INDEX
BACK BOTTOM
NEXT
             

             

             


             
         ๑๑. อารมณ์ของนักรบ


พฤหัสที่ ๓๑ สิงหาคม ๑๙๖๑
             
                            ผมขับรถไปที่บ้านของดอนฮวนอีก และก่อนที่ผมจะได้มีโอกาสกล่าวคำทักทาย ดอนฮวนยื่นศีรษะเข้ามาทางหน้าต่างรถ ยิ้มให้กับผมแล้วบอกว่า "เราต้องขับรถไปไกลมากว่าจะถึงสถานที่ของพลัง และนี่ก็เกือบจะเที่ยงแล้ว"

             แกเปิดประตูรถก้าวเข้ามานั่งข้างหน้า แล้วชี้ทางให้ผมขับไปตามทางทิศใต้ประมาณ ๗๐ ไมล์ ต่อจากนั้นเราเลี้ยวไปตามถนนโรยกรวดมุ่งสู่ทิศตะวันออก เราขับไปตามถนนสายนั้นจนถึงแถบเนินเขา ผมจอดรถไว้ตรงแอ่งที่ดอนฮวนเลือก แอ่งนั้นลึกพอที่จะซ่อนรถไว้ได้ จากที่ตรงนั้นเราเดินข้ามที่ราบกว้างมากแล้วเดินตรงไปที่เนินลูกหนึ่ง
             ตอนใกล้ค่ำ ดอนฮวนเป็นคนเลือกที่พักนอน แกสั่งให้อยู่ในความสงบ ไม่พูดอะไรเลย

             วันต่อมาเรารับประทานอาหารอย่างอดออมแล้วออกเดินทางต่อ มุ่งไปทิศตะวันออก พุ่มพฤกษ์ที่มองเห็นไม่ได้เป็นพุ่มไม้เตี้ย ๆ ในแถบทะเลทรายอีกต่อไป แต่เป็นพุ่มไม้โต ๆ และต้นไม้เขียวขจีที่ขึ้นอยู่ตามแถบภูเขา
             ในราวเที่ยงวันเราปีนขึ้นไปยังยอดของผาก้อนหินที่เกาะเนื่องกันขึ้นไปเหมือนกำแพง ดอนฮวนนั่งลงแล้วบอกให้ผมทำเช่นเดียวกัน
             "นี่คือสถานที่ของพลัง" แกพูดออกมาหลังจากที่ได้หยุดพักครู่หนึ่ง "ที่นี่เป็นสถานที่ที่นักรบถูกฝังนานมาแล้ว"

              ขณะนั้นอีกาตัวหนึ่งบินผ่านที่นั่นแล้วร้องออกมา ดอนฮวนมองตามมันไปอย่างไม่กระพริบตา
             ผมสำรวจก้อนหินและสงสัยอยู่ว่านักรบเหล่านั้นถูกฝังอยู่ที่ไหนและฝังอย่างไรขณะดอนฮวนเอื้อมมือมาตบที่ไหล่
             "ไม่ใช่ที่นี่ คุณน่ะเซอะไม่รู้อะไร" แกพูดพร้อมกับยิ้ม "ข้างล่างโน่น!"

             แกชี้ไปที่ทุ่งที่อยู่ติดกับผาทางทิศตะวันออก แกอธิบายว่าทุ่งที่เห็นนั้นโอบล้อมด้วยวงของก้อนหินก้อนโต ๆ ตามธรรมชาติ

จากที่ที่นั่งอยู่นั้น ผมเห็นบริเวณซึ่งคงจะเป็นรูปวงกลมมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑๐๐ หลา มีต้นไม้พุ่มหนาขึ้นอยู่เต็ม พรางหินก้อนใหญ่เหล่านั้นไว้ หากดอนฮวนไม่บอกผมคงไม่ได้สังเกตเห็นวงกลมดังกล่าว
             แกบอกว่ามีสถานที่เช่นนี้นับเป็นสิบ ๆ แห่งกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในโลกเก่าของชาวอินเดียนแดง สถานที่เหล่านี้ไม่ใช่สถานที่ของพลังเลยทีเดียว ไม่เหมือนกับภูเขาหรือแผ่นดินที่เกิดขึ้นมาบางแห่งซึ่งเป็นที่พำนักของวิญญาณ แต่ที่นี่น่าจะเป็นที่แห่งการตรัสรู้ เป็นสถานที่ที่เราได้รับบทเรียน หรือทราบคำตอบของปัญหาที่สงสัย

             "สิ่งที่คุณต้องทำคือมาที่นี่" แกบอก "หรือนอนค้างที่หินก้อนนี้เพื่อปรับความรู้สึกเสียใหม่"
             "เราจะพักที่นี่หรือเปล่าคืนนี้"
             "ผมคิดไว้อย่างนั้นแหละ แต่อีกาตัวเล็ก ๆ นั่นบอกว่า อย่าพัก"
             ผมอยากจะทราบเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องของอีกา แต่ดอนฮวนโบกไม้โบกมืออย่างรำคาญให้ผมเงียบลง
             "จงมองดูหินโค้งนั้น" แกพูด "ฝังภาพของมันไว้ในความทรงจำของคุณ สักวันหนึ่งหรอกที่อีกาจะนำคุณไปสู่ที่อีกแห่งหนึ่งในบรรดาสถานที่เช่นเดียวกันนี้ ยิ่งมันมีลักษณะกลมเท่าไร มันยิ่งมีพลังมากเท่านั้น"

             "กระดูกของนักรบยังคงฝังอยู่ที่นี่หรือดอนฮวน"
             ดอนฮวนทำท่าประหลาดใจอย่างน่าขำ แล้วยิ้มกว้าง
             "ที่นี่ไม่ใช่สุสาน" แกบอก "ไม่มีใครถูกฝังที่นี่ ผมบอกว่า ครั้งหนึ่งในชีวิตของนักรบ พวกเขามาฝังตัวเองที่นี่ ผมหมายถึงนักรบมาฝังตัวเองที่นี่ชั่วคืนหรือนานเท่าไหร่ก็ได้ตามที่เขาต้องการ ผมไม่ได้หมายถึงเอาคนตายมาฝังไว้ ไม่ใช่ที่ฝังศพ ไม่มีพลังในสุสานแม้ว่าจะมีพลังเหมือนกันในกระดูกของนักรบ แต่จะไม่มีพลังเลยในสุสาน และกระดูกของผู้รู้แจ้งมีพลังมากที่สุด แต่เป็นไปไม่ได้เลยที่จะพบกระดูกเหล่านั้น"
             "ผู้รู้แจ้งคือใคร ดอนฮวน"
             "นักรบคนหนึ่งคนใดอาจเป็นผู้รู้แจ้งได้ อย่างที่ผมได้บอกกับคุณแล้วว่า นักรบคือพรานผู้บริสุทธิ์ไม่แปดเปื้อน เป็นผู้ล่าพลัง และถ้าหากนักรบล่าพลังได้สำเร็จ เขาก็จะเป็นผู้รู้แจ้ง"
             "อะไรล่ะที่คุณ…"
             แกหยุดคำถามของผมด้วยการโบกมือ แกยืนขึ้น ทำสัญญาณให้ผมตามลงไป ทางผาชันทิศตะวันออกมีทางเห็นอยู่ชัดซึ่งเกือบจะเป็นหน้าฉากนำไปสู่พื้นที่รูปวงกลมนั้น

             เราไต่ช้า ๆ ลงไปตามทางที่น่ากลัว และเมื่อลงมาถึงข้างล่างแล้ว ดอนฮวนไม่หยุดพักแต่พาผมเดินผ่าเข้าไปสู่ใจกลางของพื้นที่รูปวงกลมนั้น แกเอากิ่งไม้แห้งมากวาดที่แห่งหนึ่งให้สะอาดใช้สำหรับนั่ง ที่ที่กวาดนั้นเป็นรูปวงกลมเช่นเดียวกัน
             "ผมตั้งใจจะฝังคุณไว้ที่นี่ตลอดคืนนี้" แกบอก "แต่ขณะนี้ผมทราบว่ายังไม่ถึงเวลา คุณไม่มีพลัง ผมจะฝังคุณครู่เดียวเท่านั้น"
             ผมตกใจมากที่รู้ว่าจะถูกฝัง จึงถามดอนฮวนว่าแกมีแผนการณ์กับผมอย่างไรบ้าง แกหัวเราะคิก ๆ เหมือนเด็กแล้วออกไปเก็บกิ่งไม้แห้ง แกไม่ยอมให้ผมช่วยและบอกให้ผมอยู่เฉย ๆ และนั่งคอย

             แกโยนกิ่งไม้ที่เก็บมาได้เข้ามาในพื้นที่รูปวงกลมที่กวาดเอาไว้สะอาดแล้วนั้น ต่อมาแกให้ผมนอนลงไปหันศีรษะไปทางทิศตะวันออก เอาเสื้อแจ๊กเก็ตม้วนหนุนหัวแล้วแกทำกรงรอบตัวของผม แกเอากิ่งไม่ปักลงไปในดินยื่นพ้นขึ้นมาประมาณสองฟุตครึ่ง กิ่งด้านบนเป็นง่ามเพื่อวางไม้ยาวยึดเป็นโครง รูปร่างของกรงจึงเหมือนกับหีบศพที่เปิดเอาไว้
             ดอนฮวนปิดกรงนั้นด้วยกิ่งไม้และใบไม้โดยนำมาวางบนไม้ที่พาดยาวนั้นอีกทีหนึ่ง ตัวของผมอยู่ข้างในตั้งแต่ช่วงไหล่ลงไป ศีรษะของผมโผล่ออกมาหนุนเสื้อแจ๊กเก็ต
             ต่อมาแกเอากิ่งไม้ดุ้นโตทำเป็นที่ขุดดินและคุ้ยเอาดินที่อยู่รอบ ๆ มาคลุมกรงที่ทำไว้
             โครงของกรงทำไว้อย่างดีและใบไม้ปะเอาไว้หนาจนไม่มีดินรั่วเข้าไปข้างใน ผมเหยียดขาไปมาได้และสอดตัวเข้าไปในกรงหรือเลื่อนออกมาได้อย่างสบาย

             ดอนฮวนบอกว่า โดยทั่วไปนักรบจะทำกรงขึ้นมาก่อนแล้วสอดตัวเข้าไปข้างในและเอาดินปะจากข้างใน
             "แล้วพวกสัตว์ล่ะ ดอนฮวน" ผมถาม "มันไม่เขี่ยเอาดินออกแล้วเข้าไปในกรงเพื่อทำร้ายนักรบหรือ"
             "ไม่หรอก นักรบไม่กังวลในเรื่องนี้เลย คุณเท่านั้นที่กังวลเพราะคุณไม่มีพลัง แต่ในทางตรงข้าม นักรบมีเจตนาที่แน่วแน่ และมันสามารถปกป้องเขาไว้จากทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีหนู งู หรือแม้แต่สิงโตทะเลทรายมารบกวนเขาได้"
             "พวกนักรบฝังตัวเองทำไม"
             "เพื่อการรู้แจ้งและเพื่อพลังนะสิ"

             ผมสัมผัสกับความสงบที่สบายและน่าพอใจที่สุด โลกในขณะนั้นดูจะหยุดลง ความนิ่งสงบน่าปลาบปลื้มแต่ในขณะเดียวกันก็ไม่รบกวนจิตใจ ผมไม่คุ้นเคยกับความนิ่งเงียบเช่นนี้มาก่อน ผมพยายามจะพูด แต่ดอนฮวนห้ามผมไว้ ขณะต่อมาความนิ่งสงบของสถานที่กระทบเข้าไปที่ใจของผม ผมเริ่มคิดถึงชีวิตของตัวเอง คิดถึงประวัติส่วนตัว และรู้สึกถึงความเศร้าและความสลดใจที่เคยประสบมา ผมบอกกับดอนฮวนว่า ผมไม่มีคุณค่าอะไรเลยที่จะมายังสถานที่แห่งนี้ โลกของแกเป็นโลกที่สวยงามและแข็งแรง ส่วนผมเป็นคนอ่อนแอ อีกทั้งสิ่งแวดล้อมในชีวิตของผมทำให้วิญญาณของผมบุบเบี้ยวไม่ดีงามเสียแล้ว

             แกหัวเราะและขู่ว่า จะเอาดินถมหัวผมเสียหากผมพูดออกมาในความรู้สึกเช่นนี้อีก และเหมือนกับมนุษย์ทุกคนนั่นเอง ผมมีสิทธิ์ทุกอย่างที่เป็นของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นความปลาบปลื้ม ความปวดร้าว ความเศร้าสลดหรือการดิ้นรนต่อสู้ และกิจกรรมที่เราทำลงไปนั้นไม่สำคัญเลยตราบที่เรากระทำสิ่งนั้นลงไปเหมือนนักรบ
             ดอนฮวนลดเสียงลงเป็นเกือบกระซิบ แกบอกว่า ถ้าผมรู้ว่าวิญญาณตัวเองบุบเบี้ยวไม่ดีงาม ผมก็ควร-ตั้งใจใหม่ ชำระมัน และทำให้มันสมบูรณ์ขึ้นมา เพราะไม่มีงานอื่นอีกแล้วในชีวิตของคนเราที่จะมีคุณค่ายิ่งกว่านี้ การไม่จัดการกับวิญญาณของตัวคือการแสวงหาความตาย และนั่นก็เหมือนกับการแสวงหาสิ่งเหลวไหลไร้สาระในขณะที่ความตายกำลังจะกลืนเราเข้าไปโดยไม่คำนึงถึงเรื่องอื่นใดทั้งสิ้น

             แกหยุดพูดไปนาน ต่อมาแกพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจอย่างยิ่งว่า "การแสวงหาความสมบูรณ์แบบในวิญญาณของความเป็นนักรบ เป็นงานอย่างเดียวที่มีคุณค่าในความเป็นมนุษย์"
             คำพูดของดอนฮวนทำหน้าที่เหมือนกับสิ่งที่มากระตุ้น ผมรู้สึกว่าน้ำหนักของการกระทำในอดีตเป็นสิ่งที่ทนแบกไว้ไม่ได้และมันเป็นสิ่งกีดขวางด้วย ผมยอมรับว่า ตัวเองไม่มีหวังจะไปสู่ทางที่ดีเอาเลย ผมร้องไห้และพร่ำพูดถึงชีวิตของตน ผมรำพันว่า ผมเร่รอนมานานจนผมรู้สึกกระด้างต่อความปวดร้าวและความเศร้า นอกจากในบางครั้งที่ผมรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้างและหมดหวัง

             ดอนฮวนไม่พูดอะไรออกมา แกคว้าตรงซอกรักแร้ของผมแล้วลากให้ออกมาจากกรง ผมลุกขึ้นนั่งเมื่อแกปล่อยมือออก ดอนฮวนนั่งลง ความเงียบที่น่าหงุดหงิดเกิดขึ้นระหว่างเราทั้งสอง ผมคิดว่าแกให้เวลาเพื่อให้ผมปรับความรู้สึก ผมหยิบเอาสมุดบันทึกขึ้นมาแล้วเขียนด้วยความหงุดหงิด

             "คุณรู้สึกเหมือนใบไม้ที่ใคร่ขอความกรุณาจากสายลม ใช่ไหมล่ะ"
             ผมรู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ ดอนฮวนดูเหมือนจะเห็นความรู้สึกนี้ของผม แกบอกว่า อารมณ์แบบนี้ทำให้แกระลึกถึงเพลงบทหนึ่ง แกเริ่มร้องเพลงนี้ออกมาด้วยเสียงทุ้มต่ำ เสียงของแกน่าฟังและเนื้อเพลงทำให้ผมเกิดอารมณ์ร่วมด้วย

             "ฉันอยู่ห่างไกลจากแผ่นฟ้าอันเป็นที่เกิด
             ความถวิลหาจู่โจมเข้ามาในความคิด
             มาบัดนี้ ฉันอยู่โดดเดี่ยวคนเดียว
             และแสนจะเศร้า
             เหมือนกับใบไม้ใบเดียวไหวระริกอยู่กลางสายลม
             บางครั้ง ฉันอยากจะร้องไห้
             บางคราว ฉันอยากจะหัวเราะ
             ด้วยความคิดถึงในหัวใจ"


             เราไม่พูดกันอยู่นาน แต่ในที่สุด ดอนฮวนก็เป็นผู้ทำลายความเงียบนั้น
             "นับตั้งแต่คุณเกิด ต้องมีบางคนทำร้ายความรู้สึกของคุณไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง" แกพูด
             "คุณพูดถูกแล้ว ดอนฮวน"
             "คนเหล่านี้ทำอะไรบางอย่าง ตรงข้ามกับความต้องการของคุณ"
             "จริง"
             "และมาถึงตอนนี้ คุณหมดหวัง เหมือนกับใบไม้ท่ามกลางสายลม"
             "ถูกแล้ว ผมรู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ "

             ผมบอกแกว่าสิ่งแวดล้อมในชีวิตของผมบางครั้งน่าหวาดเสียวมาก ดอนฮวนรับฟังอย่างตั้งใจ แต่ผมก็ดูไม่ออกว่าแกเห็นด้วยหรือว่าแกมีอารมณ์ร่วมกับผมจริง ๆ จัง ๆ จนในที่สุดผมเห็นแกพยายามจะซ่อนยิ้ม
             "ไม่ว่าคุณจะชอบความรู้สึกเสียใจสงสารตัวเองมากเพียงใดก็ตาม คุณต้องเปลี่ยนแปลงความรู้สึกเช่นนี้เสีย" แกพูดอย่างอ่อนโยน "อารมณ์ชนิดนี้ไม่เข้ามาตอแยกับชีวิตของนักรบหรอก"
             แกหัวเราะแล้วร้องเพลงบทนั้นขึ้นมาอีก แต่เปลี่ยนเสียงคำบางคำ ผลที่เกิดขึ้นเป็นการคร่ำครวญที่ตลกมาก ดอนฮวนชี้ให้เห็นว่า เหตุผลที่ผมชอบเพลงนี้ก็เพราะในชีวิตของผม ผมไม่เคยทำสิ่งใดเลยนอกจากค้นหาความผิดพลาดของทุกสิ่งทุกอย่างแล้วคร่ำครวญออกมา ผมเถียงแกไม่ได้เลย ดอนฮวนพูดถูกแล้ว แต่ผมก็ยังเชื่อว่า ผมมีเหตุผลเพียงพอที่จะมาแก้ตัวในความรู้สึกที่เหมือนกับใบไม้อยู่กลางสายลมนั้นเหมือนกัน

             "การกระทำที่ยากที่สุดในโลกก็คือ การทำความรู้สึกอย่างของนักรบขึ้นมา" ดอนฮวนพูด "ไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่จะมาเศร้าเสียใจแล้วคร่ำครวญและรู้สึกว่าสมควรแล้วที่ได้ทำเช่นนี้ โดยเชื่อเอาว่าคนอื่นทำร้ายเราเสมอไป ไม่มีใครทำอะไรให้กับใคร ไม่มีเลยสำหรับนักรบ
             "คุณอยู่ที่นี่ อยู่กับผม เพราะคุณต้องการที่จะอยู่ที่นี่ คุณควรจะทำตัวให้มีความรับผิดชอบอย่างเต็มที่ได้แล้วในตอนนี้ ดังนั้น ความรู้สึกที่ว่าคุณเป็นเหมือนใบไม้ท่ามกลางสายลมนั้นควรขจัดออกไป"

             แกยืนขึ้นและเริ่มรื้อกรงที่ทำขึ้นนั้น แกโกยดินกลับที่เดิมแล้วเหวี่ยงกิ่งไม้ไปตามที่ต่าง ๆ แถวพุ่มไม้ ต่อมาแกกลบที่รูปวงกลมนั้นไปเหมือนกับว่าไม่มีอะไรมาแตะต้องที่ตรงนั้นเลย
             ผมตั้งข้อสังเกตถึงความสามารถของแกในเรื่องนี้ แกบอกว่า พรานที่ดีจะรู้ว่าเรามาที่ตรงนั้นแม้ว่าแกจะระมัดระวังอย่างดีเพียงใดก็ตาม เพราะร่องรอยมนุษย์ไม่อาจลบให้หมดจดได้อย่างง่ายดาย


             ดอนฮวนนั่งขัดสมาธิ แล้วบอกให้ผมนั่งตามสบายหันหน้าไปทางจุดที่แกฝังผมไว้ และนั่งพักอยู่ที่นั่นไม่ไปไหนจนกว่าอารมณ์สลดใจที่ผมมีจะหายไป
             "นักรบฝังตัวเองเพื่อจะพบกับพลัง ไม่ใช่เพื่อร้องไห้สงสารตัวเอง" แกพูด
             ผมทำท่าจะอธิบาย แต่ดอนฮวนหยุดผมไว้ด้วยการสั่นหัวอย่างรำคาญ แกบอกว่า แกลากผมออกมาจากกรงอย่างรีบด่วนเพราะอารมณ์ของผมเหลือทนเอาเสียจริง ๆ และกลัวว่าสถานที่แห่งนั้นจะไม่พอใจในความอ่อนแอของผมและทำร้ายผมได้

             "ความรู้สึกสงสารตัวเองจะไม่มาเย้าแหย่กับพลังได้เลย" แกบอก "อารมณ์ของนักรบนั้นจะต้องมีการควบคุมตัวเอง และปล่อยวางตัวเองได้ในขณะเดียวกัน"
             "เป็นไปได้อย่างไร ดอนฮวน" ผมถาม "นักรบจะควบคุมตัวเองและปล่อยวางตัวเองในขณะเดียวกันได้อย่างไร"
             "เทคนิคการกระทำในเรื่องนี้ยากมาก" แกตอบ
             ดูเหมือนแกจะตัดสินไม่ได้ว่าจะพูดต่อดีหรือไม่ แกทำท่าจะพูดออกมาถึงสองครั้ง แต่แกหยุดตัวเองไว้ทุกครั้งและยิ้มออกมา
             "คุณยังไม่หมดอารมณ์เศร้าเลย" แกพูด "คุณยังรู้สึกอ่อนแออยู่จึงไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะพูดถึงอารมณ์ของนักรบ"

             เวลาเกือบชั่วโมงผ่านไปในความเงียบ ต่อมาดอนฮวนถามขึ้นในทันทีทันใดว่าการฝึกฝนในเรื่อง 'การฝัน' ของผมก้าวหน้าไปถึงไหนแล้ว ผมฝึกฝนด้วยความพากเพียร และหลังจากที่ได้พยายามอย่างมากก็สามารถควบคุมความฝันได้ในระดับหนึ่ง ดอนฮวนพูดถูกแล้วที่ให้ถือเรื่องนี้ว่าเป็นการกระทำที่สนุก ๆ เท่านั้น นับเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมคอยให้ถึงเวลาหลับเพื่อจะฝัน
             ผมรายงานความก้าวหน้าอย่างละเอียดให้ดอนฮวนทราบ
             เมื่อทราบวิธีการที่จะมองดูที่มือได้แล้ว การคงภาพที่เห็นนั้นไว้ก็ทำได้ไม่ยากนัก ภาพในความฝันซึ่งก็ไม่ได้เป็นมือเสมอไปจะคงอยู่เป็นเวลานานจนผมควบคุมไว้ไม่ได้ และต่อมาก็จะกลายเป็นความฝันธรรมดาที่ไม่อาจควบคุมได้อีก ผมไม่มีเจตนาล่วงหน้าว่าจะมองดูที่มือหรือสิ่งอื่น ๆ มันเป็นไปได้เอง ไม่ขณะใดก็ขณะหนึ่งในความฝัน ผมจะจำขึ้นมาได้ว่าต้องมองดูที่มือและต่อมาก็มองดูสิ่งอื่น ๆ มีหลายคืนที่ผมจำไม่ได้เลยว่าทำสิ่งนี้
             ดอนฮวนคงพอใจมาและอยากทราบถึงสิ่งต่าง ๆ ที่ผมมักจะเห็นในความฝัน ผมคิดไม่ออกถึงสิ่งหนึ่งสิ่งใดโดยเฉพาะ จึงเล่าถึงความฝันพิลึกกึกกือของเมื่อวันก่อน
             "อย่าฟุ้งซ่านไป" แกพูดกระด้าง ๆ

             ผมบอกแกว่า ผมบันทึกรายละเอียดที่มีในความฝันไว้ทุกอย่าง ตั้งแต่ผมฝึกดูที่มือ ความฝันของผมควบคุมได้ดียิ่งขึ้นทุกที และผมจำรายละเอียดปลีกย่อยได้ดีขึ้นด้วย ดอนฮวนบอกว่าการตามดูความฝันเป็นเรื่องเสียเวลา เพราะรายละเอียดในความฝันและการเห็นความฝันได้ชัดนั้นไม่มีความสำคัญอะไร
             "เมื่อคุณ ตั้งความฝัน ความฝันธรรมดาจะชัดยิ่งขึ้น" แกบอก "ความชัดแจ้งหรือความแจ่มใสของความฝันเป็นอุปสรรคที่น่าหวาดกลัวมาก และคุณรู้สึกว่าจะแย่กว่าใคร ๆ ที่ผมเคยพบมาทั้งหมด คุณคลั่งเอามาก ๆ และคุณบันทึกทุกสิ่งทุกอย่างไว้หมด"
             พูดกันอย่างไม่ลำเอียง ผมก็ยังเชื่อว่าการทำของผมสมควรแล้ว การบันทึกลงไปอย่างละเอียดทำให้ผมเห็นภาพที่มีในความฝันชัดเจนยิ่งขึ้น
             "เลิกเสีย!" ดอนฮวนบอกในทำนองบังคับ "นั่น ช่วยอะไรไม่ได้เลย สิ่งที่คุณทำอยู่นั้นดึงคุณเขวออกไปจากจุดมุ่งหมายของ การฝัน ซึ่งคือการควบคุมสิ่งต่าง ๆ และเป็นพลังด้วย"

             แกนอนลงไป เอาหมวกมาปิดตาแล้วพูดต่อ
             "ผมจะทบทวนวิธีการที่คุณจะต้องฝึกฝน" แกพูด "เริ่มแรกคุณต้องจ้องเขม็งไปที่มือของคุณ นี่เป็นจุดเริ่มต้น ต่อมาให้เลื่อนสายตาไปดูสิ่งอื่น และให้ชำเลืองดูเพียงครู่เดียวเท่านั้น จ้องดูหลาย ๆ สิ่งเท่าที่คุณทำได้ ให้จำไว้ว่าถ้าคุณชำเลืองดูเพียงเดี๋ยวเดียวภาพที่เห็นจะไม่เลื่อนไป ต่อมาให้มองดูที่มืออีก
             "ทุกครั้งที่คุณดูมือ คุณจะฟื้นเอาพลังที่ต้องการในฝันใหม่เสมอไป ดังนั้นในระยะเริ่มแรกอย่ามองดูหลายสิ่ง ให้มองดูสิ่งอื่น ๒-๓ อย่างก็พอ ต่อมาคุณอาจขยายขอบเขตในการดูต่อไป จนครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณต้องการจะดู แต่เมื่อใดภาพที่เห็นนั้นเลื่อนไป และคุณทราบว่าจะคุมมันไว้ไม่ได้ก็ให้หันมามองที่มืออีก
             "เมื่อคุณรู้ว่าสามารถที่จะควบคุมสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างแน่นอนแล้ว คุณก็พร้อมที่จะฝึกเทคนิคใหม่ ผมจะสอนเทคนิคใหม่ให้กับคุณเดี๋ยวนี้แหละ แต่ผมก็หวังว่าคุณจะนำไปฝึกเมื่อคุณพร้อมแล้วเท่านั้น"

             ดอนฮวนหยุดพูดไปประมาณ ๑๕ นาที ในที่สุดแกลุกขึ้นนั่งแล้วมองมายังผม
             "ขั้นตอนต่อมาในการ ตั้งความฝัน คือ การเรียนรู้ที่จะท่องเที่ยวไป" แกพูด "ในลักษณะเดียวกับที่คุณฝึกมองดูมือนั่นแหละ คุณอาจตั้งความปรารถนาที่จะเคลื่อนไป เดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ ในลำดับแรกคุณคิดถึงที่แห่งหนึ่งที่คุณอยากจะไป หาที่ที่คุณรู้จักดี อาจจะเป็นโรงเรียนเดิมของคุณ สวนสาธารณะ หรือบ้านของเพื่อนก็ได้ ต่อมาก็ตั้งความปรารถนาที่จะไปที่นั่น"
             "ขั้นตอนนี้ทำได้ยากมาก คุณต้องทำงานสองอย่างคือ คุณต้องตั้งความปรารถนาที่จะไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง และต่อมาเมื่อคุณทำได้ชำนาญแล้ว คุณต้องเรียนรู้ที่ตั้งเวลาไว้ให้ตรงด้วยในการเดินทาง"

             ขณะที่ผมจดถ้อยคำเหล่านี้ลงไป ผมรู้สึกว่าตัวเองก็บ้าแท้ ๆ เลยทีเดียว ผมกำลังจดคำสอนบ้า ๆ บอ ๆ ลงไป และยังบีบคั้นตัวเองพยายามจะที่จะเข้าใจ ผมรู้สึกเสียใจและอับอายอยู่
             "คุณกำลังทำอะไรกับผม ดอนฮวน" ผมถามอย่างไม่ต้องการที่จะให้มีความหมายอะไร
             ดอนฮวนคงรู้สึกประหลาดใจมาก แกจ้องดูผมอยู่ครู่หนึ่งแล้วยิ้มออกมา
             "คุณถามคำถามนี้กับผมครั้งแล้วครั้งเล่า ผมไม่ได้ทำอะไรกับคุณหรอก คุณกำลังทำตัวให้พลังเข้าถึงได้ คุณกำลังล่าพลังอยู่และผมกำลังแนะทางให้กับคุณ"
             แกเอียงศีรษะไปทางหนึ่งเพื่อพินิจดูผม แกจับคางของผมไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง และจับหัวของผมด้วยมืออีกข้างหนึ่ง แล้วบิดหัวผมไปทางโน้นทางนี้ กล้ามเนื้อต้นคอของผมตึงมากและการบิดหัวไปมาทำให้ผมคลายเครียดลงได้
             ดอนฮวนมองดูท้องฟ้าอยู่ครู่หนึ่ง ดูเหมือนแกจะสำรวจอะไรบางอย่าง
             "ถึงเวลาที่จะต้องออกจากที่นี่แล้วละ" แกพูดกร้าว ๆ แล้วลุกขึ้น

             เราออกเดินทางไปทางทิศตะวันออกจนมาใกล้กลุ่มต้นไม้เล็ก ๆ กลุ่มหนึ่งที่ขึ้นอยู่ในหุบเขาระหว่างเนินเขาสองลูก เวลาห้าโมงเย็นแล้ว ดอนฮวนพูดลอย ๆ ว่าเราอาจต้องพักแรมคืนแถวนี้ แกชี้ไปยังหมู่ต้นไม้แล้วบอกว่ามีน้ำอยู่แถวนั้น
             แกเกร็งตัวแล้วสูดดมอากาศเหมือนกับสัตว์ ผมเห็นกล้ามเนื้อที่ท้องของแกกระตุกวาบๆ ขณะที่แกสูดลมเข้าไปอย่างต่อเนื่อง แกแนะให้ผมทำอย่างเดียวกันเพื่อผมจะรู้ได้ด้วยตนเองว่าแหล่งน้ำอยู่ตรงไหน ผมเลียนวิธีที่แกทำอย่างเงอะงะ แต่เมื่อได้ทำไปสัก ๕-๖ นาทีผมรู้สึกหน้ามืด แต่จมูกรับกลิ่นได้ดีขึ้นอย่างประหลาด และผมได้กลิ่นของต้นหลิว ผมยังบอกไม่ได้ว่ากลิ่นนั้นมาจากทางไหน
             ดอนฮวนบอกให้ผมพักสองสามนาทีแล้วให้ผมทำอย่างเดิมอีก การทำครั้งที่สองทำให้รับกลิ่นได้ดียิ่งขึ้น ผมแยกออกมาชัดว่าต้นหลิวอยู่ทางขวามือ เราเดินตรงไปทางนั้น และเมื่อเดินมาได้ประมาณ ๑/๔ ไมล์ก็เจอหนองน้ำ เราเดินอ้อมไปยังหน้าผาเตี้ย เหนือผาเตี้ยแห่งนั้นและบริเวณรอบ ๆ มีพุ่มไม้เตี้ย ๆ ขึ้นอยู่หนาแน่น

             "แถวนี้มีสิงโตภูเขาและพวกเสือยุบยับไปหมด" ดอนฮวนพูดขึ้นมาลอย ๆ เหมือนกับว่านั่นเป็นข้อสังเกตธรรมดา ๆ
             ผมวิ่งเข้ามาหาแก ทำให้แกหัวเราะออกมา
             "ตามปกติแล้วผมจะไม่มาที่นี่เลย" แกบอก "แต่อีกาตัวนั้นชี้มาทางนี้ จะต้องมีอะไรพิเศษที่มันทำเช่นนี้"
             "เราต้องอยู่ที่นี่จริง ๆ หรือดอนฮวน"
             "ใช่ ไม่อย่างนั้นผมคงเลี่ยงไปเสียจากที่แห่งนี้"
             ผมกลัวมาก แกบอกให้ผมตั้งใจฟังในสิ่งที่แกพูด
             "มีสิ่งเดียวเท่านั้นที่คุณทำได้ในที่แห่งนี้คือ ล่าสิงโต" แกบอก "ดังนั้น ผมจะสอนคุณถึงการล่าสิงโต"

             "การทำกับดักหนูน้ำที่อยู่ตามรูริมหนองต้องทำในลักษณะพิเศษ เราใช้หนูน้ำเป็นเหยื่อล่อสิงโต ส่วนกรงดักนั้น ฝาของกรงต้องทำให้เลื่อนตกลงมาจากที่สูงและมีไม้เสี้ยมแหลมเสียบไว้ตามฝากรง ไม้แหลมนี้ต้องปกปิดไว้เมื่อยกกรงขึ้น มันจะไม่ตกลงมาถ้าหากไม่มีอะไรหล่นใส่กรง ซึ่งถ้าหากมีอะไรตกลงมาแล้ว ไม้แหลมก็จะเสียบลงมาและเสียบสิ่งที่มากระทบกับกรง"
             ผมไม่เข้าใจสิ่งที่แกพูด ดอนฮวนจึงเขียนโครงของกรงบนพื้นดินแล้วอธิบายว่า ถ้าซี่ของกรงด้านข้างวางไว้บนจุดที่หมุนได้ กรงนี้ก็จะหล่นลงมาเมื่อมีอะไรมาดันด้านบน
             ส่วนหอกที่แทงลงมานั้นเป็นไม้เสี้ยมแหลมที่เอาผูกติดซี่ด้านข้างของกรงอย่างแน่นหนา
             ดอนฮวนบอกว่า ตามปกติแล้วจะต้องเอาก้อนหินหนักมารวมใส่ตะแกรงที่สานด้วยกิ่งไม้แล้วเอามาห้อยไว้สูงเหนือกรงและเกี่ยวเอาไว้กับกรงดักด้วย เมื่อสิงโตภูเขามาถึงกับดักที่มีหนูน้ำอยู่ข้างในเป็นเหยื่อล่อ มันจะทุบกรงนั้นด้วยอุ้งเท้า ดังนั้นเสี้ยงไม้จะแทงที่เท้าของมัน และด้วยความตกใจเจ้าสิงโตจะกระโดดขึ้นไปกระทบตะแกรงใส่ก้อนหินหล่นลงมาถูกตัวของมัน
             "วันหนึ่งข้างหน้าคุณอาจจะมีความจำเป็นที่จะต้องจับสิงโตก็ได้" แกบอก "สิงโตภูเขามีพลังพิเศษ มันฉลาดมากและมีทางเดียวที่จะจับมันได้คือ หลอกให้มันหัวเสียเมื่อเกิดบาดแผลเจ็บปวด และด้วยกลิ่นของต้นหลิว"

             ดอนฮวนทำกับดักด้วยความรวดเร็วชำนาญอย่างน่าพิศวง และเมื่อคอยอยู่นานพอสมควร แกจับหนูน้ำตัวอ้วนหน้าตาเหมือนกระรอกได้สามตัว
             แกบอกให้ผมรูดเอาใบของต้นหลิวจากริมหนองมาถูที่เสื้อผ้า แกก็ทำอย่างเดียวกัน ต่อมาแกถักถุงจากหญ้าปล้องอย่างรวดเร็วและชำนาญมากอีกสองถุง แกโกยเอาพวกหญ้าสีเขียวหอบใหญ่และโคลนจากหนองใส่เข้าไปในถุงถุงหนึ่ง แล้วหอบไปที่หน้าผาเตี้ยที่แกซ่อนอยู่

             ขณะนั้นตัวโรเด้นหน้าตาเหมือนกระรอกเริ่มกรีดร้องออกมาอย่างดัง
             ดอนฮวนบอกผมจากที่ซ่อนของแก ให้ผมเอาถุงอีกถุงหนึ่งนั่นไปใส่หญ้าและโคลนลงไปแล้วให้ผมปีนขึ้นไปอยู่บนกิ่งต่ำ ๆ ของต้นไม้ที่อยู่ใกล้กรงของหนูน้ำ
             แกบอกว่าแกไม่ต้องการทำร้ายสิงโตหรือตัวโรเด้นแต่อย่างใด ดังนั้นแกจะขว้างถุงโคลนใส่สิงโตขณะที่มันเข้ามาที่กับดัก แกบอกว่าผมต้องตื่นตัวอย่างเต็มที่และขว้างสิงโตด้วยถุงของผมหลังจากที่แกขว้างถุงของแกออกไปแล้วเพื่อไล่สิงโตให้หนีไป
             แกสั่งว่าผมต้องระวังตัวอย่างเต็มที่ที่จะไม่หล่นลงมาจากต้นไม้ คำแนะนำประการสุดท้ายของแกคือ ให้อยู่นิ่ง ๆ จนกลมกลืนเป็นอันเดียวกับกิ่งไม้

             ผมมองไม่เห็นว่าดอนฮวนอยู่ที่ไหน เสียงร้องแหลมของเจ้าหนูน้ำดังมาก และในที่สุดมันมืดมากจนผมมองไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไรได้อีกต่อไป ต่อมาผมได้ยินเสียงย่องอยู่ใกล้ ๆ เบามาก และโดยกระทันหัน มีเสียงหายใจค่อย ๆ เหมือนแมว และเสียงคำรามเบา ๆ เจ้าตัวโรเด้นหน้ากระรอกหยุดร้อง
             ตอนนี้เองที่ผมมองเห็นเงาดำของสัตว์ชนิดหนึ่งอยู่ข้างล่างต้นไม้ที่ผมเกาะอยู่พอดี แต่ก่อนที่ผมจะยืนยันว่ามันเป็นสิงโตภูเขาใช่หรือไม่ มันกระโจนเข้าใส่กับดักหนูน้ำทันที แต่ก่อนที่ตัวมันจะไปถึงก็มีอีกสิ่งหนึ่งกระทบตัวของมันเต็มรักทำให้มันถอยออกมา ผมจึงเหวี่ยงถุงของผมออกไปตามที่ดอนฮวนสั่ง มันไม่ถูกตัวสิงโตแต่ก็ทำให้เกิดเสียงดังมาก
             ทันใดนั้นดอนฮวนร้องเสียงโหยหวนเยือกเย็นติดต่อกันขึ้นมา เสียงของแกทำให้ผมเย็นยะเยือกเข้าไปในกระดูกสันหลัง และด้วยความว่องไวเป็นพิเศษ สัตว์ตัวนั้นกระโดดแผลวขึ้นไปยังหน้าผาเตี้ยแล้วหายลับตัวไป
             ดอนฮวนยังคงทำเสียงชนิดนั้นต่ออีกชั่วครู่ ต่อมาแกบอกให้ผมปีนลงมาจากต้นไม้แล้วหยิบเอากับดักตัวโรเด้นขึ้นมาแล้ววิ่งไปที่หน้าผาเตี้ยที่แกซ่อนอยู่อย่างรวดเร็วที่สุด

             ผมมายืนอยู่ข้างดอนฮวนด้วยความเร็วแทบไม่น่าเชื่อ แกสั่งให้ผมร้องเลียนเสียงของแกให้ใกล้เคียงที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อไล่ตัวสิงโตออกไปขณะที่แกรื้อกรงเพื่อปล่อยตัวโรเด้น
             ผมร้อง แต่มันไม่เหมือน เสียงของผมแหบพร่าเพราะความตื่นเต้น
             ดอนฮวนบอกให้ผมปล่อยวางตัวเองลงแล้วร้องออกมาด้วยความรู้สึกจริง ๆ เพราะว่าสิงโตยังอยู่แถวนั้นเอง ผมสำนึกถึงสถานการณ์ที่แท้จริงของเราขึ้นมา สิงโตมีอยู่จริงเสียด้วย ผมร้องเสียงแหลมออกมาได้เป็นอย่างดี
             ดอนฮวนหัวเราะออกมาเสียงดังก้อง
             แกให้ผมร้องอยู่อย่างนั้นชั่วครู่ ต่อมาแกบอกว่าเราต้องออกจากที่นั่นเงียบ ๆ เท่าที่จะทำได้ เพราะสิงโตไม่โง่นักหรอก บางทีมันกำลังย้อนกลับมาหาเราที่นี่
             "มันต้องตามเรามาแน่ ๆ" แกบอก " ไม่ว่าเราจะระมัดระวังอย่างไรก็ตามที เราก็ทิ้งร่องรอยเอาไว้ชัดเหมือนกับถนนสายแพนอเมริกันทีเดียวแหละ"

             ผมเดินกระชั้นชิดตัวของดอนฮวน แกหยุดแล้วเงี่ยหูฟังเป็นคราว ๆ ไป ต่อมาแกวิ่งไปในความมืด ผมวิ่งตาม เอามือยื่นไปข้างหน้าเพื่อกันกิ่งไม้
             ในที่สุดเราวิ่งมาถึงเชิงหน้าผาที่เราพักกันอยู่ก่อนหน้านี้ ดอนฮวนบอกว่า ถ้าหากเราปีนขึ้นไปจนถึงยอดผาได้ทันโดยไม่ถูกขย้ำจากสิงโตแล้วละก้อ เราปลอดภัยแน่ ๆ แกปีนขึ้นไปเป็นคนแรกเพื่อนำทาง เราปีนหน้าผาในความมืด ผมเองก็ไม่ทราบว่าทำได้อย่างไรกัน แต่ผมปีนตามดอนฮวนไปด้วยก้าวที่แน่นอนมั่นคง เมื่อเราปีนใกล้จะถึงยอด ผมได้ยินเสียงร้องที่แปลกมากของสัตว์ชนิดหนึ่ง มันเหมือนเสียงวัวร้อง นอกจากจะแหบโหยและนานกว่าเท่านั้น
             "เร็ว! รีบหนีเร็ว!" ดอนฮวนตะโกนออกมา
             ผมตะกายขึ้นสู่ยอดผาล้ำหน้าดอนฮวนขึ้นไปในความมืด เมื่อแกปีนขึ้นมาจนถึงยอดซึ่งเป็นที่ราบแบนเรียบ ผมนั่งหอบอยู่ก่อนแล้ว

             แกล้มตัวกลิ้งอยู่กับพื้น ผมคิดมาแวบหนึ่งว่า การปีนหน้าผาในครั้งนี้แกคงเหนื่อยมากกระมัง แต่แกกลับหัวเราะการป่ายปีนขึ้นมาได้อย่างรวดเร็วของผม
             เรานั่งเงียบอยู่ถึงสองชั่วโมง และต่อจากนั้นก็พากันเดินมายังรถยนต์ที่จอดเอาไว้

             
อาทิตย์ที่ ๓ กันยายน ๑๙๖๑

              เมื่อผมตื่นขึ้นมา ดอนฮวนไม่ได้อยู่ในบ้าน ผมจดบันทึกและมีเวลาพอที่จะไปเก็บฟืนจากป่าละเมาะที่อยู่รอบบ้าน ขณะที่ดอนฮวนเดินเข้ามานั้นผมกำลังรับประทานอาหาร แกหัวเราะกับสิ่งที่แกเคยพูดถึงเวลารับประทานอาหารเที่ยงที่ซ้ำซากตายตัวของผม แต่แกก็กินแซนวิชที่ผมทำ
              ผมบอกแกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับสิงโตภูเขานั้นทำให้ผมงงมาก เมื่อใคร่ครวญดูแล้ว เรื่องทั้งหมดดูจะไม่สมจริงเอาเลย เหมือนกับว่าทุกสิ่งถูกสร้างขึ้นมาเพื่อประโยชน์ของผม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้นทำให้ผมไม่มีเวลาสำหรับความกลัว ผมมีเวลาพอในการกระทำแต่ก็ไม่ชัดแจ้งในสิ่งต่าง ๆ ขณะที่จดบันทึกอยู่นั้นคำถามผุดขึ้นมาว่า ผมเห็นสิงโตภูเขาจริง ๆ หรือ กิ่งไม้แห้งซึ่งกลายเป็นสัตว์ที่กำลังจะตายยังเป็นภาพที่แจ่มชัดอยู่ในใจของผม
              "มันเป็นสิงโตภูเขาจริง ๆ นี่นา" ดอนฮวนพูดอย่างกับจะบังคับให้เชื่อ
             "มันเป็นสัตว์ที่มีเลือดมีเนื้อจริง ๆ หรือเปล่าล่ะ"
             "ก็จริงนะสิ"

             ผมบอกแกว่า ความง่ายดายของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันเหมือนกับว่าสิงโตภูเขาตัวนั้นคอยอยู่ที่นั่นและถูกฝึกขึ้นมาให้ทำอะไรต่าง ๆ อย่างที่ดอนฮวนวางแผนเอาไว้เสียด้วย
             ดอนฮวนไม่หวั่นไหวไปกับคำโจมตีทำนองไม่เชื่อของผม แกหัวเราะเยาะ
             "คุณนี่เป็นคนแปลกจริง ๆ " แกพูด "คุณเห็นและได้ยินเสียงสัตว์ตัวนั้น มันยืนอยู่ใต้ต้นไม้ที่คุณเกาะอยู่ข้างบน ที่มันไม่ได้กลิ่นตัวของคุณและไม่กระโดดขึ้นไปตะครุบก็เพราะต้นหลิว กลิ่นใบของมันทำลายกลิ่นอื่น ๆ หมด แม้แต่กลิ่นที่พวกเสือหรือสิงโตรู้ ที่ตักของคุณก็มีใบหลิวอีกตั้งขยุ้มหนึ่ง"
             ผมบอกว่า ไม่ใช่ว่าผมสงสัยในตัวของดอนฮวน แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นแปลกไปจากเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวันของผมมาก ขณะที่ผมจดบันทึกอยู่นั้น ผมคิดขึ้นมาแวบหนึ่งว่าดอนฮวนเองแสดงเป็นสิงโตตัวนั้น แต่ผมต้องสลัดความคิดนั้นออกไป เพราะผมมองเห็นเงาของสัตว์สี่เท้ากระโจนไปที่กรงและกระโดดขึ้นหน้าผาไปจริง ๆ

             "ทำไมคุณจึงสับสนในเรื่องนี้" แกพูดออกมา "มันเป็นเสือตัวโตแน่ ๆ จะต้องมีเสือสิงโตนับเป็นพัน ๆ ตัวตามภูเขาแบบนั้น มันเยอะจริง ๆ แหละ แต่เหมือนเคยอีกนั่นแหละ คุณพุ่งความสนใจไปยังเรื่องที่ไม่ตรงจุด มันไม่แปลกเลยที่ว่าสัตว์ตัวนั้นจะเป็นสิงโตหรือกางเกงขายาวของผม อารมณ์ความรู้สึกของคุณในขณะนั้นสำคัญกว่า"
             ในชีวิตของผม ผมไม่เคยเห็นหรือได้ยินเสียงของสิงโตที่ย่องเข้ามาเลย เมื่อผมคิดถึงเรื่องนี้ ผมไม่อยากเชื่อว่าผมอยู่ห่างจากสิงโตจริง ๆ เพียงสองสามฟุต

             เมื่อผมเล่าถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้น ดอนฮวนฟังด้วยความอดทน
             "กลัวพวกสัตว์กินเนื้อตัวโตเหล่านี้ทำไม" แกถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "คุณอยู่ใกล้ชิดกับสัตว์หลายชนิดที่อยู่แถวนี้ แต่คุณไม่เห็นกลัวเลย คุณไม่ชอบพวกเสือสิงโตอย่างนั้นหรือ"
             "ผมไม่ชอบพวกมันเลย"
             "ถ้าอย่างนั้นก็ลืมเรื่องนี้เสียก็แล้วกัน ความจริงบทเรียนในเรื่องนี้ก็ไม่ได้อยู่ที่จะล่าสิงโตให้ได้อย่างไร"
             "แล้วมันเป็นบทเรียนเกี่ยวกับอะไรล่ะ"

             "อีกาตัวเล็ก ๆ ตัวนั้นชี้ที่แห่งนั้นให้ผม และในที่แห่งนั้นเอง ผมเห็น โอกาสที่จะทำให้คุณเข้าใจว่า คุณกระทำสิ่งต่าง ๆ ลงไปอย่างไรเมื่อมีความรู้สึกอย่างนักรบ
             "ทุกสิ่งทุกอย่างอย่างที่คุณทำลงไปในคืนที่ผ่านมานั้น ทำด้วยความรู้สึกที่ถูกต้อง ขณะที่คุณกระโดดลงมาจากต้นไม้เพื่อฉวยเอากับดักหนูน้ำแล้ววิ่งมาหาผมนั้น คุณควบคุมตัวเองไว้ได้และในขณะเดียวกันนั้นคุณก็ปล่อยวางอารมณ์ด้วย
             "คุณไม่เป็นง่อยไปเพราะความกลัว และต่อมาอีก ตอนที่ปีนใกล้จะถึงยอดของหน้าผาเมื่อสิงโตครางกระหึ่มขึ้นมา คุณปีนได้ดีเป็นพิเศษ ผมแน่ใจว่า คุณจะไม่เชื่อในสิ่งที่คุณทำลงไปเลย หากคุณมองหน้าผาแห่งนั้นในเวลากลางวัน
             "คุณปล่อยอารมณ์ได้ในระดับหนึ่งและในขณะเดียวกันคุณก็ควบคุมตัวเองได้ด้วยในอีกระดับหนึ่ง คุณไม่ปล่อยตัวเองจนเยี่ยวราดกางเกงด้วยความกลัว แต่คุณก็ปล่อยวางและปีนหน้าผาได้ในความมืด คุณอาจปีนพลาดและตกลงมาตาย การที่จะปีนกำแพงหินขึ้นไปได้ในความมืดนั้นต้องการคุณสมบัติที่ว่าคุณต้องควบคุมสติไว้ได้ และปล่อยวางตัวเองได้ในขณะเดียวกัน นี่คือสิ่งที่เรียกว่า 'อารมณ์ของนักรบ'

             ผมบอกว่า สิ่งที่ผมทำลงไปในคืนนั้นเกิดจากความกลัวต่างหาก หาได้เป็นผลที่เกิดจากความรู้สึกที่ควบคุมไว้ได้และปล่อยอารมณ์แต่อย่างใดทั้งสิ้น
             "ผมรู้เหมือนกัน" แกพูดพร้อมกับยิ้ม "ผมอยากจะแสดงให้คุณรู้ว่า คุณมีความสามารถที่จะผลักดันตัวเองขึ้นเหนือขอบเขตความรู้สึกธรรมดาหากคุณอยู่ในอารมณ์ที่ถูกต้อง นักรบต้องสร้างอารมณ์ของตนขึ้นมา คุณยังไม่รู้ในเรื่องนี้ แต่ความกลัวทำให้คุณอยู่ในอารมณ์ของนักรบ และในตอนนี้คุณทราบเรื่องนี้แล้ว อะไรก็กระตุ้นให้คุณเข้าสู่อารมณ์ของนักรบได้"

             ผมอยากจะเถียงกับแก แต่เหตุผลของผมไม่ชัดพอ ผมรู้สึกหงุดหงิดอย่างอธิบายไม่ได้
             "มันเป็นเรื่องที่เหมาะสมและถูกต้องเสมอไปที่จะกระทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยความรู้สึกดังกล่าว" แกบอก "อารมณ์ชนิดนี้ตัดความเหลวไหลไร้สาระออกไปและทำให้คุณสะอาดปราศจากมลทิน คุณรู้สึกเปี่ยมปีติมากไม่ใช่หรือเมื่อคุณปีนขึ้นมาถึงยอดผา"
             ผมบอกแกว่า ผมเข้าใจสิ่งที่แกพูด แต่ผมรู้สึกว่าน่าจะเป็นเรื่องบ้าเอามาก ๆ ที่นำเอาคำสอนของแกมาใช้ในชีวิตประจำวัน

             "คุณจำเป็นต้องมีอารมณ์ของนักรบในการกระทำทุกอย่าง" แกบอก "มิฉะนั้นแล้วคุณจะเป็นคนผิดปกติและน่าเกลียดเอามาก ๆ ไม่มีพลังใด ๆ ที่มีในชีวิตขาดความรู้สึกชนิดนี้
             "จงมองดูตัวคุณสิ ทุกสิ่งทุกอย่างทำให้คุณขุ่นเคืองและอารมณ์เสีย คุณคร่ำครวญและบ่นออกมา คุณมีความรู้สึกว่าคนทุกคนทำให้คุณเต้นไปตามจังหวะเพลงที่เขาบอก คุณเป็นใบไม้ที่รอคอยความกรุณาจากสายลม ชีวิตของคุณไม่มีพลังเลย มันช่างเป็นความรู้สึกที่น่าเกลียดเหลือเกิ
             "ในทางตรงกันข้าม นักรบคือพรานนั่นเอง เขาใคร่ครวญในทุกสิ่งทุกอย่าง นั่นคือการควบคุมตัวเอง แต่เมื่อการใคร่ครวญจบสิ้นลง นักรบจะกระทำ เขาปล่อย และนี่คือการปล่อยวางตัวเอง
             "นักรบไม่ได้เป็นใบไม้ที่อยู่ในความกรุณาของสายลม ไม่มีใครผลักดันเขา ไม่มีใครสั่งให้นักรบทำสิ่งต่าง ๆ ที่ตรงกันข้ามกับการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้วของเขา นักรบเต้นไปตามเพลงของการอยู่รอดและเขามีชีวิตอยู่ในสภาพที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้"

             ผมชอบทัศนะของดอนฮวน แม้ผมว่ามันเป็นจริงไม่ได้เลย ดูมันจะง่ายเกินไปสำหรับโลกอันซับซ้อนที่ผมอยู่
             ดอนฮวนหัวเราะเยาะเหตุผลในคำโต้แย้งของผม ผมยืนยันต่อไปว่า อารมณ์ของนักรบดังที่กล่าวถึงนั้นคงไม่ช่วยให้ผมเอาชนะความรู้สึกที่ถูกเหยียดหยาม หรือความรู้สึกปวดร้าวจากการกระทำของเพื่อนมนุษย์ได้หรอก ในกรณีของการกระทำที่ปราศจากเหตุผลของคนที่โหดเหี้ยมทารุณมาทำร้ายผู้อื่นให้เจ็บปวดเป็นต้น

             แกหัวเราะดังก้อง และยอมรับว่าตัวอย่างดังกล่าวมีส่วนถูกเหมือนกัน
             "นักรบอาจถูกทำให้เจ็บปวดได้ แต่เขาไม่รู้สึกว่าถูกหยามหยัน" แกบอก "เพราะว่าสำหรับนักรบนั้น ไม่มีอะไรเลยที่มาทำให้ขุ่นเคืองได้ในส่วนที่เกี่ยวกับการกระทำของเพื่อนมนุษย์ ตราบใดที่การกระทำของเขาทำไปด้วยความรู้สึกที่ถูกต้อง
             "เมื่อคืนที่แล้ว คุณไม่รู้สึกขุ่นเคืองสิงโตตัวนั้น ข้อเท็จจริงที่ว่ามันไล่ตามเรามา ไม่ได้ทำให้คุณโกรธ ผมไม่ได้ยินคุณด่ามันเลย หรือได้ยินคุณพูดว่ามันไม่ไมีสิทธิที่จะมาไล่ขย้ำเรา มันอาจจะเป็นสัตว์ที่โหดร้ายทารุณที่สุดเท่าที่คุณรู้มา แต่นั่นหาใช่ข้อที่จะนำมาคิดในขณะที่คุณกระเสือกกระสนหนีตาย มีสิ่งเดียวที่ได้ทำไปอย่างถูกเรื่องถูกราว คือการที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป และนั่นคุณทำได้ดีมาก
             "หากว่าคุณอยู่คนเดียว และสิงโตตามมาทันและขยี้คุณแหลกเหลวลงไป คุณคงไม่ทำแม้แต่บ่นหรือรู้สึกขุ่นเคืองการกระทำของมันเลย
             "อารมณ์ของนักรบไม่ได้อยู่สูงสุดเอื้อมในโลกของคุณหรือของใครก็ตาม คุณต้องมีความรู้สึกเช่นนี้เพื่อตัดปัญหายุ่ง ๆ ทั้งหลาย"

             ผมอธิบายถึงการที่ผมให้เหตุผลเช่นนั้น สิงโตและเพื่อนมนุษย์ของผมนั้นไม่เหมือนกันเลย เพราะว่าผมคุ้นอยู่กับพฤติกรรมตลบตะแลงของเพื่อนมนุษย์ดี แต่ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับสิงโตเอาเลย การที่ผมโกรธเคืองมนุษย์ ก็เพราะมนุษย์ทำสิ่งโหดร้ายทารุณลงไปทั้ง ๆ ที่รู้ดี"
             "ผมก็รู้ ผมก็รู้เหมือนกันแหละ" ดอนฮวนกล่าวออกมาอย่างอดทน "การที่จะมีความรู้สึกอย่างนักรบไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ มันเป็นการปฏิวัติทีเดียว การยอมรับสิงโต หนูน้ำ และเพื่อนมนุษย์ว่ามีความเท่าเทียมกันนั้น เป็นการกระทำที่มหัศจรรย์ยิ่งยวดในวิญญาณของความเป็นนักรบ การที่จะทำเช่นนี้ได้ต้องมีพลัง"
     





     TOP BOTTOM

             


             
             
             
๑๒. การประลองยุทธของพลัง


              พฤหัส ๒๘ ธันวาคม ๑๙๖๑
             
               เราเริ่มเดินทางตั้งแต่เช้ามืด โดยขับรถมุ่งไปทางทิศใต้แล้ววกไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ดอนฮวนเอาอาหารใส่ลงไปในน้ำเต้า เรารับประทานอาหารกันในรถก่อนที่จะออกเดินด้วยเท้าต่อไป
           "เดินให้ชิดตัวของผมเข้าไว้" แกบอก "แถวนี้เป็นถิ่นที่คุณไม่รู้ และไม่จำเป็นจะต้องเสี่ยง คุณกำลังจะเสาะหาพลังและทุกสิ่งที่คุณทำลงไปมีความหมายทั้งสิ้น ให้คอยสังเกตดูลม โดยเฉพาะลมที่พัดก่อนเวลากลางวันจะสิ้นสุดลง ให้เฝ้าดูเมื่อมันเปลี่ยนทิศทางแล้วเคลื่อนตัวมาในตำแหน่งที่ผมจะบังคุณไว้ได้"
            "เราจะไปทำอะไรที่ภูเขาเหล่านั้น ดอนฮวน"
            "คุณจะไปล่าพลัง"
            "ผมหมายถึงว่า เราจะทำอะไรเป็นพิเศษลงไป"
            "มันไม่มีแผนการอะไรเลยเมื่อเราออกล่าพลัง การล่าพลังหรือการล่าสัตว์มีลักษณะเหมือนกัน พรานจะล่าสิ่งที่เขาพบ ดังนั้นพรานต้องอยู่ในสภาพที่พร้อมตลอดเวลา
            "คุณรู้เกี่ยวกับเรื่องของลมแล้ว และตอนนี้คุณอาจจะล่าพลังที่มีอยู่ในลมด้วยตัวคุณเอง แต่ยังมีสิ่งอื่น ๆ อีกที่คุณไม่รู้ ซึ่งสิ่งเหล่านั้นก็เหมือนกับลมนั่นเอง คือเป็นศูนย์ที่รวมของพลังในช่วงเวลาหนึ่งของวัน หรือในสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่ง"
            "พลังเป็นสิ่งที่แปลก" แกพูดต่อ "เราไม่อาจจับมันไว้ได้อย่างมั่งคงหรือพูดออกมาให้ชัดว่ามันคืออะไรแน่ มันเป็นความรู้สึกที่เรามีต่อสิ่งต่าง ๆ พลังเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคน มันเป็นของคุณเพียงคนเดียว ยกตัวอย่างของผู้อุปการะของผม (หมายถึง หมอผีซึ่งเป็นครูของดอนฮวน-ผู้แปล) แกสามารถทำให้ผู้อื่นป่วยปางตายได้ด้วยการมองไปยังคนคนนั้นเท่านั้น พวกผู้หญิงจะผอมแห้งลงไปทันทีหลังจากที่แกมองดู แต่แกก็ไม่ได้ทำให้ผู้อื่นเจ็บป่วยเสมอไปหรอก นอกจากว่าพลังส่วนตัวของแกจะเข้ามายุ่งด้วยเท่านั้น"
            "แล้วแกเลือกได้อย่างไรว่าจะทำให้ใครสักคนหนึ่ง ไม่สบายขึ้นมา"
           "ผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน ตัวแกเองก็ไม่ทราบ พลังเป็นอย่างนั้นเอง มันสั่งการคุณ กระนั้นมันยังเชื่อฟังคุณด้วย
           "พรานผู้ล่าพลังจะจับพลังเอาไว้ ต่อมาเขาจะสั่งสมเพิ่มพูนมันขึ้นมาเรื่อย ๆ ในฐานะที่มันเป็นสิ่งที่ค้นหามาได้เฉพาะตัว ดังนั้นพลังส่วนตัวนี้จะงอกงามขึ้น และอาจจะเป็นไปได้เหมือนกัน ในกรณีของนักรบที่มีพลังส่วนตัวมากพอจนเขากลายเป็นผู้รู้แจ้ง"
            "เราสะสมพลังได้อย่างไรดอนฮวน"
            "นั่นก็เป็นความรู้สึกอีกชนิดหนึ่ง มันขึ้นอยู่กับว่านักรบคนนั้นเป็นคนชนิดไหน ผู้อุปการะของผมเป็นคนที่มีธรรมชาติรุนแรง แกก็สั่งสมพลังจากความรู้สึกชนิดนั้น ทุกสิ่งที่แกทำจะแรงและตรง แกทำให้ผมจำได้ถึงอะไรสักอย่างที่ทำลายทุกสิ่งลงไป และสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดกับแกก็จะเกิดขึ้นในลักษณะเดียวกัน"

            ผมบอกแกว่า ผมไม่เข้าใจว่าพลังจะสะสมขึ้นมาจากความรู้สึกได้อย่างไร

           "ไม่มีทางที่จะอธิบายในเรื่องนี้" ดอนฮวนพูดออกมาหลังจากที่นิ่งเงียบไปนาน "คุณต้องทำด้วยตัวของคุณเอง"
           แกหยิบเอาน้ำเต้าใส่อาหารขึ้นมาแล้วมัดติดกับหลัง แกยื่นพวงเนื้อแห้งซึ่งมีเนื้ออยู่แปดชิ้นให้ผมห้อยไว้ที่คอ
           "นี่เป็นอาหารประจุพลัง" แกบอก "มันเป็นเนื้อของสัตว์ที่มีพลัง เนื้อกวาง กวางชนิดพิเศษจริง ๆ พลังส่วนตัวของผมนำกวางตัวนี้มาให้ เนื้อนี้จะทำให้เรามีชีวิตอยู่ได้หลายอาทิตย์หรือหลายเดือนหากจำเป็นจะต้องอยู่ต่อไป การกินแต่ละครั้งจะต้องเคี้ยวทีละนิดและเคี้ยวให้ละเอียด ให้พลังซึมซาบเข้าไปในร่างกายของคุณช้า ๆ "

            เราเริ่มออกเดิน ขณะนั้นเป็นเวลาเกือบสิบเอ็ดโมงเช้า ดอนฮวนเตือนผมอีกครั้งถึงสิ่งที่ผมต้องทำ
           "ให้สังเกตดูลม" แกบอก "อย่าให้มันล่าคุณได้ และอย่าให้มันทำให้คุณเหนื่อย จงเคี้ยวเนื้อประจุพลังแล้วซ่อนอยู่เบื้องหลังตัวของผม ลมไม่ทำอันตรายผมเพราะเรารู้จักกันและกันดี"

           แกเดินนำผมมุ่งหน้าไปทางภูเขาสูง วันนั้นมีเมฆหนาและฝนทำท่าจะตกลงมา ผมมองเห็นเมฆฝนเลื่อนตัวต่ำลงและหมอกที่ลอยอยู่เหนือภูเขากำลังเลื่อนลงมายังบริเวณที่เรากำลังเดินอยู่

            เราเดินกันเงียบ ๆ จนถึงเวลาบ่ายสามโมง การเคี้ยวเนื้อแห้งทำให้ผมกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาจริง ๆ และการเฝ้าสังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันของลมที่พัดมา กลายเป็นเรื่องที่ประหลาดมากจนถึงระดับที่ว่าร่างกายของผมจะรู้สึกถึงการเปลี่ยนทิศของมันได้ก่อนที่มันจะพัด ผมเกิดความรู้สึกชนิดหนึ่งที่สามารถกำหนดคลื่นของลมเป็นการล่วงหน้าในลักษณะที่เป็นแรงกด รู้สึกได้ในช่องปอดด้านบนหรือบนหลอดลมตรงนั้น ทุกครั้งก่อนที่ลมจะพัดมากระทบ ผมจะรู้สึกคันที่ปอดและลำคอ

           ดอนฮวนหยุดเดินครู่หนึ่งแล้วมองไปรอบ ๆ แกทำท่าว่าจะเปลี่ยนทิศทาง และต่อมาแกหันไปทางขวามือ ผมเห็นแกเคี้ยวเนื้อแห้งอยู่เหมือนกัน ผมรู้สึกสดชื่นและไม่เหนื่อยเลย การมีงานที่จะต้องเฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงทิศทางของลม ทำให้ผมระวังระไวอยู่ตลอดเวลาจนไม่ทราบเวลาที่ล่วงเลยไป
           เราเดินเข้าไปในหุบลึกแล้วเดินขึ้นไปตามไหล่ที่ราบสูง ไม่กว้างนักที่อยู่ติดไหล่ของภูเขาใหญ่ เราอยู่บนที่ค่อนข้างสูงเกือบจะยอดเขา ดอนฮวนปีนขึ้นไปบนก้อนหินใหญ่ ที่ตั้งอยู่ตรงสุดของด้านหนึ่งของที่ราบสูงนั้น แกดึงผมขึ้นไปด้วย หินก้อนนั้นมีรูปเหมือนโดมตั้งอยู่บนหน้าผาสูง เราเดินช้า ๆ ไปรอบหินก้อนนั้น ต่อมาผมต้องเลื่อนตัวไปในท่านั่งและต้องคลานไปในที่สุด เหงื่อผุดออกมาจนเปียกโชกตัว ทำให้ผมต้องปาดออกด้วยมือครั้งแล้วครั้งเล่า

           จากด้านหนึ่งของก้อนหินเรามองเห็นถ้ำใหญ่แต่ไม่ลึกนักอยู่ใกล้กับยอดเขา มันคล้ายกับห้องโถงที่เจาะลึกเข้าไปในหิน หินทรายที่ผุกร่อนไปด้วยดินฟ้าอากาศทำให้เกิดเป็นระเบียงมีเสาค้ำอยู่สองเสา

           ดอนฮวนบอกว่า เราจะขึ้นไปตั้งแค้มป์พักกันที่นั่นเพราะเป็นที่ที่ปลอดภัย มันเป็นถ้ำที่ตื้นเกินไปจะเป็นที่อยู่ของสิงโตหรือสัตว์กินเนื้อชนิดอื่น และอยู่ในที่โล่งเกินกว่าจะเป็นรังของพวกหนู นอกไปจากนั้นยังเป็นที่ที่ลมพัดโกรกอยู่ตลอดเวลาแมลงก็อยู่ไม่ได้ ดอนฮวนหัวเราะแล้วบอกว่า ถ้ำแห่งนั้นเหมาะสำหรับมนุษย์เท่านั้นเพราะสัตว์ชนิดอื่นทนอยู่ในที่เช่นนั้นไม่ได้
            แกปีนขึ้นไปยังถ้ำนั้นราวกับว่าแกเป็นตัวเลียงผา ผมประหลาดใจในความคล่องแคล่วว่องไวของแกเป็นอย่างยิ่ง
            ผมเคลื่อนตัวลงมาจากหินก้อนใหญ่ แล้วพยายามวิ่งขึ้นไปตามไหล่เขามุ่งสู่เชิงผาแห่งนั้น ระยะสองสามหลาก่อนถึงที่หมายผมเหนื่อยมาก ผมถามเชิงสัพยอกดอนฮวนว่า แกอายุเท่าไหร่แล้ว ผมคิดว่าการปีนขึ้นไปจนถึงหน้าผาในลักษณะที่ดอนฮวนกำลังทำอยู่นั้นคุณต้องมีสุขภาพสมบูรณ์และยังหนุ่ม
            "ผมเป็นคนหนุ่มเท่าที่ผมอยากจะเป็น" แกบอก "นี่เป็นเรื่องพลังส่วนตัวอีกนั่นแหละ ถ้าคุณสะสมพลังเอาไว้ได้ ร่างกายของคุณจะแสดงความสามารถชนิดที่ไม่น่าเชื่อทีเดียว แต่ถ้าหากคุณใช้พลังอย่างสุรุ่ยสุร่ายคุณก็จะเป็นคนแก่อ้วนฉุเมื่อไรก็ได้ ไม่มีกำหนด"
           หน้าผาแห่งนั้นเป็นแนวยาวจากทิศตะวันออกไปสู่ทิศตะวันตก ผมเดินไปยังส่วนสุดทางด้านตะวันตก ภาพที่เห็นสวยมหัศจรรย์ ฝนกำลังตีวงล้อมเข้ามา มันดูเหมือนกับวัตถุโปร่งแสงที่ห้อยอยู่เหนือแผ่นดินที่ต่ำลงไป
           ดอนฮวนบอกว่า เรามีเวลาพอที่จะสร้างที่หลบฝน แกบอกให้ผมก่อกองหินโดยใช้หินมากเท่าที่ผมจะหามาได้ขณะที่แกก็จะไปหากิ่งไม้มาเพื่อทำหลังคา
           ในเวลาเพียงชั่วโมงเดียว ดอนฮวนก่อกำแพงหนาประมาณหนึ่งฟุตทางด้านทิศตะวันออกของหน้าผากำแพงนั้นยาวประมาณสองฟุตและสูงประมาณสามฟุต แกสานและมัดกิ่งไม้เข้าด้วยกันเพื่อทำเป็นหลังคาแล้วค้ำไว้ด้วยไม้ง่ามดุ้นยาว ส่วนอีกด้านหนึ่ง ก็เอาไม้ง่ามขนาดยาวเท่ากันมาค้ำไว้ ในทิศตรงกันข้ามกับกำแพงหิน โครงสร้างของเพิงจึงดูเหมือนกับโต๊ะสูงที่มีสามขา
            ดอนฮวนนั่งขัดสมาธิตรงมุมสุดของระเบียงหิน แกบอกให้ผมนั่งทางด้านขวาของแก เรานั่งอยู่เงียบ ๆ ครู่หนึ่ง
           ต่อมาดอนฮวนกระซิบว่า เราต้องทำตัวเหมือนกับว่าไม่มีอะไรผิดปกติ ผมถามว่ามีอะไรบ้างที่ผมควรจะทำ แกบอกว่าผมควรจะใส่ใจอยู่กับโต๊ะที่บ้าน ไม่มีวิตกกังวลกับอะไรทั้งสิ้นนอกจากงานที่กำลังทำอยู่ เมื่อถึงเวลาที่กำหนดแกจะสะกิดให้ผมมองไปยังสิ่งที่แกจะชี้ด้วยสายตา แกเตือนผมว่าไม่ว่าผมจะเห็นอะไรก็แล้วแต่ ผมต้องไม่พูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว แกคนเดียวเท่านั้นที่พูดออกมาได้โดยไม่มีอันตราย เพราะพลังทั้งหลายที่อยู่ตามภูเขาเหล่านี้รู้จักแกดี
           ผมทำตามที่แกบอกและนั่งเขียนเป็นชั่วโมง ผมหมกมุ่นอยู่กับการเขียนและทันใดนั้นผมรู้สึกว่ามีอะไรมาแตะเบา ๆ ที่แขน ผมเห็นสายตาและใบหน้าของดอนฮวนหันไปมองทางกลุ่มหมอกที่อยู่ห่างออกไปประมาณ ๑๐๐ หลา หมอกกลุ่มนั้นลอยลงมาจากยอดเขา แม้จะอยู่ใกล้กันมาก แกกระซิบออกมาพอได้ยินเท่านั้น
           "เลื่อนสายตากลับไปกลับมาที่กลุ่มหมอก" แกสั่ง "แต่อย่ามองมันตรง ๆ ให้กระพริบตาได้แต่อย่ามองตรงเข้าไป เมื่อคุณมองเห็นจุดสีเขียวให้เตือนผมด้วยสายตา"
           ผมเลื่อนสายตาจากซ้ายไปขวา ดูกลุ่มหมอกที่เคลื่อนลงมาช้า ๆ ครึ่งชั่วโมงผ่านไป เริ่มจะมืดแล้วและหมอกเคลื่อนช้ามาก ขณะหนึ่งนั้นผมรู้สึกแวบขึ้นมาว่ามองเห็นแสงเรืองจาง ๆ ทางด้านขวามือ ทีแรกผมคิดว่ามองเห็นหย่อมของพุ่มไม้ที่อยู่อีกด้านหนึ่งของกลุ่มหมอก แต่เมื่อมองดูตรง ๆ ผมกลับมองไม่เห็นอะไร แต่พอมองโดยไม่เพ่งที่จุดหนึ่งจุดใดผมเห็นบริเวณที่มีสีเขียวจาง ๆ
           ผมทำท่าบอกให้ดอนฮวนทราบ แกชายตามองแล้วจ้องตรงไปยังจุดดังกล่าว
           "จ้องที่จุดนั้น" แกกระซิบที่หูของผม "ให้มองดูโดยไม่กระพริบตาจนคุณ เห็น"
           ผมอยากจะถามว่า อะไรล่ะที่ผมควรจะเห็น แต่ดอนฮวนนัยน์ตาลุกวาวมองดูผมเหมือนกับจะเตือนว่า ผมต้องไม่พูดอะไรออกมา
           ผมเพ่งดูจุดนั้นอีกที หมอกกลุ่มหนึ่งที่เคลื่อนลงมาจากข้างบนห้อยอยู่ราวกับว่ามันเป็นโลหะตันชิ้นหนึ่ง มันเรียงเป็นแนวตรงบริเวณที่ผมมองเห็นจุดสีเขียวจาง ผมเหนื่อยลูกตาจึงขยิบตาและในตอนแรกผมเห็นหมอกกลุ่มนั้นทาบทับลงไปบนกลุ่มหมอกเดิม ต่อมาผมมองเห็นสายหมอกเป็นใยบางอยู่ระหว่างหมอกทั้งสองกลุ่มดูแล้วเหมือนกับโครงบาง ๆ ไม่มีอะไรค้ำไว้ เป็นสะพานเชื่อมระหว่างภูเขาที่อยู่ข้างบนกับกลุ่มหมอกที่อยู่ข้างหน้าของผมชั่วครู่หนึ่งที่ผมคิดว่ามองเห็นหมอกบางใสลอยลงมาจากยอดเขาโดยไม่ทำอะไรให้สะพานที่เห็นนั้นเลย ราวกับว่ามันเป็นสะพานจริง ๆ ผมมองเห็นภาพมายานั้นชัดมากจนผมเห็นแม้ความแตกต่างระหว่างเงามืดด้านล่างของสะพานตัดกับสีหินทรายจาง ๆ ของด้านข้าง
           ผมจ้องดูสะพานนั้น พูดอะไรออกมาไม่ได้แม้แต่คำเดียว ขณะต่อมา จะเป็นเพราะผมลุกขึ้นให้อยู่ระดับเดียวกับสะพานหรือสะพานนั้นเลื่อนต่ำลงมาก็ไม่อาจทราบได้ ผมมองดูทางตรงแน่วที่อยู่เบื้องหน้า มันเป็นทางยาว แคบ ไม่มีราวจับแต่ก็กว้างพอที่จะเดินได้
           ดอนฮวนสั่นแขนผมอย่างแรง ผมรู้สึกว่า หัวของผมผกขึ้น ๆ ลง ๆ และคันที่ตายิบ ๆ ผมขยี้ตาโดยไม่รู้สึกตัว ;ดอนฮวนสั่นแขนผมอยู่อย่างนั้นจนผมลืมตาขึ้นมาได้อีก แกเทน้ำจากน้ำเต้าลงไปในอุ้งมือแล้วสลัดพรมใบหน้าของผม ผมไม่ชอบเอาเลย น้ำเย็นมาก และหยดน้ำที่หยาดลงมานั้นทำให้เกิดความรู้สึกเหมือนกับมีแผลพุพองที่ผิวหนัง ผมร้อนผ่าวไปทั้งตัว และผมเริ่มจับไข้ตัวร้อน
           ดอนฮวนรีบเอาน้ำให้ผมดื่ม แล้วพรมลงไปที่หูและคอของผม
           ผมได้ยินเสียงนกร้องหวีดหวิวอยู่นาน ดอนฮวนเงี่ยหูฟังชั่วครู่ แล้วแกถีบก้อนหินที่เอามาทำกำแพงทะลายลงและรื้อหลังคาออก แกเหวี่ยงหลังคาไปที่พุ่มไม้แล้วโยนก้อนหินเหล่านั้นไปรอบ ๆ
           "ดื่มน้ำเสียแล้วเคี้ยวเนื้อแห้งที่คุณมี เราอยู่ที่นี่ไม่ได้ เสียงที่ได้ยินนั่นไม่ใช่เสียงนก" แกกระซิบที่หูของผม
            เราปีนลงมาจากหน้าผาแล้วออกเดินต่อไปทางทิศตะวันออก ชั่วไม่นานนักก็มืดสนิทเหมือนกับว่ามีม่านกั้นอยู่ข้างหน้า หมอกนั้นเหมือนกับม่านกั้นที่ไม่อาจทะลุทะลวงออกไปได้ ผมไม่ทราบมาก่อนว่า หมอกในเวลากลางคืนทำให้เราหมดกำลังลงได้จริง ๆ ดอนฮวนเดินไปได้อย่างไรเป็นที่น่าสงสัยมาก ผมยึดแขนของแกไว้ราวกับว่าผมเป็นคนตาบอด
           อย่างไรก็ตามผมรู้สึกว่ากำลังเดินอยู่ริมหน้าผาลึก เท้าของผมไม่ยอมก้าวไปข้างหน้า เหตุผลต่าง ๆ ที่มีทำให้ผมเชื่อมั่นในตัวของดอนฮวนและความรู้สึกทั่ว ๆ ไปบอกให้เดินต่อ แต่ร่างกายไม่ยอมเอาดื้อ ๆ ดอนฮวนต้องลากผมไปในความมืด
            ดอนฮวนต้องรู้ภูมิประเทศในแถบนั้นเป็นอย่างดี แกหยุดพักในที่แห่งหนึ่งและจับตัวผมนั่งลง ผมไม่กล้าปล่อยมือจากแขนของแก ร่างกายรู้สึกขึ้นมาเองโดยไม่สงสัยเลยแม้แต่นิดเดียวว่าผมกำลังนั่งอยู่บนภูเขาโล้นรูปโดม และถ้าหากผมเคลื่อนตัวไปทางขวาเพียงนิดเดียวผมจะหล่นจากจุดที่น่าหวาดเสียวนั้นลงไปสู่หุบลึกข้างล่าง ผมแน่ใจชนิดไม่มีข้อสงสัยเลยว่า ผมนั่งอยู่บนลาดของไหล่เขาเพราะร่างผมเอียงไปทางด้านขวาโดยไม่รู้สึกตัว เพื่อที่จะชันตัวให้ตรงผมจึงแก้ด้วยการพิงกับตัวของดอนฮวนทางซ้ายมือเท่าที่จะเบียดไปได้
           ดอนฮวนขยับตัวถอยออกไปอย่างเร็ว ผมล้มลงกับพื้นเมื่อไม่มีที่พิง และการสัมผัสที่พื้นดินทำให้ความรู้สึกในการทรงตัวกลับคืนมา ผมนอนราบอยู่บนพื้นราบ ผมคลำไปรอบ ๆ เพื่อสำรวจสิ่งแวดล้อม ผมสัมผัสกับใบไม้และกิ่งไม้
           ฟ้าแลบวาบขึ้นมาทำให้พื้นที่ทั้งหมดสว่างไสว ฟ้าผ่าคำรามลั่นตามมา ผมมองเห็นดอนฮวนยืนอยู่ทางขวามือ มีต้นไม้ใหญ่และถ้าห่างออกไปอีก ๒-๓ ฟุตเบื้องหลังของแก
            ดอนฮวนบอกให้ผมเข้าไปอยู่ที่รูถ้ำนั้น ผมคลานไปที่นั่นเอาหลังพิงกับหิน
           ผมรู้สึกว่าดอนฮวนจะโน้มตัวลงมากระซิบว่า ผมต้องนิ่งเงียบจริง ๆ

            ฟ้าแลบต่อเนื่องกันสามครั้ง ผมชำเลืองดูเห็นดอนฮวนนั่งขัดสมาธิอยู่ทางด้านซ้ายมือ ถ้ำแห่งนั้นเป็นเพิงเว้าเข้าไปและใหญ่พอที่จะนั่งได้สองสามคน มันเหมือนกับรูที่เจาะเข้าไปที่ฐานของก้อนหินใหญ่ ผมรู้สึกว่าเป็นการดีแล้วที่คลานเข้ามาที่เพิงนี้ เพราะถ้าหากผมเดินเข้าหัวของผมต้องชนกับก้อนหินอย่างแน่นอน
           ความสว่างไสวของฟ้าแลบทำให้ผมเห็นความหนาของหมอก ผมมองเห็นเงาของกิ่งไม้ใหญ่มาก ทาบอยู่กับสีเทาทึบของกลุ่มหมอก
           ดอนฮวนกระซิบว่า หมอกกับฟ้าแลบกำลังประลองยุทธกัน ผมต้องตื่นตัวอยู่อย่างเต็มที่เพราะผมเกี่ยวข้องอยู่กับการสู้รบของพลัง ขณะนั้นฟ้าแลบสว่างวับขึ้นมาอีกทำให้ทัศนียภาพทั้งหมดเรือเรืองขึ้น หมอกนั้นเหมือนกับเครื่องกรองที่ทำให้แสงไฟฟ้าแข็งตัวแล้วกระจายซ่ายออกไปเป็นรูปเดียวกัน และมันเหมือนกับวัตถุสีขาวอัดกันเข้ามาแน่นห้อยอยู่ในระหว่างต้นไม้สูง ๆ แต่ในระดับพื้นดินข้างหน้าของผมมีหมอกอยู่จาง ๆ ผมสามารถที่จะแยกลักษณะของภูมิประเทศได้อย่างชัดแจ้ง เราอยู่ในป่าสน มีต้นสนสูง ๆ ขึ้นอยู่โดยรอบ ต้นสนเหล่านั้นใหญ่มากจนผมอาจสาบานได้ว่าเราอยู่ในป่าเร็ดวู้ด หากผมไม่ทราบล่วงหน้ามาก่อนว่าเราเร่ร่อนไปในแถบไหน

           ฟ้าแลบอยู่นานหลายนาที แสงสว่างที่วูบขึ้นมาแต่ละครั้งทำให้ภาพที่ผมเห็นมาก่อนชัดยิ่งขึ้น ข้างหน้าของผมเป็นทางเดิน ไม่มีหญ้าขึ้นบนทางนั้นเลย และดูเหมือนทางนั้นจะสิ้นสุดลงเมื่อหมดเขตป่า
           ฟ้าแลบอีกหลายครั้งจนผมไม่ทราบชัดว่ามันแลบมาจากทางไหน อย่างไรก็ตามการที่ทิวทัศน์สว่างเรืองขึ้นมาทำให้ผมรู้สึกสบายใจขึ้น ความกลัวและความไม่แน่ใจหายไปตราบใดที่มีแสงสว่างเพียงพอที่จะเลิกม่านของความมืดขึ้นไป ดังนั้นเมื่อเกิดช่วงแห่งความมืดก่อนที่ฟ้าจะแลบ ผมก็ไม่รู้สึกผิดปกติต่อความมืดที่อยู่รอบตัวอีกต่อไป ดอนฮวนกระซิบว่า ผมสังเกตฟ้าแลบพอแล้ว ให้ผมหันมาสนใจเสียงของฟ้าผ่า ผมประหลาดใจมากที่ทราบว่าไม่ได้สนใจกับฟ้าผ่าเอาเลยทั้ง ๆ ที่ความจริงมันคำรามลั่นอยู่ตลอดเวลา ดอนฮวนบอกเพิ่มเติมว่า ผมควรจะตามฟังเสียงและมองไปยังทิศทางที่มันผ่าลงมา
           ฟ้าไม่แลบและผ่าลงมาอย่างถี่ยิบอีกต่อไป มีเพียงแสงสว่างวาบและเสียงคำรามขึ้นเป็นระยะ ๆ ฟ้าผ่าดูจะเกิดขึ้นทางด้านขวามือของผม หมอกเริ่มลอยสูงขึ้นไป และเมื่อคุ้นกับความมืดผมก็อาจเห็นความแตกต่างของหมู่ต้นไม้ ฟ้าแลบและฟ้าผ่าคงดำเนินต่อไป ทันใดนั้นซีกขวามือของผมเปิดโล่งออก ผมมองเห็นท้องฟ้า
           แสงพายุไฟฟ้าดูเหมือนจะเคลื่อนมาจากทางขวามือ ฟ้าแลบสว่างวาบขึ้นมาอีกครั้งทำให้ผมมองเห็นภูเขาที่อยู่ไกลออกไปทางขวาสุด แสงฟ้าแลบทำให้มองเห็นฉากเบื้องหลังเป็นเงาดำมหึมาของภูเขา ผมมองเห็นต้นไม้ที่ขึ้นอยู่บนยอดเขา ต้นไม้เหล่านั้นดูเป็นเงาดำสนิทตัดกับท้องฟ้าสีขาวเรือง ผมมองเห็นแม้แต่ก้อนเมฆที่เป็นก้อนกระจัดกระจายที่ลอยอยู่เหนือภูเขา

           หมอกที่อยู่รอบตัวของเราจางหายไปหมดสิ้น มีลมพัดมาอย่างสม่ำเสมอ และผมได้ยินใบของต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ทางซ้ายมือไหวสั่นเมื่อลมพัด แสงของพายุไฟฟ้าเลื่อนห่างออกไปไกลเกินกว่าที่จะทำให้มองเห็นต้นไม้อีก แต่ก็ยังทำให้พอมองเห็นหมู่ต้นไม้ที่ขึ้นอยู่บนยอดเขาได้บ้าง แต่จากแสงฟ้าแลบอันเกิดจากพายุทำให้ผมแน่ใจว่ามีเทือกเขาอยู่ทางขวามือและมีป่าทางซ้ายมือ มันเหมือนกับว่าผมกำลังมองลงไปยังหุบเขาที่มืดสนิทไม่เห็นอะไรเลย บริเวณที่พายุไฟฟ้าเกิดขึ้นอยู่ตรงข้ามกับหุบเขานี้

           ต่อมาฝนเริ่มตก ผมเบียดตัวชิดกับก้อนหินเท่าที่จะทำได้ หมวกของผมเป็นที่กันฝนได้เป็นอย่างดี ผมงอเข่าเข้ามาชิดกับอก ข้อศอกและรองเท้าของผมเท่านั้นที่เปียกฝน
            ฝนตกอยู่นาน น้ำฝนอุ่น ผมรู้สึกอย่างนั้นที่เท้าของผม และต่อมาผมม่อยหลับไป
           เสียงนกร้องปลุกผมให้ตื่นขึ้นมา ผมมองหาดอนฮวนรอบ ๆ แกไม่อยู่ที่นั่น ตามปรกติแล้วผมจะแปลกใจมากว่าทำไมแกจึงปล่อยให้ผมอยู่คนเดียว แต่ความตกใจที่มองเห็นสิ่งแวดล้อมโดยรอบแทบจะทำให้ผมเปลี้ยหมดสติไปเลย
           ผมยืนขึ้น ขากางเกงเปียกโชก ใบหมวกชุ่มน้ำฝนและหยดน้ำกระเซ็นมาถูกตัว ผมไม่ได้อยู่ในถ้ำแต่อย่างใดทั้งสิ้นแต่อยู่ใต้พุ่มไม้หนา ผมรู้สึกสับสนเกินกว่าที่จะกล่าวออกมาได้ ผมยืนอยู่บนที่ราบในระหว่างเนินเขาเล็ก ๆ และสกปรกสองลูกที่มีพุ่มไม้ขึ้นอยู่หนาแน่น ไม่มีต้นไม้ใหญ่ทางด้านซ้ายมือและไม่มีหุบเขาทางด้านขวามือ ตรงหน้าที่ผมเห็นเป็นทางเดินในป่ากลับเป็นพุ่มไม้ใหญ่พุ่มหนึ่ง
           ผมไม่เชื่อสิ่งที่ปรากฏกับสายตา ความไม่เหมือนกันเลยแม้แต่น้อยของภาพที่เห็นสองภาพนั้นทำให้ผมปลุกปล้ำพยายามหาคำอธิบายอย่างหนึ่งอย่างใดขึ้นมาให้ได้ ความคิดผุดขึ้นมาว่าเป็นไปได้เหมือนกัน ที่ผมหลับสนิทแล้วดอนฮวนแบกผมมายังสถานที่อีกแห่งหนึ่งโดยไม่ปลุกผมขึ้นมา

           ผมตรวจจุดที่ผมนั่งหลับ พื้นตรงนั้นแห้งและที่ที่ดอนฮวนนั่งก็แห้งด้วย ผมร้องเรียกดอนฮวนสองครั้ง ผมกลัวขึ้นมาในทันทีจึงตะโกนเรียกแกอีก ดังที่สุดเท่าที่จะทำได้ แกเดินออกมาจากหลังพุ่มไม้พุ่มหนึ่ง ผมรู้สึกในทันทีนั้นว่าแกทราบดีว่าอะไรเกิดขึ้น รอยยิ้มของแกซุกซนจนผมอดยิ้มออกมาไม่ได้

           ผมไม่อยากเสียเวลาเล่นซ่อนหากับแกจึงพูดโพล่งถึงสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดออกมา ผมเล่าถึงภาพลวงที่เกิดขึ้นทั้งคืนอย่างระมัดระวังทุกรายละเอียดแกฟังโดยไม่ขัดคอ อย่างไรก็ตาม แกไม่อาจทำเป็นหน้าเครียดอยู่ได้ แกหัวเราะออกมาถึงสองครั้ง แต่แกก็ยั้งเอาไว้ในทันทีทุกครั้ง
           สามสี่ครั้งที่ผมขอให้แกออกความเห็น แกสั่นหัวเท่านั้นราวกับว่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดแกก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน
           เมื่อผมเล่าเรื่องราวทั้งหมดจบลง แกมองมาทางผมแล้วบอกว่า "คุณดูหน้าตาบอกบุญไม่รับเอาเลย บางทีคุณคงต้องไปทำธุระแถว ๆ พุ่มไม้เหล่านั้นกระมัง"

           แกพูดเหลวไหลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วบอกว่า ผมน่าจะถอดเสื้อผ้า บิดเอาน้ำออกแล้วผึ่งให้แห้ง
           ดวงอาทิตย์ทอแสงจ้า ท้องฟ้ามีเมฆอยู่ประปราย และวันนั้นมีลมพัดแรง
           ดอนฮวนเดินจากไปพลางบอกกับผมว่า แกจะไปหาสมุนไพรบางอย่าง ผมควรควบคุมอารมณ์ไว้ให้ได้แล้วกินอะไรเสียบ้าง ผมไม่ควรเรียกแกจนกว่าผมจะรู้สึกว่าสงบและเข้มแข็ง
           เสื้อผ้าของผมเปียกโชก จึงนั่งผึ่งแดดเพื่อให้มันแห้ง ผมทราบดีว่ามีทางเดียวที่จะทำให้ตัวเองสงบลงได้คือเอาสมุดบันทึกออกมาแล้วเขียนลงไป ผมรับประทานอาหารไปด้วยในขณะที่จดบันทึก

           สองชั่วโมงผ่านไป ผมรู้สึกผ่อนคลายลงไปได้มาก ผมจึงร้องเรียกดอนฮวน แกขานรับมาจากใกล้ยอดเขา แกบอกให้ผมรวบรวมน้ำเต้าทั้งหมดแล้วปีนขึ้นไปหาแก เมื่อมาถึงผมเห็นแกนั่งอยู่บนก้อนหินที่เรียบแบน แกเปิดฝาน้ำเต้าออกแล้วรับประทานอาหาร แกยื่นเนื้อแห้งชิ้นใหญ่ให้กับผมสองชิ้น
           ผมไม่ทราบว่าจะเริ่มต้นอย่างไรดี มีหลายเรื่องที่ผมอยากจะถาม ดูเหมือนแกจะทราบถึงความรู้สึกของผม แกหัวเราะด้วยความพอใจ
           "รู้สึกอย่างไรบ้าง" แกถามติดตลก
           ผมไม่อยากจะพูดอะไรออกมา ยังอารมณ์เสียอยู่
           ดอนฮวนแนะให้ผมนั่งบนหินแบน แกบอกว่าหินก้อนนี้เป็นวัตถุประจุพลัง และผมน่าจะสดใสขึ้นมาได้เมื่อนั่งตรงนั้นชั่วครู่
           "นั่งลงซี่" แกสั่งอย่างไม่มีน้ำเสียง แกไม่ยิ้ม สายตาของแกทิ่มแทง และผมนั่งลงโดยอัตโนมัติ
           แกบอกว่า ผมสะเพร่ากับพลังโดยแสดงอารมณ์ที่บูดเบี้ยวออกมา ผมต้องเปลี่ยนความรู้สึกเสีย มิฉะนั้นแล้วพลังจะจัดการกับเราทั้งสองคน เราอาจจะไม่มีทางออกไปจากภูเขาที่เปล่าเปลี่ยวเหล่านี้โดยมีลมหายใจอยู่

           หลังจากที่เงียบกันไปนานดอนฮวนถามออกมาอ่อย ๆ ว่า "การฝัน ของคุณเป็นอย่างไรบ้าง"
           ผมเล่าถึงความยุ่งยากที่เกิดขึ้นเมื่อสั่งให้ตัวเองมองดูมือ ในตอนเริ่มแรกก็ทำได้ง่าย แต่นี่อาจจะเป็นเพราะเป็นเรื่องใหม่และไม่ซับซ้อนอะไรนัก ผมจึงไม่รู้สึกว่าทำได้ยาก แต่ต่อมาความตื่นเต้นในเรื่องนี้ลดลง บางคืนผมทำไม่ได้เลย
           "คุณต้องคาดผ้าคาดหัว" แกบอก "การสวมผ้าคาดหัวเป็นอุบายที่สำคัญมาก ผมทำให้คุณไม่ได้ คุณต้องทำมันขึ้นมาเองจากเศษผ้า แต่คุณก็ยังทำไม่ได้อยู่ดีจนกว่าคุณจะเห็นรูปของมันใน การฝัน เข้าใจที่ผมพูดไหม ผ้าคาดหัวนั้นจะต้องทำเหมือนภาพที่เห็น และมันต้องมีแถบพันรอบ ๆ เพื่อให้สวมได้อย่างเหมาะเจาะ หรือมันอาจจะเหมือนกับหมวกแก๊ป การฝัน เกิดขึ้นได้ง่ายเมื่อคุณสวมสิ่งประจุพลังไว้บนหัว คุณอาจจะสวมหมวกหรือคาดผ้าคลุมหัวเหมือนพระแล้วนอน แต่สิ่งคลุมหัวเหล่านี้จะทำให้ฝันชัดขึ้นแต่ไม่ใช่ การฝัน"
            แกเงียบอยู่ชั่วครู่แล้วเริ่มเล่าต่อด้วยถ้อยคำที่พรั่งพรูออกมาอย่างรวดเร็ว แกบอกว่า ภาพของผ้าคาดหัวนั้นไม่จำเป็นที่จะเกิดขึ้นใน "การฝัน" เพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดขึ้นในขณะที่ตื่นอยู่ มันเกิดจากเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง หรือเหตุการณ์ที่ไม่สัมพันธ์ต่อเนื่องกันเลย เช่นในขณะที่เฝ้าดูนกบิน ดูการกระเพื่อมของสายน้ำ หรือดูก้อนเมฆเหล่านี้เป็นต้น
           "พรานผู้ล่าพลังเฝ้าดูทุกสิ่งทุกอย่าง" แกพูดต่อ "และทุกสิ่งทุกอย่างก็จะบอกกับพรานถึงความลึกลับต่าง ๆ "
           "แต่เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะบอกความลึกลับให้" ผมถาม ผมคิดว่าดอนฮวนคงจะมีหลักเกณฑ์ที่แน่นอนที่ทำให้แกแปลความหมายสิ่งต่าง ๆ ได้ "ถูกต้อง"
           "มีทางเดียวที่จะทำให้มั่นใจได้ นั่นก็คือ ให้ทำตามข้อแนะนำที่ผมบอกกับคุณนับตั้งแต่วันแรกที่คุณมาหาผม" แกบอก
           "การที่จะมีพลังนั้นคุณต้องอยู่กับพลัง" ดอนฮวนยิ้มอย่างมีเมตตา แกไม่มีท่าทางดุดันอีกและกระทุ้งแขนผมเบา ๆ "กินเนื้อประจุพลังเสียสิ" แกกระตุ้น
           ผมเคี้ยวเนื้อแห้ง และผมทราบในทันใดนั้นว่า บางทีเนื้อแห้งนี้จะใส่สารลวงจิตบางอย่างลงไปด้วย ดังนั้นมันจึงทำให้เราเห็นภาพลวงตา ผมรู้สึกโล่งใจขึ้นมาในทันที ถ้าหากดอนฮวนใส่อะไรลงไปในเนื้อนี้จริง ภาพที่ผมเห็นเมื่อคืนก็เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ ผมขอให้แกบอกว่ามีอะไรหรือเปล่าใน "เนื้อประจุพลัง"
            แกหัวเราะแต่ไม่ตอบผมตรง ๆ ผมเร่งเร้าให้แกพูดโดยให้คำมั่นใจกับแกว่าจะไม่โกรธหรือทำหงุดหงิด แต่ผมบอกว่าผมต้องทราบเพื่อจะอธิบายเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในคืนที่ผ่านมาให้เป็นที่พอใจได้ ผมเร่งรัด คะยั้นคะยอและในที่สุดขอร้องให้แกบอกความจริงกับผม
            "คุณนี่บ้าจริง ๆ " แกบอกแล้วสั่นหัวเหมือนกับไม่เชื่อเอาเลย "คุณมีนิสัยไม่ยอมง่าย ๆ คุณยืนกรานในความพยายามที่จะอธิบายทุกสิ่งทุกอย่างจนเป็นที่พอใจของตัวเอง ไม่มีอะไรเลยในเนื้อแห้งนอกจากพลัง พลังที่ว่านี้ไม่ใช่ผมหรือผู้อื่นใส่ลงไป แต่พลังนั่นแหละที่ประจุตัวของมันเองลงไป มันเป็นเนื้อกวางแห้งและกวางตัวนั้นเป็นของขวัญสำหรับผม ในลักษณะเดียวกันกับกระต่ายตัวหนึ่งมาเป็นของขวัญสำหรับคุณนานมาแล้ว ผมไม่ได้บอกให้คุณย่างเอาเนื้อของมันไว้ เพราะการที่จะทำเช่นนั้นได้ต้องการพลังมากกว่าที่คุณมีอยู่ ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ผมบอกให้คุณกินเนื้อของมัน คุณกินเพียงนิดเดียวเพราะความโง่เขลาของคุณเอง
            "สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืน ไม่ใช่เรื่องตลกหรือเล่นพิเรนทร์อะไรทั้งสิ้น คุณเผชิญกับพลัง หมอก, ความมืด, ฟ้าแลบ, ฟ้าผ่าและฝนที่ตกลงมาเป็นส่วนต่าง ๆ ของการประลองยุทธที่ยิ่งใหญ่ของพลัง คุณมีโชคดีของคนเซ่อ นักรบยอมเสียทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้เกิดการประลองยุทธของพลังดังที่เห็น"
            ข้อโต้แย้งของผมก็มีว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดไม่น่าจะเป็นการสู้รบของพลังเลย เพราะมันไม่จริง
            "แล้วอะไรล่ะที่จริง" แกถามออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ
           "ก็นี่ไง สิ่งที่เรามองเห็นอยู่นี่แหละจริง" ผมพูดพร้อมกับชี้ไปรอบ ๆ
           "แต่สะพานที่คุณเห็นเมื่อคืนที่แล้ว ป่าและสิ่งอื่น ๆ ก็จริงเหมือนกัน"
           "ถ้าสิ่งเหล่านั้นจริงล่ะ เดี๋ยวนี้มันอยู่ที่ไหน"
           "มันก็อยู่ที่นี่แหละ ถ้าคุณมีพลังเพียงพอคุณจะเรียกให้มันกลับมาได้ แต่ตอนนี้คุณไม่อาจทำเช่นนั้นเพราะคุณคิดว่าการสงสัยและแคะไค้หาคำตอบอยู่ตลอดไปนั้นจะช่วยให้คุณเข้าใจได้ มันไม่อาจช่วยคุณได้เลย เพื่อนรัก มันช่วยไม่ได้จริง ๆ มีโลกซ้อนโลกอยู่เบื้องหน้าของเรานี่เอง และนี่ไม่ใช่เรื่องที่จะมาหัวเราะเยาะ เมื่อคืน ถ้าผมไม่ยึดแขนของคุณไว้ คุณคงเดินข้ามสะพานนั้นไม่ว่าคุณอยากจะเดินหรือไม่ก็ตามที และก่อนหน้านั้นอีก ผมปกป้องคุณไว้จากลมที่เสาะหาตัวคุณ"
           "อะไรจะเกิดขึ้นล่ะถ้าคุณไม่ป้องกันผมไว้"
           "ในเมื่อคุณไม่มีพลังเพียงพอ ลมนั่นก็จะทำให้คุณหลงทาง บางทีมันอาจจะฆ่าคุณโดยผลักคุณให้ตกหน้าผา เมื่อคืนนี้สิ่งที่เกิดขึ้นในหมอกก็เป็นเรื่องจริง เหตุการณ์สองอย่างอาจเกิดกับคุณได้คือ คุณอาจเดินข้ามสะพานไปยังอีกฝั่งหนึ่ง หรือคุณอาจตกสะพาน อุบัติการณ์ทั้งสองอย่างนั้นขึ้นอยู่กับพลัง แต่มีสิ่งหนึ่งที่น่าจะแน่ใจได้ว่าจะเกิดขึ้นคือ ถ้าผมไม่ป้องกันคุณไว้คุณคงเดินข้ามสะพานนั้นไปโดยไม่ใส่ใจอะไรทั้งสิ้น นั่นคือธรรมชาติของพลังดังที่ผมเคยบอกกับคุณ พลังสั่งให้คุณทำสิ่งต่าง ๆ แต่กระนั้นพลังก็อยู่ในบังคับของคุณด้วย ยกตัวอย่างเมื่อคืนที่ผ่านมา พลังบังคับให้คุณเดินข้ามสะพาน และมันจะอยู่ภายใต้การควบคุมของคุณด้วยเพื่อระวังรักษาคุณในขณะที่คุณเดินข้ามไป ผมยั้งคุณเอาไว้เพราะทราบดีว่าคุณไม่มีเครื่องมือที่จะใช้พลัง และหากไม่มีพลังสะพานนั้นก็จะพังลงมา"
            "คุณเองมองเห็นสะพานหรือเปล่าล่ะ ดอนฮวน"
           "ผมไม่เห็นหรอก ผม เห็น พลังเท่านั้น พลังอาจเป็นอะไรก็ได้ คราวนี้สำหรับคุณพลังคือสะพาน ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมจึงเป็นสะพาน พวกเราเป็นสัตว์โลกที่ลึกลับที่สุด"
            "คุณเคยเห็นสะพานในหมอกรึเปล่า"
           "ผมไม่เคยเห็นเลย แต่นั่นก็เพราะผมไม่เหมือนกับคุณ ผมเห็นสิ่งอื่น การต่อสู้ของพลังของผมไม่เหมือนของคุณ"
           "ถ้าอย่างนั้นคุณเห็นอะไรดอนฮวน คุณบอกผมได้ไหม"
            "ผมเห็นคู่ปรปักษ์ของผมในการสู้รบของพลังในหมอกครั้งแรก คุณไม่มีศัตรู คุณไม่เกลียดใคร แต่ในตอนนั้นผมเกลียดคนอื่น ผมปล่อยใจให้เกลียดผู้อื่น ผมไม่มีความรู้สึกอย่างนั้นแล้วเดี๋ยวนี้ ผมดับความเกลียดได้แล้ว แต่ในตอนนั้นความเกลียดเกือบจะทำลายผมให้ย่อยยับลงไป"
           "การสู้รบของพลังของคุณมีลักษณะตรงกันข้ามคือเรียบร้อยดี มันไม่ล้างผลาญคุณ ขณะนี้คุณกำลังล้างผลาญตัวเองด้วยความสงสัยและความคิดที่ไร้สาระ นี่เป็นทางที่คุณปล่อยตามใจตัวเอง
           "หมอกหาที่ตำหนิในตัวคุณไม่ได้ คุณมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับมัน มันจึงมอบสะพานมโหฬารพันลึกให้กับคุณ และนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สะพานนั้นจะอยู่ที่นั่นสำหรับคุณ มันจะปรากฏกับคุณครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งวันหนึ่ง คุณจะต้องเดินข้ามไป
           "ผมจึงขอเตือนคุณเป็นการจริงจังว่า นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจงอย่าเดินคนเดียวในที่ที่หมอกลงจัด จนกว่าคุณจะรู้ตัวดีว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่
            "พลังเป็นเรื่องที่น่าขนพองสยองเกล้า การที่จะมีพลังและบังคับพลังได้นั้นคุณต้องเริ่มต้นด้วยการมีพลัง อย่างไรก็ตามเป็นไปได้ทีเดียว ที่จะสะสมพลังทีละเล็กละน้อยจนกระทั่งคุณมีพลังเพียงพอที่จะทนต่อการประลองยุทธของพลังได้"
            "อะไรคือการประลองยุทธของพลัง ดอนฮวน"
           "สิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณเมื่อคืนเป็นการเริ่มต้นของการประลองยุทธของพลัง ภาพที่คุณเห็นเป็นที่มาของพลัง สักวันหนึ่งหรอกที่มันจะมีความหมายขึ้นมาสำหรับคุณบ้าง ทัศนียภาพที่เห็นนั้นมีความหมายอย่างที่สุด"
           "คุณพอจะบอกถึงความหมายของมันได้ไหมล่ะ"
            "ไม่ได้หรอก ทัศนียภาพเหล่านั้นเป็นชัยชนะเฉพาะตัวของคุณซึ่งคุณไม่อาจมีส่วนร่วมกับคนอื่น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เป็นการสู้รบประปราย การสู้รบที่แท้จริงจะเริ่มข้นเมื่อคุณเดินข้ามสะพาน อะไรล่ะที่อยู่ ณ ฝั่งตรงกันข้าม คุณคนเดียวเท่านั้นที่จะรู้ และคุณเพียงคนเดียวที่จะรู้ว่าอะไรอยู่ตรงสุดของทางเดินในป่านั้น แต่ทั้งหมดนั้นอาจจะเกิดหรือไม่เกิดกับคุณก็ได้ การที่จะจาริกไปตามทางเดินในป่าหรือไต่ข้ามสะพานไปได้คุณต้องมีพลังส่วนตัวอย่างเพียงพอ"
            "อะไรจะเกิดขึ้นบ้างถ้าผมไม่มีพลังเพียงพอ"
           "ความตายยังคอยอยู่ตลอดไป และเมื่อพลังของนักรบเสื่อมถอยลง ความตายจะเอื้อมมือเข้าแตะ ดังนั้นการที่จะเสี่ยงภัยเข้าไปสู่สิ่งที่ไม่อาจทราบได้โดยไม่มีพลังใด ๆ เลย จึงเป็นเรื่องโง่เขลา คุณจะพบกับความตายเท่านั้นเอง"

           ผมไม่ได้ฟังอย่างตั้งใจจริง ๆ ผมยังคิดว่าเนื้อแห้งเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดภาพลวงตาเหล่านั้น เมื่อคิดอย่างนี้มันทำให้สงบลงไปได้
            "อย่าบีบคั้นตัวเองในความพยายามที่จะหาคำตอบให้ได้" ดอนฮวนพูดออกมาราวกับว่าแกอ่านความคิดของผมออก "โลกเป็นสิ่งลึกลับ สิ่งนี้, สิ่งที่คุณกำลังมองอยู่นี้ไม่ใช่ทั้งหมดที่คุณเห็น โลกมีมากกว่านี้ ความจริงแล้วมีมากเหลือเกินจนไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้นเมื่อคุณพยายามที่จะให้มันเป็นอะไรขึ้นมาให้ได้นั้น ทั้งหมดที่คุณทำได้จริง ๆ คือพยายามที่จะทำให้โลกเป็นที่คุ้นเคยดีขึ้นเท่านั้นเอง คุณและผมอยู่ที่นี่ อยู่ในโลกที่คุณบอกว่าจริง เพราะทั้งคุณและผมรู้จักมันดีเท่านั้นเอง คุณยังไม่รู้จักโลกของพลัง ดังนั้นคุณจึงไม่อาจทำให้โลกของพลังนั้นเป็นภาพของโลกที่คุณรู้จักเป็นอย่างดีได้"
            "คุณทราบดีอยู่แล้วว่าผมไม่อาจพูดหักล้างคุณได้ ดอนฮวน" ผมบอก "แต่จิตของผมก็ยอมรับมันไม่ได้เหมือนกัน"
            ดอนฮวนหัวเราะแล้วเอามือมาแตะที่หัวของผมเบา ๆ "คุณนี่บ้าจริง ๆ แหละ" แกพูด "แต่นั่นก็ไม่เป็นไรหรอก ผมทราบดีว่า มันเป็นเรื่องยากเย็นขนาดไหนที่จะมีชีวิตอย่างนักรบ ถ้าหากคุณเชื่อในคำสอนของผมและกระทำสิ่งที่ผมสอนคุณแล้ว คุณน่าจะมีพลังอย่างเพียงพอที่จะเดินข้ามสะพานนั้น และคุณน่าจะมีพลังพอที่จะ เห็น และ หยุดโลก"
           "แต่ทำไมผมจึงจะต้องการพลังล่ะ"
            "ในตอนนี้คุณคิดหาเหตุผลไม่ได้หรอก อย่างไรก็ตามถ้าคุณสะสมพลังไว้มากพอแล้ว พลังนั่นเองจะทำให้คุณเห็นเหตุผลที่เหมาะสมในเรื่องนี้ ฟังดูบ้าดีไหม"
           "ทำไมคุณเองจึงต้องการพลังล่ะ ดอนฮวน"
           "ผมก็เหมือนกับคุณ ผมไม่ต้องการพลังเลย ผมไม่อาจหาเหตุผลเพื่ออยากจะมีมันขึ้นมา ผมมีข้อสงสัยมากมายเหมือนกับคุณและไม่เคยทำตามคำแนะนำที่ได้รับหรือไม่เคยคิดจะทำตาม แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม จากความโง่เขลาของผม ผมสะสมพลังไว้จนเพียงพอ และในวันหนึ่ง พลังส่วนตัวของผมก็ทำให้โลกแตกทำลายลง"
            "แต่ไม่ว่าใครก็ตามเถอะ ทำไมเขาจึงมีความปรารถนาที่จะ หยุดโลก"
           "ไม่มีใครอยากทำเช่นนั้นหรอก นี่คือจุดสำคัญ มันอุบัติขึ้นมาเฉย ๆ และเมื่อใดที่คุณรู้ว่าตัวเองการหยุดโลกเป็นเช่นไรแล้วคุณจะรู้แจ้งขึ้นมาเองว่ามีเหตุผลอยู่ในเรื่องนี้ คุณรู้ไหมว่าศิลปะอย่างหนึ่งของนักรบคือ การที่จะทำให้โลกแตกทำลายลงด้วยเหตุผลเฉพาะอย่างหนึ่ง แล้วต่อมาเขาก่อโลกให้คงเดิมอีกครั้งเพื่อจะดำเนินชีวิตต่อไป"

           ผมบอกแกว่า บางทีวิธีการที่จะทำให้ผมเข้าใจได้ง่ายที่สุด คือยกตัวอย่างเหตุผลเฉพาะอย่างหนึ่งของการทำให้โลกแตกทำลายลง ดอนฮวนเงียบไปชั่วครู่ ดูเหมือนว่าแกกำลังคิดว่าจะพูดอะไรออกมา
            "ผมบอกกับคุณไม่ได้หรอก" แกพูด "มันต้องใช้พลังมากมายเพื่อพูดในเรื่องนี้ ซักวันหนึ่งคุณจะมีชีวิตอย่างนักรบด้วยความสามารถของคุณเอง จากนั้น บางทีคุณจะผนึกพลังส่วนตัวอย่างเพียงพอเพื่อตอบคำถามนั้นด้วยดัวยคุณเอง
           "ผมได้สอนเกือบทุกสิ่งทุกอย่างกับคุณเท่าที่นักรบจำเป็นต้องรู้ เพื่อว่าจะตั้งต้นมีชีวิตในโลกนี้และสะสมพลังด้วยตนเอง แต่ผมรู้ว่าคุณยังทำไม่ได้ ผมต้องอดทน ผมทราบความจริงที่ว่ามันเป็นการต่อสู้ตลอดชีวิตด้วยตัวของตัวเองในโลกของพลังนี้"

            แกมองไปยังท้องฟ้าและภูเขา ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลงไปทางทิศตะวันตก และเมฆฝนกำลังก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วเหนือภูเขา ผมไม่ทราบเวลาเพราะลืมไขลานนาฬิกาข้อมือ ผมถามว่าแกสามารถบอกเวลาได้ไหม แกหัวเราะออกมาอย่างดังจนตัวของแกกลิ้งไปตามแผ่นหินราบไปจนถึงพุ่มไม้
            แกยืนขึ้นเหยียดแขนแล้วหาวออกมา
           "ยังบ่ายอยู่เลย" แกบอก "เราต้องคอยจนกว่าหมอกจะรวมตัวกันขึ้นที่ยอดเขา และต่อจากนั้นคุณต้องยืนอยู่คนเดียวบนแผ่นนี้และกล่าวขอบคุณหมอกที่มีไมตรีจิตกับคุณ ให้มันเข้ามาโอบอุ้มคุณไว้ ผมจะคอยอยู่ใกล้เพื่อช่วยเหลือคุณหากมีความจำเป็น"
           อะไรก็แล้วแต่เถอะ การที่อยู่คนเดียวท่ามกลางกลุ่มหมอกทำให้ผมกลัวมาก ผมคิดว่าบ้ามากที่แสดงกริยาผิดปกติออกมาเช่นนี้
           "คุณไม่อาจออกจากภูเขาอันเปล่าเปลี่ยวนี้โดยไม่กล่าวขอบคุณ" ดอนฮวนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "นักรบไม่เคยหันหลังให้กับพลังโดยไม่เปล่งเสียงออกมาขอบคุณที่ได้รับการต้อนรับโดยมีไมตรีจิต" แกนอนราบลง เอามือประสานไว้ที่ท้ายทอยแล้วเอาหมวกปิดใบหน้าไว้
            "ผมจะคอยหมอบอย่างไรล่ะดอนฮวน" ผมถาม "คือผมควรจะทำอะไรดี"
            "เขียนสิ !" แกพูดออกมาจากภายใต้หมวก "แต่อย่าหลับหรือหันหลังให้กับมัน" ผมพยายามเขียนหนังสือ แต่ผมไม่สามารถคุมจิตให้จดจ่อลงไปได้ ผมลุกขึ้นแล้วเดินไปเดินมาอย่างกระวนกระวาย ดอนฮวนเปิดหมวกออกแล้วมองมาทางผมอย่างรำคาญ
           "นั่งลง !" แกสั่ง
           แกบอกว่า การสู้รบของพลังยังไม่ยุติลงเลยและผมต้องสั่งสอนจิตวิญญาณของผมให้สงบ อย่าให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ผมทำลงไปส่อให้เห็นถึงความรู้สึกของผม นอกจากว่าผมอยากจะถูกจับตัวไว้ในภูเขาเหล่านี้
            แกลุกขึ้นนั่งและโบกไม้โบกมือแสดงความรีบด่วน แกบอกว่า ผมต้องทำตัวราวกับว่าไม่มีอะไรผิดปกติเพราะสถานที่ของพลังชนิดที่เรานั่งอยู่นี้มีอำนาจดูเอาพลังของคนที่หวาดกลัว ดังนั้นคุณจะทำให้เกิดสายใยผูกพันที่ประหลาดและมีอันตรายกับสถานที่แห่งนี้
            "สายใยผูกพันนั้นจะเกี่ยวคน ๆ นั้นไว้กับสถานที่ของพลังแห่งใดแห่งหนึ่ง บางที่อาจเกี่ยวไว้ตลอดชีวิต" แกบอก "และที่แห่งนี้ไม่ใช่ที่สำหรับคุณ คุณไม่ได้พบมันด้วยตัวของคุณเองดังนั้นรัดเข็มขัดให้แน่นเข้าไว้อย่าให้กางเกงหลวมได้ !"
           คำเตือนของแกเหมือนจะเป็นมนต์ ผมนั่งเขียนบันทึกอยู่ได้นับเป็นชั่วโมงโดยไม่หยุดเลย

           ดอนฮวนหลับต่อไปและไม่ตื่นจนกระทั่งหมอกที่เลื่อนลงมาจากยอดเขาอยู่ห่างออกไปประมาณ ๑๐๐ หลา แกยืนขึ้นแล้วสำรวจดูภูมิประเทศ ผมมองไปรอบ ๆ โดยไม่หันตัว หมอกรุกเข้ามายังพื้นที่ต่ำข้างล่างโดยเลื่อนลงมาจากยอดเขาทางด้านขวามือ ทางด้านซ้ายมือของผมทัศนียภาพยังแจ่มใส ดูเหมือนลมจะพัดมาจากทางด้านขวาและผลักให้กลุ่มหมอกเคลื่อนลงไปสู่หุบเขาเบื้องล่าง เหมือนกับว่ามันจะล้อมเราไว้
           ดอนฮวนกระซิบว่าผมต้องอยู่ในสภาวะที่สงบและยืนอยู่ตรงที่ที่ผมนั่งอยู่นี้โดยไม่หลับตา และผมต้องไม่หันตัวไปโดยรอบจนกว่าหมอกจะล้อมตัวผมไว้ หลังจากนั้นเท่านั้นที่การเดินทางกลับของเราจะเป็นไปได้

            เรายึดเอาฐานของก้อนหินก้อนหนึ่งห่างออกไปไม่กี่ฟุตเป็นที่กำบังทางด้านหลังของผม
            ความเงียบในภูเขาเหล่านี้เป็นสิ่งพิเศษสุดและในบางคราวน่าหวาดกลัว สายลมอ่อนที่พาหมอกลงมานั้นทำให้ผมรู้สึกว่าหมอกกำลังเป่าที่ใบหูของผม หมอกกลุ่มใหญ่เคลื่อนลงมาเหมือนกับก้อนวัตถุตันสีขาวกลิ้งมาหาผม ผมได้กลิ่นหมอก มันมีส่วนผสมของกลิ่นฉุนและกลิ่นหอมที่ประหลาด และต่อมาหมอกกลุ่มนั้นโอบล้อมตัวของผมไว้

           ผมรู้สึกเหมือนกับว่าหมอกกำลังทำอะไรซักอย่างหนึ่งที่ขนตาของผม ขนตาหนักและผมอยากจะหลับตาลง ผมรู้สึกหนาว คันที่คอและอยากจะไอออกมาแต่ผมก็ไม่กล้าไอ ผมเงยคางขึ้น ยืดคอให้ทุเลาความรู้สึกอยากจะไอ และขณะที่ผมเงยขึ้นไปนั้น ผมรู้สึกว่ามองเห็นความหนาของกลุ่มหมอก มันเหมือนกับว่าตาสามารถประเมินความหนาโดยมองผ่านหมอกเข้าไปได้ ตาของผมเริ่มหรี่ลง ผมสู้กับความง่วงไม่ไหวและรู้สึกว่าตัวกำลังจะทรุดฮวบลงกับพื้นในขณะหนึ่งขณะใดก็ได้ ขณะนั้นเองดอนฮวนกระโดดเข้ามา ฉวยที่แขนแล้วสั่นตัวของผม แรงที่แกสั่นแรงพอที่จะทำให้ผมรู้สึกแจ่มใสขึ้นมาได้
           แกกระซิบที่หูของผมว่า ผมต้องวิ่งลงเนินให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แกจะวิ่งตามผมลงไปเพราะแกไม่อยากถูกทับด้วยก้อนหินที่ผมเตะพลิกขณะที่ผมวิ่ง แกบอกว่าผมเป็นหัวหน้า ในเมื่อนี่เป็นการประลองยุทธของพลังของผม ดังนั้นผมจึงต้องมีมันสมองที่แจ่มใส ปล่อยวาง เพื่อว่าจะได้นำเราไปสู่ที่ปลอดภัย
           "นี่คือความรู้สึกอันนั้น" แกพูดออกมาด้วยเสียงอันดัง "ถ้าคุณไม่มีอารมณ์อย่างนักรบแล้วเราอาจจะไม่มีวันหนีออกจากกลุ่มหมอกนี้ได้"
           ผมรีรออยู่ครู่หนึ่ง ผมไม่แน่ใจว่าจะหาทางวิ่งลงไปจากเขาลูกนี้ได้
           "วิ่งเร็ว เจ้ากระต่ายน้อย วิ่ง!" ดอนฮวนตะโกนออกมาดังลั่นแล้วดันผมเบา ๆ ให้วิ่งลงเนินไป

             


(ตั้งแต่บทที่ ๑๒ เป็นต้นไป
ได้รับความเอื้อเฟื้อในการคีย์ข้อมูลและตรวจพิสูจน์อักษร
โดย "คุณบี" และ "คุณวรวุฒิ"
ขอได้รับความขอบคุณจาก ODZ)





INDEX BACK TOP NEXT
             
HOME