
(บางตอนจาก)
กำเนิดมวลชนปฏิวัติ
THE
TRUE BELIEVER
ERRIC HOFFER เขียน
แก้วสรร
อติโพธิ แปล-เรียบเรียง
บทชำแหละทางจิตวิทยาการเมือง
ว่าด้วยธรรมชาติและธาตุแท้
ของมวลชนปฏิวัติตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน
พิมพ์ครั้งแรก
ตุลาคม ๒๕๒๔
พิมพ์ครั้งที่สอง กันยายน ๒๕๓๑
ภาคสาม
ข้อที่ ๑๕
ปัจจัยที่ก่อให้เกิดการรวมตัว
ความจงเกลียดจงชัง
ในบรรดาปัจจัยที่ช่วยให้มวลชนปฏิวัติรวมตัวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้นั้น
ความจงเกลียดจงชังนับเป็นปัจจัยที่ใกล้มือและใช้ได้พลิกแพลงเป็นที่สุด ด้วยเหตุที่เกิดขึ้นได้ง่ายและมีอิทธิพลปั่นหัวมนุษย์ได้ลึกซึ้งมาก
เริ่มตั้งแต่ทำให้คนเราลืมตัวหมดความคิด จนไม่ห่วงพะวงถึงอนาคตหรือความสุขสบายในชีวิตอีกต่อไป
และที่สำคัญนั้นความเกลียดชังจะทำให้ความหวงตนไว้ตัวของมนุษย์ลดน้อยลงไป จิตใจของเขาจะเกิดอาการใฝ่หาพรรคพวกมาช่วยกันเกลียดช่วยกันชังอย่างเร่าร้อน
ใครที่มีความเกลียดชังร่วมกันกับเขา ต่างก็จะสามารถเข้าถึงและร่วมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเขาได้เสมอ
มวลชนปฏิวัติชาวคริสต์เองก็ได้ถือกำเนิดมาจากความเกลียดชังร่วมกันอยู่ไม่น้อย
จนเป็นเหตุให้สาวกไม่อาจจะรับเอาหลัก "ความรักของคริสเตียน" มาเป็นแนวทางปฏิบัติได้มากมายนัก๑
มวลชนปฏิวัติทุกขบวนการต้องมีความจงเกลียดจงชังเป็นวิญญาณอยู่เสมอ
แม้ว่าบางขบวนการจะไม่ได้มีความเชื่อหรือไม่ได้มีชีวิตอยู่ได้ด้วยความเชื่อในพระเจ้าก็ตาม
แต่ในส่วนของความชั่วร้ายแล้ว ขบวนการปฏิวัติทุกขบวนการต่างก็จะต้องมีปีศาจหรือซาตาน
ให้สาวกทั้งหลายได้เห็นและรวมกันเกลียดชังเข้าไว้ ดังเช่นพวกนาซีก็ต้องมียิวหรือพวกคอมมูนิสต์ก็ต้องมีนายทุนไว้เป็นตัวการแห่งความชั่วร้ายทั้งมวลในโลก
ขบวนการใดเสนอปีศาจที่เห็นเป็นตัวเป็นตนและชั่วช้าได้ชัดเจนเท่าใด สาวกของขบวนการก็ยิ่งจะเกิดความเกลียดได้เข้ากระดูก
จนสามารถรวมตัวกันได้เข้มแข็งขึ้นเท่านั้น
ฮิตเลอร์เองก็ตระหนักถึงความจริงในข้อนี้เป็นอย่างดี
เพราะแม้ว่าปากของเขาจะปลุกระดมให้ชาวเยอรมันเกลียดชังพวกยิวอย่างรุนแรงสุดชีวิตก็ตาม
แต่เมื่อถูกถามเป็นส่วนตัวว่า เขาต้องการจะทำลายล้างยิวให้หมดโลกเลยจริง ๆ หรืออย่างไร
ฮิตเลอร์ก็รีบปฏิเสธและชี้แจงอย่างเลือดเย็นว่า ไม่ควรจะทำเช่นนั้น เพราะพวกยิวเป็นเป้าหมายที่เห็นได้ชัดและสาดโคลนได้ถนัดมาก
ถ้าด่วนฆ่าทำลายไปเสียหมดแล้ว ขบวนการนาซีก็จะต้องยุ่งยากหาปีศาจใหม่ให้สาวกอีก๒
ซึ่งเทคนิคหากินของฮิตเลอร์นี้ก็ได้มีผู้รู้ทันอยู่เหมือนกัน ดังในคราวที่คณะตัวแทนรัฐบาลคลั่งชาติของญี่ปุ่นได้เดินทางมาดูงานจัดตั้งมวลชนของนาซีเมื่อปี
ค.ศ. ๑๙๓๒ นั้นบรรดาผู้ดูงานกลุ่มนี้ต่างก็พากันประทับอกประทับใจในผลงานของนาซีเป็นอันมาก
แต่กลับให้ความเห็นไว้ว่า พวกเขาไม่อาจจะนำความรู้นี้ไปใช้ในญี่ปุ่นได้ ด้วยสาเหตุสำคัญที่ญี่ปุ่นไม่มียิวอยู่เลย๓
ดังนี้เป็นต้น
ด้วยเหตุนี้ผู้ก่อตั้งหรือชี้นำมวลชนจึงต้องรับภาระหนัก
ในการสรรหาปีศาจที่เหมาะสมมาให้มวลชนด้วย ดังตัวอย่างของผู้นำคอมมูนิสต์รัสเซียที่ได้หยิบยกเอาอเมริกันมาเป็นปีศาจแทนนาซีอย่างฉับพลันทันทีที่สิ้นสงครามโลกครั้งที่
๒ เลยทีเดียว กรณีจึงเป็นที่น่าคิดว่านโยบายผ่อนปรนของอเมริกา จะมีผลผ่อนคลายความก้าวร้าวของเครมลินได้อย่างไร
ในเมื่อรัสเซียได้กลายเป็นประเทศที่ขาดศัตรูไปไม่ได้แล้วเช่นนี้
นอกจากตัวอย่างความกระหายศัตรูของรัสเซียแล้ว
ความจงเกลียดจงชังในระหว่างประเทศคอมมูนิสต์ในเอเชียปัจจุบัน ก็ดูจะเป็นตัวอย่างได้ในทำนองเดียวกันว่า
การที่อินโดจีนยังไม่สงบ ทั้ง ๆ ที่สงครามเวียตนามได้ผ่านพ้นไปแล้วนั้น ก็เป็นเพราะว่ากระแสมวลชนปฏิวัติในภูมิภาคนี้ยังไม่สลายตัว
ความหิวหาศัตรูจึงยังคุกรุ่นอยู่ทั่วไป จนเป็นเหตุให้มวลชนญวนต้องหยิบเอาจีนมาเป็นปีศาจแทนอเมริกัน
และพอลพตเมื่อครั้งครองพนมเปญก็ต้องพามวลเขมรแดงไล่ฆ่าญวนอย่างบ้าคลั่ง ชนวนสงครามจึงได้ประทุเป็นลูกโซ่และลุกลามมาติดบ้านเราในที่สุด
วังวนแห่งสงครามอินโดจีนจึงเป็นวังวนแห่งความจงเกลียดจงชังที่น่าเศร้า และไทยคนใดก็ตามที่คิดจะชักศึกเข้าบ้านเพื่อ
หยิบเอาปีศาจญวนมาสร้างมวลชนปฏิวัติไทย จึงนับว่าเป็นคนที่หากินกับชาติอย่างฉลาดมากและเลวมากจริง
ๆ
ในอีกด้านหนึ่ง
ความไม่รู้ถึงอิทธิพลของความชิงชังก็อาจจะนำรัฐบรุษไปสู่ความพ่ายแพ้ก็ได้ ดังตัวอย่างของจอมพลเจียงไคเชคที่มิได้ตระหนักว่า
การที่ชาวจีนสามารถรวมตัวกันสู้ญี่ปุ่นได้อย่างเหนียวแน่นนั้น ก็หาได้เป็นเพราะผีมือหรือความเป็นผู้นำของเขาไม่
หากแต่เป็นเพราะความเกลียดชังร่วมกันที่มีต่อญี่ปุ่นเป็นสำคัญ และด้วยเหตุจากความไม่รู้เช่นนี้นี่เอง
เมื่อเสร็จสงครามแล้ว เจียงไคเชคจึงมิได้ขวนขวายหาปีศาจใหม่ให้แก่คนจีนเลย จนทำให้ไม่อาจปลุกระดมจัดตั้งมวลชนขึ้นมาสู้กับคอมมูนิสต์ได้และต้องพ่ายแพ้ตกทะเลไปในที่สุด
๖๗
เมื่อวิเคราะห์ถึงอิทธิพลของความจงเกลียดจงชังกัน
คิดไปให้ละเอียดยิ่งขึ้นเราก็จะพบความจริงประการหนึ่งว่า ความจงเกลียดจงชังร่วมกันมีอิทธิพลช่วยสร้างแนวร่วมได้อย่างกว้างไกลมาก
จนแม้แต่กับคนในฝ่ายศัตรูคู่สงครามเองก็ตาม กล่าวคือ ถ้าปีศาจที่เราเลือกหยิบมานั้น
เป็นปีศาจที่ศัตรูของเราก็เกลียดชังด้วยเหมือนกัน ดังนี้ก็จะทำให้ศัตรูนั้นเกิดความเห็นอกเห็นใจและสิ้นความคึกคักที่จะต่อต้านเราไปไม่น้อย
ดังตัวอย่างจากนโยบายต่อต้านยิวของฮิตเลอร์ ที่นอกจากจะทำให้ชาวเยอรมันรวมตัวกันเป็นมวลชนนาซีแล้ว
ก็ยังทำให้ชาวโปแลนด์ ฮังการี รูมาเนีย หรือแม้แต่ฝรั่งเศสที่เกลียดชังยิวเป็นทุนเดิมอยู่
พากันเกิดความลังเลใจที่จะต่อสู้กับชาวเยอรมันไปด้วยไม่น้อยเลย
ฮิตเลอร์จึงเป็นผู้นำมวลชนปฏิวัติที่คร่ำหวอด
สามารถนำเทคนิคปฏิวัติต่าง ๆ มาใช้ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง จนแม้แต่กับฝ่ายศัตรู เขาก็ยังสามารถเรียกร้องความเห็นอกเห็นใจมาได้
การที่เขาหยิบเอายิวมาเป็นปีศาจร้ายนั้น จึงเป็นการตัดสินใจที่ลึกซึ้งตรงกับใจดำของชาวยุโรปในสมัยนั้นมาก
มากเสียจนเราไม่อาจมองกันง่าย ๆ ว่าเป็นความคลั่งเลือดคลั่งชาติอย่างตื้น ๆ ได้เลย
และยิ่งเมื่อเขาประกาศถือเอาคอมมูนิสต์เป็นปีศาจคู่กับยิวด้วยแล้ว แนวร่วมแห่งความเกลียดชังของเขาก็ยิ่งซับซ้อนและกว้างไกลขึ้นมากทีเดียว
๖๘
ปัญหาต่อไปก็จะเป็นเรื่องของเทคนิคการสร้างปีศาจร้าย
ซึ่งก็จะมีข้อสำคัญเป็นข้อแรกว่า ปีศาจที่สร้างขึ้นมานั้นจะต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียว
จนความเกลียดชังทั้งหลาย สามารถรวมศูนย์มุ่งสู่ปีศาจนี้ได้อย่างเต็มที่๔ กล่าวคือโดยปกติธรรมดานั้น
คนเราจะมีเรื่องและเป้าหมายแห่งความเกลียดชังได้หลายประการแตกต่างกันไป ดังนั้นเมื่อขบวนการปฏิวัติต้องการจะรวบรวมความเกลียดชังทั้งหลายนี้เข้าด้วยกัน
ทางขบวนการก็จำจะต้องสร้างปีศาจที่มีอยู่เพียงหนึ่งเดียว และมีอิทธิฤทธิ์ก่อความชั่วทุกชนิดขึ้นมาให้ได้
ตัวอย่างเช่น
เมื่อฮิตเลอร์หยิบเอายิวมาเป็นปีศาจ เขาก็สามารถอธิบายต่อไปได้อย่างเหมาะเจาะว่า
ความทุกข์ยากทั้งหลายของชาวเยอรมันนั้นมิได้มีสาเหตุโดยตรงมาจากการกระทำของประเทศใดประเทศหนึ่ง
หากมาจากฝีมือของชนชาติบางชนชาติ คือพวกยิวที่ยืนกุมอำนาจเศรษฐกิจการเมืองอยู่เบื้องหลังประเทศต่าง
ๆ อีกทีหนึ่ง ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ อเมริกา ฝรั่งเศส และอังกฤษ จึงตกที่นั่งเป็นศัตรูของเยอรมันในฐานะที่เป็นลูกสมุนของยิว
และประเทศใดที่เป็นลูกสมุนของประเทศทั้งสามนี้ ก็จะตกเป็นพวกยิวต่อไปอีกเรื่อย ๆ
จนในที่สุดแม้ปีศาจคู่อาฆาตของนาซีจะมีอยู่เพียงหนึ่งเดียวคือพวกยิวก็ตาม แต่ศัตรูของนาซีก็แทบจะกลายเป็นคนทั้งโลกไปได้
ผู้นำมวลชนที่เชี่ยวชาญจึงต้องสามารถสร้างปีศาจที่ฤทธิ์ล้นฟ้า
ไว้เน้นเป้าหมายในการปลุกระดม จนไม่ว่าสมาชิกจะเกลียดอะไรหรือเกลียดใคร เขาก็สามารถที่จะเหมามาลงที่ปีศาจนี้ได้เสมอ
จนเกิดเป็นกระแสแห่งความเกลียดชังร่วมกันขึ้นมาได้ ดังตัวอย่างปีศาจอเมริกันที่สตาลินสร้างให้แก่ชาวรัสเซีย
ปีศาจยิวของนาซีดังที่ได้กล่าวมา หรือแม้แต่ปีศาจบริษัทข้ามชาติที่ซ้ายสมัยใหม่ที่เขากำลังกระโดดโลดเต้นแช่งด่ากันอยู่ในปัจจุบัน
ก็เป็นปีศาจนายทุนที่ปรับปรุงใหม่ ให้ทันสมัยเท่านั้นเอง
ข้อพิจารณาประการที่สอง
ก็เป็นเรื่องเขตอิทธิฤทธิ์ของปีศาจที่จะต้องมีอำนาจแผ่ซ่านไปได้ทั่วทุกแห่งหนและทุกกาลเวลา
จนความล้มเหลวหรืออุปสรรคทั้งหลายแหล่ของขบวน ต้องกลายเป็นผลงานของปีศาจเหล่านี้ไปเสียหมด
และความสำเร็จใดๆ ก็เป็นชัยชนะที่มวลชนมีต่อปีศาจด้วยอีกเช่นกัน ๖
ข้อสังเกตข้อสุดท้ายก็เป็นเรื่อง
กำพืดของปีศาจเอง ที่แม้จะถูกสร้างให้เป็นเป้าร่วมและมีฤทธิ์ชั่วช้าเพียงใดก็ตาม
ถ้ามีสาบสางต่างด้าวปนอยู่ด้วยแล้ว กรณีก็จะตกเป็นที่ชิงชังกันได้เข้ากระดูกยิ่งขึ้น
โดยเหตุนี้นี่เอง เมื่อฮิตเลอร์ชี้นำให้มวลชนนาซีลงมือกวาดล้างคนเยอรมันที่มีเชื้อสายยิว
โดยประณามว่าเป็นพวกต่างด้าวนั้น ก็ปรากฏว่ามวลชนทั้งหลายได้เต้นเร่าตอบสนองกันเป็นอย่างดี
โดยไม่มีเยื่อใยคิดถึงความจริงบ้างเลยว่าคนเหล่านั้นเขาได้เป็นเยอรมันไปมากแล้ว
ในทำนองเดียวกันนักปลุกระดมของขบวนการปฎิวัติรัสเซียก็ต้องพร่ำย้ำให้มวลชนเห็นว่า
ชนชั้นสูงของรัสเซียนั้นมีกำพืดเป็นคนต่างด้าวอยู่อย่างไร๗ (คือเป็นพวก Varangian,
Tartar และยุโรปตะวันตก) ข้างพวกปฎิวัติฝรั่งเศสก็ต้องดูถูกชนชั้นสูงว่าเป็นลูกเป็นหลานคนป่าเถื่อนจากเยอรมัน
ส่วนชาวบ้านฝรั่งเศสเอง ก็ได้รับการยกย่องว่ามาจากชาติ Gauls และโรมันอันรุ่งเรือง๘
หรือในท้ายที่สุดพวกศักดินานิยมในอังกฤษ ก็ต้องถูกนักปฏิวัติพิวริแทนตราหน้าว่า สืบเชื้อสายมาจากพวกนอร์มันผู้รุกรานเกาะอังกฤษไป๙
เป็นต้น กรณีจึงต้องขุดลากเอาบรรพบรุษหลายชั่วคนมาร่วมเป็นปีศาจอยู่ด้วยเช่นนี้มาโดยตลอด
(เทคนิคนี้เคยนำมาใช้ในรัฐสภาไทยในปี 2539 - ผู้คัดลอก)
เมื่อนำเอาหลักปีศาจต่างด้าวในข้อนี้มาใช้ปรับกับเมืองไทยบ้าง
เราก็จะเห็นได้ว่า การที่พรรคคอมมูนิสต์ไทยเขาไม่ยอมตบแต่งปีศาจนายทุนไทยให้มีสาบสางเป็นต่างด้าวบ้าง
จึงเป็นเรื่องที่ผิดธรรมชาติหรือขัดต่อเทคนิคสากล อย่างน่าคิดและน่าสงสัยมากทีเดียว
๖๙
ก้าวต่อไปของเรา
ก็จะเป็นการสืบเสาะหาต้นกำเนิดความจงเกลียดจงชังในจิตใจของมวลชนปฎิวัติให้ถ่องแเท้ยิ่งขึ้น
ซึ่งในชั้นแรกก็มีข้อที่ควรตระหนักกันไว้เป็นเบื้องต้นก่อนว่า จิตใจของคนเรานั้นมีธรรมชาติซับซ้อนยากแก่การคาดเดาโดยอาศัยเหตุผลอยู่มาก
เมื่อเราเกิดความรักขึ้นมาในใจ เราก็มักจะเห็นแก่ตัว พยายามหวงกันไม่ให้ใครมารักในสิ่งเดียวกันกับเรา
แต่ครั้นเมื่อเกิดความเกลียดชังเราก็กลับพยายามจะแจกจ่าย คือทุรนทุรายใฝ่หาให้ผู้อื่นเขาเห็นใจเข้ามาร่วมเกลียดชังกับเราด้วยเสมอ
จนเป็นเหตุให้โลกของเราต้องมีแต่ความรักอันคับแคบตื้นเขินและความเกลียดชังอันไพศาลลึกซึ้งมาโดยตลอด
นอกจากความเกลียดชังของมนุษย์จะเป็นสิ่งที่แพร่ระบาดได้อย่างประหลาดอัศจรรย์แล้ว
ในส่วนกำเนิดของมันนั้น ก็ยิ่งนับว่าพิสดารหนักเข้าไปอีก เพราะอาจจะเกิดขึ้นได้ง่าย
ๆ โดย ไม่มีสาเหตุใด ๆ เลย ความเกลียดชังประเภทพาลหาเรื่อง หรือประเภทที่มิได้เกิดจากการถูกข่มเหงรังแกเช่นนี้นี่เอง
ที่จะมีอิทธิพลทำให้เราเกิดความเร่าร้อนต้องการแนวร่วมเป็นที่ยิ่ง ความเกลียดชังชนิดนี้จึงเป็นตัวประสานมวลชนที่มีอิทธิพลมาก
และขบวนการปฏิวัติทั้งหลายต่างก็ได้ยึดถือเอาความชิงชังในทำนองนี้เป็นหลักในการปั้นแต่งปีศาจอยู่เสมอมา
ความเกลียดชังชนิดพาลหาเรื่องไร้เหตุไร้ผลเช่นที่กล่าวมานี้
จะมีกำเนิดจากความเกลียดตัวเองเป็นสำคัญ กล่าวคือในชั้นแรกคนที่เกลียดตัวเองเพราะเห็นว่าไร้ค่าหรือสกปรกโสมมนั้น
จะตกเป็นคนที่มีความทุกข์ทรมานเป็นอันมาก ด้วยเหตุที่ถูกความสำนึกดังกล่าวคอยหลอนหลอกทิ่มแทงจิตใจอยู่เสมอ
จนในที่สุดก็ต้องพยายามหลอกลวงตนเองหรือดิ้นรนหลีกหนีความสำนึกเช่นนี้อยู่ตลอดเวลา
ตรงจุดนี้นี่เองที่ความเกลียดชังในจิตใจของเขาจะถูกผลักให้เบี่ยงเบนไปหาผู้อื่น จนเกิดเป็นอาการพาลพาโลเกลียดแค้นผู้อื่นขึ้นมาในบั้นปลาย
เมื่อเข้าใจถึงกำเนิดของมันไว้เช่นนี้แล้ว
กรณีก็จะยังหลงเหลือเป็นปัญหาอยู่อีกประการเดียวว่า ทำไมคนที่หนีตัวเองเหล่านี้ จึงต้องมีอาการหิวหาแนวร่วมอยู่อย่างรุนแรงเป็นพิเศษด้วย
คำตอบในข้อแรกก็จะเริ่มตรงที่ว่า ความเกลียดชังของเขาเหล่านี้เป็นอาการที่เกิดจากการดิ้นรนของจิตใจ
ที่พยายามจะเกลียดผู้อื่นแทนการเกลียดตนเอง ดังนั้นเขาจึงต้องได้ความเกลียดชังที่เป็นจริงเป็นจัง
หนักแน่นกว่าความเกลียดในชีวิตปกติเป็นอันมาก และด้วยเหตุนี้นี่เองที่ทำให้เขาเร่าร้อนอยากจะได้ผู้อื่นมาร่วมชิงชังกับเขาให้ได้มาก
ๆ ยิ่งได้พวกมากเท่าใดความเกลียดของเขาก็จะยิ่งเป็นตัวเป็นตนสมอารมณ์ของเขาได้มากเท่านั้น
โดยข้อวิเคราะห์เช่นที่กล่าวมานี้
กรณีก็พอจะเห็นเป็นเหตุเป็นผลให้สรุปได้ว่า ต้นกำเนิดความจงเกลียดชังของมวลชนปฏิวัตินั้น
จะมาจากการผสมผสานระหว่างปัจจัยสองประการด้วยกัน ปัจจัยข้อแรกก็คือแรงดันในจิตใจอันเร่าร้อนของพวกเขาเอง
และปัจจัยข้อที่สองก็ได้แก่แรงดึง หรือแรงยั่วยุจากปีศาจที่ขบวนการปฏิวัติปั้นแต่งขึ้นมาเพื่อสนองความเกลียดชังของพวกเขาโดยเฉพาะ
ดังนั้น มวลชนปฏิวัติจึงเป็นมวลชนแห่งความชิงชังมากกว่าความรัก และความรักใด ๆ ที่แปลกปลอมเข้าไป
ก็จะต้องถูกทำร้ายหรือกลืนหายไปในบั้นปลายอย่างแน่นอน
ความสัมพันธ์ระหว่างความผิดหวังในตัวของตนเองกับความเกลียดชังผู้อื่นนี้
เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นและเห็นได้เสมอในชีวิตประจำวันวันของเรา จนแม้แต่ความเกลียดชังที่เรามีต่อผู้กดขี่ข่มเหง
ก็ยังต้องมีพื้นฐานมาจากความรู้สึกผิดหวังหรืออนาถใจในตัวของเขาเองอยู่ด้วย เพราะถ้าเรารู้สึกว่าเรานั้นเหนือกว่าหรือดีกว่าผู้ที่กระทำผิดต่อเราแล้ว
เราก็ไม่มีทางที่จะรู้สึกว่าเป็นการข่มเหงรังแก จนคลั่งแค้นเกิดเป็นความเกลียดชังขึ้นมาได้
แต่กลับมีแต่จะให้อภัยหรือสงสารเขาเสียด้วยซ้ำ๑๐ ความเกลียดชังจึงมิได้เกิดขึ้นโดยตรงจากความไม่เป็นธรรม
และมักจะเป็นเรื่องพาลพาโลไปเกลียคคนที่เขาไม่รู้เรื่องด้วยเลยอยู่บ่อยครั้ง ดังตัวอย่างเช่น
ชาวรัสเซียในสมัยที่ถูกสตาลินกดขี่นั้น ก็เดือดพล่านเกลียดอเมริกันมากขึ้น หรือชาวเยอรมันก็พากันระบายความอดสูใจคลั่งแค้นในสนธิสัญญาแวร์ซายส์เอากับพวกยิว
ข้างพวกซูลูก็หันไปล้างผลาญพวกฮินดูแทนที่จะต่อสู้กับพวกบัวร์ผู้กดขี่ หรือแม้แต่คนขาวชั้นกลางและชั้นต่ำในรัฐทางใต้ของอเมริกาก็พากันเกลียดนิโกรแทนนายทุนและเจ้าที่ดินผู้ขูดรีด
ดังนี้ก็ล้วนแต่เป็นตัวอย่างของการระบายโทสะที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น
๗๐
ข้อยืนยันที่ว่า
ความเกลียดชังเป็นอาการที่เกิดจากการดูถูกตนเอง มากกว่าจากการถูกข่มเหงรังแกนี้ เมื่อคิดดูเผิน
ๆ แล้ว ก็เห็นจะเป็นที่ยอมรับกันได้ลำบากอยู่ แต่ถ้าพยายามคิดหรือมองชีวิตกันให้ลึกซึ้งขึ้น
เราก็จะพบความจริงข้อนี้ได้จากตัวอย่างหลายประการทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากตัวอย่างความสัมพันธ์ระหว่างความเกลียดชัง
และความรู้ผิดชอบชั่วดีของคนเรา กล่าวคือ
ในชีวิตจริงนั้นจะมีตัวอย่างในทางกลับให้เราพบเห็นได้เสมอว่า
คนที่รังแกหรือข่มเหงผู้อื่นเสียอีก ที่จะเป็นฝ่ายเกิดความเกลียดชังขึ้นมาเสียเองเพราะความสำนึกว่าผู้อื่นมีข้อกล่าวหาที่ตำหนิประณามเขาได้นั้น
จะคอยรบกวนทำให้เขารุ่มร้อนใจ จนเกิดเป็นความเกลียดชังขึ้นมาเก็บกดมันไว้ด้วยเหตุนี้
ถ้าเราไปพิสูจน์ความผิดใครเขาได้สำเร็จ จนทำให้เกิดความละอายมาก ๆ แล้ว เรามักจะทำให้เขาเกิดอาการรุกราน
และยืนหยัดต่อสู้เพื่อปฏิเสธความผิดของตนอย่างรุนแรงเลยทีเดียว ซึ่งอันที่จริงแล้วปฏิกิริยารุกรานและดื้อดึงนี้
ก็คืออาการของคนที่วิ่งหนีความสำนึกผิดอย่างสุดชีวิตนั่นเอง
ดังนั้น
ความรักในความเป็นธรรมจึงไม่อาจจะมีอยู่ได้ในจิตใจที่บ้าคลั่ง และคำพูดหรือการกระทำใด
ๆ ที่รุนแรง และอ้างอิงถึงความเป็นธรรมอย่างเร่าร้อนนั้น ก็มักจะมีเบื้องหลังมาจากจิตใจที่ดิ้นรนเก็บกดความสำนึกผิดอยู่ด้วยเสมอ๑
๗๑
การกลั่นแกล้งรังแกคนที่เราจงเกลียดจงชังนั้น
แท้ที่จริงแล้วก็คือการเติมเชื้อเพลิงแห่งความชิงชังเพิ่มลงไปในจิตใจของเราเอง และโดยนัยเดียวกัน
การปฏิบัติต่อศัตรูด้วยการให้อภัย จึงเป็นการทำลายความเกลียดชังที่เรามีต่อเขาด้วยเช่นกัน
๗๒
การเก็บกดความสำนึกผิดด้วยความเกลียดชังนี้
จะเป็นที่มาของการป้ายร้ายใส่ไคล้อย่างไม่มีขอบเขตอยู่เสมอ เพราะเพื่อที่จะหลีกหนีความสำนึกผิดให้ได้อย่างจริงจัง
คนผิดเขาก็จะต้องพยายามหลอกตัวเองและผู้อื่นให้เห็นไปว่า ฝ่ายตรงข้ามกับเขานั้นเป็นชาติพันธุ์ที่ต่ำทรามจนสาสมต่อการลงโทษทำลายอยู่เพียงไร
ยิ่งป้ายร้ายชวนเชื่อกันได้เลวทรามเท่าใด คนผิดเขาก็ยิ่งจะพ้นจากความสำนึกผิด และยึดมั่นกับความเกลียดของตนได้มั่นคงขึ้นเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้กรณีจึงพอจะสรุปเป็นข้อสังเกตสำหรับชีวิตทั่วไปได้ว่า ความเกลียดชังที่ไม่มีคำว่าให้อภัย
และมีแต่จะทำให้คนเห็นคนเป็นสัตว์นั้น จะต้องเป็นความเกลียดที่มีเบื้องหลังมาจากความสำนึกผิดอยู่ด้วยเสมอเลยทีเดียว
๗๓
ตัวอย่างอีกประการหนึ่งของการเก็บกดความสำนึกผิดด้วยความเกลียดชังนี้ก็ได้แก่
นิสัยรุกรานของพวกบ้าคลั่งศาสนา ซึ่งเราจะพบได้เสมอว่า ศาสนาที่มีวินัยอันเคร่งครัด
และกำหนดเป้าหมายอันเลิศลอยให้แก่สาวกนั้น นอกจากจะเป็นศาสนาที่น่าคลั่งไคล้แล้ว
ขณะเดียวกันก็ยังจะเพาะนิสัยรุกราน หรือจิตใจอันเปี่ยมด้วยความเกลียดชังให้แก่สาวกด้วย
เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า คำสอน และวินัยของศาสนาเหล่านี้ เลิศเลอจนเกินวิสัยที่สาวกจะประพฤติปฏิบัติได้
ความขัดกันระหว่างอุดมคติและชีวิตจริง จะคอยทิ่มตำให้เขาเกิดความสำนึกผิดอยู่อย่างรุนแรง
จนในที่สุดก็จะเกิดอาการทางจิตเป็นความเกลียดชังขึ้นมาเก็บกดความสำนึกผิดเหล่านี้ไว้
ทำให้กลายเป็นกลุ่มศาสนาที่มีนิสัยรุกรานไป ศาสนาใดที่เดินเกินสายกลาง จึงตกที่นั่งเป็นศาสนาที่เพาะความเกลียดชังให้แก่มนุษย์โดยมิได้ตั้งใจ
ด้วยเหตุนี้
๗๔
ข้อคิดที่น่าจะคิดกันต่อไปอีกข้อหนึ่งก็คือ
ปัญหาอันน่าพิศวงว่า ทำไมเราถึงเกลียดคนที่เหนือกว่าเราได้ง่ายกว่าเกลียดคนที่ด้อยกว่า
ซึ่งคำตอบสำหรับปัญหานี้ก็อยู่ที่ตัวของเราเอง ที่มองไม่เห็นคนที่ด้อยกว่าอยู่ในสายตาเลย
และขณะเดียวกันก็คอยแต่จะจ้องมองคนที่เหนือกว่าอยู่เป็นประจำ จนทำให้คนเหล่านี้ต้องตกเป็นเป้าหมายแห่งความเกลียดชังเป็นประจำตามไปด้วย
ดังตัวอย่างเช่น ญี่ปุ่นที่มีข้อได้เปรียบอเมริกันในคราวสงครามโลกครั้งที่ ๒ อยู่ประการหนึ่ง
ตรงที่ญี่ปุ่นเกลียดอเมริกันได้รุนแรงกว่าอเมริกันเกลียดญี่ปุ่น ซึ่งเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะญี่ปุ่นรู้สึกว่าตนเองด้อยกว่าอเมริกัน
ส่วนอเมริกันนั้นกลับเป็นจอมทระนง คือรู้สึกว่าตนเองเหนือกว่าชาติอื่น ๆ อยู่เสมอ
จึงไม่ค่อยจะจงเกลียดจงชังประเทศใด ทำให้คิดเห็นและดำเนินนโยบายต่างประเทศเช่นเกมส์การค้าอยู่ตลอดมา
อเมริกันจึงเป็นชาติที่แปลกเพราะเกลียดกันเองได้แรงกว่าเกลียดคนนอก ยกเว้นอเมริกันตอนใต้ที่ถูกเหยียดหยามและกดขี่จนต้องหันมาระบายเอากับคนต่างชาติบ้าง
ด้วยเหตุนี้ถ้าอเมริกันในอนาคตเกิดจงเกลียดจงชังชาวต่างชาติเมื่อใด กรณีก็ย่อมจะเป็นที่ชี้ชัดได้ว่า
พวกเขาได้เริ่มหมดความมั่นใจในชีวิตอเมริกันไปแล้วเมื่อนั้น
อิทธิพลของความชมชอบที่ซุกซ่อนอยู่ในความเกลียดชังนี้
จะทำให้คนเรามีแนวโน้มหรือพยายามที่จะเลียนแบบศัตรูโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นเราจึงพบความจริงในประวัติศาสตร์มวลชนปฏิวัติได้เสมอว่า
ขบวนการปฏิวัติทั้งหลายนั้น ในที่สุดแล้วก็มักจะก่อตัวสร้างตนจนมีลักษณะคล้ายคลึงกับปีศาจหรือศัตรูคู่อาฆาตเสมอ
ดังเช่นขบวนการคริสเตียนในบั้นปลายก็ได้เจริญรุ่งเรืองจัดตั้งกันเป็นจักรวรรดิที่คลั่งอำนาจอย่างไม่ผิดเพี้ยนไปจากศัตรูคู่อาฆาตเลย
ข้างพวกจาคอแบงส์แห่งขบวนการปฏิวัติฝรั่งเศสก็ได้นำเทคนิคการปกครองทรราชในอดีตมาใช้อย่างเต็มฝีมือ
หรือในส่วนของรัสเซียนั้น พวกบอลเชวิกได้เปลี่ยนรัฐของเขาให้กลายนายทุนผูกขาดที่ใหญ่ที่สุดในโลกไป
และในท้ายที่สุดฮิตเลอร์เองก็ได้แอบเอาคำสอนของปราชญ์แห่งไซออน มาเป็นแนวทางและคู่มือในการปกครองนาซีเยอรมัน
อย่างละเอียดยิบทุกขั้นทุกตอนเลยทีเดียว๑๒ เป็นต้น
ธรรมชาติการเลียนแบบศัตรูอาฆาตนี้
ในที่สุดก็จะลุกลามมาสู่ปรปักษ์ของขบวนการปฏิวัติในภายหลังด้วย เพราะเมื่อฝ่ายปรปักษ์ได้เริ่มลงมือต่อต้านขบวนการปฏิวัตินั้น
เขาก็จะเกิดความรู้สึกว่า ตนเองนั้นอ่อนแอไม่เข้มแข็งเฉียบขาดเท่ากับทางขบวนการ จนทำให้เกิดเป็นความจงเกลียดจงชัง
และเริ่มลอกเลียนเอาอย่างความรุนแรงเหี้ยมเกรียมจากขบวนการปฏิวัติไปในบั้นปลาย ดังตัวอย่างของพวกคริสเตียนที่บ้าคลั่ง
ก็ได้ถ่ายทอดความเหี้ยมเกรียมชนิดใหม่ให้แก่ฝ่ายตรงข้าม ตลอดจนระบบการเมืองการปกครองในอดีตไว้เป็นอันมาก
ฮิตเลอร์ก็ได้ทำให้ฝ่ายประชาธิปไตยเกิดความเหี้ยมและขาดสติติดตัวไปด้วยไม่น้อย หรือแม้แต่คอมมูนิสต์รัสเซียเอง
ก็สามารถเปลี่ยนประเทศทุนนิยมให้ออกสีแดงไปได้เหมือนกัน ความจงเกลียดจงชังจึงเป็นตัวการถ่ายทอดธรรมชาติอันรุนแรงของมวลชนปฏิวัติให้แก่โลกมาตลอด
และอิทธิพลของนักปฏิวัติที่บ้าคลั่งจึงเป็นอิทธิพลที่กว้างไกลเกินหมู่เหล่าและยุคสมัยของเขาไปเป็นอันมาก
โดยนัยนี้
โดยข้อวิเคราะห์เช่นที่กล่าวมา
เราก็จะได้ข้อคิดที่น่าสนใจอีกประการว่าประเทศที่ตื่นตูมปลุกระดมชาวบ้าน ให้เกิดความเกลียดชังขบวนการปฏิวัติอย่างขาดสตินั้น
แม้จะสามารถจัดตั้งชาวบ้านได้ในระดับหนึ่งก็ตาม แต่ในระยะยาวแล้ว ประเทศเหล่านี้ก็จะต้องบ้าคลั่งและรุนแรงตามศัตรูไปด้วย
จนทำให้การต่อสู้นั้นกลายเป็นเรื่องที่น่าอนาถ ด้วยเหตุที่ต่างก็เป็นคนบ้าไปด้วยกันทั้งคู่เสียแล้ว
เทคนิคการต่อสู้ที่ใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว จึงเป็นเทคนิคสำคัญที่ประเทศปกติทั้งหลายจะต้องยึดถือไว้ให้มั่นคง
เพื่อที่ชีวิตปกติของตนจะได้พลอยมั่นคงยืนนานตามไปด้วย
ฮิตเลอร์ผู้เป็นปรมาจารย์ในงานจัดตั้งมวลชนปฏิวัติ
ก็เป็นผู้ที่ตระะหนักถึงความรู้สึกต่ำต้อยที่ซ่อนอยู่ในความจงเกลียดจงชังนี้เป็นอย่างดี
และเขาก็ได้สรุปเป็นข้อชี้แนะสาวกไว้อย่างชัดเจนว่า ขบวนการนาซีจะต้องมุ่งมั่นสร้างความจงเกลียดจงชังบ้าคลั่งให้เกิดขึ้นในหมู่ศัตรูให้มากที่สุด
เพราะความเกลียดชังที่เกิดขึ้นนี้ จะเป็นข้อพิสูจน์ที่แท้จริงถึงความเข้มแข็งของนาซี
และความอ่อนแอของศัตรู ซึ่งถ้านาซีคนใดได้รับความเกลียดชังจากศัตรูมากที่สุด
เขาผู้นั้นก็จะต้องเป็นนาซีทีเข้มแข็งและเปี่ยมศรัทธาต่อขบวนการ โดยมิต้องสงสัยเลย๑๓
๗๕
เมื่อได้เข้าใจถึงความเกลียดชังของคนที่ผิดหวังในตัวเองแล้ว
กรณีก็ยังมีปัญหาให้วิเคราะห์กันต่อไปในเรื่องขนาดของความเกลียดชังชนิดนี้ว่ารุนแรงเพียงใดบ้าง
ซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่ได้ใช้วิธีสุ่มตัวอย่างหาข้อมูลมาตอบกันก็ตาม แต่ถ้าได้พยายามเข้าใจและไตร่ตรองถึงต้นกำเนิดของมันโดยละเอียดแล้ว
เราก็พอจะเห็นถึงความรุนแรงของความเกลียดชังประเภทนี้ได้มากทีเดียว กล่าวคือ
จุดสำคัญของคำตอบจะอยู่ที่ทัศนะของพวกเขา
ที่มองไม่เห็นคุณค่าของตัวเองเลย และมีแต่จะทุรนทุรายเห็นตัวเองนั้นต่ำต้อยด้อยที่สุดอยู่เสมอ
จนเป็นเหตุให้เห็นคนทั้งโลกโชคดีกว่าเขาไปหมด ดังนั้นเมื่อเกิดความเกลียดขึ้นในใจ
ความเกลียดชังเหล่านี้ก็จะพุ่งขึ้นเบื้องสูง คือบรรดาคนที่เขาเห็นว่าเหนือกว่าซึ่งในที่นี้ก็คือการเกลียดคนทั้งโลกและโลกทั้งโลกเลยนั่นเอง
ความเกลียดชังของคนเหล่านี้จึงรุนแรงมาก และยิ่งถ้าเขาเกลียดตัวเองแรงเท่าใด เขาก็ยิ่งจะเกลียดโลกได้กว้างขวางและลึกซึ้งขึ้นเพียงนั้น
ความเกลียดชังเช่นนี้นี่เอง
ที่ทำให้เขาพยายามต่อต้านและทำลายโลกปัจจุบันอยู่เสมอ ครั้นเมื่อมีความพินาศใด ๆ
เกิดขึ้น พวกเขาก็จะเฝ้ามองด้วยความมั่นใจอยู่ลึก ๆ ว่า ความพินาศเหล่านี้คือทางที่จะนำมนุษย์ไปสูโลกแห่งความรักหรือภราดรภาพเป็นแน่แท้
ส่วนความวุ่นวายที่ติดตามมานั้นก็จะถูกเขามองว่า เป็นเค้ามูลของความเสมอภาคในโลกใหม่ไปอีกส่วนหนึ่งด้วย
ซึ่งก็เป็นเพราะว่าสังคมได้สับสนอลหม่านจนใครต่อใครก็ดูจะเหมือนกันไปหมดแล้วนั่นเอง
ความพินาศวุ่นวายจึงกลายเป็นอาหารใจของพวกเขาไปโดยนัยนี้
จิตใจที่โน้มเอียงไปในทางทำลายล้างดังที่กล่าวมา
จะร้อนแรงขึ้นอีกเป็นทวีคูณในเมื่อพวกเขาได้คิดเห็นกันต่อไปอีกว่า การทำลายปัจจุบันนั้นเป็นงานขั้นแรกของการสร้างโลกใหม่
ที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องถูกทำลายไปให้หมดเสียก่อน ซึ่งความคิดเช่นนี้ถ้าฟังเผิน
ๆ แล้วก็ดูจะเป็นข้อแก้ตัวของเขาเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามถ้าเราได้พยายามคิดโดยเอาใจเราไปใส่ใจเขาจริง
ๆ แล้ว เราก็จะพบว่า ความคิดเช่นนี้มิใช่ข้อแก้ตัวธรรมดาเลยจริง ๆ เพราะมีแต่จะกระตุ้นให้เขาคลั่งหนักขึ้นไปอีกด้วยเหตุสองประการคือ
ในข้อแรกนั้น ความคิดนี้จะช่วยชี้เป้าหมายให้เขาเกลียดชังได้อย่างลึกซึ้งรุนแรงขึ้นอีกมาก
และในส่วนคำอธิบายที่ว่าการทำลายล้างก็คือการสร้างสรรค์นั้น ก็จะช่วยชี้นำใหัเขาคิดว่าชีวิตแห่งการทำลายล้างเป็นชีวิตที่มีค่า
จนไขว่คว้ามาเป็นชีวิตใจในที่สุด
๗๖
ข้อวิเคราะห์ถึงกำเนิดและอิทธิพลของความจงเกลียดจงชังดังที่กล่าวมานี้
เมื่อพิจารณาทบทวนดูแล้ว ก็ต้องนับว่าซับซ้อนและเน้นความสำคัญไว้มากทีเดียว จนหลายท่านอาจจะเห็นว่าเลยเถิดเกินจริงไปก็ได้
ซึ่งก็นับว่าเป็นธรรมดาของการวิเคราะห์ปัญหาทางจิตวิทยา ที่มักจะมีข้อโต้แย้งคัดค้านกันอยู่เสมอ
อย่างไรก็ตามบทวิเคราะห์นี้ก็มีข้อคิดพื้นฐานที่ต้องขอยืนยันไว้โดยหนักแน่นว่า ความเกลียดชังนี้เป็นปัจจัยต้นกำเนิดมวลชนปฏิวัติที่สำคัญมาก
มากเสียจนเราไม่อาจจะเพิกเฉย หรือวิเคราะห์กันเพียงเพื่อให้ผ่านไปโดยลวก ๆ ได้เลย
เพราะโดยทั่วไปนั้น จิตใจของคนเราก็มีความเกลียดชังฝังลึกเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว และจะคอยออกฤทธิ์ปรุงแต่งอารมณ์ต่าง
ๆ ของเราอยู่ตลอดเวลา ทำให้ดูเหมือนว่าคนเรานั้นเกิดมาเกลียดกัน จนรักกันจริง ๆ ไม่ได้เลย๑๔
ข้อสรุปเช่นนี้แม้จะฟังดูสุดขั้วไปบ้าง
แต่ก็นับว่ามีมูลความจริงอยู่มากทีเดียว กล่าวคือ ในข้อแรกนั้นเราจะพบได้ว่า บรรดาความรัก
ความหลง และความโลภของคนเรานั้น เมื่อสิ้นสลายลงแล้วก็จะกลับกลายเกิดเป็นความเกลียดชังขึ้นมาเสมอ
และในทางตรงข้าม ความเกลียดชังก็ยังสามารถกลับกลายมาเป็นกิเลสทั้ง ๓ ประการนี้ได้เหมือนกัน
ดังตัวอย่างของ มาร์ติน ลูเธอร์ ผู้นำมวลชนปฏิวัติโปรเตสแตนต์ ก็ยังได้เคยกล่าวยืนยันถึงประสบการณ์ของเขาเองว่า
เมื่อใดที่จิตใจของเขาเกิดท้อแท้จนสวดมนต์ไม่ได้เช่นปกติแล้ว เขาก็จะพยายามปลุกตนเอง
โดยคิดวนเวียนถึงความโหดร้ายไร้ยางอายของโป๊ปและพลพรรค ตลอดจนความน่าอนาถของคริสตศาสนาที่ต้องด่างพร้อยไปด้วยน้ำมือของคนชั่วไว้ให้มาก
ๆ จนเกิดเป็นความเจ็บช้ำและความมุ่งมั่นขึ้นมาในที่สุด ยิ่งแค้นได้แรงเท่าใด เขาก็ยิ่งจะสวดมนต์ได้อย่างเปี่ยมศรัทธาขึ้นเพียงนั้น
๑๕
ด้วยตัวอย่างเช่นนี้
กรณีจึงเป็นที่ยืนยันได้ว่า มนุษย์เราต้องมีความเกลียดชังฝังรากแน่นอยู่ในใจอย่างแน่นอน
ส่วนจะมีความรักความศรัทธาอันจริงแท้แน่นอนได้หรือไม่นั้น ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ลึกล้ำมากทีเดียว
๗๗
ส่วนสุดท้ายนี้
ก็จะเป็นเช่นเดียวกันกับการวิเคราะห์ที่ผ่านมาในส่วนของปัจจัยอื่น ๆ กล่าวคือ จะชี้ให้เห็นว่า
ความจงเกลียดจงชังนั้นจะเป็นทั้งเหตุและผลของการจัดตั้งมวลชนอยู่ในตัว โดยในชั้นแรกก็จะมีบทบาทเป็นเหตุ
คือทำให้รวมตัวร่วมกันเกลียดร่วมกันชังได้ในระดับหนึ่งก่อน ซึ่งเมื่อถึงจุดนี้ อิทธิพลของการรวมตัวและอุทิศตนก็ได้ทำให้พวกเขาเกิดความเกลียดชังขึ้นมาเอง
โดยไม่ต้องอาศัยการปลุกระดมใด ๆ เลย และเมื่อเกลียดแรงขึ้นก็รวมตัวกันได้มากขึ้น
ทำให้เกลียดมากขึ้น...ผนึกกำลังกันยิ่งขึ้น หมุนวนไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นมวลชนปฏิวัติสมบูรณ์แบบไปในบั้นปลาย
ตัวอย่างของการรวมตัวกันจนเกลียดร่วมกันนี้
จะมีปรากฏให้เห็นอยู่ทั่วไปจนแม้แต่การรวมตัวโดยสงบหรือโดยวัตถุประสงค์เพื่อสันติ
ก็ยังไม่เว้นที่จะเกิดความเกลียดชังร่วมกันขึ้นมาได้ ซึ่งกรณีก็พอจะอธิบายถึงสาเหตุความเป็นมาได้ดังต่อไปนี้
ในเบื้องต้นนั้น
หัวใจของคำตอบก็จะอยู่ที่ผลของการละทิ้งตัวเองเป็นสำคัญ เพราะเมื่อความเกลียดชังหรือปัจจัยอื่น
ๆ ได้ผลักผู้คนให้มารวมตัวกันแล้ว ผู้คนเหล่านี้เขาก็จะหมดความเป็นตัวของตัวเองไปเป็นอันมาก
จนทำให้อารมณ์หรือความนึกคิดเปลี่ยนแปลงไปจากปกติหลายประการ และแต่ละประการก็ล้วนแต่เป็นต้นกำเนิดของความเกลียดชังด้วยกันทั้งนั้น
กล่าวคือ
ข้อแรกก็ได้แก่ความอ่อนไหวทางอารมณ์
ซึ่งเป็นอาการธรรมดาทั่วไปของผู้ที่ละทิ้งตัวเองอยู่แล้ว ที่จะต้องขาดสติสิ้นการครองตนจนตกเป็นทาสของอารมณ์ต่าง
ๆ ได้นานัปประการ และในบรรดาอารมณ์เหล่านี้ความเกลียดชังก็เป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นได้ง่ายและลึกซึ้งมากทีเดียว
ในข้อที่สอง
การปฎิเสธตนเองก็ยังเป็นการยืนยันถึงสิทธิที่จะก้าวร้าวและไร้เมตตาไปในตัวด้วยเหมือนกัน
ซึ่งในข้อนี้เราก็มักจะถูกปรากฏการณ์หลอกลวงอยู่บ่อย ๆ ว่า คนที่ผิดหวังจนคลั่งลัทธิโดยเฉพาะอย่างยิ่งลัทธิทางศาสนานั้น
จะเป็นคนที่อ่อนน้อมถ่อมตัวและเห็นอกเห็นใจผู้อื่นเสมอทั้งๆ ที่แท้จริงแล้วก็หาได้เป็นเช่นนั้นไม่
เพราะในใจจริงนั้นเขาจะไม่เห็นว่ามีใครเท่าเทียมกับเขาเลย ทุก ๆ คนต่างก็ดูจะเป็นผู้ที่ตกอยู่ในอวิชชาและรอการโปรดสัตว์จากเขาอยู่แทบทั้งสิ้น
สำหรับสาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็มาจากการละทิ้งตัวตนของเขาเอง ที่ทำให้เขาเคว้งคว้างจนต้องพยายามยึดถือชีวิตหมู่และศรัทธาใหม่ไว้ให้มั่นคงว่าเป็นชีวิตที่มีค่า
และเขานี่เองคือผู้ที่ค้นพบสัจจะจนได้รับเลือกมาชี้ทางสวรรค์แก่คนทั้งมวล ยิ่งถ้าทำตัววางตนได้อ่อนน้อมเท่าใด
เขาก็ยิ่งจะสำคัญผิดคิดว่าตนสูงส่งขึ้นเท่านั้น การถ่อมตัวของเขาจึงมิใช่ธรรมชาติ
เพราะเป็นการหลอกตัวเองมาโดยตลอดและถ้าใครปฏิเสธการโปรดสัตว์ของเขาแล้ว คนผู้นั้นก็จะถูกเขาตราหน้าว่า
เป็นคนดักดานหรือบัวประเภทที่สี่ไปในทันทีเลย ความไร้ไมตรีจึงมีอยู่ตลอดไปในจิตใจของมวลชนปฏิวัติ
และจะต้องวัดกันให้ถึงแก่นจริง ๆโดยนัยนี้
การเปลี่ยนแปลงทางจิตใจอีกประการหนึ่งที่สำคัญมาก
ก็คือการหลุดพ้นจากความรับผิดชอบส่วนบุคคล ที่เมื่อเราละทิ้งตัวตนจนกลายเป็นมวลชนไปแล้วนั้น
เราก็จะเป็นเช่นดินน้ำมันที่ถูกปัจจัยทางจิตวิทยาปั้นแต่งหรือผลักดันไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีความยั้งคิดใด
ๆ เหลืออยู่เลย ด้วยเหตุที่ได้ละทิ้งตัวตนอันเป็นฐานแห่งความคิดอ่านส่วนบุคคลไปเสียแล้ว
กล่าวคือ
โดยปกติแล้ว
ความคิดอ่านของคนเราจะเป็นเรื่องส่วนบุคคล ซึ่งจะมีข้อจำกัดอยู่มากมาย และไม่สามารถให้ความมั่นใจแก่เราได้เลย
ทำให้การตัดสินใจในตลอดชีวิตของเราต้องมีแต่ความหวาดกลัว อีหลักอีเหลื่อ สงสัยและไม่สบายใจมาโดยตลอด
สภาพเช่นนี้แม้จะทำให้เราไม่มีความสุขก็ตาม แต่ในอีกด้านหนึ่งนั้น ก็ทำให้ชีวิตของเรามีเบรคไม่คิดหรือทำอะไรไปดื้อ
ๆ ตามความต้องการของตนอยู่ด้วย แต่ครั้นเมื่อเราละทิ้งตัวเองแล้วเราก็จะได้เสรีภาพอย่างใหม่ขึ้นมาประการหนึ่ง
คือเสรีภาพที่จะไม่ต้องคิดไม่ต้องติดอยู่กับความอ่อนแอส่วนบุคคลอีกต่อไป เราจะเดินหน้าไปตามความต้องการทางจิตอย่างเต็มตัว
และมีอิสระทางใจที่จะเกลียด ดึงดัน โกหก เหี้ยมโหด ทรยศหักหลัง และฆาตกรรมผู้อื่น
โดยไม่ต้องเกิดความสงสารหรือละอายใจเลย
อิสรภาพทางใจเช่นนี้แม้จะน่ากลัวเพียงใดก็ตาม
แต่ขณะเดียวกันก็น่าหลงใหลอยู่ไม่น้อย และข้อดึงดูดใจของชีวิตมวลชนปฏิวัติก็อยู่ตรงจุดนี้
ดังที่ท่าน Dostoyevsky ได้วิเคราะห์ไว้ว่า เป็นชีวิตที่ให้สิทธิในการสับปลับแก่เรา
ซึ่งจากประสบการณ์ของท่านผู้วิเคราะห์เองก็เห็นว่า เป็นสิ่งที่น่าหลงใหลอย่างสุดที่จะยับยั้งไว้ได้เลยทีเดียว๑๖
ฮิตเลอร์เองก็ได้ตระหนักและเชิดชูอิสรภาพดิบเช่นนี้มาก
โดยได้แยกแยะและดูถูกความรุนแรงตามอารมณ์ส่วนบุคคลไว้อย่างชัดเจนว่า เป็นเรื่องชั่ววูบที่มาจากจิตใจอันอ่อนแอ
ว่างเปล่า และไม่อาจจะเทียบกับการต่อสู้ของนาซีที่แม้จะเหี้ยมเกรียมเฉียบขาดเพียงใด
แต่ก็มาจากจิตใจอันกล้าหาญมีเป้าหมายและมีศรัทธาได้เลย๑๗ ซึ่งว่าไปแล้วก็เป็นเรื่องที่คนบ้าดูถูกคนดีว่าบ้าไม่เต็มที่เสียมากกว่า
โดยเหตุผลดังที่ได้ลำดับมาทั้งหมด
ความจงเกลียดจงชังจึงมิใช่เป็นแต่เพียงแค่เหตุของชีวิตหมู่เท่านั้น แต่จะเป็นผลที่เกิดจากการรวมตัวของคนเราด้วยเหมือนกัน
ที่รวมตัวกันเมื่อใดแล้ว ก็มักจะเกิดความเกลียดชังร่วมกันขึ้นมาได้เอง ชีวิตหมู่จึงต้องคู่กับความเกลียดชังเสมอ
และในบัดนี้โลกของเราก็ยังไม่เคยพบเห็น ชาติที่มีเมตตาปรานี๑๘ หรือศาสนจักรที่รู้จักให้อภัย
ตลอดจนพรรคปฏิวัติที่ใจอ่อนเลย และท้ายที่สุดโลกก็ต้องพบว่า ความเห็นแก่ตัวนั้นร้ายกาจสู้ความหมดตัวตนไม่ได้
อีกเช่นกัน
ชีวิตหมู่จึงเป็นตัวการสำคัญของการทำลายล้าง
และการที่เราไปด่วนตำหนิผู้นำขบวนการปฏิวัติในอดีตว่า เป็นตัวการชักนำมวลชนไปสู่กองเลือดนั้น
ก็นับเป็นความคิดที่ยกย่องผู้นำและดูถูกผู้ตามกันจนเกินจริง เพราะแท้ที่จริงแล้วความรุนแรงบ้าเลือดเหล่านี้
มีกำเนิดโดยตรงมาจากธรรมชาติหมู่ของสมาชิกเอง ส่วนผู้นำนั้นก็เป็นแค่เพียงผู้อำนวยการและจัดตั้งชีวิตหมู่ขึ้นมาเท่านั้น
กรณีจึงพอสรุปได้ว่า
มนุษย์เรานั้นมีธรรมชาติที่น่าเศร้า เพราะสามัคคีกันทำดีไม่ค่อยจะได้ และมักจะล้ำเส้นหมดความเป็นมนุษย์ไปโดยไม่รู้ตัว
คณะลูกขุนที่กลมเกลียวปรองดองกันจึงเป็นผู้ตัดสินคดีที่น่ากลัว เพราะอาจจะเกิดวิญญาณซาดิสม์หมู่ขึ้นมาได้ง่าย
ๆ โดยนัยนี้..
