INDEX
BOTTOM NEXT

ภาคหนึ่ง : หยุดโลก







๑. คำยืนยันจากโลกรอบ ๆ ตัวของเรา



             " ผม เข้าใจว่าคุณมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องสมุนไพรเป็นอย่างดี" ผมกล่าวขึ้นกับชายแก่ชาวอินเดียนแดงที่อยู่เบื้องหน้า เพื่อนคนหนึ่งของผมได้นำเราให้พบกัน แล้วเขาก็เดินออกไปจากห้อง เราแนะนำตัวเองแก่กันและกัน ชายแก่บอกกับผมว่า ชื่อของแกคือ ฮวน มาธุส

             "เพื่อนของคุณบอกไว้อย่างนั้นรึ" แกถามอย่างไม่ค่อยใส่ใจนัก
             "ครับ เขาบอกอย่างนั้น"
             "ผมเก็บสมุนไพร หรือน่าจะเป็นว่าสมุนไพรยอมให้ผมเก็บเสียมากกว่า" แกพูดอย่างอ่อนโยน

             เราอยู่ในห้องพักผู้โดยสารของสถานีขนส่งในอะริโซน่า ผมถามชายชราด้วยภาษาสเปนอย่างสุภาพว่า แกจะอนุญาตให้ผมถามปัญหาได้หรือไม่
              "ท่านสุภาพบุรุษ (caballero*) จะกรุณาอนุญาตให้ผมถามคำถามบางข้อได้ไหมครับ?"
                     (*caballero ซึ่งมีรากศัพท์มาจากคำว่า caballo แปลว่า ม้า เดิมคำนี้หมายถึงนักขี่ม้า หรือคนชั้นสูงบนหลังม้า)

               แกมองมายังผมด้วยสายตาถามไถ่ "ผมคือนักขี่ม้าที่ไม่มีม้า" แกพูดออกมาพร้อมกับยิ้มอย่างกว้างขวางแล้วพูดต่อ "ผมบอกคุณแล้วว่า ชื่อของผมคือ ฮวน มาธุส"

             ผมชอบยิ้มของแก ผมคิดว่าชายแกเป็นคนชอบความตรงไปตรงมาอย่างเห็นได้ชัด และผมตัดสินใจที่จะจู่โจมแกด้วยคำขอร้องเลยทีเดียว

             ผมบอกแกว่า ผมสนใจการเก็บรวบรวมและศึกษาเกี่ยวกับพืชสมุนไพร ผมบอกว่า ที่ผมสนใจเป็นพิเศษคือประโยชน์ของต้นตะบองเพชรชนิดหนึ่งที่เป็นยาเสพแล้วเมา มีชื่อเรียกกันว่าเปโยติ ซึ่งผมศึกษามามากพอสมควรจากมหาวิทยาลัยแห่งลอสแอนเจลิส ผมคิดว่าข้อเสนอของผมที่กล่าวออกไปนั้นจริงจังมาก ผมคิดว่าผมรู้มากแล้ว และในความรู้สึกของตัวเองดูจะเต็มไปด้วยความเลื่อมใสในตัวตนอย่างเต็มที่

             ชายแก่สั่นหัวไปมาอย่างช้า ๆ ผมเองเมื่อถูกสะกดโดยอาการนิ่งของคู่สนทนาจึงพูดเสริมออกมาว่า คงจะเป็นประโยชน์สำหรับเราทั้งสองเป็นอย่างมากหากว่าจะมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรปิโยติ

             ในขณะนั้นเองที่ชายแก่เงยหน้าของแกขึ้นมาแล้วมองตรงเข้าไปในดวงตาของผม มันเป็นสายตาที่น่าเกรงขาม แต่แม้จะเป็นเช่นนั้น มันก็หาได้น่าหวาดกลัวหรือน่าหวาดเสียวแต่อย่างใด มันเป็นสายตาที่มองผมอย่างทะลุปรุโปร่ง ผมกลายเป็นคนไม่มีปากและไม่อวดโอ่เกี่ยวกับตัวเองได้อีกต่อไป นั่นเป็นการยุติการพบปะของเรา แต่ชายแก่ยังทิ้งร่องรอยแห่งความหวังเอาไว้ แกพูดว่า บางทีสักวันหนึ่งผมอาจจะไปเยี่ยมแกที่บ้านก็ได้

             มันเป็นการยากที่จะประเมินผลกระทบอันเกิดจากการมองของดอนฮวน ถ้าหากจะไม่นำเอาประสบการณ์อันหลายหลากของผมมาเทียบเคียงกับเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นนี้

             เมื่อผมเริ่มศึกษาวิชามานุษยวิทยา (และด้วยเหตุนี้เองที่นำผมมาพบกับดอนฮวน) ผมเป็นผู้เชี่ยวชาญในการ "กะล่อนเอาตัวรอดไปได้ทุกแห่ง" ผมออกจากบ้านมาหลายปีแล้ว และนั่นหมายถึงการตีค่าตัวเองว่าเอาตัวรอดได้ เมื่อผมได้รับการปฏิเสธในสิ่งใด ผมจะคาดคั้นเอาจนได้ หรือไม่ก็ทำให้มีการยินยอมขึ้น โต้เถียง โกรธ และถ้าหากการกระทำเช่นนั้นไม่ก่อให้เกิดความสำเร็จ ผมรู้ดีว่าผมควรจะทำอะไรขึ้นมาในสถานการณ์ไหน และในชีวิตของผมไม่เคยมีมนุษย์คนใดมาหยุดความเคลื่อนไหวของผมได้รวดเร็วและชะงัดแน่นอนเช่นเดียวกับที่ดอนฮวนกระทำในบ่ายวันนั้น มันไม่ใช่การเงียบลงอย่างธรรมดา มีอยู่หลายคราวที่ผมไม่กล่าวถ้อยคำใด ๆ เข้าใส่คู่ปรปักษ์ด้วยเหตุที่ว่ามีความนับถือฝังใจอยู่ในคน ๆ นั้น ในกรณีเช่นนี้ ความโกรธและความหงุดหงิดยังคงมีอยู่ในความคิด แต่ว่าการมองของดอนฮวนทำให้ผมเป็นใบ้จนถึงขนาดที่ว่าผมไม่อาจคิดให้ติดต่อกันได้เลย

             ผมถูกแทรกแซงด้วยการมองอันแปลกประหลาดนั้นและตัดสินใจว่าจะค้นหาตัวของดอนฮวน ผมตระเตรียมตัวเองเป็นเวลาถึงหกเดือนหลังจากการพบกันในครั้งแรก ผมอ่านวิธีใช้เปโยติในหมู่ชาวอินเดียนแดง โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวอินเดียนที่ถือลัทธิเปโยติในแถบที่ราบ ผมค้นเกี่ยวกับหนังสือที่เกี่ยวกับเรื่องนี้แทบทุกเล่มเท่าที่จะหาได้ และเมื่อรู้ตัวว่าพร้อมผมจึงเดินทางกลับไปอะริโซน่า


วันเสาร์ที่ ๑๗ ธันวาคม ๑๙๖๐….


                 ผมพบบ้านของดอนฮวนหลังจากการถามหาอย่างยืดยาวและเอาเป็นเอาตายกับชาวอินเดียนแดงในท้องถิ่นนั้น
                 ผมไปถึงในตอนบ่าย จอดรถไว้หน้าบ้าน ผมเห็นดอนฮวนนั่งอยู่บนลังไม้ใส่นม ดูแกจะจำได้และกล่าวคำทักทายเมื่อผมก้าวลงจากรถ

                 เราแลกเปลี่ยนการปฏิสันถารตามมรรยาทสังคมชั่วขณะหนึ่ง ต่อมาผมสารภาพด้วยถ้อยคำง่าย ๆว่า ผมพูดวกวนกับแกในการพบปะกันครั้งแรก ผมได้แต่โอ้อวดว่าผมมีความรู้เกี่ยวกับเปโยติอย่างมากมายซึ่งอันที่จริงแล้วผมไม่รู้อะไรเลย ดอนฮวนจ้องมองดูผม ดวงตาของแกฉายแววแห่งเมตตา

                 ผมบอกกับแกว่า ผมอ่านเพื่อตระเตรียมตัวเองให้พร้อมในการพบปะกันคราวนี้เป็นเวลาถึงหกเดือน และครั้งนี้ผมมีความรู้มากจริง ๆ ดอนฮวนหัวเราะ เห็นได้ชัดว่า มีบางสิ่งในคำพูดของผมทำให้แกรู้สึกขบขัน แกหัวเราะเยาะผม ผมรู้สึกสับสนและคิดว่าถูกเหยียดหยามอยู่บ้าง
                 แกสังเกตเห็นความไม่สบายใจของผม จึงกล่าวปลอบออกมาว่า ถึงแม้ผมจะมีความตั้งใจดีมากมายเพียงใดก็ตามที แต่ไม่มีทางใดเลยจริง ๆที่จะเตรียมตัวเพื่อการพบปะของเรา

                 ผมพะวงอยู่ว่า เป็นการเหมาะสมหรือ ที่จะถามว่าข้อความที่แกพูดออกมานั้นมีความหมายซ่อนเร้นอยู่บ้างหรือไม่ แต่ผมไม่ถามออกมา ดอนฮวนดูจะเข้าใจความรู้สึกของผมดี แกจึงอธิบายความหมายของสิ่งที่แกได้พูดออกมา

                 แกกล่าวว่า ความพยายามของผมทำให้แกระลึกถึงเรื่องราวของประชาชนกลุ่มหนึ่งซึ่งถูกประหารชีวิตลงในกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว แกเล่าว่า ในท้องเรื่อง ทั้งประชาชนที่ถูกฆ่าและผู้ที่จะมาฆ่าพวกเขาไม่มีรูปร่างหน้าตาแตกต่างกันเลย เว้นไว้แต่พวกที่ถูกประหารจะถูกขอร้องให้เปล่งเสียงคำบางคำในลักษณะที่แปร่งออกไปเฉพาะในหมู่ของพวกเขาเท่านั้น แน่นอนการออกเสียงผิดไปนี่เองเปิดเผยตัวเขาออกมา
                พระราชาโปรดให้มีการตั้งด่านกั้นถนนตามจุดที่สำคัญซึ่งจะมีเจ้าพนักงานมาประจำอยู่เพื่อถามทุกคนที่เดินผ่านให้ออกเสียงคำที่กำหนด คนที่ออกเสียงคำได้ชัดอย่างเดียวกับพระราชาก็จะมีชีวิตอยู่ต่อไป ส่วนคนที่ออกเสียงไม่ถูกต้องจะถูกประหาร จุดสำคัญของเรื่องมีอยู่ว่า
                 ชายหนุ่มคนหนึ่งตัดสินใจตระเตรียมตัวเองเพื่อผ่านด่านกั้นถนน โดยการหัดออกเสียงคำรหัสที่นำมาใช้ทดสอบในลักษระที่พระราชาต้องการ

                 ดอนฮวนพูดพร้อมกับยิ้มอย่างกว้างขวางว่า ความจริงแล้วชายหนุ่มคนนั้นเตรียมตัวฝึกฝนออกเสียงจนช่ำชองอยู่ถึง"หกเดือน"ทีเดียว และเมื่อวันแห่งการทดสอบสำคัญนั้นมาถึง ชายหนุ่มก็เดินอย่างมั่นใจมาที่ด่านกั้นถนน แล้วคอยให้เจ้าพนักงานบอกให้เขาออกเสียงคำ ๆนั้น
                 เมื่อมาถึงจุดนี้ ดอนฮวนหยุดเล่าเรื่องหมายจะให้ตื่นเต้นแล้วมองมาทางผม การหยุดของแกเป็นไปโดยเจตนาและดูจะครึไปหน่อยสำหรับผม แต่ถึงอย่างไรผมก็ร่วมแสดงไปกับแกด้วย

                 ผมรู้ถึงจุดสุดท้ายของเรื่องนี้มาก่อน มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการกำจัดชาวยิวในเยอรมัน และวิธีที่จะบอกว่าใครเป็นยิวก็ตรงที่พวกเขาออกเสียงคำบางคำ ผมรู้แม้แต่บรรทัดที่สำคัญด้วยคือ….ชายหนุ่มกำลังจะถูกจับกุมเพราะเจ้าพนักงานลืมคำรหัสและบอกให้เขาออกเสียงคำอีกคำหนึ่งซึ่งคล้ายกันมาก คำ ๆนี้ชายหนุ่มไม่ได้ฝึกออกเสียงได้อย่างถูกต้องมาก่อน….

                 ดอนฮวนดูเหมือนจะคอยให้ผมถามว่าอะไรเกิดขึ้น ดังนั้นผมจึงถามว่า
                 "แล้วอะไรเกิดขึ้นกับชายหนุ่มคนนั้นล่ะ?" ผมพยายามทำเป็นไม่รู้เรื่องมาก่อนและสนใจในเนื้อเรื่องอย่างเต็มที่

                 "ชายหนุ่มคนนั้นเป็นคนเหลี่ยมจัดจริง ๆ" แกพูด "เมื่อรู้ชัดว่าเจ้าพนักงานลืมคำที่กำหนดไว้ และก่อนที่เจ้าพนักงานคนนั้นจะมีโอกาสพูดออกมา เขาก็สารภาพออกมาเลยว่า เขาตระเตรียมเรื่องนี้อยู่ถึงหกเดือน" ดอนฮวนหยุดเล่าอีกครั้ง แล้วทอดสายตามาทางผมด้วยแววตาที่ซุกซน คราวนี้แกกลับเอาชนะผมได้
                 คำสารภาพของชายหนุ่มเป็นส่วนที่เพิ่มขึ้นมาใหม่ และผมก็ไม่ทราบว่าเรื่องจะจบลงในลักษณะใด "อ้าว แล้วอะไรเกิดขึ้นล่ะ?" ผมถามขึ้นด้วยความสนใจเต็มที่
                 "ชายหนุ่มคนนั้นก็ถูกประหารในทันทีนะสิ" แกตอบแล้วเปล่งเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น ผมชอบวิธีการที่ดอนฮวนทำให้ผมเกิดความสนใจเป็นอย่างมาก และที่สำคัญที่สุด ผมชอบวิธีการที่แกสัมพันธ์เรื่องดังกล่าวกับเรื่องของผม ความจริงแล้วแกกุเรื่องขึ้นมาเพื่อให้สอดคล้องกับตัวผม แกล้อเลียนผมในลักษณะที่ซับซ้อนและมีศิลปะ ผมหัวเราะร่วมไปกับแกด้วย
                 ต่อมาผมบอกกับแกว่า แม้ว่าผมจะดูโง่เขลาเพียงใดก็ตามที ผมก็สนใจที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับสมุนไพรอย่างจริงจัง "ผมชอบการเดินมาก" แกพูด

                 ผมคิดว่าดอนฮวนมีเจตนาที่จะเปลี่ยนหัวข้อการสนทนาเพื่อหลีกเลี่ยงการตอบคำถาม ผมเองก็ไม่ต้องการที่จะเป็นปฏิปักษ์กับแกด้วยคำเร่งรัดของผม
                 แกถามผมว่า ผมอยากเดินในระยะทางสั้น ๆในทะเลทรายกับแกไหม ผมบอกอย่างกระตือรือร้นว่าผมอยากจะเดินเล่นในทะเลทรายเหมือนกัน
                 "นี่ไม่ใช่การไปปิกนิคนะคุณ" แกบอกด้วยน้ำเสียงที่เป็นการเตือน ผมบอกกับแกว่า ผมมีความสนใจอย่างจริงจังที่สุดที่จะร่วมงานกับแก ผมบอกว่า ผมต้องการข้อมูลชนิดใดก็ได้ที่เกี่ยวกับประโยชน์ของพืชสมุนไพร และตั้งใจจะจ่ายเงินเป็นค่าตอบแทนแก่แรงงานและเวลาที่แกต้องสูญเสียไปด้วย
                 "คุณต้องทำงานให้กับผม" ผมพูด " และผมจะจ่ายค่าแรงให้กับคุณ"
                 "คุณจะจ่ายให้ผมเท่าไหร่ล่ะ?" แกถาม ผมจับความโลภในน้ำเสียงของแกได้
                 "เท่าที่คุณเห็นสมควรก็แล้วกัน" ผมตอบ
                 "จงจ่ายค่าเสียเวลาของผม….ด้วยเวลาที่คุณเสียไป" แกพูด ผมคิดว่าแกเป็นคนที่แปลกประหลาดที่สุด

                 ผมบอกแกว่าคำพูดของแกหมายความว่าอย่างไร แกตอบว่า ไม่มีอะไรเลยที่จะต้องพูดเกี่ยวกับสมุนไพร ดังนั้นการรับเอาเงินจากผมจึงเป็นเรื่องที่ไม่อยู่ในสมองของแกเลย แกมองดูผมอย่างกับจะแทงทะลุเข้าไป

                 "คุณทำอะไรในกระเป๋าของคุณล่ะนั่น?" แกถามพร้อมกับย่นหน้าผาก "คุณเล่นกับอะไรของคุณหรือ?" ดอนฮวนพูดถึงการจดบันทึกของผมในกระดาษแผ่นเล็ก ๆที่อยู่ในกระเป๋าใหญ่ของเสื้อกันลมของผม เมื่อผมบอกแกว่าผมทำอะไรอยู่ แกหัวเราะออกมาอย่างพอใจ
                 ผมบอกว่า ผมไม่ต้องการที่จะรบกวนแกโดยการเขียนบันทึกขณะที่อยู่ต่อหน้าแก
                 "เมื่อคุณต้องการเขียนก็เขียนสิ" แกพูด "คุณไม่ได้รบกวนผมเลย"

                 เราเดินอยู่ในทะเลทรายละแวกนั้นจนเกือบเย็น ดอนฮวนไม่ได้ชี้ให้ผมดูพืชสมุนไพรหรือพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย เราหยุดพักชั่วคราวข้างพุ่มไม้พุ่มโต
                 "พืชเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดมาก" แกพูดออกมาโดยไม่มองออกมายังผม "มันมีชีวิตชีวาและมีความรู้สึก" ขณะที่แกพูดเช่นนั้น
                 ลมแรงพัดมาวูบหนึ่งทำให้พุ่มไม้เตี้ย ๆ ในทะเลทรายสั่นไหวไปมา พุ่มไม้เหล่านั้นทำให้เกิดเสียงหวีดหวิว "คุณได้ยินเสียงนั่นไหมล่ะ?" แกถามพลางยกมือขวาขึ้นป้องที่หูเพื่อให้ได้ยินชัดขึ้น
                 "ใบไม้และสายลมเห็นด้วยกับคำพูดของผม"

                 ผมหัวเราะ เพื่อนคนที่นำเราให้มารู้จักกันบอกผมว่าให้คอยเฝ้าดู เพราะชายแก่คนนี้เป็นคนผิดธรรมดาเอามาก ๆ ผมคิดว่า "การเห็นด้วยของใบไม้" เป็นความผิดธรรมดาประการหนึ่งของชายแก่คนนี้

                 เราเดินต่อไปไกลกว่าเดิม แต่แกก็ไม่ได้บอกผมเกี่ยวกับสมุนไพร และไม่ได้เก็บพืชสมุนไพรใด ๆด้วย แกเพียงแหวกพุ่มไม้แล้วสัมผัสมันอย่างแผ่วเบา
                 ต่อมาแกหยุดเดินแล้วนั่งลงบนก้อนหิน แล้วบอกให้ผมพักผ่อนและสำรวจดูรอบ ๆ ผมอยากจะคุยต่อ อีกครั้งหนึ่งที่ผมบอกให้แกรู้ว่า ผมต้องการที่จะเรีบนรู้เกี่ยวกับสมุนไพรเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะสมุนไพรเปโยติ ผมขอร้องให้แกเป็นแหล่งข้อมูลเพื่อแลกเปลี่ยนกับเงินค่าตอบแทน
                 "คุณไม่ต้องจ่ายให้ผมหรอก" แกพูดออกมา "คุณจะถามอะไรก็ได้ที่คุณอยากจะทราบ ผมจะบอกในสิ่งที่ผมรู้ และต่อจากนั้นผมจะบอกกับคุณว่าจะทำอะไรกับมันได้บ้าง"
                 แกถามผมว่า ผมเห็นด้วยกับข้อตกลงนี้หรือไม่ ผมรู้สึกพอใจ
                 จากนั้นดอนฮวนได้พูดข้อความที่เป็นปริศนาออกมาว่า
                 "บางทีนะ ไม่มีอะไรที่จะต้องเรียนเอาเลยเกี่ยวกับสมุนไพร เพราะไม่มีอะไรที่จะต้องพูดเกี่ยวกับพืชเหล่านี้"

                 ผมไม่เข้าใจในสิ่งที่แกพูดเลย และไม่ทราบความหมายของมันด้วย
                 "คุณว่าอะไรนะ?" ผมถาม ดอนฮวนกล่าวถ้อยคำนั้นซ้ำ ๆอีกสามครั้ง พอแกพูดจบ ทั่วทั้งบริเวณนั้นก็สั่นสะเทือนขึ้นเนื่องจากเสียงกระหึ่มของเครื่องบินขับไล่ไอพ่นที่บินผ่านมาในระยะต่ำ
                 "นั่นไงล่ะ ! โลกเห็นด้วยกับผมแล้ว" แกพูดพร้อมกับยกมือขึ้นป้องหู ผมเห็นว่าแกเป็นคนที่น่าขบขัน เสียงหัวเราะของแกชวนให้ผู้อื่นรู้สึกตามด้วย

                 "คุณเป็นชาวอะริโซน่าใช่ไหม ดอนฮวน?" ผมถามในความพยายามที่จะให้หัวข้อในการสนทนาวนเวียนอยู่กับตัวของแหล่งข้อมูลของผม
                 แกมองผมแล้วผงกหัวรับ ดวงตาของแกมีแววเหนื่อยหน่าย ผมมองเห็นแม้จุดสีขาวเบื้องล่างลูกตาดำของแก
                 "คุณเกิดในท้องถิ่นแถบนี้หรือ?" แกผงกหัวรับอีกครั้งโดยไม่กล่าวตอบ นั่นจะดูเป็นท่าตอบรับ แต่มันก็ดูเป็นการสั่นหัวในลักษณะหงุดหงิดของคนที่กำลังครุ่นคิดด้วย
                 "แล้วคุณมาจากไหนล่ะ?" แกถาม
                 "ผมมาจากอเมริกาใต้" ผมตอบ
                 "ที่นั่นเป็นที่ที่กว้างใหญ่มาก คุณมาจากที่ทั้งหมดนั้นหรือ?" แววตาของแกทิ่มแทงเข้ามาอีกครั้งขณะที่แกมองดูผม

                 ผมเริ่มอธิบายสภาพแวดล้อมที่ผมเกิด แต่ดอนฮวนพูดสอดขึ้นมาว่า
                 "ในกรณีนี้ เราก็เหมือนกันนั่นแหละ" แกพูด "ผมอยู่ที่นี่ ขณะนี้ แต่จริง ๆนั้นผมเป็นคนเผ่ายาคีที่มาจากซอนอร่า" (*ซอนอร่า เดิมเป็นถิ่นของอินเดียนแดงเผ่ายาคี ขณะนี้เป็นรัฐหนึ่งทางตอนเหนือของประเทศเม็กซิโก มีชายแดนติดกับรัฐอะริโซน่าของอเมริกา)
                 "อ้อ อย่างนั้นรึ ! ผมเองก็มาจาก……"
                 แกไม่ยอมให้ผมพูดจนจบ
                 "ผมรู้แล้ว รู้แล้วแหละน่า" แกพูด "คุณก็เป็นคุณและมาจากที่คุณมา เหมือนกับผมที่เป็นคนเผ่ายาคีที่มาจากซอนอร่า"

                 ดวงตาของแกส่องประกายแวววาว และเสียงหัวเราะของแกแปลกเหมือนกับไม่ตั้งใจ ดอนฮวนทำให้ผมรู้สึกราวกับตัว-ถูกจับได้ว่าโกหก ผมประสบเข้ากับความรู้สึกที่แปลกและมีพิรุธ ผมรู้ว่าแกทราบถึงอะไรบางอย่างทีผมเองไม่รู้ หรือบางสิ่งที่ผมไม่อยากจะพูดออกมา

                 ความอึดอัดถีบทวีขึ้นเรื่อย ๆ ดอนฮวนคงจะสังเกตเห็นความรู้สึกดังกล่าว เพราะแกลุกขึ้นแล้วถามผมว่า ผมอยากไปรับประทานอาหารที่ภัตตาคารในเมืองหรือเปล่า


                 การที่เราเดินกลับมาที่บ้านแล้วขับรถเข้าไปในเมือง ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง แต่ผมก็ยังไม่รู้สึกปลอดโปร่งเท่าใดนัก ผมรู้สึกเหมือนกับว่าถูกข่มขู่ ทั้ง ๆที่ผมไม่อาจจะชี้ให้ชัดลงไปได้ถึงเหตุที่ทำให้เกิดความรู้สึกเช่นนี้

                 ผมต้องการที่จะซื้อเบียร์จากภัตตาคารให้กับแก ดอนฮวนบอกว่าแกไม่ดื่มของมึนเมาแม้แต่เบียร์ ผมหัวเราะกับตัวเอง เพื่อนที่แนะนำให้เรารู้จักกันบอกว่า "ชายแก่ปกปิดตัวเองไว้เกือบตลอดเวลา" ผมไม่ใส่ใจเอาเลยจริง ๆว่าแกจะโกหกผมบ้างว่าไม่ดื่มของมึนเมา ผมชอบแก มีบางสิ่งบางอย่างในตัวของชายแก่คนนี้ที่ทำให้รู้สึกอบอุ่น

                 ผมคงมีแววที่ส่อความสงสัยอยู่บนใบหน้า เพราะต่อมาแกอธิบายว่า แกเคยดื่มสมัยที่แกยังหนุ่ม แต่แล้ววันหนึ่งแกเลิกมันเฉย ๆ
                
                 " คนทั่ว ๆไปเกือบจะไม่ทราบเอาเลยว่า เขาอาจจะเลิกละสิ่งใดสิ่งหนึ่งในชีวิตขณะใดก็ได้ เหมือนอย่างนี้ " แกดีดนิ้ว
                 "คุณคิดว่า… เราจะหยุดดื่ม หรือหยุดสูบบุหรี่ได้ง่าย ๆอย่างนั้นหรือ?" ผมถาม
                 "แน่นอน !" แกตอบด้วยความมั่นใจอย่างเต็มที่ " การสูบบุหรี่หรือดื่มสุราไม่มีความหมายอะไรเลย ไม่มีความหมายจริง ๆ ถ้าเราจะเลิกมัน "
                 ขณะนั้น น้ำที่เดือดอยู่ในหม้อต้มกาแฟทำให้เกิดเสียงดังคลั่ก ๆ
                 "ฟังเสียงนั่นสิ !" ดอนฮวนอุทานออกมา ดวงตาของแกส่องประกาย "น้ำเดือดนั่นเห็นด้วยกับผม"
                 หลังจากที่หยุดพูดไปชั่วครู่ แกกล่าวต่อไปว่า
                 "มนุษย์อาจจะได้รับคำเห็นพ้องจากทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวของเขา"
                 ในขณะวิกฤติเช่นนั้น หม้อต้มกาแฟทำให้เกิดเสียงปู๊ดป๊าดน่าเกลียดออกมา ดอนฮวนมองไปที่หม้อต้มน้ำ แล้วพูดออกมาเบา ๆ ว่า "ขอบคุณ" พลางผงกหัวแล้วระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดัง ๆ
                 ผมตะลึง เสียงหัวเราะของแกออกจะดังมากไปหน่อย แต่ผมก็รู้สึกขำจากสิ่งทั้งหมดนี้

                 การพบปะสนทนากันจริง ๆ เป็นครั้งแรกระหว่างผมกับ "แหล่งข้อมูล" ของผมก็ยุติลง ดอนฮวนกล่าวคำอำลาที่ประตูภัตตาคาร ผมบอกกับแกว่าผมต้องไปเยี่ยมเพื่อน และผมอยากจะพบกับแกอีกสักครั้งหนึ่งในปลายสัปดาห์หน้า
                 "เมื่อไหร่ล่ะที่คุณจะอยู่บ้าน?" ผมถาม แกพิจารณาดูผม
                 "อยู่เมื่อคุณมา"
                 "ผมบอกแน่นอนลงไปไม่ได้ว่าจะไปเมื่อไหร่"
                 "ถ้างั้น ก็มาก็แล้วกัน อย่ากังวลไปเลย"
                 "ถ้าหากคุณไม่อยู่ล่ะ"
                 "ผมจะอยู่ที่บ้าน"

                 แกพูดพร้อมกับยิ้มแล้วเดินจากไป ผมวิ่งตามแล้วถามออกมาว่า แกจะขัดข้องหรือไม่ถ้าผมจะเอากล้องถ่ายรูปมาด้วย เพื่อจะถ่ายภาพบ้านและตัวของแก
                 "นั่นเป็นไปไม่ได้เลย" แกพูดพร้อมกับย่นหน้า
                 "แล้วเครื่องเทปล่ะ คุณจะขัดข้องไหม?"
                 "ผมรู้สึกว่า นั่นก็เป็นไปไม่ได้เช่นเดียวกัน"

                 ผมเริ่มหงุดหงิดแล้วเริ่มแสดงท่าว่าหัวเสีย ผมพูดว่า ไม่มีเหตุผลที่สมควรอะไรที่แกไม่อนุญาต ดอนฮวนสั่นหัวไม่เห็นด้วย
                 "ลืมมันเสีย" แกพูดเชิงบังคับ "และถ้าหากคุณยังต้องการที่จะพบกับผมอยู่ ก็ขออย่าได้กล่าวถึงเรื่องนี้อีก"

                 ผมแสดงความอ่อนแอเป็นคำบ่นเป็นครั้งสุดท้าย ผมบอกว่าภาพถ่ายและคำบันทึกคำสนทนาเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับงานค้นคว้าของผม แกบอกว่ามีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่ขาดไม่ได้ในทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำ ดอนฮวนเรียกสิ่งนั้นว่า "วิญญาณ"
                 "เราจะทำอะไรไม่ได้เลยถ้าไม่มีวิญญาณ" แกพูด " คุณเองไม่ได้มีสิ่งนี้ จงกังวลกับสิ่งนี้ให้มาก ไม่ใช่ไปวุ่นวายอยู่กับรูปถ่าย"
                 "อะไรล่ะที่คุณหมาย….."
                 แกขัดจังหวะด้วยการโบกมือ แล้วเดินถอยหลังไปสองสามก้าว
                 "มาให้ได้นะ" แกพูดเบา ๆ แล้วโบกมืออำลา



TOP BOTTOM




๒. การลบประวัติส่วนตัวทิ้งไปเสีย



พฤหัสบดีที่ ๒๒ ธันวาคม ๑๙๖๐


                  ดอนฮวนนั่งอยู่บนพื้นข้างประตูบ้าน หันหลังพิงฝา แกพลิกลังใส่นมขึ้นมาแล้วบอกให้ผมนั่งและทำใจให้สบาย ผมเอาบุหรี่ให้แก ผมซื้อบุหรี่มาห่อหนึ่ง ดอนฮวนบอกว่าแกไม่สูบบุหรี่ แต่แกก็รับเอาของกำนัลนั้นไว้ เราคุยกันถึงความหนาวเย็นในทะเลทรายในเวลากลางคืนและเรื่องสัพเพเหระโดยทั่ว ๆไป ในการสนทนา

                  ผมถามแกว่า ผมมารบกวนกิจวัตรประจำวันของแกหรือเปล่า แกมองผมด้วยใบหน้าบึ้งตึงแล้วพูดว่า แกไม่มีกิจวัตรประจำวัน และดังนั้นผมอาจจะอยู่กับแกตลอดทั้งบ่ายหากว่าผมต้องการ

                  ผมได้เตรียมตารางแสดงตระกูลและเครือญาติที่ผมต้องการบรรจุข้อความลงไปด้วยความช่วยเหลือของดอนฮวน ผมได้รวบรวมรายการอันยืดยาวเกี่ยวกับลักษณะทางวัฒนธรรมอันเป็นที่เข้าใจกันว่าเป็นของชาวอินเดียนแดงในท้องถิ่นนี้จากหนังสือที่เกี่ยวกับวิชาชาติวงศ์วิทยาผมต้องการที่จะจัดการกับเรื่องเหล่านี้ร่วมกับดอนฮวน และกาเครื่องหมายในหัวข้อที่แกคุ้นเคย

                  ผมเริ่มต้นจากตารางเครือญาติ
                  "คุณเรียกบิดาของคุณว่าอะไรครับ?" ผมถาม
                  "ผมก็เรียกแกว่า พ่อ" แกตอบด้วยใบหน้าขึงขัง ผมเริ่มหงุดหงิด แต่ผมต้องถามต่อไปโดยสรุปเอาว่าแกยังไม่เข้าใจ

                  ผมเอาตารางที่ใช้กรอกข้อความให้แกดู แล้วอธิบายว่า ช่องว่างด้านหนี่งใช้สำหรับบิดา ส่วนอีกด้านหนึ่งใช้สำหรับมารดา ผมให้ตัวอย่างของคำที่ใช้เรียกพ่อและแม่ที่มีในภาษาอังกฤษและภาษาสเปน

                  ผมคิดว่า ผมน่าจะเริ่มทางฝ่ายมารดาก่อน
                  "คุณเรียกมารดาของคุณว่าอะไร?"
                  "ผมก็เรียกแกว่า แม่" แกตอบด้วยน้ำเสียงซื่อ ๆ
                  "ผมหมายถึงคำอื่น ๆ ที่คุณใช้เรียกบิดามารดาของคุณน่ะ มีบ้างไหม? คุณเรียกแกว่าอะไร?" ผมถาม พยายามอย่างยิ่งที่จะอดทนและสุภาพ
                  ดอนฮวนเอามือเกาหัวแล้วมองมาทางผมด้วยใบหน้าท่าทางที่แสดงความทึ่ม
                  "ว้า" แกพูดออกมา " ผมจอดเลยกับคำถามแบบนี้ ขอคิดดูก่อนนะ"

                  หลังจากที่ทำรีรออยู่ชั่วครู่ ดูเหมือนแกจะรื้อฟื้นความจำขึ้นมาได้ ผมเตรียมพร้อมที่จะจดลงไป
                  "เอาละ" แกพูดออกมาราวกับว่ากำลังใช้สมองอย่างหนัก "ผมจะเรียก พ่อ แม่ ด้วยคำ ๆ ไหนอีกล่ะ? ผมก็เรียกแกว่า นี่ พ่อ! นี่ นี่ แม่ ! นะสิ"

                  ผมหัวเราะออกมาทั้ง ๆ ที่ไม่อยากหัวเราะ การแสดงหน้าตาของแกน่าขันเสียจริง ๆ และในขณะเช่นนั้นผมเองก็ไม่ทราบเอาเลยว่าแกเป็นตาแก่บ้า ๆ บอ ๆ หรือว่าแกซื่ออย่างบริสุทธิ์ ด้วยความพยายามอย่างยิ่งที่จะใช้ความอดทนเท่าที่มี ผมพยายามอธิบายกับดอนฮวนว่า ข้อความเหล่านี้เป็นคำถามที่จริงจังมาก และการกรอกข้อความลงไปเป็นเรื่องสำคัญสำหรับงานของผม ผมพยายามอธิบายให้แกเข้าใจแนวความคิดเกี่ยวกับวงศ์ญาติและประวัติส่วนตัว
                  "บิดา มารดา ของคุณมีชื่อเรียกว่าอย่างไร?" ผมถาม
                  แกมองดูผมด้วยดวงตาที่สดใสและมีเมตตา
                  "อย่าไปเสียเวลาของคุณในเรื่องไร้สาระ" แกพูดออกมาเบา ๆ แต่น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยพลัง

                  ผมพูดไม่ออก มันเหมือนกับว่าช่วงก่อนหน้านี้ คนอีกคนหนึ่งเป็นผู้กล่าวถ้อยคำนั้นออกมา เขาเป็นไอ้คนอินเดียนแดงที่โง่เซอะ เกาหัวตัวเองอยู่แกรก ๆ แต่ในขณะเดี๋ยวเดียวต่อมา เขากลับเปลี่ยนบทบาท และผมกลับกลายเป็นไอ้โง่ ดอนฮวนจ้องมองมาทางผมด้วยแววตาที่ไม่สามารถจะอธิบายได้ ไม่ใช่แววตาที่หยิ่งผยองหรือท้าทาย หรือเกลียดชัง หรือเหยียดหยาม นัยน์ตาของแกมีแววอ่อนโยน แจ่มใสและแทงหยั่งลึกลงไป

                  "ผมไม่มีประวัติศาสตร์เกี่ยวกับตัวเอง" แกพูดหลังจากที่นิ่งเงียบไปนาน "วันหนึ่ง ผมพบว่า ประวัติส่วนตัวไม่จำเป็นสำหรับผมอีกต่อไป และก็เหมือนการดื่มของมึนเมานั่นแหละ ผมละมันไปเฉย ๆ"

                  ผมไม่ค่อยเข้าใจในความหมายของสิ่งที่แกพูด ผมรู้สึกอึดอัดขึ้นมาทันทีและรู้สึกว่าถูกคุกคาม ผมกล่าวเตือนความจำของแกว่า แกรับปากกับผมไว้ว่า ผมอาจจะถามคำถามอะไรกับแกก็ได้ แกกล่าวย้ำอีกครั้งว่า แกก็ไม่ได้ขัดข้องแต่อย่างใด
                  "ผมไม่มีประวัติส่วนตัวอีกต่อไป" แกพูดแล้วมองมาทางผมด้วยสายตาที่ถามไถ่ "ผมทิ้งมันไปในวันหนึ่งเมื่อผมรู้ว่า มันไม่มีความจำเป็นอีกแล้ว"
                  "เราจะลบประวัติของเราออกไปๆได้อย่างไรล่ะ?" ผมถามด้วยอารมณ์ที่อยากจะโต้เถียง
                  "เราต้องมีความอยากที่จะลบมันออกไป" แกตอบ "หลังจากนั้น เราก็ตัดทอนมันลงไปทีละนิด ๆ ให้ประสานและสอดคล้องตามลำดับ"
                  "แล้วทำไม ไม่ว่าจะเป็นใครก็แล้วแต่เถอะ ต้องมีความอยากที่จะทำเช่นนั้นด้วยล่ะ?" ผมอุทานออกมา
                  ผมเองมีความยึดมั่นอยู่กับประวัติของตัวเองอย่างรุนแรง โคตรตระกูลของครอบครัวผมยาวนาน พูดตามความสัตย์จริง ถ้าหากไม่มีประวัติส่วนตัวแล้ว ชีวิตของผมจะไม่มีการสืบต่อหรือจุดมุ่งหมายใด ๆเลย

                  "บางทีนะ คุณน่าจะบอกผมถึงความหมายของการลบประวัติส่วนตัวทิ้งเสีย" ผมพูด
                  "การกำจัดมันออกไป นี่คือสิ่งที่ผมหมายถึง" แกตอบห้วน ๆ
                  ผมยืนกรานว่าผมไม่เข้าใจข้อความที่กล่าวออกมานั้นเลย
                  "เช่นยกตัวอย่างว่า" ผมอธิบาย "คุณเป็นคนเผ่ายาคี คุณก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงให้เป็นคนเผ่าอื่นได้เลยนี้นะ"
                  "ผมเป็นพวกยาคีรึ?" แกถามพร้อมกับยิ้ม "คุณรู้ได้อย่างไรล่ะ"
                  "ก็มันเป็นความจริงนี่นา" ผมพูด "ผมไม่อาจรู้ได้แน่นอนลงไปในขณะนี้ แต่คุณเองทราบเรื่องนี้ดี ตรงนี้แหละที่มันมีความหมายขึ้นมา นี่เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดประวัติส่วนตัวขึ้นมา"

                  ผมรู้สึกว่า ผมได้พูดตอกย้ำลงไปอย่างแน่นหนาจนไม่มีทางจะแก้ตัว
                  " ความจริงที่ว่า ผมรู้ว่าผมเป็นคนเผ่ายาคีหรือไม่นั้น ไม่ได้ทำให้เกิดประวัติส่วนตัวขึ้นมา" แกตอบ "ต่อเมื่อคนอื่นรู้เรื่องนี้เท่านั้น มันจึงจะเป็นประวัติส่วนตัว และผมยืนยันกับคุณได้เลยว่า ไม่มีใครรู้เรื่องนี้อย่างจริงจัง"

                  ผมจดบันทึกถ้อยคำที่ดอนฮวนพูดอย่างงุ่มง่าม ผมหยุดเขียนแล้วมองไปที่แก ผมไม่อาจประเมินชายคนนี้ได้เลย ความรู้สึกประทับใจในตัวชายแก่ผ่านเข้ามาในใจ - แกมีท่าทีลึกลับไม่อาจคาดคะเนได้ขณะที่แกมองดูผม เมื่อเราพบกันครั้งแรก, ความมีเสน่ห์เมื่อแกอ้างว่าแกได้รับคำรับรองจากทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัว, อารมณ์ขันที่น่ารำคาญและความตื่นตัวของแก, ท่าทางที่โง่เซอะโดยสุจริตใจเมื่อผมถามถึงบิดามารดาของแก และยิ่งไปกว่านั้น คำพูดที่ทรงพลังของแกที่ฉีกผมเป็นชิ้น ๆ

                  "คุณไม่รู้ว่าผมเป็นอะไรไม่ใช่หรือ?"แกถามราวกับว่าแกอ่านความคิดของผมออก "คุณไม่มีวันรู้ได้เลยว่าผมเป็นใคร หรือเป็นอะไร เพราะผมไม่มีประวัติส่วนตัว"
                  แกถามว่าผมมีบิดาใช่ไหม ผมตอบว่ามี แกบอกว่า พ่อของผมเป็นตัวอย่างหนึ่งที่แกมีอยู่ในใจ แกกระตุ้นให้ผมรื้อฟื้นในสิ่งที่พ่อคิดเกี่ยวกับตัวผม
                  "พ่อของคุณรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับตัวคุณ" แกพูด "ดังนั้น แกเห็นภาพของคุณอย่างชัดแจ้ง แกรู้ว่าคุณเป็นใคร คุณทำอะไร และไม่มีอำนาจใด ๆ ในโลกนี้มาทำให้แกเปลี่ยนความคิดของแกเกี่ยวกับตัวคุณได้"

                  ดอนฮวนพูดว่า ทุกคนที่รู้จักผมมีทัศนะเกี่ยวกับตัวของผม และผมเองก็ได้เพาะเชื้อให้กับทัศนะเหล่านั้นด้วยการกระทำประการต่างๆ ของผม "คุณไม่เห็นหรือว่า" แกถามอย่างมีชัย "คุณต้องรื้อฟื้นประวัติส่วนตัวของคุณด้วยการเล่าถึงการกระทำทุกอย่างของคุณให้พ่อแม่ ญาติพี่น้อง และเพื่อน ๆ ของคุณฟังเรื่อยไป แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าหากคุณไม่มีประวัติส่วนตัว คำอธิบายถึงการกระทำต่างๆ ก็ไม่มีความจำเป็น ไม่มีใครโกรธหรือชัดแจ้งในการกระทำของคุณ และเหนือสิ่งอื่นใด จะไม่มีใครตรึงคุณไว้ในความคิดของเขา"

                  แนวคิดเช่นนี้กระจ่างชัดขึ้นมาในใจของผมทันที ผมเกือบจะเข้าใจในเรื่องนี้ด้วยตัวเอง เพียงแต่ว่าผมไม่ได้สำรวจดูมันด้วยตัวเองเท่านั้น การไม่มีประวัติส่วนตัวเป็นแนวคิดที่มีเหตุผล อย่างน้อยที่สุดก็ในระดับที่ใช้มันสมอง อย่างไรก็ตาม มันทำให้ผมเกิดความเปล่าเปลี่ยว ซึ่งผมเห็นว่าเป็นความรู้สึกที่คุกคามและไม่ค่อยชอบเอาเลย ผมอยากจะพูดเรื่องนี้กับดอนฮวน แต่ผมก็ควบคุมตัวเองไว้ มีอะไรบางอย่างที่ไม่เหมาะสมในสถานการณ์เช่นนั้น และผมเองก็รู้สึกว่าจะเป็นเรื่องตลกที่จะพยายามถกเถียงปัญหาทางปรัชญากับชายชราชาวอินเดียนผู้ไม่มี "ความแพรวพราวในเหตุผล" อย่างนักศึกษาในมหาวิทยาลัย แม้กระนั้นก็ตาม ดอนฮวนได้ดึงผมให้เขวไปจากความตั้งใจเดิม คือจะมาถามถึงเรื่องเกี่ยวกับวงศ์ตระกูลของแก

                  "ผมไม่ทราบว่าจะยุติการคุยในเรื่องนี้ได้อย่างไร ในเมื่อสิ่งที่ผมต้องการคือชื่อต่าง ๆ ที่จะต้องกรอกลงในตารางเหล่านี้" ผมพูด พยายามที่จะเบนคำสนทนาให้กลับเข้ามาสู่หัวข้อที่ผมต้องการ
                  "ง่ายมาก" แกบอก "วิธีที่จะยุติการพูดคุยในเรื่องนี้ก็โดยคำพูดของผมที่ว่า การที่จะถามคำถามที่เกี่ยวกับอดีตของคนนั้นเป็นเรื่องที่ไร้สาระ"
                  น้ำเสียงของแกหนักแน่น ผมรู้ว่าไม่มีทางที่จะให้แกยอมตามได้ง่าย ๆ ดังนั้นผมจึงเปลี่ยนแปลงยุทธวิธี

                  "แนวคิดที่จะไม่มีประวัติส่วนตัวนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่ชนเผ่ายาคีปฏิบัติกันอยู่ใช่ไหม?" ผมถาม
                  "มันเป็นสิ่งที่ผมทำอยู่"
                  "คุณเรียนเรื่องนี้มาจากไหน"
                  "ผมเรียนมันจากชีวิตของผม"
                  "พ่อของคุณสอนเรื่องนี้ให้กับคุณหรือเปล่า?"
                  "เปล่านี่ พูดก็ได้ว่าผมเรียนเรื่องนี้ด้วยตัวเอง และเดี๋ยวนี้ผมกำลังจะบอกกับคุณถึงความลึกลับของมัน เพื่อว่าคุณจะไม่จากไปมือเปล่าในวันนี้"

                  แกผ่อนเสียงลงให้เป็นกระซิบกระซาบอย่างน่าตื่นเต้น ผมหัวเราะในการแสดงของแก ผมต้องยอมรับว่าดอนฮวนยิ่งใหญ่มากในเรื่องนี้ ความคิดผ่านวูบเข้ามาว่า ผมกำลังอยู่เบื้องหน้านักแสดงโดยกำเนิด
                  "จดลงไปสิ" แกพูดอย่างวางท่า "อ้าว ทำไมล่ะ? คุณดูจะมีความสุขมากเมื่อได้เขียนอะไรลงไป"
                  ผมมองดูแก และสายตาของผมต้องมีแววที่ส่อถึงความสับสน แกเอามือตบต้นขาแล้วหัวเราะออกมาด้วยความพึงพอใจ
                  "มันเป็นการดีที่สุดที่จะลบประวัติส่วนตัวทิ้งเสีย" แกพูดช้า ๆ เหมือนกับจะให้ผมมีเวลาจดลงไปด้ยท่าทีที่ค่อนข้างจะงุ่มง่าม "เพราะว่า การกระทำเช่นนี้จะทำให้เราเป็นอิสระจากความคิดหนักอกหนักใจที่คนอื่นมีต่อเรา"

                  ผมเกือบจะไม่เชื่อว่าดอนฮวนพูดถ้อยคำเหล่านี้ออกมาจริง ๆ ผมสับสนไปชั่วขณะ แกต้องมองเห็นความวุ่นวายที่แสดงออกมาในสีหน้าของผม แกจึงฉวยโอกาสกับความรู้สึกเช่นนี้ในทันที
                  "ยกตัวอย่างของคุณก็ได้" แกพูดต่อ " ขณะนี้คุณไม่ทราบบว่าจะอยู่หรือไปดี และที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าผมลบประวัติส่วนตัวของผมทิ้งเสียแล้ว ผมได้สร้างเมฆหมอกคลุมรอบตัวของผมและชีวิตของผมทีละนิด ๆเดี๋ยวนี้ไม่มีใครทราบอย่างแน่ชัดได้เลยว่าผมเป็นใคร หรือกำลังทำอะไรอยู่"
                  "แต่ว่าตัวของคุณเองรู้ไม่ใช่หรือว่าคุณเป็นใคร" ผมสอดขึ้นมา
                  "คุณแน่ใจหรือว่าผม…อย่าดีกว่า" แกร้องออกมา แล้วกลิ้งตัวอยู่กับพื้นพร้อมกับหัวเราะในท่าทางที่แสดงความประหลาดใจของผม

                  แกหยุดพูดไปนานจนผมเชื่อว่า แกจะบอกว่าแกรู้ประวัติของแกเองดังที่ผมบอกไป ความลับลมคมในของแกคุกคามผมมาก ผมรู้สึกกลัวขึ้นมาจริง ๆ
                  "นี่คือความลับเล็ก ๆ น้อย ๆที่ผมจะบอกกับคุณในวันนี้" ดอนฮวนพูดออกมาด้วยเสียงต่ำ ๆ "ไม่มีใครที่รู้ประวัติส่วนตัวของผม ไม่มีใครทราบว่าผมเป็นใคร หรือผมทำอะไร แม้แต่ตัวของผมเอง"

                  แกชำเลืองมองมาทางผม แกไม่ได้จ้องตรงมาที่ตัวผม แต่มองเลยเหนือไหล่ขวาของผมออกไป แกนั่งขัดสมาธิ ลำตัวตั้งตรง แต่กระนั้นก็มีลักษณะผ่อนคลาย ในขณะนั้น ภาพของแกเป็นภาพของความดุร้าย ผมคิดไปว่าดอนฮวนเป็นหัวหน้าเผ่าอินเดียนแดง เป็น "นักรบผิวสีแดง" ในนิยายโลดโผนแถบชายแดนในวัยเด็กของผม ความฝันพาผมล่องลอยไปไกล และความรู้สึกคลุมเครือสับสนที่ชอนไชอยู่ในใจนั้นห่อหุ้มผมอยู่ ผมอาจจะกล่าวออกมาด้วยความจริงใจได้ว่า ผมชอบดอนฮวนมาก และในความรู้สึกดังกล่าว ผมอาจจะกล่าวได้อีกว่า ผมรู้สึกกลัวชายแก่คนนี้เท่าเทียมกัน
                  แกมองผมในลักษณะเช่นนั้นเป็นเวลานาน

                  "ผมจะรู้ว่าผมเป็นใครได้อย่างไร ในเมื่อผมเป็นสิ่งทั้งหมดนี้" แกพูด พร้อมกับเอี้ยวศีรษะไปรอบ ๆ
                  ต่อมาแกชำเลืองมาที่ผมแล้วยิ้ม
                  "คุณต้องสร้างเมฆหมอกขึ้นรอบ ๆ ตัวของคุณทีละเล็กละน้อย คุณต้องลบทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบ ๆตัวของคุณออกไป จนกระทั่งว่าไม่มีสิ่งใดเลยที่คุณทึกทักเอาว่า เป็นนั่นเป็นนี่ ไม่มีสิ่งใดเลยที่มาทำให้เกิดความมั่นใจหรือเป็นจริงอีกต่อไป ปัญหาของคุณในขณะนี้ก็คือว่า คุณจริงเสียเหลือเกิน ความพยายามของคุณทั้งหลายจริงเกินไป อารมณ์ของคุณก็จริงมาก อย่าได้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเช่นเช่นนั้น คุณจะต้องเริ่มลบตัวตนของคุณออกไป"
                  "เพื่ออะไรล่ะ?" ผมถามกวน ๆ

                  ตอนนี้เห็นได้ชัดว่าดอนฮวนกำลังกำหนดรูปแบบความประพฤติให้กับผม ในช่วงชีวิตที่ผ่านมาของผม ผมจะพุ่งขึ้นสู่จุดที่เป็นอันตราย เมื่อใครก็ตามพยายามที่จะบอกให้ผมทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แม้เพียงคิดเอาว่ามีคนมาบอกให้ผมทำอะไรสักอย่างหนึ่ง ผมก็จะปกป้องตัวเองในทันที
                  "ก็คุณบอกผมว่าคุณอยากจะเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องสมุนไพร" ดอนฮวนพูดออกมาอย่างสงบ "คุณต้องการสิ่งหนึ่งสิ่งใดโดยไม่ศึกษาอะไรเลยจะได้หรือ คุณคิดว่าสิ่งนี้คืออะไร? เราตกลงกันแล้วว่า คุณจะถามคำถามและผมจะตอบในสิ่งที่ผมรู้ ถ้าหากว่าคุณไม่ชอบ เราก็ไม่มีอะไรจะพูดกันอีก"

                  ความตรงไปตรงมาชนิดกำปั้นทุบดินของแกทำให้ผมรู้สึกโกรธ แต่ผมก็ยอมรับอย่างไม่ค่อยเต็มใจนักว่าดอนฮวนพูดถูก
                  "เอาอย่างนี้ดีกว่า" แกพูดต่อไป "ถ้าหากคุณจะเรียนเกี่ยวกับเรื่องสมุนไพร และเนื่องจากว่าไม่มีอะไรเลยจริง ๆที่จะพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ดังนั้นก่อนที่จะเรียนรู้เรื่องอื่น ๆ ให้ลบประวัติส่วนตัวของคุณทิ้งเสียก่อน"
                  "ทำอย่างไรล่ะ?" ผมถาม
                  "จงเริ่มต้นด้วยสิ่งง่าย ๆเช่น ไม่เปิดเผยสิ่งที่คุณทำอยู่ ต่อมาคุณต้องละจากคนที่คุณรู้จักดี การทำเช่นนี้ คุณจะทำให้เกิดเมฆหมอกพรางรอบตัวของคุณ"
                  "แต่การทำอย่างนั้นน่ะ เป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระ" ผมค้าน "ทำไมคนอื่น ๆจะมารู้จักกับผมไม่ได้ มันผิดอะไรหรือ?"
                  "ที่ว่าผิดก็คือ เมื่อคนเหล่านั้นรู้จักกับคุณแล้ว ตัวของคุณเองจะเป็นสิ่งที่พวกเขาทึกทักเอาว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ และจากนั้นคุณไม่อาจทำลายความผูกพันที่มีในความคิดของพวกเขาได้ ตัวของผมเองชอบที่จะมีอิสรภาพสูงสุดโดยการที่จะไม่เป็นที่รู้จัก ไม่มีใครรู้จักผมอย่างมั่นใจจริง ๆในลักษณะเดียวกับที่คนอื่นรู้จักคุณ นี่เป็นตัวอย่าง"
                  "แต่นั่นเป็นการโกหกนี่นา"
                  "ผมไม่ใส่ใจกับเรื่องโกหกหรือเรื่องจริงหรอก" แกพูดอย่างเคร่งเครียด "การพูดไม่จริงเป็นการโกหกก็ต่อเมื่อคุณมีประวัติส่วนตัวเท่านั้น"

                  ผมกล่าวโต้ว่า ผมไม่ชอบที่จะทำตัวให้เป็นลึกลับโดยเจตนาหรือทำให้ผู้อื่นไขว้เขว คำตอบของดอนฮวนคือ จะทำอย่างไรก็แล้วแต่ ผมทำให้ผู้อื่นไขว้เขวอยู่แล้ว
                  ชายแก่แตะตรงจุดที่ปวดร้าวในชีวิตของผม ผมไม่หยุดเพื่อจะถามแกว่า แกหมายความว่าอย่างไรในการกล่าวออกมาเช่นนั้นหรือถามว่าแกรู้ได้อย่างไรว่าผมทำตัวให้เป็นคนลับ ๆ ล่อ ๆ กับผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา แต่ผมกลับมีปฏิกิริยาต่อคำกล่าวหาของแกและปกป้องตัวเองด้วยคำอธิบายประการต่าง ๆ ผมบอกว่า ผมสำนึกอย่างปวดร้าวที่ครอบครัวและเพื่อน ๆของผมเชื่อว่าผมเป็นคนที่เชื่อถือไม่ค่อยได้ ทั้งๆที่ความจริงแล้วผมไม่เคยโกหกเลยในชีวิต
                  "คุณรู้อยู่ตลอดไปแหละน่าว่าจะโกหกอย่างไร" แกบอก "มีสิ่งเดียวที่ขาดไป นั่นก็คือคุณไม่รู้ว่า ทำไมคุณจึงต้องโกหก แต่เดี๋ยวนี้คุณรู้แล้ว"
                  ผมกล่าวค้าน
                  "คุณไม่เห็นบ้างหรือว่า ผมระอาเอาเสียจริง ๆและเบื่อหน่ายคนที่คิดว่าผมเป็นคนที่เชื่อไม่ได้" ผมพูด
                  "แต่คุณก็เป็นคนที่เชื่อถือไม่ได้อยู่แล้ว" แกพูดออกมาด้วยความมั่นใจ
                  "ลงนรกไปเสีย แก! ผมไม่ได้เป็นคนอย่างนั้น !" ผมตะโกนออกมา

                  แทนที่อารมณ์ที่ผมแสดงออกมาจะบีบให้ดอนฮวนมีความจริงจังขึ้นมาบ้าง แกกลับหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ผมรู้สึกเหยียดหยามชายแก่คนนี้ในความทะลึ่งของแกจริง ๆ แต่ก็นับเป็นโชคร้ายที่แกพูดถูกแล้วในส่วนที่เกี่ยวกับตัวของผม
                  หลังจากนั้นอีกครู่หนึ่ง ความพลุ่งพล่านของผมระงับลง ดอนฮวนจึงพูดต่อไป
                  "เมื่อคุณไม่มีประวัติส่วนตัวแล้ว" แกอธิบาย "ก็จะไม่มีคำพูดใดที่คุณกล่าวออกไปเป็นคำโกหก ปัญหาของคุณก็คือ ต้องอธิบายทุกสิ่งทุกอย่างกับคนทุกคน แต่ในขณะเดียวกันคุณก็ต้องการความบริสุทธิ์และความใหม่ในทุก ๆสิ่งที่คุณทำ ก็ในเมื่อคุณไม่มีความตื่นเต้นใด ๆจากการที่ได้อธิบายสิ่งที่คุณทำลงไป คุณก็พูดไม่จริงได้เพื่อจะดำรงอยู่ต่อไป"

                  ผมรู้สึกหัวหมุนจริง ๆในขอบเขตของหัวข้อการสนทนาของเรา ผมบันทึกรายละเอียดทั้งหมดในคำโต้ตอบเท่าที่จะทำได้ โดยใส่ใจในสิ่งที่ดอนอวนพูดมากกว่า แทนที่จะหยุดพิจารณาถึงอคติที่ผมมีหรือความหมายของสิ่งที่แกพูด
                  "นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป" แกพูด "คุณต้องแสดงกับผู้อื่นในส่วนที่คุณต้องการให้เขาทราบเท่านั้น โดยไม่ต้องชี้ลงไปให้ชัดแจ้งว่า คุณทำสิ่งนั้นลงไปได้อย่างไร"
                  "ผมรักษาความลับไว้ไม่ได้หรอก..!" ผมโวยวายออกมา "สิ่งที่คุณพูดน่ะ ไม่มีประโยชน์อะไรสำหรับผมเลย"
                  "ถ้าอย่างนั้นก็เปลี่ยนแปลงตัวเองเสียสิ!" แกพูดสวนออกมา นัยน์ตาของแกมีแววดุดัน

                  มองดูแล้ว แกเหมือนกับสัตว์ป่าที่แปลกประหลาด แม้กระนั้นก็ตาม ความคิดของแกมีความต่อเนื่องดีมาก และได้ความหมาย ความรำคาญของผมกลับเปลี่ยนไปเป็นความสับสนอย่างขัดเคือง
                  "คุณเห็นหรือยังว่า" ดอนฮวนพูดต่อ "เรามีทางเลือกอยู่เพียงสองทางเท่านั้น นั่นก็คือ เราถือว่าทุกสิ่งเที่ยงแท้หรือจริง หรือไม่เราก็จะไม่ยืนยันเช่นนั้น หากว่าเราเชื่อตามลักษณะแรก ชีวิตของเราจะจบลงด้วยความเบื่อหน่ายตัวของเราเองและเบื่อหน่ายโลกอย่างถึงที่สุด แต่ถ้าหากเราเชื่อตามลักษณะที่สองและได้ลบประวัติส่วนตัวทิ้งไปเสียแล้ว เราก็สร้างเมฆหมอกพรางรอบตัวของเรา นั่นเป็นสภาวะที่น่าตื่นเต้น ลึกลับ ซึ่งไม่มีใครรู้แม้แต่ตัวของเราเอง ว่าเมื่อไหร่เจ้ากระต่ายจะโผล่พรวดออกมา"

                  ผมเถียงว่า การลบประวัติของตัวเองทิ้งไปเสียนั้นรังจะเพิ่มพูนความรู้สึกว่าตัวเองไม่ปลอดภัย
                  "เมื่อไม่มีสิ่งใดแน่นอนลงไป เราก็จะตื่นตัวอยู่เสมอ ระวังระไวอยู่ตลอดไป" แกพูด "แทนที่จะประพฤติราวกับว่าเรารู้ในทุกสิ่งทุกอย่าง มันจะน่าตื่นเต้นเสียยิ่งกว่าที่จะไม่ทราบเลยว่าพุมไม้พุ่มไหนที่เจ้ากระต่ายตัวนั้นซ่อนอยู่"


                  ……ดอนฮวนไม่พูดอะไรอีกเลยเป็นเวลานาน หนึ่งชั่วโมงคงผ่านไปแล้วในความเงียบ ผมเองก็ไม่ทราบว่าจะถามอะไรอีก ในที่สุดแกลุกขึ้นแล้วขอให้ผมขับรถไปส่งที่เมืองที่อยู่ใกล้ ๆ แถวนั้น
                  ผมไม่ทราบว่าเพราะสาเหตุอะไร แต่การสนทนาของเราได้ถ่ายเอาพลังของผมออกไปหมดสิ้น ผมรู้สึกเหมือนกับจะฟุบหลับลงไป แกบอกให้ผมหยุดกลางทางแล้วบอกว่าถ้าผมต้องการจะพักผ่อนแล้ว ผมต้องปีนไปยังที่ราบบนยอดเนินเล็ก ๆที่อยู่ข้างทางแล้วนอนคว่ำลง หันศีรษะไปทางทิศตะวันออก

                  ดูเหมือนแกจะมีความรู้สึกรีบร้อนบางประการ ผมเองก็ไม่ต้องการที่จะโต้แย้ง ผมคงเหนื่อยมากแม้แต่จะอ้าปากพูด ผมจึงปีนขึ้นไปบนเนินเขาแล้วทำตามที่แกบอก
                  ผมหลับไปประมาณสองสามนาที แต่นั่นเป็นการเพียงพอแล้วที่จะเรียกเอาพลังกลับคืนมา
                  ผมขับรถเข้าไปจนถึงใจกลางเมือง ดอนฮวนบอกให้ผมจอดรถให้แกลง
                  "มาอีกนะ" แกพูดขณะที่ก้าวลงจากรถ "อย่าลืมกลับมาเยี่ยมผมอีก"





INDEX
TOP NEXT

HOME