้นจะไม่ใช่ "การฝัน" แต่เป็นความฝันธรรมดา
               "สิ่งที่จะมาช่วยในเรื่องนี้ ให้คุณเลือกเอาสิ่งหนึ่งสิ่งใดเฉพาะลงไปที่อยู่ในสถานที่ที่คุณไปแล้วเพ่งความใส่ใจในสิ่งนั้น" แกพูดต่อ
              "ยกตัวอย่างเช่น บนยอดเขาแห่งนี้ คุณมีพุ่มไม้พุ่มนั้นที่คุณต้องสังเกตดูจนมันฝังอยู่ในความทรงจำ คุณสามารถที่จะกลับมาที่นี่ได้อีกในขณะที่เกิด การฝัน ด้วยการคิดถึงพุ่มไม้พุ่มนี้ หรือคิดถึงหินก้อนที่เรานั่งอยู่นี้ หรืออาจจะคิดถึงสิ่งอื่นที่อยู่แถวนี้ก็ได้ เป็นเรื่องง่ายที่จะท่องเที่ยวไปใน การฝัน เมื่อคุณสามารถทำจิตให้จดจ่อในสถานที่ของพลังเช่นทีที่เราอยู่นี้ แต่ถ้าหากคุณไม่อยากมาที่นี่ คุณอาจจะใช้ที่แห่งอื่น บางทีโรงเรียนที่คุณเคยไปอาจเป็นสถานที่ของพลังสำหรับคุณก็ได้ ให้ใช้สถานที่แห่งนั้น ให้ดูเฉพาะลงไปที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่อยู่ที่นั้นใน การฝัน
               "เมื่อดูสิ่งเฉพาะอันหนึ่งที่คุณจำได้แล้ว ให้กลับมาดูที่มือแล้วหันไปดูสิ่งพิเศษอย่างอื่นต่อไป"
               "แต่ในขณะนี้คุณต้องใส่ใจดูทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่บนยอดเขาแห่งนี้ เพราะที่นี่เป็นสถานที่ที่สำคัญที่สุดในชีวิตของคุณ" แกมองดูผมราวกับจะประเมินผลที่เกิดจากถ้อยคำที่แกพูด
               "ที่นี่เป็นสถานที่ที่คุณจะมาตาย" แกพูดเบา ๆ
              ผมไหวตัวขยุกขยิกด้วยความกลัว เปลี่ยนท่านั่งหลายครั้ง ดอนฮวนยิ้ม
               "ผมจะต้องมาที่ยอดเขาแห่งนี้กับคุณครั้งแล้วครั้งเล่า" แกบอก
               "และหลังจากนั้นคุณต้องมาที่นี่คนเดียวจนคุณอาบชุ่มไปด้วยสิ่งเหล่านี้และยอดเขานี้ซึมซาบอยู่ในตัวของคุณ คุณจะรู้เองสักวันหนึ่งที่มันเต็มเปี่ยมขึ้นมา และยอดเขาแห่งนี้ ซึ่งก็เหมือนกับที่มันเป็นอยู่เดี๋ยวนี้ จะเป็นสถานที่ที่คุณเต้นรำเป็นครั้งสุดท้าย"
               "การเต้นรำครั้งสุดท้ายของผมหมายถึงอะไร ดอนฮวน"
               "ที่นี่เป็นทำเลที่มั่นในการยืนขึ้นเป็นครั้งสุดท้ายของคุณ" แกบอก "คุณจะตายที่นี่ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนก็ตามที นักรบทุกคนมีสถานที่ที่เขาจะตาย เป็นที่ที่เขาเลือกสรรแล้วซึ่งโชกชุ่มอยู่ในความทรงจำอันไม่อาจลืมเลือนได้ เป็นสถานที่ซึ่งเหตุการณ์อันเปี่ยมไปด้วยพลังทิ้งร่องรอยเอาไว้ เป็นสถานที่ที่เขาได้ทอดทัศนาความลึกลับมหัศจรรย์ทั้งหลาย เป็นแหล่งที่ความลับเปิดเผยออกมา และเป็นสถานที่ที่เขาสะสมพลังส่วนตัว....

               "นักรบจะถือเป็นหน้าที่ ที่จะกลับมาสู่แหล่งที่เลือกสรรไว้ทุกครั้งที่เขาเคาะประตูของพลังเพื่อจะประจุมันเข้าไปในตัว เขาอาจจะมาที่นี่โดยการเดินมา หรือมาใน การฝัน ก็ได้....
               "และในที่สุด เวลาที่จะอยู่ในโลกนี้ของนักรบสิ้นสุดลง และเขาจะรู้สึกได้ถึงมือของความตายที่แตะลงไปบนไหล่ซ้ายและวิญญาณของเขาซึ่งพร้อมอยู่เสมอที่จะตายโผบินมาสถานที่ที่เขาเลือกสรรแล้วนี้ ที่นี่เองที่นักรบจะเริงระบำเป็นครั้งสุดท้ายเบื้องหน้าความตาย...........
               "นักรบทุกคนมีรูปแบบเฉพาะ หรือท่าเฉพาะของพลังที่เขาพัฒนาขึ้นมาตลอดช่วงชีวิตของเขา มันเป็นท่าเต้นรำชนิดหนึ่ง เป็นการไหวกายที่นักรบกระทำเนื่องมาจากอิทธิพลของพลังส่วนตัวของเขา......
               "หากว่านักรบที่กำลังจะตายมีพลังจำกัด การเริงรำระบำของเขาจะสั้น แต่ถ้าหากพลังของเขามหาศาล การเต้นรำของเขามหัศจรรย์ยิ่งนัก ไม่ว่าพลังของนักรบจะน้อยหรือมาก ความตายต้องหยุดทัศนาการเริงระบำครั้งสุดท้ายบนผืนโลกนี้ ความตายไม่อาจนำนักรบผู้กำลังบรรยายเป็นครั้งสุดท้ายถึงความเหนื่อยยากในชีวิตไป จนกว่าการเต้นรำของเขาจะยุติลง"

               ถ้อยคำของดอนฮวนทำให้ผมสั่น แสงเงินแสงทอง ความเงียบสงัดและทัศนียภาพที่สวยมหัศจรรย์ทั้งหมดปรากฏขึ้นดังว่าจะมาทำให้ภาพการเต้นรำครั้งสุดท้ายของนักรบเป็นจริงขึ้น
               "คุณสอนท่าเต้นรำดังกล่าวให้ผมได้ไหมล่ะดอนฮวน แม้ว่าผมจะไม่ได้เป็นนักรบก็ตามเถอะ" ผมถาม
               "มนุษย์คนใดที่กำลังล่าพลังอยู่ก็ฝึกการเต้นรำนั้นอยู่แล้ว" แกบอก "แต่ตอนนี้ผมก็ยังสอนคุณไม่ได้ ในไม่ช้าคุณก็อาจมีปรปักษ์ที่คู่ควรกับคุณ และผมจะแสดงให้คุณดูในตอนนั้นถึงท่าเคลื่อนไหวท่าแรกของพลัง คุณจะพัฒนาท่าอื่น ๆ ขึ้นมาได้เองในขณะที่คุณดำเนินชีวิต ท่าใหม่ ๆ จะเกิดขึ้นมาเองเมื่อคุณดิ้นรนเพื่อพลัง ดังนั้น พูดให้ถูกแล้วท่าหรือรูปแบบของนักรบคือเรื่องราวแห่งชีวิตของเขาเอง เป็นการเต้นรำที่พัฒนาขึ้นมาในขณะที่พลังส่วนตัวของเขาเติบโตขึ้น"
               "ความตายหยุดการเต้นรำครั้งสุดท้ายของนักรบจริงหรือดอนฮวน"
               "นักรบเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น เขาเป็นมนุษย์ที่ถ่อมตน เขาไม่อาจเปลี่ยนแบบแผนในการตายของเขา แต่วิญญาณอันไม่แปดเปื้อนซึ่งประจุพลัง..... ภายหลังจากที่ได้ต่อสู้มาอย่างโชกโชนนั้นสามารถหยุดความตายไว้ชั่วครู่ เป็นครู่หนึ่งนานพอที่จะทำให้นักรบร่าเริงเป็นครั้งสุดท้ายในอันที่จะมาระลึกถึงพลังของเขา เราอาจพูดได้ว่านั่นเป็นท่าแนะที่ความตายกระทำต่อคนผู้มีดวงวิญญาณอันไม่แปดเปื้อน"

              ความวิตกมหาศาลจู่โจมเข้ามา และผมพูดขึ้นเพื่อทุเลาความรู้สึกเช่นนี้เท่านั้น
               ผมถามแกว่า แกรู้จักนักรบที่ตายไปแล้วบ้างไหม และการเต้นรำครั้งสุดท้ายของเขามีผลต่อการตายของนักรบนั้น ๆ อย่างไรบ้าง
               "ปัดเรื่องนี้ไปเสียเถอะน่า" แกตอบกระด้าง ๆ "การตายเป็นเรื่องใหญ่มาก มันไม่ใช่เหยียดเท้าเตะออกไปแล้วตัวแข็งทื่อเท่านั้น"
               "ผมต้องเต้นรำให้ความตายด้วยหรือเปล่าดอนฮวน"
               "แน่นอน แม้ว่าคุณไม่ได้มีชีวิตอยู่อย่างนักรบ แต่คุณก็กำลังล่าพลังอยู่ วันนี้ดวงอาทิตย์มอบลางนั้นให้กับคุณ ผลิตผลที่เยี่ยมยอดที่สุดของงานในชีวิตของคุณ เกิดขึ้นในช่วงเกือบสุดท้ายของกลางวัน เห็นได้ชัดว่าคุณไม่ชอบความรุ่งเรืองอันอ่อนเยาว์ของยามเช้า การจาริกไปในยามรุ่งอรุณไม่เหมาะกับคุณนัก แต่ถ้วยชาที่คุณจิบคือดวงอาทิตย์ที่กำลังลาลับสีเหลืองแก่สุกจนฉ่ำแล้ว คุณไม่ชอบความร้อนแต่คุณชอบความเรื่อเรือง....
               "ดังนั้น คุณจะเต้นรำเบื้องหน้าความตายบนยอดเขาแห่งนี้ในเวลาใกล้จะสิ้นแสงแห่งเวลากลางวัน และในการเริงระบำครั้งสุดท้ายนั้นคุณจะบอกถึงการดิ้นรนต่อสู้ของคุณ บอกถึงการสู้รบที่คุณได้รับชัยชนะและประสบกับความพ่ายแพ้ คุณจะบอกถึงปิติและความตื่นตลึงเมื่อพบกับพลังส่วนตัว การเต้นรำนั้นจะบอกถึงความลึกลับและความมหัศจรรย์ทั้งหลายที่คุณสั่งสมเอาไว้ และความตายของคุณจะนั่งอยู่ที่นี่เพื่อเฝ้าดูคุณเริงระบำ....
               "ดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลับไปนั้นจะเรืองแสงสาดลงบนตัวของคุณโดยไม่เผาให้ไหม้ดังที่มันกระทำกับคุณในวันนี้ สายลมจะพัดมาโบยเบา อ่อนโยน และยอดเขาลูกนี้จะสั่นสะเทือน เมื่อคุณจบสิ้นการเริงระบำลงแล้วคุณจะมองไปที่ดวงอาทิตย์ เพราะคุณจะไม่เห็นมันอีกต่อไปแล้วไม่ว่าในชีวิตหรือในการฝันและต่อจากนั้น ความตายจะชี้ไปทางทิศใต้ ชี้ไปยังความกว้างใหญ่ไพศาลนั้น....
" "





     TOP BOTTOM

             


             
             
             
๑๔. ท่าของพลัง


              เสาร์ที่ ๘ เมษายน ๑๙๖๒
             
               "ความ ตายเป็นบุรุษที่สำคัญมากใช่ไหมดอนฮวน" ผมถามขณะที่นั่งลงที่ระเบียงหน้าบ้าน
                หน้าตาของดอนฮวนดูจะตกใจกลัวเป็นอย่างมาก แกหิ้วถุงของชำที่ผมซื้อมาฝาก แกวางถุงเหล่านั้นอย่างระมัดระวังแล้วนั่งลงเบื้องหน้าของผม ผมรู้สึกกล้าขึ้นมาจึงอธิบายต่อ
            ผมบอกว่าผมอยากรู้ว่าความตายเป็นคน ๆ หนึ่ง หรือเหมือนกับคน ๆ หนึ่งมานั่งดูการเต้นรำครั้งสุดท้ายของนักรบใช่หรือไม่........
           "เมื่อรู้เรื่องนี้แล้วมันทำให้อะไรต่อมิอะไรต่างออกไปอย่างนั้นหรือ" ดอนฮวนถาม
            ผมบอกแกว่า ภาพของความตายนั้นทำให้ผมสนใจมาก ผมอยากจะทราบว่าแกทราบเรื่องนี้ได้อย่างไร และแกรู้ได้อย่างไรว่ามันจะเป็นอย่างนั้น
                "ง่ายมาก" แกตอบ "มนุษย์ผู้รู้แจ้งทราบดีว่า ความตายจะเป็นผู้ที่มาดูเป็นประจักษ์พยานการเต้นรำครั้งสุดท้ายของนักรบ เพราะว่าเขาเห็น"

                "หมายความว่า คุณเห็นการเต้นรำครั้งสุดท้ายของนักรบด้วยตัวของคุณเองมาก่อนแล้ว"
                "เปล่า คุณไม่อาจเห็นเป็นประจักษ์พยานเช่นนั้นหรอก ความตายเท่านั้นที่จะทำเช่นนั้นได้ ผมเคยเห็นความตายของผมเฝ้าดูผม และผมก็เริงระบำเบื้องหน้าความตายเหมือนกับว่าผมกำลังจะล่วงลับไป เมื่อใกล้จะจบการเต้นรำนั้น ความตายก็ไม่ชี้ไปยังทิศใดเลย และสถานที่ที่ผมเลือกสรรไว้แล้วนั้นก็ไม่สั่นสะเทือนเพื่อกล่าวคำอำลากับผม ดังนั้นเวลาที่ผมจะอยู่บนโลกนี้จะยังไม่สิ้นสุดลง และผมก็ยังไม่ตาย เมื่อเหตุการณ์เช่นนี้เกิดกับผมนั้นผมมีพลังอยู่จำกัดและผมไม่เข้าใจถึงแบบแผนของความตายของผม ดังนั้นผมจึงคาดล่วงหน้าว่าจะตาย"

                "ความตายของคุณเหมือนกับคนไหมดอนฮวน"
                "คุณเป็นนกน้อยที่น่าขำ คุณคิดหรือว่าคุณจะเข้าใจด้วยการถามคำถามต่าง ๆ ผมไม่คิดว่าคุณจะรู้ด้วยการถาม แต่ผมคือใครล่ะที่จะตอบออกไปได้
                "ความตายไม่ได้เป็นเหมือนคนหรอก มันน่าจะเป็นการปรากฏชนิดหนึ่ง แต่เราก็อาจจะเลือกพูดได้ว่าความตายไม่ได้เป็นอะไรเลยแต่ถึงอย่างนั้นมันก็เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง คุณพูดอย่างไหนก็ถูก ความตายเป็นอะไรก็ได้เท่าที่คุณอยากจะให้เป็น
                "ผมเข้ากันได้สบายกับผู้คน ดังนั้นความตายก็เป็นคนสำหรับผม ผมเองเชื่อในความลึกลับ ความตายจึงมีตากลวงโบ๋ด้วย ผมอาจมองผ่านดวงตากลวงนั้นออกมา มันเหมือนกับหน้าต่างสองบาน แต่กระนั้นก็เลื่อนไปมาได้เหมือนกับตาที่เลื่อนไปเลื่อนมา ดังนั้นผมอาจพูดได้ว่า ความตายมีตาอันกลวงโบ๋กำลังมองมาที่นักรบขณะที่เขาเต้นรำเป็นครั้งสุดท้ายบนพื้นโลก"
                "คุณคนเดียวที่เห็นอย่างนั้น หรือว่านักรบคนอื่น ๆ ก็เห็นอย่างเดียวกันด้วย"
                "ความตายเป็นชนิดเดียวสำหรับนักรบทุกคนที่มีการเต้นรำของพลัง แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่เหมือนกัน ความตายมาดูเป็นประจักษ์พยานการเต้นรำครั้งสุดท้ายของนักรบ แต่ลักษณะที่นักรบเห็นความตายของเขานั้นเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล ความตายอาจจะเป็นอะไรก็ได้ เช่นแสงสว่าง เป็นคน เป็นพุ่มไม้ ก้อนหิน กลุ่มหมอก หรือเป็นปรากฏการณ์ที่เราไม่ทราบ"

                ภาพความตายของดอนฮวนรบกวนจิตใจของผมมาก ผมหาคำพูดที่มีความหมายดีพอที่จะถามออกไปไม่ได้และผมอึก ๆ อัก ๆ พูดไม่ออก แกจ้องดูผมพร้อมกับยิ้มออกมา แกคะยั้นคะยอให้ผมพูด
              ผมถามแกว่า ลักษณะที่นักรบเห็นความตายของตนนั้นขึ้นอยู่กับสิ่งที่เขาได้รับการอบรมเลี้ยงดูมาใช่หรือไม่ ผมยกเอาชาวอินเดียนแดงเผ่ายูม่าและเผ่ายาควีมาเป็นตัวอย่าง ผมพยายามจะบอกว่าวัฒนธรรมทำให้เห็นความตายต่างกันออกไป
                "การที่คุณได้รับการอบรมเลี้ยงดูมาอย่างหนึ่งนั้นไม่มีความหมายหรอก" แกบอก "สิ่งที่มากำหนดการกระทำของคุณในลักษณะต่าง ๆ นั้นเป็นเรื่องของพลังส่วนตัว มนุษย์เป็นผลสรุปของพลัง และผลสรุปอันนี้กำหนดว่าเขาจะมีชีวิตอยู่หรือตายอย่างไร"
                "พลังส่วนตัวคืออะไรล่ะ"
                "พลังส่วนตัวคือความรู้สึก" แกบอก "เป็นบางสิ่งเหมือนกับความมีโชคดี หรือคุณอาจเรียกมันว่าเป็นอารมณ์ก็ได้ พลังเฉพาะตัวคือสิ่งหนึ่งที่คุณได้มา ไม่สำคัญเลยว่าคุณจะมีพื้นเพมาจากไหนอย่างไร ผมเคยบอกคุณแล้วว่านักรบคือพรานผู้ล่าพลัง และผมบอกคุณอีกว่า ผมกำลังสอนคุณว่าจะล่าและสั่งสมพลังได้อย่างไร ความยุ่งยากของคุณซึ่งก็คือความยุ่งยากของพวกเราทุกคนก็คือ จะโน้มน้าวให้เชื่อในเรื่องนี้ได้อย่างไร คุณต้องเชื่อขึ้นมาว่า พลังส่วนตัวอาจนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ และเป็นไปได้ทีเดียวที่จะสะสมมันไว้ แต่คุณก็ไม่เชื่อซักเท่าไหร่เลย"

                ผมบอกกับดอนฮวนว่าแกก็เสนอแนวทางของแกขึ้น ส่วนผมก็เชื่อเท่าที่ผมจะเชื่อได้เท่านั้นเอง แกหัวเราะ
                "แต่นั่นไม่ใช่การปลงใจเชื่ออย่างที่ผมพูดถึง" แกพูด แกชกเบา ๆ ที่ไหล่ของผมสองสามครั้งแล้วพูดออกมาด้วยเสียงห้าว ๆ ว่า
                "ผมไม่ได้พูดเรื่องตลกคุณก็ทราบดี"
                 ผมรู้สึกว่าตัวเองควรให้ความมั่นใจกับดอนฮวนว่าผมเองก็จริงจังมากเหมือนกัน
                "ผมไม่สงสัยหรอก" แกบอก "การที่จะเชื่อนั้นหมายความว่าคุณทำมันลงไปด้วยตัวของคุณเอง คุณต้องใช้พลังอย่างมากมายที่จะทำเช่นนี้ มีหลายสิ่งหลายอย่างเหลือเกินที่คุณจะทำ คุณแค่เริ่มต้นเท่านั้น"

                แกเงียบไปอีกครู่หนึ่ง ใบหน้าของดอนฮวนสงบเรียบ
                "มันน่าขำที่บางคราวคุณทำให้ผมระลึกถึงตัวเองได้" แกพูดต่อ "ผมก็เหมือนกับคุณที่ไม่ต้องการเดินตามทางของนักรบ ผมเชื่อว่างานที่ต้องทำอย่างมากมายนั้นเป็นเรื่องไร้สาระ และในเมื่อเราทุกคนต้องตายกันอยู่แล้ว มันจะแตกต่างอะไรนักหนาในการที่จะทำตัวให้เป็นนักรบขึ้นมา ผมคิดผิดถนัด แต่ผมก็ต้องค้นให้พบความผิดพลาดนั้นด้วยตัวเอง เมื่อใดที่คุณทราบชัดมาว่า คุณคิดผิด และนั่นทำให้โลกแตกต่างออกไปด้วย เมื่อนั้นแหละที่คุณอาจพูดออกมาได้ว่าคุณเชื่อขึ้นมาบ้างแล้ว ต่อจากนั้นคุณสามารถที่จะก้าวต่อไปด้วยตัวของคุณเอง และด้วยตัวของคุณเองนี่แหละที่คุณจะกลายเป็นมนุษย์ผู้รู้แจ้งขึ้นมาได้"
                ผมขอให้แกอธิบายถึงมนุษย์ผู้รู้แจ้งว่าเป็นบุคคลเช่นไร
                "มนุษย์ผู้รู้แจ้งคือมนุษย์ผู้ใฝ่หาอย่างจริงใจจากความระกำลำบากเพื่อที่จะเรียนรู้" แกบอก "เขาเป็นผู้ที่ทำได้ในอันที่จะเปิดเผยความลึกลับของพลังส่วนตัวออกมาโดยที่เขาเองไม่รีบร้อน หรือวอกแวกเขวออกนอกทาง"

                ดอนฮวนพูดถึงทัศนะของความเป็นผู้รู้แจ้งด้วยข้อความสั้น ๆ แล้วเบนหัวข้อการสนทนาโดยบอกกับผมว่า ผมควรใส่ใจในเรื่องของการสะสมพลังส่วนตัวเท่านั้น
                "เรื่องนั้นผมก็เข้าใจไม่ได้เอาเลย" ผมค้าน "ผมมองเห็นไม่ชัดเลยว่าคุณจะพาผมไปสู่จุดไหนแน่"
                "การล่าพลังเป็นปรากฏการณ์ที่ประหลาด" แกพูด "ในตอนแรกมันเป็นแนวความคิด ลำดับต่อมามันก่อตัวขึ้นมาเป็นขั้น ๆ และหลังจากนั้นก็สบาย! มันเกิดขึ้นมาเฉย ๆ "
                 "มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไรล่ะ"
                 ดอนฮวนลุกขึ้น เหยียดแขนแล้วยืดตัวเหมือนแมว กระดูกของแกลั่นกรอบแกรบ
                 "ไปกันเถอะ" แกพูด "เราต้องเดินทางไกลอีก"
                "แต่มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ผมอยากจะถาม" ผมกล่าวออกมา
                "เราจะไปยังสถานที่ของพลัง" ดอนฮวนพูดขณะที่ก้าวเข้าไปในบ้าน "ทำไมคุณไม่เหลือคำถามไว้ถามเมื่อเราไปถึงที่นั่น เราคงมี โอกาสได้พูดคุยกันบ้างหรอก"

                ผมคิดว่าเราต้องขับรถไปยังสถานที่แห่งนั้น จึงลุกขึ้นเดินไปที่รถ แต่ดอนฮวนเรียกหาผมจากในบ้านแกบอกให้ผมเอาถุงตาข่ายและน้ำเต้าใส่อาหารมาด้วย แกจะคอยอยู่ที่ชายป่าละเมาะหลังบ้าน
                "เราต้องรีบหน่อย" แกบอก เรามาถึงเนินต่ำของเทือกเขาเซียร่า มาเดอร์เวลาประมาณบ่ายสามโมง วันนั้นอากาศร้อนแต่พอถึงตอนบ่ายลมพัดแรง ดอนฮวนนั่งลงที่ก้อนหินและบอกให้ผมนั่งลงด้วย
                "คราวนี้เราจะทำอะไรกันล่ะ ดอนฮวน"
                "คุณรู้ดีอยู่แล้วว่าเรามาที่นี่เพื่อล่าพลัง"
                "ผมทราบแล้ว แต่เราจะทำอะไรเป็นพิเศษลงไปล่ะ"
                 "คุณรู้อยู่ดีว่าผมไม่คิดอะไรทำนองนั้นแม้แต่นิดเดียว"
                 "หมายความว่า คุณไม่เคยวางแผนล่วงหน้าเลยใช่ไหม"
                "การล่าพลังเป็นเรื่องที่ประหลาดมาก" แกพูด "เราไม่อาจวางโครงการไว้ล่วงหน้าได้เลยนี่เป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นในเรื่องนี้ นักรบก้าวไปข้างหน้าราวกับว่าเขามีโครงการ เพราะเขามอบความไว้วางใจไว้กับพลังส่วนตัวของเขา เขาทราบข้อเท็จจริงที่ว่า พลังดังกล่าวจะทำให้เขากระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดลงไปในลักษณะที่เหมาะเจาะที่สุด"

                ผมชี้ให้แกเห็นว่า คำพูดของแกแย้งกันอยู่ ถ้าหากนักรบมีพลังส่วนตัวเรียบร้อยแล้ว ทำไมนักรบจึงต้องมาล่าพลังอีกเล่า ดอนฮวนเลิกคิ้วขึ้นมาแล้วแกล้งทำท่าว่าเหนื่อยหน่าย
                 "คุณคือคนที่กำลังล่าพลังอยู่" แกพูด "และผมคือนักรบที่มีพลังอยู่แล้ว คุณถามว่าผมมีโครงการหรือเปล่า ผมก็ตอบว่าผมเชื่อในพลังส่วนตัวของผมที่จะมาชี้แนะผมได้ และผมไม่จำเป็นที่จะต้องมีโครงการอะไรทั้งสิ้น"
                เราเงียบกันไปชั่วครู่และต่อมาก็ออกเดินต่อ

                เนินเขาเหล่านั้นชันมาก การปีนขึ้นไปทำได้ยากและผมเหนื่อยมาก ส่วนความมีน้ำอดน้ำทนของดอนฮวนนั้นดูจะไม่มีขอบเขต แกไม่วิ่งหรือเดินอย่างรีบร้อน แกก้าวไปอย่างสม่ำเสมอและไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ผมสังเกตเห็นว่าแกเหงื่อไม่ออกเสียด้วยซ้ำไปแม้จะปีนขึ้นเนินสูงเกือบจะชัน
               เมื่อผมป่ายปีนถึงยอดเนิน ดอนฮวนคอยอยู่ที่นั่นแล้ว ผมรู้สึกว่าหัวใจแทบจะระเบิดออกมาขณะที่นั่งลงข้างตัวแก ผมนอนราบลงไปและเหงื่อไหลหยอดย้อยลงมาจากคิ้ว ดอนฮวนหัวเราะออกมาดัง ๆ แกพลิกตัวของผมไป ๆ มา ๆ อยู่ครู่หนึ่ง การได้เคลื่อนไหวทำให้ผมหายใจสะดวกขึ้น ผมบอกว่า ผมรู้สึกทึ่งในกำลังกายของแกจริง ๆ

                "ผมอยากให้คุณสังเกตในเรื่องนี้ตลอดมา" แกพูด
                "คุณไม่แก่เอาเลยดอนฮวน!"
                "ใช่ ผมพยายามที่จะให้คุณสังเกตในเรื่องนี้ด้วย"
                "คุณทำอย่างไรล่ะ"
                "ผมไม่ได้ทำอะไรเลย ร่างกายของผมสมบูรณ์ดี ก็เท่านั้นเอง และผมเอาใจใส่กับตัวเองเป็นอย่างดี ดังนั้นจึงไม่มีเหตุที่จะทำให้เหนื่อยหรือไม่สบายใจแต่อย่างใด ความลับในเรื่องนี้ไม่ใช่อยู่ที่ว่า คุณทำอะไรให้กับตัวเองบ้าง แต่อยู่ที่การไม่ทำอะไรให้กับตัวเองเสียมากกว่า"
                ผมคอยฟังคำอธิบาย ดอนฮวนดูจะทราบดีว่าผมไม่อาจเข้าใจได้ แกยิ้มอย่างรู้ทันแล้วลุกขึ้น
                "นี่เป็นสถานที่ของพลัง" แกบอก "จงหาจุดที่เราจะพักแรมบนยอดเนินนี้"
                ผมค้าน ผมอยากให้แกอธิบายถึงเรื่องที่ผมไม่ควรทำอะไรกับร่างกายบ้าง แต่ดอนฮวนทำท่าบังคับ
                "หยุดพูดถึงเรื่องเหลวไหลนั้นเสียที" แกพูดเบา "ตอนนี้ให้กระทำเพื่อการเปลี่ยนแปลงเท่านั้น ไม่สำคัญหรอกว่านานเท่าไหร่คุณจะหาที่แห่งนั้นพบ มันอาจจะตลอดทั้งคืนก็ได้ และมันไม่สำคัญตรงที่คุณหามันพบ ความสำคัญจริง ๆ อยู่ที่คุณพยายามจะหาที่แห่งนั้น"

                ผมเก็บสมุดบันทึกแล้วยืนขึ้น ดอนฮวนเตือนผมเหมือนกับที่ทำมานับครั้งไม่ถ้วนเมื่อแกบอกให้ผมหาที่พักคือแกให้ผมมองโดยไม่เพ่งที่จุดหนึ่งจุดใดแล้วหรี่ตาจนภาพที่เห็นพร่าเลือน ผมเริ่มออกเดิน พร้อมกับกวาดสายตาไปรอบ ๆ ด้วยดวงตาที่หรี่ลงมาเกือบจะปิด ดอนฮวนเดินขนานห่างออกไปทางขวามือสองสามฟุตคล้อยไปทางด้านหลังประมาณสามก้าว
                ผมกวาดตาดูบริเวณยอดเขาเป็นอันดับแรก ความตั้งใจของผมคือจะกวาดตาดูเป็นแนวโค้งรอบเข้ามาสู่จุดศูนย์กลาง แต่ขณะที่ผมกวาดตาดูขอบเขตของยอดเขาอยู่นั้น ดอนฮวนเข้ามากั้นอกของผมไว้ให้หยุดเดิน แกบอกว่า ผมปล่อยให้ความชอบที่จะทำอะไรซ้ำ ๆ ซาก ๆ เข้าครอบงำเสียแล้ว แกเสริมด้วยน้ำเสียงที่เยาะเย้ยว่า ผมกำลังกวาดตาดูบริเวณทั้งหมดอย่างมีระบบ แต่การดูในลักษณะที่ซ้ำซากจำเจอย่างนั้น ผมจะไม่พบจุดที่เหมาะสมได้เลย แกบอกว่าแกทราบว่าที่ตรงนั้นอยู่ที่ไหน ดังนั้นผมไม่มีโอกาสที่จะคิดขึ้นมาลอย ๆ ได้
                "ถ้าไม่ทำอย่างนี้ผมควรจะทำอย่างไรล่ะ" ผมถาม

                ดอนฮวนให้ผมนั่งลง แล้วแกไปเด็ดเอาใบไม้จากแถวนั้นมาต้นละใบมายื่นให้ผม แกบอกให้ผมนอนราบลงไป คลายเข็มขัดแล้วเอาใบไม้เหล่านั้นสอดเข้าไปบริเวณท้องน้อย แกแนะให้ผมทำแล้วสั่งให้ผมกดใบไม้เหล่านั้นด้วยมือทั้งสองข้าง แล้วบอกให้หลับตาและเตือนว่า หากผมอยากจะทราบผลที่จะเกิดขึ้นอย่างเต็มเปี่ยมแล้วผมต้องไม่ให้ใบไม้เลื่อนออกจากที่ ไม่ลืมตาขึ้นหรือพยายามจะลุกนั่งขณะที่แกเลื่อนตัวผมเข้าสู่ท่าของพลัง
                 แกหิ้วรักแร้ของผมแล้วหมุนไปรอบ ๆ ความอยากที่เอาชนะไม่ได้ทำให้ผมคิดจะลืมตาดูแต่ดอนฮวนเอามือมาปิดตาผมไว้ แกสั่งให้ผมสนใจสังเกตความร้อนที่จะเกิดขึ้นเนื่องมาจากใบไม้ที่สอดไว้นั้น
                ผมนอนไม่กระดุกกระดิกอยู่ครู่หนึ่ง ต่อมาผมรู้สึกถึงความอบอุ่นที่ประหลาดมากแผ่ซ่านออกมาจากใบไม้เหล่านั้น ในตอนแรกผมสัมผัสความร้อนนั้นที่มือ ต่อมามันแผ่ไปทั่งท้องน้อย และในที่สุดมันลุกลามไปทั่วร่าง เพียงสองสามนาทีเท่านั้นเท้าของผมร้อนรุ่ม ทำให้ผมคิดถึงขณะที่ผมป่วยด้วยความร้อนขึ้นสูง ผมบอกถึงความรู้สึกไม่สบายให้ดอนฮวนทราบและผมอยากถอดรองเท้า
                แกบอกว่าจะพยุงให้ผมยืนขึ้นและผมต้องไม่ลืมตาจนกว่าแกจะบอก ผมต้องเอามือกดใบไม้ไว้ที่ท้องจนกว่าผมจะหาที่ที่เหมาะสมจนพบ

                เมื่อผมยืนขึ้น ดอนฮวนกระซิบที่หูของผมบอกให้ลืมตาได้และให้ผมออกเดินโดยไม่มีจุดมุ่งหมายใด ๆ ทั้งสิ้น ปล่อยให้พลังจากใบไม้ลากและนำผมไปเท่านั้น ผมเริ่มเดินอย่างไร้จุดหมาย ความร้อนรุ่มที่เกิดขึ้นทำให้อึดอัดมาก ผมมั่นใจทีเดียวว่าผมกำลังป่วยด้วยความร้อนขึ้นสูง และผมหมกมุ่นอยู่กับความพยายามที่จะทราบให้ได้ว่าดอนฮวนทำให้เกิดอาการชนิดนี้ขึ้นได้อย่างไร
                ดอนฮวนเดินตามผมมา แกแผดเสียงร้องโหยหวนออกมาในทันใดซึ่งเกือบจะทำให้ผมอ่อนเปลี้ยลงไป ดอนฮวนอธิบายพร้อมหัวเราะว่า เสียงดังที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันจะขับไล่วิญญาณที่ไม่พึงปรารถนาให้หนีไป

                ผมหรี่ตาเดินกลับไปกลับมาเกือบชั่วโมง ตอนหนึ่งความร้อนน่าอึดอัดที่ซ่านอยู่ทั่วร่างนั้นเปลี่ยนเป็นอบอุ่นพอสบายขึ้นมา ผมรู้สึกสบายมากขณะที่เดินขึ้น ๆ ลง ๆ ตามเนินเขา ผมรู้สึกผิดหวังอยู่บ้างแต่ผมก็คาดว่าจะเห็นภาพที่ผิดปกติบางอย่าง แต่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เลยในขอบเขตที่ตาของผมจะมองเห็นได้ ผมไม่เห็นสีที่แปลกออกไป ไม่มีแสงที่แวบออกมา หรือมีหย่อมความมืดสีดำ
                ในที่สุดผมเหนื่อยที่ต้องหรี่ตา ผมลืมตาขึ้น ผมมายืนอยู่หน้าแผ่นหินทรายเล็ก ๆ ซึ่งเป็นหินก้อนหนึ่งเล็ก ๆ ในบรรดาลานหินเลี่ยน ๆ สามสี่แผ่นที่มีอยู่ในยอดเขาแห่งนั้น พื้นที่ที่เหลือเป็นผืนดินมีพุ่มไม้เล็ก ๆ ขึ้นอยู่ห่าง ๆ ดูเหมือนว่าไม่นานมานี้ไฟไหม้ต้นไม้ลงไปหมด และต้นไม้ที่งอกขึ้นมาใหม่ยังโตไม่เต็มที่ ด้วยเหตุผลที่ไม่อาจทราบได้เหมือนกัน ผมคิดว่าลานหินนั้นสวยมาก ผมนั่งลงบนแผ่นหินนั้น

                "ดีมาก! ดีมาก!" ดอนฮวนพูดพร้อมกับตบหลังของผม แกบอกให้ผมค่อย ๆ ดึงเอาใบไม้ออกมาจากใต้กางเกงแล้ววางมันลงบนหินแผ่นนั้น เมื่อผมดึงเอาใบไม้ออกมาได้หมดทุกใบตัวของผมก็เย็นลง ผมจับชีพจร มันเต้นเป็นปกติดี
                ดอนฮวนหัวเราะและเรียกผมว่า "คุณหมอคาลอส" แล้วถามผมว่าผมจะจับชีพจรให้แกหน่อยได้ไหมล่ะ แกบอกว่าที่ผมรู้สึกร้อนขึ้นมานั้นเกิดจากพลังของใบไม้ และพลังดังกล่าวทำให้ผมแจ่มใสขึ้นมาจนสามารถทำงานได้สำเร็จ ผมแสดงความบริสุทธิ์ใจออกมาว่า ผมไม่ได้ทำอะไรเลยเป็นพิเศษออกไป ผมนั่งลงตรงนี้เพราะผมเหนื่อยและเห็นว่าสีของหินทรายก้อนนี้น่าดูเท่านั้นเอง

                ดอนฮวนไม่พูดอะไรออกมา แกยืนห่างออกไปประมาณสามฟุต ทันใดนั้นแกกระโดดฉากออกไป และด้วยความคล่องแคล่วแทบไม่น่าเชื่อ แกวิ่งและกระโดดข้ามพุ่มไม้ขึ้นไปยังยอดของหินก้อนหนึ่งที่อยู่ห่างออกไป
                "เกิดอะไรขึ้นล่ะ" ผมถามด้วยความตกใจ
                "ดูทิศทางที่ลมจะพัดใบไม้เหล่านั้น" แกบอก "นับมันเร็วลมพัดมาแล้ว เก็บใบไม้ครึ่งหนึ่งแล้วสอดมันเข้าไปที่ท้องน้อยของคุณตามเดิม"
                ผมนับได้ ๒๐ ใบละสอดใบไม้ ๑๐ ใบเข้าไปใต้ชายเสื้อ ต่อมาลมพัดแรงวูบหนึ่งเป่าใบไม้ที่เหลือไปทางทิศตะวันตก ผมรู้สึกขนลุกเมื่อเห็นใบไม้เหล่านั้นปลิวไปเหมือนกับว่ามีสิ่งหนึ่งตั้งใจกวาดมันไปที่กลุ่มของพุ่มไม้สีเขียวไม่มีรูปร่างนั้น
                ดอนฮวนเดินกลับมาหาผมแล้วนั่งลงทางซ้ายหันหน้าไปทางทิศใต้ เราไม่ปริปากพูดกันเลยเป็นเวลานาน ผมไม่ทราบจะพูดอะไรออกมา มันเหนื่อยและผมอยากหลับตาลงแต่ก็ไม่กล้าทำ ดอนฮวนคงสังเกตเห็นจึงพูดออกมาว่า เป็นการสมควรแล้วที่ผมจะนอน แกบอกให้ผมแนบมือไว้ตรงสะดือบนใบไม้เหล่านั้นและพยายามทำความรู้สึกให้ได้ว่าผมนอนอยู่บนเตียง "เชือก" ที่แกเคยทำให้ผมใน "สถานที่ที่ผมเลือกสรรแล้ว" นั้น

                ผมหลับตาและความทรงจำถึงความสงบและความเต็มเปี่ยมที่ประสบมาเมื่อนอนอยู่บนยอดเขาแห่งนั้นซึมซาบเข้ามา เลยอยากรู้ว่าผมรู้สึกตัวลอยอยู่จริง ๆ หรือ แต่ผมหลับไปเสียก่อน ผมตื่นขึ้นก่อนที่ดวงอาทิตย์จะตกดิน
                การนอนหลับทำให้สดชื่นมีชีวิตชีวาและดอนฮวนก็นอนเหมือนกัน แกลืมตาขึ้นขณะเดียวกับที่ผมตื่น ลมพัดจัดแต่ก็ไม่หนาว ใบไม้ที่ท้องของผมทำหน้าที่เหมือนกับเตาไฟหรือเตาผิงชนิดหนึ่ง ผมสำรวจดูสิ่งที่อยู่โดยรอบ ที่ตรงที่เลือกเป็นแอ่งเล็ก ๆ พอนั่งลงเหมือนกับนั่งอยู่บนรถพ่วงยาวมีกำแพงหินพอที่จะพิงหลังได้ ผมพบอีกว่าดอนฮวนเอาเครื่องเขียนของผมออกมาแล้วสอดไว้ใต้ศีรษะของผม

                 "คุณพบที่ที่เหมาะมาก" แกพูดพร้อมกับยิ้ม "และอาการที่เกิดขึ้นนั้น ผมก็บอกคุณก่อนแล้ว พลังนำคุณมาที่นี่โดยที่คุณไม่มีโครงการอะไรเลย"
                "คุณเด็ดเอาใบไม้ชนิดไหนมาให้ผม ดอนฮวน" ผมถาม ความร้อนที่แผ่ออกมาจากใบไม้เหล่านั้นแหละ ที่ทำให้ผมอบอุ่นโดยไม่ต้องใช้ผ้าห่มหรือเสื้อหนา ๆ เหล่านี้เป็นปรากฏการณ์ที่ผมสนใจมาก
                "มันเป็นใบไม้ธรรมดานี่เอง" แกบอก "คุณหมายถึงว่า ผมจะเด็ดมันมาจากต้นไม้ต้นไหนก็ได้และมันจะทำให้เกิดผลอย่างนี้ใช่ไหม"
                "ไม่หรอก คุณทำอย่างนั้นไม่ได้หรอก คุณไม่มีพลังส่วนตัว ผมหมายถึงว่า ใบไม้ชนิดไหนก็จะทำให้เกิดผลดังกล่าวเพียงแต่ว่า คนที่เอาใบไม้เหล่านั้นมาให้คุณต้องมีพลังด้วย สิ่งที่มาช่วยคุณวันนี้ไม่ใช่ใบไม้ แต่เป็นพลัง"
                "พลังของคุณใช่ไหมดอนฮวน"
                "คุณอาจจะพูดได้ว่าเป็นพลังของผมถึงแม้ว่านั่นจะไม่ตรงนักก็ตาม พลังไม่เป็นของผู้ใด พวกเราบางคนสะสมพลังไว้และต่อมาก็มอบให้กับผู้อื่นโดยตรง คุณเห็นไหมล่ะว่า กุญแจสำคัญในการสะสมก็คือ พลังสามารถนำมาใช้เพื่อช่วยให้ผู้อื่นสะสมพลังเท่านั้น"
                ผมถามแกว่า ถ้าหากเป็นเช่นนั้นแล้ว พลังของแกมีขอบเขตในการใช้เพียงเพื่อช่วยผู้อื่นเท่านั้นสิ
                ดอนฮวนอธิบายต่ออย่างอดทนว่า แกอาจใช้พลังส่วนตัวของแกกับทุกสิ่งที่ต้องการเท่าที่แกพอใจจะใช้ แต่เมื่อพลังถูกนำมามอบให้กับผู้อื่นโดยตรงแล้ว พลังจะไม่มีประโยชน์อะไรเลยนอก จากว่าผู้รับใช้มันให้เป็นประโยชน์ในการแสวงหาพลังส่วนตัวของเขา

                "ทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ทำขึ้นเกี่ยวข้องอยู่กับพลังส่วนตัวของเขา" ดอนฮวนอธิบายต่อ "ดังนั้นในสายตาของผู้ที่ไม่มีพลัง การกระทำของผู้มีพลังมหาศาลจึงเป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ เราต้องใช้พลังแม้จะไม่รู้ว่าพลังคืออะไร นี่คือสิ่งที่ผมพยายามที่จะบอกกับคุณตลอดมา แต่ผมก็ทราบดีว่าคุณไม่เข้าใจ นี่ไม่ใช่เพราะคุณไม่อยากจะเข้าใจ แต่เพราะว่าคุณมีพลังส่วนตัวน้อยมาก"
                 "ผมควรจะทำอย่างไรล่ะดอนฮวน"
                 "ไม่ต้องทำอะไรเลย ทำเท่าที่คุณทำอยู่ในขณะนี้ พลังจะหาทางของมันได้เอง"

                แกยืนขึ้นแล้วหมุนตัวไปรอบ ๆ เป็นวงกลมจ้องดูทุกสิ่งทุกอย่าง ร่างกายของดอนฮวนหมุนไปในขณะที่ตาของแกมองไปในทิศนั้นด้วย การกระทำของแกคล้ายกับตุ๊กตากลที่หมุนได้รอบตัวในลักษณะที่สม่ำเสมอและลงตัว ผมอ้าปากค้างมองดู ดอนฮวนซ่อนยิ้มไว้ในหน้าด้วยทราบถึงความประหลาดใจของผมดี
                "วันนี้คุณจะล่าพลังในความมืด" แกพูดแล้วนั่งลง
                "ขอประทานโทษ"
                 "คืนนี้คุณจะเสี่ยงภัยเข้าไปในภูเขาที่ลึกลับเหล่านั้น ในความมืดมันไม่ใช่ภูเขาหรอก"
                 "แล้วมันเป็นอะไรล่ะ" "ภูเขาเหล่านั้นเป็นสิ่งอื่น เป็นสิ่งหนึ่งที่คุณคิดไม่ถึงในเมื่อคุณไม่เคยสังเกตการณ์ปรากฏของมันมาก่อน"
                "คุณหมายถึงอะไรดอนฮวน คุณทำให้ผมหวาดเสียวบ่อย ๆ ด้วยคำพูดที่น่ากลัวเหล่านั้น"
                แกหัวเราะพลางเอาเท้าเตะที่น่องของผมเบา ๆ
                "โลกเป็นสิ่งลึกลับ" แกพูด "และมันไม่ได้เป็นสิ่งที่คุณคิดว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แกครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ หัวของแกผงกขึ้น ๆ ลง ๆ ขณะที่แกสั่นให้เป็นจังหวะ แกยิ้มและพูดเสริมขึ้นมา
                "โลกคือภาพที่คุณคิดว่าเป็นเช่นนั้นเหมือนกันแหละ แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมดของโลก มีอะไรมากกว่านั้น คุณมองเห็นภาพเหล่านั้นตลอดเวลา แต่บางทีคืนวันนี้คุณจะเห็นอีกภาพหนึ่งเพิ่มขึ้น"
                เสียงที่แกพูดทำให้ผมเย็นวาบไปทั้งตัว
                 "คุณวางแผนอะไรอยู่ดอนฮวน" ผมถาม
                 "ผมไม่ได้วางแผนทำอะไรหรอก สิ่งที่จะเกิดขึ้นทั้งหมดจะถูกกำหนดจากพลังที่ยอมให้คุณหาที่ที่เราพักนี่เอง"

                แกยืนขึ้นแล้วชี้ไปยังสิ่งหนึ่งไกลออกไป ผมสรุปเอาว่าแกคงต้องการที่จะให้ผมยืนขึ้นและมองดูด้วย ผมจึงผลุดลุกขึ้น แต่ก่อนที่ผมจะยืนขึ้นมาสุดตัว ดอนฮวนกลับกดผมลงไปอย่างแรง
                "ผมไม่ได้บอกให้คุณทำตาม" แกพูดด้วยเสียงเครียดแล้วกล่าวอย่างอ่อนโยนว่า
                 "คุณจะเจอกับเรื่องที่ยากมากในคืนนี้ และคุณจำต้องใช้พลังส่วนตัวของคุณทั้งหมดเท่าที่คุณจะบังคับมันได้ จงนั่งอยู่ที่เดิม รักษาตัวเองไว้เผชิญกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น"

                แกอธิบายว่า แกไม่ได้ชี้ให้ผมดูอะไร แต่แกเองอยากทำความแน่ใจว่าสิ่งนั้นอยู่ที่นั่น แกให้คำมั่นกับผมว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะเป็นไปด้วยดี ผมต้องนั่งอยู่เงียบ ๆ และทำงานไปเรื่อย ๆ ผมมีเวลาพอในการจดบันทึกก่อนที่ความมืดจะคืบคลานเข้ามา ยิ้มของแกปลอบโยนและทำให้ผมอบอุ่น
                "แต่เราจะทำอะไรต่อไปล่ะดอนฮวน" แกสั่นหัวจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่งราวกับว่าจะไม่เชื่อ
                 "เขียนสิ!" แกสั่งแล้วหันหลังให้ผม

                ไม่มีสิ่งอื่นอีกแล้วที่ผมจะทำ ผมนั่งจดบันทึกจนมืดเกินกว่าที่จะเขียนได้ ดอนฮวนนั่งในท่าเดิมตลอดเวลาที่ผมเขียน ดูเหมือนว่าแกจะสนใจอยู่กับการมองดูไกลออกไปทางทิศตะวันตก แต่ในทันทีที่ผมหยุดเขียนแกหันมาทางผมแล้วพูดในทำนองล้อเลียนว่า มีทางเดียวที่จะหุบปากของผมเสียได้คือ ให้ผมกิน หรือเขียนหรือไม่ก็ให้ผมหลับไปเสียเลย
                แกหยิบเอาห่อเล็ก ๆ ออกมาจากย่าม แล้วเปิดห่อนั้นออกอย่างมีพิธีรีตอง ในห่อมีเนื้อแห้ง แกยื่นให้ผมชิ้นหนึ่งและสำหรับตัวแกเองชิ้นหนึ่ง แกเริ่มเคี้ยวเนื้อแห้งชิ้นนั้นพลางบอกกับผมว่านี่เป็นเนื้อประจุพลัง เราจะต้องกินมันเข้าไปในโอกาสเช่นนี้ ผมหิวมากเกินกว่าที่จะคิดไปถึงความเป็นไปได้ว่า เนื้อนั้นอาจผสมยาลวงจิตเข้าไปด้วย
                  เราเคี้ยวเนื้อนั้นโดยไม่พูดกันเลยจนหมด ขณะนั้นมืดมากแล้ว ดอนฮวนยืนขึ้น เหยียดแขนและลำตัว แกแนะว่าผมควรจะทำอย่างเดียวกัน และบอกว่าการยืดตัวหลังจากนอน นั่ง หรือเดินทางไกลเป็นการฝึกฝนที่ดีมาก
                ผมทำตามคำแนะนำของแกซึ่งทำให้ใบไม้ที่ผมซุกไว้ใต้ชายเสื้อร่วงลงไปตามขากางเกง ผมพะวงอยู่ว่าจะเก็บมันขึ้นมาหรือไม่ แต่ดอนฮวนบอกให้ลืมมันเสีย ให้มันหล่นลงไปได้เพราะมันไม่มีความสำคัญใด ๆ อีกแล้ว

                ต่อมาดอนฮวนก้าวเข้ามาใกล้ผมแล้วกระซิบที่หูข้างขวาของผมว่า ผมต้องเลียนการกระทำของแกให้ใกล้เคียงที่สุด และเดินตามแกอย่าให้ห่างนัก แกบอกว่า เราจะปลอดภัยในจุดที่เรายืนอยู่เพราะว่าเราอยู่ตรงขอบของกลางคืน
                "ตรงนี้ไม่ใช่กลางคืน" แกกระซิบพลางเอาเท้าย่ำลงบนก้อนหินที่เรายืนอยู่ "กลางคืนอยู่ข้างนอกโน่น" แกชี้ไปยังความมืดที่อยู่รอบ ๆ แล้วแกตรวจดูถุงตาข่ายที่ใส่ของเพื่อดูว่า น้ำเต้าใส่อาหารและเครื่องเขียนของผมอยู่ในสภาพที่ปลอดภัยแกพูดออกมาเบา ๆ
                "นักรบต้องทำความแน่ใจก่อนว่าทุกสิ่งอยู่ในสภาพที่เรียบร้อย ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะนักรบเชื่อว่าเขาจะมีชีวิตรอดจากความลำบากสาหัสสากรรจ์ที่ต้องเผชิญ แต่เพราะว่าการทำเช่นนี้เป็นส่วนหนึ่งของพฤติกรรมอันบริสุทธิ์ไม่แปดเปื้อนของเขา"

                คำตักเตือนของแกแทนที่จะทำให้ผมสบายใจขึ้นกลับทำให้ผมปักใจลงไปจริง ๆ จัง ๆ ว่าจุดจบของผมใกล้เข้ามาแล้ว ผมอยากจะร้องไห้ ผมแน่ใจเหมือนกันว่าดอนฮวนเองก็รู้ดีถึงผลของคำพูดที่แกกล่าวออกมา
                "จงวางใจในพลังส่วนตัวของคุณ" แกกระซิบที่หูของผม "ในโลกที่ลึกลับนี้ นั่นเป็นสิ่งเดียวที่มนุษย์มี"
                แกดึงผมเบา ๆ และเราเริ่มออกเดิน ดอนฮวนเดินนำไปข้างหน้าประมาณสองก้าว ผมเดินตาม ตาจ้องดูที่พื้น ไม่กล้ามองไปรอบ ๆ ผมเพ่งที่พื้นดิน และนั่นทำให้ผมสงบลงได้อย่างประหลาดแทบว่าจะสะกดไม่ให้เกิดความรู้สึกอย่างอื่น

                เมื่อเดินมาได้สักครู่หนึ่ง ดอนฮวนหยุดแล้วกระซิบว่า ความมืดสนิทอยู่ใกล้นิดเดียวและแกจะออกนำไปข้างหน้า แต่แกจะบอกตำแหน่งที่แกอยู่โดยการทำเสียงนกฮูกชนิดหนึ่ง แกเตือนความจำของผมว่า ผมรู้แล้วถึงเสียงนกฮูกที่แกทำซึ่งจะเริ่มด้วยเสียงแหลมแสบแก้วหูและจะอ่อนโยนลงเหมือนเสียงนกฮูกจริง ๆ แกเตือนให้ผมระวังอย่างยิ่งยวดถึงเสียงร้องของนกฮูกตัวอื่นที่ไม่เหมือนที่แกทำขึ้น พอดอนฮวนให้คำแนะนำจบลงผมแทบชักลงไปด้วยความกลัว ผมยึดแขนของแกไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
                เวลาสองสามนาทีผ่านไปกว่าที่ผมจะเปล่งคำพูดออกมาได้ คลื่นของความกลัวไหวอยู่ในกระเพาะและแถวบริเวณท้องน้อยทำให้ผมพูดออกมาไม่ปะติดปะต่อกัน ดอนฮวนพูดออกมาเบาเบา ราบเรียบ ให้ผมควบคุมตัวเองให้ได้ เพราะความมืดก็เหมือนกับลมที่เราเคยพบ มีสภาพเช่นเดียวกับสิ่งที่เราไม่รู้โดยทั่วไป อาจหลอกล่อผมได้หากผมไม่ระวัง ผมต้องสงบลงได้จริง ๆ เพื่อจะจัดการกับมัน
                 "คุณต้องปล่อยตัวตน เพื่อให้พลังส่วนตัวของคุณกลืนเข้าเป็นอันเดียวกับพลังของกลางคืน" แกพูดที่หูของผม แกบอกว่าแกจะเคลื่อนไปข้างหน้า และนั่นทำให้ผมกลัวขึ้นมาอีก
                "นี่เป็นเรื่องบ้าอย่างที่สุด" ผมค้าน ดอนฮวนไม่โกรธหรือแสดงว่าหมดขันติ แกหัวเราะเบา ๆ และพูดอะไรบางอย่างที่หูจองผมซึ่งผมไม่ค่อยเข้าใจนัก
                "คุณพูดว่าอย่างไรดอนฮวน" ผมพูดออกมาอย่างดังปากคอสั่นไปหมด
               แกเอามือปิดปากของผมไว้แล้วกระซิบว่า นักรบกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดลงไปเหมือนกับว่าเขาทราบดีถึงสิ่งที่กำลังทำอยู่ ซึ่งความจริงแล้วเขาไม่รู้อะไรเลย แกพูดประโยคนี้ซ้ำ ๆ อยู่ถึง ๓-๔ ครั้ง ราวกับว่าจะทำให้ผมท่องเอาไว้ แกบอกว่า
                "นักรบเป็นผู้บริสุทธิ์ไม่แปดเปื้อนเมื่อเขาวางใจในพลังส่วนตัวของตนไม่ว่ามันจะมากหรือน้อย"

                แกคอยอยู่ครู่หนึ่งแล้วถามว่า ผมพร้อมหรือยัง ผมผงกศีรษะและดอนฮวนวูบหายไปจากคลองสายตาอย่างเงียบเชียบ ผมพยายามที่จะมองไปโดยรอบ ดูเหมือนว่าผมยืนอยู่ในบริเวณที่มีพุ่มไม้ขึ้นอยู่หนาแน่น สิ่งที่ผมเห็นค่อนข้างชัดคือเงาดำของพุ่มไม้หรือบางทีอาจจะเป็นต้นไม้ต้นเล็ก ๆ ผมเงี่ยหูฟังเสียง แต่ไม่มีอะไรที่พิเศษออกไป เสียงหวูหวิวของสายลมกลบเสียงอื่นหมดสิ้นนอกจากเสียงร้องแหลมของนกฮูกตัวโตและเสียงวี้ด ๆ ของนกชนิดหนึ่งที่ร้องเป็นครั้งคราว
                ผมคอยในสภาพที่ตั้งใจอย่างเต็มที่อยู่ครู่หนึ่ง ต่อมาเสียงร้องแหลมยาวของนกฮูกตัวเล็กดังขึ้นซึ่งผมไม่สงสัยเลยว่านั่นต้องเป็นดอนฮวน เสียงนั้นมาจากด้านหลังของผม ผมหันกลับแล้วเดินไปยังทิศที่ได้ยินเสียง ผมเคลื่อนไปช้า ๆ เพราะผมรู้สึกว่าความมืดเป็นอุปสรรคที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เลย ผมเดินอยู่ราว ๑๐ นาที
                ทันใดนั้นมีเงาดำกระโดดตัดหน้าผมไป ผมร้องเสียงแหลมออกมาแล้วหงายหลังลงไปนั่งอยู่กับพื้นหูของผมดังหึ่ง ๆ ความตกใจกลัวสุดขีดทำให้ผมลืมหายใจ ผมต้องอ้าปากเพื่อสูดลมเข้าไป
                "ลุกขึ้น" ดอนฮวนพูดค่อย ๆ "ผมไม่ได้มาหลอกคุณหรอก ผมมาพบคุณเท่านั้น"
                แกบอกว่า แกเฝ้าดูท่าเดินอันเอื่อยเฉื่อยของผมอยู่และเมื่อผมก้าวไปในความมืด ผมจะเหมือนกับยายแก่ร่างกายพิการเดินย่องไปตามหลุมโคลน แกคงเห็นภาพที่แกพูดน่าขันมากจึงหัวเราะออกมาอย่างดัง

                ต่อมาแกแสดงท่าเดินในความมืดให้ผมดู แกเรียกท่านี้ว่า "ท่าของพลัง" แกยืนอยู่ข้างหน้าของผมโน้มกายไปข้างหน้า แกให้ผมเอามือคลำดูหลังและเข่าของแกเพื่อจะทราบถึงลักษณะที่ร่างของแกยืนอยู่ ลำตัวของดอนฮวนโน้มไปข้างหน้าเล็กน้อยกระดูกสันหลังของแกตั้งตรง เข่าหย่อน แกออกเดินช้า ๆ ข้างหน้าของผมเพื่อแสดงให้ผมเห็นว่า แกยกเข่าขึ้นสูงเกือบถึงหน้าอกทุกครั้งที่แกก้าวแล้วแกวิ่งลับหายไปแล้ววิ่งกลับมา ผมไม่เข้าใจเลยว่าแกวิ่งในความมืดได้อย่างไร
                "ท่าของพลังใช้สำหรับวิ่งในเวลากลางคืน" แกกระซิบที่หูของผม แกยุให้ผมทำดู ผมบอกแกว่า ผมแน่ใจได้เลยว่าจะต้องหล่นลงไปในรอยแยกหรือก้อนหินขาหัก ดอนฮวนพูดอย่างใจเย็นว่า "ท่าของพลัง" ทำให้ปลอดภัยแน่นอน ผมบอกว่า
                มีทางเดียวที่ผมพอจะเข้าใจการวิ่งของแกคือสรุปเอาว่าแกรู้จักภูเขาเหล่านี้เป็นอย่างดี ดังนั้นจึงเลี่ยงรอยแยกที่มีอยู่ได้ ดอนฮวนจับศีรษะของผมไว้ แล้วกระซิบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า
                "นี่คือกลางคืน! และกลางคืนคือพลัง!"
                แกปล่อยมืออกแล้วพูดต่อว่า ในเวลากลางคืนโลกจะต่างออกไปมาก และการที่แกสามารถจะวิ่งในความมืด ไม่เกี่ยวกับการที่แกรู้จักภูเขาเหล่านี้ดีแต่อย่างใด แกบอกว่ากุญแจสำคัญที่จะมาไขเรื่องนี้คือ ให้พลังส่วนตัวไหลออกมาอย่างมีอิสระเพื่อว่ามันจะกลมกลืนเข้ากับพลังของกลางคืน และตราบใดที่พลังนำเราไปแล้ว จะไม่มีการสะดุดล้มหรือชนอะไรได้เลย

                ดอนฮวนพูดต่อด้วยน้ำเสียงเครียดมากว่า ถ้าผมสงสัยในเรื่องนี้แล้วก็ให้หยุดพิจารณาถึงสิ่งที่เกิดขึ้น สำหรับคนที่มีอายุมากแล้วอย่างแกการวิ่งในภูเขาเหล่านี้และในช่วงเวลานี้ ย่อมหมายถึงการฆ่าตัวตาย หากว่าพลังของกลางคืนไม่นำทางให้กับแก
                "ดูแล้วกัน!" แกบอกแล้ววิ่งอย่างว่องไวลับตัวไปในความมืด แล้ววิ่งกลับมาที่เดิม
                การเคลื่อนไหวของดอนฮวนน่าดูเป็นพิเศษจนผมแทบจะไม่เชื่อในสิ่งที่มองเห็น แกจะซอยเท้าอยู่กับที่ครู่หนึ่ง ท่าทางที่แกยกเท้าขึ้นมาทำให้ผมนึกภาพนักกีฬาอุ่นเครื่องก่อนที่จะออกวิ่ง ต่อมาแกบอกให้ผมวิ่งตาม
               ผมวิ่งด้วยความเครียดและไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่ง ผมพยายามเพ่งมองตรงจุดที่จะเหยียบลงไปอย่างระมัดระวังอย่างที่สุด แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะกะระยะได้อย่างถูกต้อง

                ดอนฮวนวิ่งกลับมาแล้ววิ่งเหย่า ๆ ข้างตัวของผม แกกระซิบว่าผมต้องปล่อยตัวเองให้กับพลังของกลางคืนและเชื่อในพลังอันน้อยนิดที่ผมมีอยู่ ไม่เช่นนั้นแล้วผมจะเคลื่อนไปอย่างมีอิสระไม่ได้เลย และการที่ความมืดเป็นอุปสรรคก็เพราะผมพึ่งสายตาเพียงอย่างเดียวโดยไม่รู้ว่ายังมีวิธีอื่นที่จะทำให้วิ่งไปได้นั่นก็คือ ให้พลังเป็นผู้นำทาง
                ผมพยายามอยู่หลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ ผมปล่อยวางไม่ได้ความกลัวว่าขาจะหักมีมาก ดอนฮวนสั่งให้ผมวิ่งอยู่กับที่แล้วดูว่า ผมใช้ "ท่าของพลัง" จริง ๆ หรือยัง
                ต่อมาแกบอกว่าแกจะวิ่งนำไปข้างหน้า และให้ผมคอยฟังเสียงร้องอย่างนกฮูกของแก แกหายไปในความมืดก่อนที่ผมจะพูดอะไรออกมา ผมหลับตาอยู่ครู่หนึ่งแล้ววิ่งซอยเท้าอยู่กับที่ราวหนึ่งชั่วโมงโดยให้เข่าและลำตัวโน้มไปข้างหน้า ความเครียดทุเลาลงไปทีละเล็กละน้อยจนผมรู้สึกเป็นปกติ เสียงนกฮูกของดอนฮวนก็ดังขึ้น
                ผมวิ่งไปได้สัก ๕-๖ หลาทางทิศที่ผมได้ยินเสียงร้อง พยายามที่จะ "ปล่อยวางตัวเองลง" อย่างที่ดอนฮวนแนะ แต่การวิ่งผ่าเข้าไปในพุ่มไม้ทำให้รู้สึกขึ้นมาในทันใดว่า ไม่ปลอดภัยเสียแล้ว

                ดอนฮวนคอยผมอยู่และแกพยายามแก้ท่าให้ แกบอกว่าผมต้องงอนิ้วเข้าไปกำไว้ในอุ้งมือ เหยียดออกมาเฉพาะนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ แกพูดว่า ผมหมกมุ่นอยู่กับความคิดที่ว่าตัวเองไม่พร้อม ซึ่งความจริงแล้ว ผมมองเห็นทางได้ชัดตลอดเวลา ไม่ว่าจะมืดสักขนาดไหนก็ตาม เพียงแต่ว่าผมจะไม่เพ่งลงไปในสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่กวาดตาดูที่พื้นดินเบื้องหน้าเท่านั้น
                "ท่าของพลัง" คล้ายคลึงกับการหาจุดที่พัก การกระทำทั้งสองอย่างนี้ต้องการความรู้สึกที่ปล่อยวาง และความรู้สึกเชื่อมั่นลงไปใน "ท่าของพลัง" เราต้องพุ่งสายตาลงไปเบื้องหน้า เพราะการชำเลืองดูข้างทางจะทำให้การเคลื่อนไหวสะดุดลงได้
                แกอธิบายต่อไปว่า การโน้มลำตัวไปข้างหน้านั้นมีความจำเป็นมากเพราะจะทำให้ตามองต่ำลง ส่วนเหตุผลที่ต้องยกเข่าขึ้นสูงจรดหน้าอกเพราะจะทำให้ก้าวออกไปได้สั้นและปลอดภัย แกเตือนผมว่า ผมจะหกล้มหลายครั้งในตอนแรก แต่แกก็ให้คำมั่นใจกับผมว่าจากการฝึกฝน ผมจะสามารถวิ่งได้อย่างคล่องแคล่วและปลอดภัยเหมือนกับวิ่งในเวลากลางวันทีเดียว

                ผมพยายามเลียนการวิ่งของดอนฮวนอยู่หลายชั่วโมง และพยายามที่จะรู้สึกอย่างที่แกบอก ดอนฮวนวิ่งเหย่า ๆ อย่างมีน้ำอดน้ำทนอยู่ข้างหน้า บางทีแกจะวิ่งนำไประยะสั้น ๆ แล้ววิ่งกลับมาเพื่อจะให้ผมได้ดูว่าแกเคลื่อนตัวไปอย่างไร แกถึงกับผลักและรุนให้ผมวิ่งในระยะสั้น ๆ ต่อมาแกวิ่งลับไปแล้วเรียกผมด้วยเสียงร้องของนกฮูกชุดหนึ่ง มันบอกไม่ถูกเหมือนกัน แต่ผมออกวิ่งด้วยความมั่นใจชนิดที่คาดไม่ถึง เท่าที่ทราบ ผมเองก็ไม่ได้ทำอะไรเพื่อทำให้เกิดความรู้สึกดังกล่าว แต่ร่างกายจะรับรู้ในสิ่งต่าง ๆ โดยไม่ต้องคิด ยกตัวอย่างเช่น ขณะที่วิ่งไปนั้นผมมองไม่เห็นแง่หินหรอกแต่เท้าก็จะเหยียบลงไปที่เหลี่ยมของมัน และจะไม่ก้าวลงไปในรอยแยกนอกจากว่าผมจะเสียการทรงตัวเนื่องจากคิดวอกแวกออกไป สมาธิที่นำมาใช้ในการกวาดตาไปข้างหน้านั้นเต็มเปี่ยม และดังที่ดอนฮวนเตือนเอาไว้ การชำเลืองดูทางด้านข้างเพียงแวบเดียวหรือมองไกลออกไปมากก็จะทำให้สะดุดได้

                หลังจากที่หาอยู่นานผมก็พบดอนฮวน แกนั่งอยู่บนเงาดำ ๆ ที่ดูเหมือนจะเป็นต้นไม้ แกเดินมาหาผมแล้วบอกว่าผมทำได้ดีแต่ตอนนี้เป็นเวลาที่จะต้องออกจากที่นี่แล้วเพราะแกผิวปากเป็นเสียงร้องของนกฮูกอยู่นานจนแน่ใจได้ว่า ขณะนี้จะมีสิ่งอื่นร้องเลียนเสียงนี้ได้แล้ว
                ผมเห็นด้วยกับแกว่าน่าจะหยุดเสียที ความพยายามที่จะวิ่งนั้นทำให้ผมแทบจะหมดกำลัง ผมโล่งใจไปถนัดและถามแกว่าใครล่ะที่จะมาเลียนเสียงของแก "พลัง พันธมิตร (Ally เป็นพลัง หรือ วิญญาณชนิดหนึ่งที่เป็นเพื่อนของนักรบขณะที่เขาเสาะแสวงหาพลังเพื่อจะเป็นผู้รู้แจ้ง-ผู้แปล) วิญญาณ อะไรก็ได้ใครจะรู้" แกพูด กระซิบกระซาบ

                แกอธิบายว่า "วิญญาณของกลางคืน" เหล่านี้มักจะทำเสียงโหยหวน แต่มันเลียนเสียงร้องแหลมของมนุษย์และเสียงหวีดหวิวของนกไม่ได้ แกเตือนให้ผมระวังที่จะไม่วิ่งไปทางเสียงร้องโหยหวนและให้จำสิ่งที่แกบอกไว้อยู่ตลอดเวลา เพราะในโอกาสต่อไปผมอาจต้องบอกให้แกรู้ว่าอยู่ตรงไหน
                ด้วยเสียงที่หนักแน่น แกบอกว่า ผมรู้ชัดแจ้งดีแล้วถึง "ท่าของพลัง" และการที่จะวิ่งอย่างนั้นให้ได้อย่างชำนาญนั้นผมต้องการสิ่งที่มากระตุ้นเพียงนิดเดียว ซึ่งผมจะพบในโอกาสอื่นเมื่อเราเสี่ยงภัยในเวลากลางคืนอีก แกเอามือมาตบที่ไหล่ของผม แล้วประกาศว่า แกพร้อมที่จะจากไปแล้ว

                "ออกจากที่นี่กันเถอะ" แกพูดแล้วจะออกวิ่ง
                "เดี๋ยว! เดี๋ยวก่อน!" ผมร้องเสียงหลงออกมา "เดินไปดีกว่าน่า"
                ดอนฮวนหยุดวิ่งแล้วถอดหมวกออก "ว้า!" แกพูดออกมาอย่างหัวเสีย "เราอยู่ในระหว่างอันตราย คุณก็รู้แล้วว่าผมไม่เดินในความมืด ผมวิ่งได้อย่างเดียวเท่านั้น ถ้าเดินผมก็ขาหักเท่านั้นเอง"
                ผมรู้สึกว่าแกจะยิ้มยิงฟันเยาะเมื่อแกพูดออกมาเช่นนั้น แม้ผมจะมองไม่เห็นใบหน้าของแกก็ตามที แกยืนยันอีกว่า แกแก่เกินไปที่จะเดิน และการฝึก "ท่าของพลัง" เพียงน้อยนิดที่ผมรู้นั้นต้องนำมาใช้ในโอกาสเช่นนี้ "ถ้าเราไม่ใช้ 'ท่าของพลัง' แล้ว เราจะถูกเหยียบขยี้ยับลงไปเหมือนต้นหญ้า"
                "ใครล่ะที่จะมาขยี้เรา"

                 "มีหลายสิ่งหลายอย่างในเวลากลางคืนที่กระทำต่อมนุษย์" แกกระซิบด้วยเสียงที่ทำให้ผมเย็นวาบไปทั้งตัว ดอนฮวนบอกว่า ไม่จำเป็นที่จะวิ่งร่วมไปกับแก เพราะแกจะให้สัญญาณเป็นเสียงร้องของนกฮูกสี่ครั้งติด ๆ กันในคราวหนึ่ง ๆ เพื่อว่าผมจะตามแกไปได้
                ผมเสนอว่า เราน่าจะพักที่เขาลูกนี้เสียเลย เมื่อสว่างแล้วค่อยออกเดินทางต่อ แกแย้งขึ้งขังด้วยน้ำเสียงเกินจริงว่า การพักที่นี่หมายถึงการฆ่าตัวตายนั่นเอง และแม้ว่าเราจะรอดกลับไปได้ กลางคืนก็จะถ่ายพลังของเราออกไปหมดสิ้น จนเราไม่อาจเสี่ยงจากการเป็นเหยื่อของภัยชนิดแรก ที่จะเกิดขึ้นในตอนกลางวัน

                "อย่ามัวเสียเวลาอยู่เลย" แกพูดด้วยน้ำเสียงรีบเร่ง "ไปกันเถอะ"
                แกให้คำมั่นใจกับผมว่า แกจะวิ่งให้ช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้และแกกำชับผมเป็นครั้งสุดท้ายว่า ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ผมต้องไม่เปล่งเสียงใด ๆ ออกมา แม้การอ้าปากหายใจแรง ๆ ก็ไม่ควรทำ แกแนะทิศทางที่เราจะวิ่ง แล้วแกออกวิ่งด้วยฝีเท้าที่ไม่เร็วนัก ผมวิ่งตาม แต่ไม่ว่าดอนฮวนจะวิ่งช้าขนาดไหนผมก็ตามแกไม่ทันอยู่ดี ในไม่ช้าแกก็หายไปในความมืดเบื้องหน้า

                พอผมอยู่โดยลำพังก็รู้ว่าตัวเองเดินอย่างเร็วชนิดที่ไม่สังเกตมาก่อน นั่นทำให้ผมถึงกับตะลึง ผมรักษาระดับความเร็วนี้อยู่นาน ต่อมาผมได้ยินเสียงนกฮูกของดอนฮวนเกือบจะเป็นขวามือ แกผิวปากเป็นเสียงแหลมสี่ครั้งติด ๆ กัน ต่อมาอีกครู่หนึ่งผมได้ยินเสียงนกฮูกร้องของแกอีก คราวนี้ดังมาจากทางขวาสุด ผมต้องหันตัวถึง ๔๕ องศาเพื่อวิ่งไปทางเสียงที่ได้ยิน ผมออกวิ่งไปทางนั้นโดยหวังว่าจะได้ยินเสียงร้องอีกสามครั้งของเสียงนกฮูกชุดนี้ซึ่งจะทำให้ผมกำหนดทิศทางได้ถูกต้อง
                ผมได้ยินเสียงผิวปากเสียงฮูกครั้งใหม่บอกที่อยู่ของดอนฮวนดังมาจากทิศที่เราเริ่มออกวิ่ง ผมหยุดแล้วเงี่ยหูฟัง ผมได้ยินเสียงดังแหลมห่างออกไปไกล นั่นดูเหมือนจะเป็นเสียงของก้อนหินกระทบกัน ผมตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ และจับได้ว่าเป็นเสียงเหมือนกับก้อนหินกระทบกันเบา ๆ เป็นช่วง ๆ
                นกฮูกร้องขึ้นมาอีกครั้งและนี่เองที่ผมทราบว่าที่ดอนฮวนพูดถึงนั้นคืออะไร เสียงร้องนั้นโหยหวน ยาวและนุ่มนวลกว่าเสียงร้องของนกฮูกจริง ๆ ผมสัมผัสกับความรู้สึกตกใจกลัวที่ประหลาด กระเพาะของผมกระตุกเข้าหากันเหมือนกับว่ามีสิ่งหนึ่งดึงส่วนกลางลำตัวของผม
                ผมหันกลับแล้วเดินกึ่งวิ่งเหย่า ๆ ไปทางทิศตรงกันข้าม ผมได้ยินเสียงนกฮูกร้องแผ่วเบาจากทิศที่มุ่งหน้าไป มีเสียงร้องติดตามมาอีกสามครั้ง นั่นเป็นสัญญาณจากดอนฮวน ผมวิ่งตรงไปทางนั้น ผมคิดว่าแกคงอยู่ห่างออกไปไม่น้อยกว่า ๑/๔ ไมล์ และถ้าหากแกวิ่งด้วยความเร็วดังที่แกทำอยู่นี้ ในไม่ช้าผมคงถูกทอดทิ้งให้อยู่บนเขาลูกนี้คนเดียวอย่างแน่นอน

                ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมดอนฮวนจึงวิ่งนำไปข้างหน้า ถ้าแกจำต้องวิ่งด้วยความเร็วขนาดนั้น ในเมื่อแกอาจวกกลับมาหาผมได้ ตอนนี้ผมสังเกตว่ามีสิ่งหนึ่งเคลื่อนตามผมมาทางซ้ายมือ ผมเกือบจะมองเห็นมันจากขอบสุดของคลองสายตา ผมเกือบจะสิ้นสติลงไปแต่ความคิดยับยั้งชั่งใจผ่านเข้ามา ผมคงไม่เห็นอะไรในความมืดจริง ๆ หรอก ผมอยากจ้องดูที่ทิศทางดังกล่าว แต่ผมก็กลัวจะเสียการทรงตัว

                 เสียงนกฮูกร้องอีกครั้งหนึ่งดึงให้ผมเขวออกไป มันร้องทางซ้ายมือ ผมไม่หันไปทางนั้นเพราะมันเป็นเสียงหวานและไพเราะเพราะพริ้งที่สุดเท่าที่ผมได้ยินมา ผมไม่กังวลเลย มีบางสิ่งที่ฉะอ้อนหา หรือหลอกหลอน หรือแม้แต่เศร้าสร้อยซ่อนอยู่ในเสียงนั้น ตอนนั้นมีก้อนดำ ๆ วูบตัดหน้าของผมไปจากซ้ายมาขวา การเคลื่อนตัวอย่างกะทันหันของมันทำให้ผมมองตรงไปข้างหน้า ผมล้มลงทางด้านซ้ายและต่อมาผมได้ยินเสียงร้องโหยหวนดังห่างออกไปไม่กี่ก้าวทางด้านซ้ายมือ ผมลุกขึ้น แต่ก่อนที่ผมจะออกวิ่งต่อไป ผมได้ยินเสียงนกฮูกร้องขึ้นมาอีก เป็นเสียงเรียกหาและน่าจับใจเสียยิ่งกว่าที่มันร้องก่อนหน้านี้

                ดูราวกับว่ามีสิ่งหนึ่งอยู่ที่นั่นต้องการให้ผมหยุดวิ่งแล้วเงี่ยหูฟัง เสียงร้องของนกฮูกตัวนี้ยาวและอ่อนโยนมากจนผมหายกลัว ผมคงหยุดวิ่งจริง ๆ หากขณะนั้นผมไม่ได้ยินเสียงนกฮูกร้องแหลมสี่ครั้งของดอนฮวน ดูมันจะอยู่ใกล้ ๆ ผมกระโจนออกไปและวิ่งไปทางทิศนั้น
                ขณะต่อมาผมสังเกตว่ามีสิ่งหนึ่งไหวตัวอยู่หรือน่าจะเป็นเคลื่อนที่ไหวอยู่ในความมืดทางซ้ายมือของผมอีก มันไม่ใช่การเห็นด้วยตาจริง ๆ แต่น่าจะเป็นความรู้สึกเสียมากกว่า แต่ถึงกระนั้นผมก็แน่ใจว่าผมอาจมองเห็นมันได้ด้วย
                ผมวิ่งเร็วขึ้นกว่าเดิมและมันตัดหน้าผมไปจากด้านซ้ายมาขวาอีกครั้งทำให้ผมเสียการทรงตัว คราวนี้ผมไม่ล้มลงไป และแปลกจริง ๆ การที่ผมไม่ล้มทำให้ผมหงุดหงิด ผมโกรธขึ้นมาในทันใดและความรู้สึกชนิดที่ไม่เหมาะกับกาลเทศะเช่นนี้ทำให้ผมคลั่งขึ้นมา ผมเร่งฝีเท้าขึ้น อยากทำเสียงร้องของนกฮูกขึ้นมาเพื่อบอกกับดอนฮวนว่าผมอยู่ที่ไหน แต่ผมก็ไม่กล้าขัดคำสั่งของแก

                ทันใดนั้นสังเกตว่ามีสิ่งที่น่าขยะแขยงชนิดหนึ่ง มันเป็นสิ่งหนึ่งจริง ๆ เหมือนสัตว์อยู่ทางซ้ายมือแทบจะชิดตัวของผมทีเดียว ผมกระโดดถอยออกมาโดยอัตโนมัติแล้วเหทางวิ่งไปด้านขวา ผมแทบจะสำลักความกลัว และความกลัวนั้นเต็มขนาดจนไม่มีความคิดผุดขึ้นมาเลยขณะที่ผมวิ่งอย่างเร็วเท่าที่จะเร็วได้
                ในความมืดสนิทนั้น ความกลัวดูจะเป็นความรู้สึกทางร่างกายที่ไม่เกี่ยวกับความคิดเลย ผมพบว่าสภาวะเช่นนี้เป็นเรื่องวิสามัญทีเดียวในช่วงชีวิตที่ผ่านมา ความกลัวที่เกิดขึ้นกับผมมีบ่อเกิดมาจากความคิดและเกิดจากการถูกคุกคามจากสภาพทางสังคม หรือจากการกระทำที่ผู้อื่นทำกับผมในลักษณะที่เป็นอันตราย แต่คราวนี้ความกลัวเป็นสิ่งใหม่อย่างแท้จริง มันมาจากโลกส่วนที่ไม่รู้และกระทบกับส่วนที่ไม่รู้ในตัวของผมอีกเช่นกัน

                ผมได้ยินเสียงนกฮูกร้องใกล้ ๆ เกือบจะเป็นซ้ายมือ ผมจับน้ำเสียงมันไม่ได้แต่ดูจะเป็นเสียงของดอนฮวน แต่เสียงร้องนั้นไม่โหยหวน ผมวิ่งให้ช้าลง มีเสียงร้องตามขึ้นมาเป็นเสียงผิวปากดังแหลมของดอนฮวน ดังนั้นผมจึงเร่งความเร็วขึ้นอีก เสียงผิวปากครั้งที่สามดังห่างออกไปไม่ไกลนัก ผมมองเห็นเงาสีดำของก้อนหินหรืออาจจะเป็นพุ่มไม้ ผมได้ยินเสียงนกฮูกร้องอีกครั้งหนึ่ง ผมคิดว่าดอนฮวนกำลังคอยผมอยู่ เพราะเราออกจากที่ที่มีอันตรายแห่งนี้แล้ว
                ผมเกือบจะออกไปพ้นบริเวณที่มืดกว่าส่วนอื่นเมื่อผมได้ยินเสียงนกฮูกร้องครั้งที่ห้า ผมถึงกับตัวแข็งตรงนั้นเลย ผมเพ่งมองไปยังบริเวณดำ ๆ ที่อยู่ข้างหน้า แต่เสียงไหวตัวทางซ้ายมือทำให้ผมหันมาทันเห็นสิ่งที่มีสีดำ ดำกว่าสิ่งที่อยู่โดยรอบกำลังกลิ้งหรือเลื่อนตัวไปข้างตัวของผม ผมอ้าปากหอบแล้วกระโดดหลบ
                ผมได้ยินเสียงจุ๊บ ๆ เหมือนกับคนกำลังจุ๊ปาก ต่อมาก้อนหินสีดำใหญ่มากถลาออกมาจากบริเวณที่มืดนั้น มันเป็นรูปสี่เหลี่ยมเหมือนกับประตูซึ่งคงจะดูราวแปดหรือสิบฟุต การปรากฏตัวโดยฉับพลันของมันทำให้ผมร้องเสียงหลง ขณะหนึ่งที่ความกลัวเกิดขึ้นเกินระดับที่จะทนได้ แต่ในวินาทีต่อมาผมกลับสงบลงอย่างน่าวิตกพร้อมกับจ้องดูรูปสีดำนั่นเขม็ง

                เท่าที่ผมสังเกตตัวเอง ปฏิกิริยาตอบโต้ของผมเป็นสิ่งใหม่อีกเช่นกัน มีส่วนหนึ่งในตัวของผมดูดดึงให้เข้าไปหาบริเวณที่มีสีดำนั้นอย่างน่าหวาดเสียว ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งดึงกลับ มันเหมือนกับว่าใจหนึ่งนั้นอยากจะดูให้แน่ชัดลงไป แต่อีกใจหนึ่งก็อยากจะวิ่งหนีตายออกจากที่นั่น
                ผมเกือบจะไม่ได้ยินเสียงนกฮูกที่ดอนฮวนทำขึ้น ดูเหมือนมันจะดังมาจากที่ใกล้ ๆ และดูจะบอกถึงความวิตกแทบคลั่ง มันดังนานและแหลมชัดกว่าเดิมราวกับว่าดอนฮวนผิวปากทำมันขึ้นขณะที่กำลังวิ่งมาหาผม ทันใดนั้นผมคุมสติไว้ได้ สามารถที่จะหันตัวกลับและขณะนั้นเอง ผมออกวิ่งอย่างที่ดอนฮวนต้องการให้ผมทำทีเดียว
                "ดอนฮวน!" ผมตะโกนออกมาเมื่อผมพบแก
                แกเอามือมาปิดปากของผมแล้วทำสัญญาณให้ผมวิ่งตาม เราวิ่งเหย่า ๆ ด้วยฝีเท้าตามสบายจนมาถึงลานหินทรายที่เราพักก่อนหน้านี้ เรานั่งในความเงียบจริง ๆ ที่ลานหินนั้นประมาณหนึ่งชั่วโมงก็ถึงเวลาย่ำรุ่ง ต่อมาเรารับประทานอาหารเช้าจากน้ำเต้า ดอนฮวนบอกว่าเราต้องอยู่ที่ลานหินนี้จนถึงเวลาเที่ยง และจะไม่หลับนอนแต่จะพูดคุยกันเหมือนกับว่าไม่มีอะไรผิดปกติเกิดขึ้น

                ดอนฮวนบอกให้ผมเล่ารายละเอียดของเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นกับผมตั้งแต่แกผละไป เมื่อผมเล่าจบลงแกนิ่งเงียบไปนาน ดูเหมือนแกจะรุ่นคิดอะไรอยู่ลึก ๆ
                 "รู้สึกจะไม่ค่อยดีนัก" แกพูดออกมาในที่สุด "สิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณเมื่อคืนนี้ร้ายแรงมาก ร้ายแรงจนคุณไม่อาจออกไปเผชิญภัยในเวลากลางคืนอีกต่อไป นับแต่นี้เป็นต้นไป พวกวิญญาณของกลางคืนจะไม่ปล่อยคุณไว้เฉย ๆ แน่"
                "คืนนี้เกิดอะไรขึ้นกับผมหรือดอนฮวน"
                 "คุณสะดุดตัววิญญาณบางตัวที่อยู่ในโลกนี้เข้าและมันกระทำต่อมนุษย์ คุณไม่รู้อะไรเกี่ยวกับวิญญาณเหล่านี้เพราะคุณไม่เคยพบมันมาก่อนเลย บางทีน่าจะเป็นการถูกต้องที่จะเรียกมันว่าวิญญาณของภูเขา มันไม่ได้เป็นของกลางคืนทีเดียวนัก ผมเรียกมันว่าเป็นวิญญาณของกลางคืน เพราะคุณพบมันได้ง่ายในความมืด พวกมันอยู่แถวนี้ตลอดเวลา เราเห็นมันยากในเวลากลางวันเป็นสิ่งที่เรารู้จักดี และสิ่งที่เรารู้จักนั้นมีความสำคัญมากกว่า ในทางตรงกันข้าม ในความมืดนั้นทุกสิ่งทุกอย่างแปลกประหลาดเท่ากันหมด มีบางสิ่งเท่านั้นที่สำคัญเด่นเป็นพิเศษขึ้นมา ดังนั้นเราจึงสัมผัสกับพวกมันได้ดีในเวลากลางคืน"

                "มันเป็นสิ่งมีอยู่จริงหรือเปล่าล่ะดอนฮวน"
                "แน่นอน! พวกมันมีอยู่จริงซึ่งโดยปกติแล้วมันฆ่าคนได้ โดยเฉพาะคนที่หลงทางอยู่ในที่เปลี่ยวและไม่มีพลังส่วนตัว
                "ถ้าคุณทราบว่าพวกมันมีอันตรายถึงอย่างนั้น ทำไมคุณจึงปล่อยให้ผมอยู่ที่นั่นโดยลำพังล่ะ"
                 "มีทางเดียวเท่านั้นที่จะเรียนรู้ และทางนั้นก็คือทำมันลงไปจริง ๆ เลย เพียงแค่จะมาพูดถึงเรื่องพลังเท่านั้นเป็นเรื่องไร้สาระ ถ้าหากคุณต้องการที่จะรู้ว่าพลังเป็นอย่างไร หรือคุณต้องการจะให้ชัดในเรื่องนี้ คุณต้องจัดการกับทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตัวคุณเอง.....

                "วิถีทางที่จะนำไปสู่ความรอบรู้และพลังนั้นขรุขระและยาวไกล คุณคงสังเกตเห็นว่าผมไม่เคยปล่อยให้คุณเสี่ยงอยู่ในความมืดโดยลำพังจนกระทั่งถึงเมื่อคืนนี้ คุณไม่มีพลังพอที่จะทำเช่นนั้น แต่ตอนนี้คุณมีพลังพอที่จะสู้รบทีเดียวแหละ แต่ยังมีไม่พอที่จะอยู่คนเดียวในความมืดเท่านั้น"
                "อะไรจะเกิดขึ้นบ้างถ้าผมอยู่ในความมืดคนเดียว"
                "คุณจะถูกฆ่า วิญญาณของกลางคืนจะขยี้คุณเหมือนกับเป็นแมลงตัวหนึ่ง"
                "นั่นก็หมายความว่าผมอยู่ในความมืดคนเดียวไม่ได้เลยน่ะสิ"
                "คุณอยู่กับความมืดคนเดียวในห้องนอนได้ แต่อยู่ไม่ได้ตามภูเขา"
                "แล้วในที่ราบล่ะ"
                "มันหมายถึงที่รกชัฏเท่านั้น ไม่มีผู้คนอยู่โดยรอบ โดยเฉพาะที่รกชัฏบนภูเขาสูง ในเมื่อนิวาสถานของพวกวิญญาณกลางคืนอยู่ตามก้อนหินและรอยแยก นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป คุณจะเที่ยวไปตามภูเขาไม่ได้ นอกจากว่าคุณสะสมพลังไว้จนเพียงพอแล้ว"
                "แต่ผมจะสะสมพลังส่วนตัวได้อย่างไรล่ะดอนฮวน"
                "คุณสะสมมันได้ด้วยการใช้ชีวิตดังที่ผมเคยบอกกับคุณแล้ว คุณกำลังอุดรอยรั่วอยู่แล้วทีละเล็กละน้อย คุณจะมีเจตนานาทำเรื่องนี้ไม่ได้หรอก พลังหาทางของมันได้เองเสมอ ยกตัวอย่างตัวของผมเอง ผมไม่ทราบว่าผมสะสมพลังไว้เลยเมื่อผมเริ่มเรียนรู้วิถีทางของนักรบ ก็เหมือนกับคุณน่ะแหละ ผมคิดว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษลงไปเลย แต่ไม่ใช่เช่นนั้นหรอก พลังมีลักษณะที่ประหลาดที่ไม่อาจสังเกตได้เลยเมื่อมันถูกประจุเอาไว้"

                ผมขอให้ดอนฮวนอธิบายว่า แกสรุปเอาได้อย่างไรว่าผมจะมีอันตรายถ้าผมอยู่คนเดียวในความมืด
                "วิญญาณของกลางคืนเคลื่อนอยู่ทางซ้ายมือของคุณ" แกพูด "มันพยายามที่จะกลืนเป็นอันเดียวกับความตายของคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประตูที่คุณเห็น คุณรู้ไหมว่ามันคือที่ที่เปิดออกและมันจะดึงคุณเข้าไปหา จนกระทั่งคุณถูกบังคับให้ก้าวเข้าไปและนั่นคือจุดจบของคุณ"

                ผมกล่าวออกมาในลักษณะที่คิดว่าน่าจะเป็นไปได้อย่างที่สุดว่า ผมรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่แปลกมากที่ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นเมื่อแกอยู่แถวนั้น และมันดูราวกับว่าแกกุเรื่องต่าง ๆ ขึ้นมา หลายครั้งหลายคราวที่ผมอยู่คนเดียวในที่รกชัฏยามค่ำคืน กลับเป็นปกติดี และไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นเลย ผมไม่เคยพบเงามืดหรือเสียงแปลก ๆ ความจริงผมไม่เคยตกใจกลัวอะไรเลย
                ดอนฮวนหัวเราะหึ ๆ แล้วพูดว่า สิ่งต่าง ๆ เป็นข้อพิสูจน์ว่าแกมีพลังส่วนตัวเพียงพอที่จะเรียกสิ่งอื่นนับหมื่นนับแสนอย่างมาช่วย ผมคิดเอาว่า บางทีแกพูดเป็นนัยให้รู้ว่าแกเรียกคนอื่นมาเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในเรื่องนี้กระมัง ดอนฮวนดูจะอ่านความคิดของผมออก แกหัวเราะออกมาอย่างดัง
                 "อย่าบีบบังคับตัวเองให้หาคำอธิบายอยู่เลย" แกพูด "สิ่งที่ผมพูดไม่มีความหมายสำหรับคุณเลยเพราะว่าคุณไม่มีพลังส่วนตัวเพียงพอ ถึงอย่างนั้นก็ตามที คุณมีมากกว่าตอนเริ่มต้น ดังนั้นหลายสิ่งหลายอย่างเริ่มเกิดขึ้นกับคุณ คุณเผชิญกับหมอกและฟ้าแลบอย่างมีพลัง จุดสำคัญไม่ได้อยู่ที่คุณเข้าใจว่าอะไรเกิดขึ้นกับคุณในคืนนั้น มันสำคัญตรงที่คุณจำสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นได้ สะพานและสิ่งอื่น ๆ ที่คุณเห็นจะเกิดซ้ำอีกในวันหนึ่งเมื่อคุณมีพลังเพียงพอ"

                 "สิ่งเหล่านั้นจะเกิดซ้ำอีกเพื่ออะไรดอนฮวน"
                "ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ผมไม่ใช่คุณ คุณคนเดียวเท่านั้นที่จะตอบปัญหานี้ได้ เราทุกคนแตกต่างกัน นี่คือเหตุผลที่ผมปล่อยคุณไว้คนเดียวเมื่อคืน แม้ผมจะทราบว่ามีอันตรายถึงตายก็ตามที คุณต้องทดสอบด้วยตัวเองกับสิ่งเหล่านั้น ส่วนเหตุผลที่ผมเลือกเอาเสียงร้องของนกฮูกเป็นผู้สื่อข่าวให้กับวิญญาณ การเลียนเสียงร้องของนกฮูกทำให้วิญญาณออกมา พวกมันมีอันตรายสำหรับคุณไม่ใช่เพราะวิญญาณเหล่านั้นมีความประสงค์ร้ายตามธรรมชาติ แต่เพราะว่าคุณไม่ใช่ผู้บริสุทธิ์ปราศจากมลทิน มีหลายอย่างในตัวคุณที่โสโครกและผมรู้ดีว่ามันคืออะไรบ้าง คุณรู้สึกขำในตัวผมมาหยก ๆ คุณรู้สึกขบขันในตัวผู้อื่นตลอดมา และแน่นอน นั่นทำให้คุณรู้สึกว่าตัวเองเหนือผู้อื่นโดยอัตโนมัติ แต่คุณก็รู้ด้วยตัวของคุณเองแล้วว่ามันไม่ได้เป็นเช่นนั้น คุณเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา ๆ คนหนึ่ง และชีวิตของคุณสั้นนิดเดียวที่จะรู้เห็นความมหัศจรรย์ทั้งหมด และความน่าขนพองสยองเกล้ามากมายของโลกอันมหัศจรรย์ยิ่งนี้ ดังนั้น ความรู้สึกว่าขบขันของคุณจึงสกปรกโสกโครก มันดึงคุณลงมาให้เล็กนิดเดียว"

                ผมอยากจะค้าน ดอนฮวนสับผมอีกแล้ว ดังที่เคยทำมานับครั้งไม่ถ้วน ผมโกรธอยู่ครู่หนึ่ง แต่เหมือนกับทุกครั้งที่เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น การจดบันทึกทำให้ผมไม่แสดงอะไรออกมานอกหน้า ผมจึงเฉยได้
                "ผมคิดว่าผมมียารักษาโรคนี้" แกพูดขึ้นหลังจากที่เงียบไปนาน "แม้ตัวของคุณเองก็คงเห็นด้วยกับผมทีเดียวหากคุณยังจำได้ถึงสิ่งที่คุณทำลงไปเมื่อคืน คุณวิ่งได้รวดเร็วมากเท่า ๆ กับหมอผีคนหนึ่งขณะที่คุณมีคู่ปรปักษ์ที่มาทำให้คุณทนไม่ได้เท่านั้น เราทั้งสองคนทราบเรื่องนี้ดีอยู่แล้ว และผมเองก็เชื่อว่าพบปรปักษ์ที่คู่ควรกับคุณแล้ว"

                "คุณจะทำอะไรต่อไปอีกดอนฮวน"
                แกไม่ตอบ แต่ลุกขึ้นเกาตามเนื้อตามตัว ดูแกจะเกร็งกล้ามเนื้อทุกมัด และแกสั่งให้ผมทำอย่างเดียวกัน
                "คุณต้องเหยียดเนื้อเหยียดตัวหลาย ๆ ครั้งในตอนกลางวัน" แกบอก "ยิ่งทำหลาย ๆ ครั้งก็ยิ่งดี แต่ให้ทำอย่างนี้หลังจากทำงาน หรือหลังจากหลับไปนาน"
                "คู่ปรปักษ์ชนิดไหนล่ะที่คุณจะหาให้ผม" ผมถาม
                "ค่อนข้างจะโชคร้ายอยู่บ้างที่เพื่อนมนุษย์เท่านั้นเป็นปรปักษ์ที่คู่ควรกับมนุษย์ด้วยกัน" แกบอก "สิ่งอื่น ๆ ไม่มีเจตนาเป็นของตัวเอง และคุณต้องออกไปพบกับพวกมันแล้วล่อให้มันออกมา แต่ในทางตรงกันข้าม เพื่อนมนุษย์มีความฉกาจฉกรรจ์มากกว่า....."

                "เราพูดกันนานพอแล้ว" ดอนฮวนพูดห้วน ๆ แล้วหันมาทางผม "ก่อนที่เราจะออกจากที่นี่ไปต้องทำอีกสิ่งหนึ่ง เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ผมจะบอกอะไรบางอย่างกับคุณในตอนนี้เสียเลยว่าทำไมคุณจึงมาที่นี่เพื่อว่าคุณจะได้สบายใจเสียที เหตุผลที่คุณยังมาพบกับผมนั้นง่ายมาก ทุกครั้งที่คุณมาหาผมร่างกายของคุณได้เรียนรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่งเสมอไปแม้จะเป็นสิ่งตรงกันข้ามกับความต้องการของคุณก็ตามที และในที่สุด ตอนนี้ร่างกายของคุณต้องการกลับมาหาผมเพื่อจะเรียนรู้เพิ่มขึ้น พูดอย่างนี้ก็แล้วกันว่า ร่างกายของคุณทราบดีว่ามันกำลังจะตาย แม้ว่าคุณเองไม่เคยคิดในเรื่องนี้ ดังนั้นผมบอกให้ร่างกายของคุณทราบว่าผมก็จะตายเช่นเดียวกัน และก่อนที่ผมจะตาย ผมอยากจะแสดงให้ร่างกายของคุณทราบถึงหลายสิ่งหลายอย่าง สิ่งเหล่านั้นคุณไม่สามารถทำให้กับร่างกายของคุณได้ด้วยตัวของคุณเอง ยกตัวอย่างเช่น ร่างกายของคุณต้องการความตระหนกตกใจ มันชอบความตกใจ มันต้องการความมืดและลมชนิดนั้น ขณะนี้ร่างกายของคุณรู้จักท่าของพลังและมันไม่อยากคอยที่จะทำเรื่องนี้ ดังนั้นจึงพูดได้ว่าร่างกายของคุณกลับมาหาผมเพราะว่า ผมเป็นเพื่อนกับมัน" แกนิ่งเงียบไปนานเหมือนกับว่าจะปลุกปล้ำอยู่กับความคิดบางอย่าง

                "ผมเคยบอกคุณว่า ความลับของร่างกายที่แข็งแรงไม่ได้อยู่ที่ว่าคุณควรจะทำอะไรให้กับมันบ้าง แต่อยู่ที่การไม่ทำอะไรหลาย ๆ อย่าง" แกพูดออกมาในที่สุด
                "ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่คุณ ไม่ทำ ในสิ่งที่คุณทำอยู่ตลอดมา นั่งอยู่ตรงนี้แหละจนกว่าเราจะออกจากที่นี่ไปและ ไม่-กระทำ"
                "ผมไม่เข้าใจเลยดอนฮวน"
                 แกเอามือทั้งสองมาทาบที่สมุดบันทึกของผมแล้วดึงมันไป แกปิดสมุดนั้นอย่างระมัดระวัง รัดมันไว้ด้วยยางรัดแล้วเหวี่ยงมันออกไปเหมือนจานเข้าไปยังป่าพุ่มไม้เตี้ย ๆ
                ผมตกตะลึงและอยากจะร้องค้านแต่ดอนฮวนเอามือมาปิดที่ปากของผม แกชี้ไปที่ต้นไม้พุ่มโตแล้วให้ผมเพ่งดูเงาของใบไม้แต่ไม่ดูที่ใบของมัน แกบอกว่าการวิ่งในความมืดนั้นไม่จำเป็นที่จะถูกกระตุ้นจากความกลัว แต่ร่างกายที่ร่าเริง และรู้ว่าจะ "ไม่-กระทำ" ได้อย่างไร จะทำสิ่งนี้ได้เองตามธรรมชาติ

                แกกระซิบที่หูของผมครั้งแล้วครั้งเล่าว่า "ไม่กระทำ-ในสิ่งที่ผมรู้ว่าจะทำได้อย่างไร" นี่คือกุญแจไขเข้าสู่พลัง
                ในกรณีของการมองดูที่พุ่มไม้สิ่งที่ผมทราบดีว่าจะทำอย่างไรก็คือ ดูที่ใบของมันในทันที เงาของใบไม้และช่องว่างระหว่างใบผมไม่เคยใส่ใจมองดูเลย คำเตือนข้อสุดท้ายของดอนฮวนคือ ให้ผมเพ่งดูเงาของใบไม้จากกิ่ง ๆ หนึ่ง แล้วดูเงาของต้นไม้ทั้งต้นโดยไม่ดูที่ใบของมันเลย เพราะลำดับที่มีเจตนาอันแรกของการสะสมพลังก็คือ ปล่อยให้ร่างกาย "ไม่-กระทำ"

                บางทีอาจจะเป็นเพราะผมเหนื่อยหรือตื่นเต้นมากก็ได้ แต่ผมก็หมกมุ่นอยู่กับการเพ่งดูเงาของใบไม้จนเมื่อดอนฮวนลุกขึ้นยืนนั้น ผมมองเห็นเงาของใบไม้รวมกันเข้ามาเป็นกลุ่มก้อนคล้ายกับการที่ผมมองที่ใบของมันผลที่เกิดขึ้นน่าตกใจ ผมบอกกับดอนฮวนว่าผมอยากอยู่ต่อไปอีกสักครู่ แกหัวเราะแล้วยื่นมือมาเคาะที่หมวกของผม
                "ผมบอกคุณแล้วไง" แกบอก "ร่างกายของคุณชอบเรื่องชนิดนี้"
                ต่อมาแกบอกกับผมว่า ผมควรจะให้พลังที่ผมสะสมไว้นั้น นำผมไปที่พุ่มไม้เหล่านั้นเพื่อค้นหาสมุดบันทึก แกผลักผมเบา ๆ ให้ออกเดินไปยังละเมาะไม้
                ผมเดินไปอย่างไร้จุดมุ่งหมายอยู่ครู่หนึ่งและต่อมาผมก็พบสมุดเล่มนั้น ผมคิดว่า ผมจำอย่างไม่รู้สึกตัวถึงทิศทางที่ดอนฮวนร่อนมันออกมา
                ดอนฮวนอธิบายถึงการที่ผมพบสมุดบันทึกว่า ผมเดินตรงไปที่สมุดบันทึกเลยทีเดียว เพราะร่างกายของผมอาบโชกไปด้วยการ "ไม่-กระทำ" นับเป็นชั่วโมง


(มีต่อ)


(ตั้งแต่บทที่ ๑๒ เป็นต้นไป
ได้รับความเอื้อเฟื้อในการคีย์ข้อมูลและตรวจพิสูจน์อักษร
โดย "คุณบี" และ "คุณวรวุฒิ"
ขอได้รับความขอบคุณจาก ODZ)



INDEX BACK TOP NEXT
             
HOME